รวมสุดยอดเทคนิคเก่งภาษาอังกฤษ

รวมสุดยอดเทคนิคเก่งภาษาอ

รวมสุดยอดเทคนิคเก่งภาษาอังกฤษ

19 เทคนิคเรียนภาษาอังกฤษ ถ้าทำทุกวันเก่งขึ้นแน่นอน
เทคนิคที่ 1 ตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้
ในบรรดา ศิษย์เก่ารุ่นหนึ่งของ Harvard มีเพียงร้อยละ 3 ที่ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนและมีกำหนดเวลา เมื่อเวลาผ่านไปปรากฏว่า ศิษย์เก่ากลุ่มนี้มีทรัพย์สินรวมกันแล้วถึง 4 เท่าของศิษย์เก่าร้อยละ 97 ที่เหลือรวมกัน
• เป้าหมายที่ตั้งต้อง
• มีรายละเอียดชัดเจน + มีกำหนดเวลาแน่นอน
• สำหรับเรื่องที่ใช้เวลานาน เราควรตั้งเป้าหมายหลายระยะ

เทคนิคที่ 2 เปิดเพลงและสร้างสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นภาษาอังกฤษ
คนที่เก่งอังกฤษหลายคน เรียนรู้ด้วยวิธีเปิดเพลงภาษาอังกฤษทิ้งไว้ตลอด
ทำไมถึงได้ผล?
สมอง คนเราสามารถเรียนรู้ได้แม้กระทั่งเวลาเราไม่ใส่ใจ(แต่เมื่อใส่ใจ ย่อมเรียนรู้ได้มากกว่า) เรื่องบางอย่าง ต้องใช้วิธีซึม จะช่วยได้มาก เช่น เรื่องสำเนียง จังหวะการพูด
ทำสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นภาษาอังกฤษให้มากที่สุด
คน ที่ไปอยู่เมืองนอกเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมาก เพราะซึมซับภาษาอังกฤษรอบตัวตลอดเวลา เราอยู่เมืองไทย ก็สร้างสิ่งแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับเมืองนอกได้
เทคนิคที่ 3 ใช้ Post-It Notes ติดรอบบ้าน
เราควรเริ่มจากการเขียนแบบง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยใส่คำศัพท์ วลี และอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้นตามลำดับ
เทคนิคที่ 4 ดูหนังภาษาอังกฤษหลายรอบ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ถ้า เรามีพื้นฐานภาษาอังกฤษบ้างแล้ว การดูหนังเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่ง(แต่ต้องทำให้ถูก หลายวิธี! ไม่งั้นจะได้ผลน้อย)
การดูหนังจะได้เห็นการใช้ภาษาในบริบทจริง มีทั้งภาพและเสียงประกอบ ช่วยสร้างอารมณ์ร่วม และทำให้สมองซึมซับภาษาได้อย่างเต็มที่
เทคนิคที่ 5 ใช้ซอฟแวร์เพื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
ซอฟต์แวร์ที่ดีสามารถช่วยเสริมสร้างความรู้ด้านภาษาได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องมีเงื่อนไขต่อไปนี้
- ควรเป็นซอฟต์แวร์ที่มีพื้นฐานจากงานวิจัยด้วนภาษาและศาสตร์การเรียน รู้(cognitive science) แต่ต้องเลือกให้ดี เพราะซอฟต์แวร์ที่อยู่ในท้องตลาดกว่าร้อยละ 90 ไม่ได้ออกแบบโดยมีพื้นฐานจากการวิจัย
- ควรมีระบบทบทวนอัตโนมัติจนกว่าเนื้อหาจะเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำระยะยาว (long-term memory)
- เรียนแล้วได้ผลเร็วกว่าการเรียนในห้องเรียนทั่วไป
- มีคำยืนยันจากผู้เรียนที่ประสบความสำเร็จคนอื่น
