Rainbow days – Win Lyovarin

ooo

This tongue-in-cheek short story about recent Thai political events seen from an unusual angle is peppered with telling impish details that should make you smile – and ponder, if you can read between the lines.
Have a rainbow read. MB

รุ้งกินน้ำ

RAINBOW DAYS

วินทร์ เลียววาริณ

Win Lyovarin

TRANSLATOR’S KITCHEN
เสียงคนพูดจากลำโพงดังก้องและแตกพร่า เหมือนเสียงตีนขยี้หญ้าแห้งกรังในฤดูร้อน น้ำเสียงเกรี้ยวกราดราวกับคนพูดกำลังโกรธแค้นใครสักคนหรืออะไรสักอย่าง ต่อให้เสียงนั้นชัดใส เขาก็ฟังคำพูดเหล่านั้นไม่เข้าใจเป็นส่วนใหญ่ สำราญเคยบอกเขาว่ามันเป็นภาษาชั้นสูง คงจะจริง เพราะสำราญไม่เคยโกหกเขา อีกประการเขาก็ไม่ค่อยได้ยินศัพท์แสงแบบนั้นมาก่อน แต่มันคงดีแน่ เพราะผู้ฟังปรบมือกราว บางคนแกว่งของเล