เทคนิคที่ 6 เลือกใช้พจนานุกรมที่เหมาะสม
ผู้เรียนระดับต้น
- พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ที่ให้ความหมายอ่านง่าย แบ่งกลุ่มความหมายชัดเจน เช่น argue ควรแบ่งเป็น 1)โต้เถียง 2)ให้เหตุผล
ผู้เรียนระดับกลาง
- พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ที่ละเอียดและมีคำศัพท์อย่างน้อย3-40,000 คำ
- พจนานุกรมไทย-อังกฤษ เพื่อใช้ค้นหาคำที่นำมาใช้ เวลาต้องการเขียนหรือพูดเป็นภาษาอังกฤษ
ผู้เรียนระดับสูง
- พจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษสำหรับผู้เรียนรู้(ไม่ใช่สำหรับเจ้าของภาษา)ซึ่งจะมี คำว่า Learner’s Dictionary อยู่ในชื่อเล่ม คำนิยามของสำนวน เช่น คำว่า burn out, when hell freezes over เป็นต้น
- พจนานุกรมย่อยยเป็นเรื่องๆ ที่สนใจฝึกฝน เช่น พจนานุกรมสำนวนและแสลง พจนานุกรมคำคล้ายและคำตรงข้าม(thesaurus)
ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา
- พจนานุกรมสำหรับเจ้าของภาษาที่บอกที่มาของคำ รากศัพท์ และตัวอย่างประโยคจากวรรณคดีหรือผลงานชื่อดัง เช่น Oxford English Dictionary เป็นต้น
เทคนิคที่ 7 อ่านหนังสือฝึกอ่าน (Reader) และนิตยสารที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างง่าย
การอ่านหนังสือที่น่าสนใจสำหรับเรา นอกจากจะช่วยเปิดโลกทางความคิดและสร้างความรู้แล้วยังเป็นวิธีพัฒนาภาษาที่ได้ผลยอดเยี่ยม
เทคนิค สำคัญ คือ จะต้องเลือกหนังสือที่เหมาะสำหรับระดับของตนเอง เช่น สำหรับนักเรียนประถมต้น ก็ควรเป็นหนังสือนิทานที่มีภาพประกอบมากๆ ตัวหนังสือไม่เยอะจนเกินไป เมื่อเราเก่งขึ้น ก็อ่านหนังสือที่ยากขึ้นตามลำดับ
ปัจจุบันมีการจัดพิมพ์หนังสือภาษา อังกฤษที่เขียนขึ้นสำหรับผู้เรียนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาโดยเฉพาะ โดยแปลงเนื้อหาให้ใช้คำศัพท์และโครงสร้างไวยากรณ์ที่ง่ายๆ แบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ผู้ที่เริ่มต้นเรียนภาษา ไปจนถึงผู้เรียนระดับกลางและสูง หนังสือเหล่านี้เรียกว่า Readers
อีก แหล่งหนึ่ง คือ นิตยสารภาษาอังกฤษ เช่น Nation Junior และ Student Weekly ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษที่ง่ายกว่านิตยสารสำหรับเจ้าของภาษา หรือ นิตยสารอย่าง Future ก็จะมีบทความที่มีทั้งสองภาษา อังกฤษและไทย ให้ดูเปรียบเทียบกัน
เทคนิคที่ 8 ใช้สมุดโน้ตคำศัพท์ และกล้องของมือถือ เพื่อบันทึกคำศัพท์ประจำวัน
รอบๆ ตัวเรามีภาษาอังกฤษอยู่มากมาย เพียงแต่สังเกต และบันทึกไว้ จะเป็นแหล่งในการเรียนรู้ได้อย่างดี
ตัวอย่าง เช่น เสื้อยืดที่ผู้คนใส่กันทั่วไป มีภาษาอังกฤษปะปนอยู่ไม่น้อย บนเสื้อยืด ตัวหนึ่งอาจมีคำว่า “A look for the new generation” คำว่า generation หมายถึงอะไร? เมื่อเจอคำศัพท์เหล่านี้ เราก็บันทึกไว้ด้วยสมุดโน้ต หรือใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปไว้ แล้วกลับมาหาความหมาย พร้อมทบทวน
การ เรียนรู้แบบนี้ มีสิ่งแวดล้อมประกอบ นอกจากน่าสนใจแล้ว ยังช่วยให้จดจำได้แม่นยำกว่าด้วย (เช่น อาจจะนึกไปถึงเพื่อนคนที่ใส่เสื้อยืดตัวนั้น)
เทคนิคที่ 9 อ่านการ์ตูนภาษาอังกฤษ
เด็กๆ และผู้ใหญ่หลายคนชอบอ่านการ์ตูนอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ถ้าอ่านเป็นภาษาอังกฤษก็จะได้ทั้งบันเทิงและสาระไปในคราวเดียวเลย
วิธีนี้มีจุดเด่น เช่น
-เนื้อเรื่องมีอรรถรสน่าติดตาม
-มีภาพประกอบ ทำให้เชื่อมโยงประโยคเข้ากับภาพได้ชัดเจน
-ได้เห็นบทสนทนาที่ใช้ภาษาไม่เป็นทางการ คล้ายเวลาเจ้าของภาษาคุยกันจริงๆ(อาจมีแสลงปนมาด้วย)
คำ ที่ใช้เรียกการ์ตูนแตกต่างกันไปแล้วแต่ประเภท ‘cartoon’ เป็นคำที่มักใช้เรียกภาพยนตร์การ์ตูนที่ฉายทางโทรทัศน์ สำหรับภาพนิ่งลายเส้นเป็นช่องๆ อย่าง Snoopy หรือ Superman จะเรียกว่า ‘comics’ ส่วนการ์ตูนญี่ปุ่นมักเรียกว่า ‘mamga’ (ตามคำในภาษาญี่ปุ่น)
เทคนิคที่ 10 ดู Website ที่สนุกน่าสนใจแล้วเขียน comment
อินเตอร์เน็ตนับเป็นแหล่งเรียนรู้ภาษาที่สำคัญ ถ้าเราใช้เป็น และไปยังเว็บไซต์ส่วนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
จุด เด่นของอินเตอร์เน็ต คือ เราสามารถเขียนโต้ตอบกับคนทั่วโลกได้โดยใช้ภาษาอังกฤษ โดยอาจมีเนื้อหาบางส่วนของเว็บไซต์เป็นจุดดึงความสนใจร่วมกันอย่างเช่น
-Youtube.com
ที่มีวดีโอสนุกๆ หลายเรื่อง เราสามารถเขียน comment โต้ตอบกับคนต่างชาติได้
-facebook.com
ที่ เป็นเว็บไซต์สังคมออนไลน์หรือ social networking site (คล้าย hi5.com แต่มี feature การทำงานหลากหลายกว่า ละเป็นที่นิยมใน อเมริกา) สามารถหาเพื่อนต่างชาติเขียนข้อความพูดคุยกัน เล่นเกมร่วมกันได้
เทคนิคที่ 11 เรียนรู้ด้วยร่างกาย ใช่ TPR: Total Physical Response
คน ที่เคย shoot ลูกบาส, drive กอล์ฟ หรือ go hiking ย่อมเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ได้ดีกว่าคนที่ศึกษาจากการฟังหรือการอ่าน เพียงอย่างเดียว
เพราะว่าคนเราไม่ได้เรียนรู้โดยการใช้ตา (อ่าน) หรือใช้หู (ฟัง) เท่านั้น แต่ยังใช้ประสาท (สัมผัส) อีกด้วย
เทคนิค Total Physical Response (การตอบสนองทางกายภาพทั้งหมด) เป็นการใช้ร่างกายทำตามคำสั่งของผู้พูด โดยคุณครูหรือเพื่อนอาจจะสั่งว่า Point at your book นักเรียนก็ต้องชี้ไปที่หนังสือ TPR ยังเหมาะที่จะใช้ประกอบการเล่าเรื่อง เช่น ให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งมายืนหน้าห้อง แล้วทำท่าทางประกอบการเล่าเรื่อง เหมือนกับเล่นละครแบบง่ายๆ
TPR ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของภาษาได้ลึกซึ้งขึ้น เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ) ฝึกให้กล้าแสดงออก และยังสนุกอีกด้วย
เทคนิคที่ 12 เล่นเกมสนทนาภาษาอังกฤษ
เกมสนทนาที่เหมาะสมจะกระตุ้นให้ผู้เล่นได้ฝึกทักษะการพูดและการฟังอย่างสนุกสนาน ตัวอย่างเกมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เช่น
-Charade หรือเกมใบ้คำ ซึ่งได้สาธิตวิธีเล่นไว้ในภาพยนตร์สั้นแล้ว
-20 Questions หรือเกม 20 คำถาม เป็นเกมที่ทายว่า สิ่งที่เป็นปริศนาคืออะไร โดยผู้ร่วมเล่นจะสามารถถามคำถามจากผู้ที่รู้คำตอบ (ซึ่งมีเพียง 1 คน) ได้ไม่เกิน 20 คำถาม และจะถามได้เฉพาะคำถามที่ให้ตอบแบบ ใช่/ไม่ใช่ (yes-no questions) เท่านั้น
เทคนิคที่ 13 ฝึกรูปแบบบทสนทนา (conversational patterns) ที่ใช้เป็นประจำ
ในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อเราซื้อของ จองตั๋วหนัง สอบถามเส้นทาง พยายามนึกว่า ถ้าเราจะต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษ จะต้องพูดอย่างไรบ้าง
เมื่อ ลองดูแล้วคิดไม่ออก ก็กลับมาหาดูในหนังสือเพื่อดูว่าบทสนทนาในสถานการณ์นั้นๆ เป็นอย่างไร เพราะว่าในแต่ละสถานการณ์ เช่นการซื้อของ การสั่งอาหาร การถามเส้นทางไปสถานที่ต่างๆ จะมีประโยคและคำศัพท์ที่ใช้โต้ตอบหลักๆ ไม่กี่รูปแบบเท่านั้น เมื่อเราใช้รูปแบบดังกล่าวได้อย่างคล่องแคล่วเราก็จะพูดภาษาอังกฤษได้ใน สถานการณ์เหล่านั้น หนังสือประเภทที่มีข้อมูลตรงกับบทสนทนาเหล่านี้ได้แก่ หนังสือ Phrase book (หนังสือรวมวลี) สำหรับนักท่องเที่ยว และ CD รวมบทสนทนาภาษาอังกฤษ
เทคนิคที่ 14 ขอให้ต่างคนต่างพูดซ้ำ หรืออธิบายให้ชัดเจนขึ้น
เมื่อสนทนากับคนต่างชาติแล้วเราฟังเขาไม่เข้าใจ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเขาพูดเร็วเกินไป หรือใช้คำศัพท์ที่เราไม่รู้จัก
การขอให้เขาพูดช้าลง ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงใช้วลีหรือประโยคต่อไปนี้ Slowly , please =ช้าหน่อยได้ไหมคะ/ครับ
Could you please speak slowly? = กรุณาพูดช้าๆได้ไหมคะ / ครับ
ถ้า เราฟังไม่ชัดแล้วต้องการให้เขาพูดซ้ำ ก็เพียงบอกเขาว่า Again , please = อีกครั้งได้ไหมคะ/ครับ Pardon me. = ขอโทษนะคะ/ครับ (มีความหมายแฝงว่า เราต้องการให้เขาพูดซ้ำ)
เมื่อเขาใช้คำศัพท์หรือประโยคที่เราไม่เข้าใจ ก็อาจจะขอให้เขาอธิบายได้ What is ‘compulsory’? = คำว่า compulsory หมายถึงอะไร What do you mean by ‘collaborative learning’? = คุณหมายถึงอะไรที่บอกว่า ‘การเรียนรู้ร่วมกัน’? (ผู้ถามอาจจะรู้ความหมายของคำนี้ แต่ต้องการรายระเอียดที่มากขึ้น เพราะการเรียนรู้ร่วมกัน ทำได้หลายแนวทาง)
เทคนิคที่ 15 ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับสถานการณ์และผู้ที่เราพูดด้วย
เวลา พูดภาษาใดๆเราจะเปลี่ยนแปลงประโยคที่ใช้ไปตามสถานการณ์ บางครั้งเราจะใช้ภาษาทางการ (formal language) แต่เวลาคุยกับเพื่อนหรือคนสนิท เราจะใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ (informal language)
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการพูดในลักษณะที่ต่างกันไป
-ประโยคบนสุดเป็นแบบที่เป็นทางการที่สุด ใช้พูดกับคนที่เรานับถือหรือพูดกับสาธารชน
-ประโยคตรงกลางเป็นแบบที่ใช้ทั่วๆไป
-ส่วนประโยคล่างนั้น ห้วน ไม่เป็นทางการ (อาจจะออกไปทางหยาบคาย) ใช้คุยกับเพื่อนหรือคนที่เราสนิทด้วย

I apologize. กระผม/ดิฉันขออภัย
I’m sorry. ผม/ฉันขอโทษ
Sorry. โทษที

Could you lower your voice? กรุณาลดเสียงลงหน่อยได้ไหมคะ/ครับ
Quiet, please. ช่วยเงียบๆหน่อยครับ/ค่ะ
Shut up! หุบปาก

Would you mind telling me the time, please? ไม่ทราบว่า คุณพอจะช่วยบอกเวลาผมหน่อยได้ไหมครับ
Can you tell me the time, please? ช่วยบอกเวลาผมหน่อยได้ไหมครับ
What’s the time? ตอนนี้เวลาเท่าไหร่
เทคนิคที่ 16 หาความหมายและเสียงอ่านคำศัพท์จากอินเตอร์เน็ต/Talking Dict
มี บริการพจนานุกรมออนไลน์มากมาย ที่ทำให้เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตหาความหมายของคำศัพท์ที่ต้องการได้อย่าง รวดเร็วทั้งพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย และอังกฤษ-อังกฤษ(หรือกระทั่งอังกฤษ-ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส-ไทย และคู่ภาษาอื่นๆ อีกนับร้อยพัน)
ในหลายเว็บไซต์ เรายังสามารถฟังเสียงอ่านคำศัพท์ที่บันทึกไว้ด้วยสำเนียงที่ถูกต้องของเจ้า ของภาษาได้ด้วย ไปที่เว็บไซต์ in-eng.com/resources/ จะสามารถหาคำศัพท์ได้จาก ทั้งพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย และอังกฤษ-อังกฤษ โดยการพิมพ์คำศัพท์เพียงครั้งเดียว
เทคนิคที่ 17 ติดตามเป้าหมาย, สร้างแรงจูงใจ
ถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จ นอกจากจะวางเป้าหมายที่ชัดเจน(เทคนิคที่1) แล้ว เรายังควรติดตามเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอด้วย
อย่าง เช่นในเรื่องที่มาริโอ้วางเป้าหมายในการเรียนรู้คำศัพท์ไว้ในคอลัมน์ด้าน ซ้าย และมีการบันทึกผลลัพธ์ที่ได้เรียนรู้จริงๆ ไว้ด้านขวา
การทำเช่นนี้ทำให้เราเห็นความก้าวหน้าของตนเอง และเป็นแรงผลักดันให้ฝึกฝน อย่างต่อเนื่อง
อีกอย่างหนึ่ง คือ แรงบันดาลใจ “มองหาแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เรา อยากเก่งภาษาอังกฤษ”
แรงบันดาลใจนี้อาจเป็น
-การมีดโอกาสไปเรียนต่อหรือใช้ชีวิตเมืองนอก
-การพูดคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติได้คล่องแคล่ว
-การอ่านหนังสือต้นฉบับหรือหนังสือต้นฉบับหรือดูหนังสือ Soundtrack ได้เข้าถึงอารมณ์
แรงบันดาลใจคือ
ต้นฉบับ (role model) ที่ดี
เช่น เราอาจจะอยากเก่งเหมือนดาราหรือพิธีกรคนโปรด หรือพี่ชายหรือพี่สาวคนเก่งหรืออาจารย์ของเรา เป็นต้น
อะไรคือแรงบันดาลใจของเราที่ทำให้อยากเก่งภาษาอังกฤษ?
เขียนใหญ่ๆ แปะเอาไว้ข้างฝา ให้เห็นทุกวัน
เทคนิคที่ 18 ร้องเพลงภาษาอังกฤษ
การร้องเพลง ภาษาอังกฤษ เป็นกิจกรรมบันเทิงที่ได้ความรู้ด้วย เมื่อเราร้องเพลงภาษาใด เราจะซึมซับจังหวะน้ำเสียงหนักเบา ของภาษาเข้าไปโดยธรรมชาติซึ่งจะเป็นส่วนช่วยเวลาเราพูดภาษานั้นด้วย แต่ถ้าจะให้ดีกว่าการร้องเล่นๆ อย่างเดียวเราก็ควรจะศึกษาเนื้อเพลงที่ร้อง เพื่อให้เข้าใจความหมายและอารมณ์ของเพลงได้ลึกซึ้งขึ้น นอกจากจะช่วยให้เราเป็นนักร้องที่ดีขึ้นแล้วเรายังจะได้ภาษาและสำนวนที่สละ สลวยงดงามเป็นความรู้ด้วย
ในยุคนี้ เนื้อเพลงสากลก็หาได้ไม่ยาก เพียงใช้ search engine หรือเครื่องมือค้นหาในอินเตอร์เน็ตอย่าง google.com แล้วใส่คำว่า lyrics เติมหน้าชื่อเพลง ชื่ออัลบั้ม หรือชื่อนักร้องที่ต้องการ เช่น เมื่อพิมพ์ว่า lyrics titanic soundtrack ก็จะพบลิงค์เชื่อมโยงไปยังเนื้อร้องของอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “TIANIC” หรืออาจหาจากชื่อศิลปินก็ได้ เช่น lyrics Brian McKnight ก็ได้เนื้อร้องของเพลงต่างๆ โดย Brian McKnight
เทคนิคที่ 19 แปลเพลงจากภาษาอังกฤษเป็นไทยหรือไทยเป็นอังกฤษ
การแปลเพลงหรือบทความช่วยให้เราเชื่อมโยงภาษาทั้งสองที่เราแปลเข้าด้วยกัน และเข้าใจได้สองภาษาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สำหรับ ผู้เรียนระดับกลาง ควรเริ่มต้นด้วยการแปลเฉพาะความหมาย โดยไม่คำนึงถึงทำนองก่อน เช่น เพลง I believe I can fly ซึ่งเป็นเพลงที่สร้างกำลังใจให้ตัวเอง เราอาจแปรได้ดังนี้
I believe I can fly ฉันเชื่อว่าฉันสามารถโบยบิน
I believe I can touch the sky ฉันเชื่อว่าฉันสามารถสัมผัสท้องฟ้า
I think about it every night and day ฉันคิดถึงสิ่งนี้ทุกคืนทุกวัน
Spread my wings and fly away สยายปีกของฉันแล้วโผบินออกไป

สำหรับผู้ที่มั่นใจในความสามารถภาษาอังกฤษของตน ก็อาจจะลองแปลเพลงโดยให้ได้ทั้งความหมาย และร้องได้เข้ากับทำนองด้วย (ถ้าลองครั้งแรกแล้วไม่ได้ก็อย่าเพิ่งท้อ อันนี้เป็นศิลปะที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนขัดเกลา)


เนื้อหาอ้างอิง อ. นภดล กมลวิลาศเสถียร
โดย mooBo
วันที่ 25 มีนาคม 2560 21:02 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 79 ครั้ง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง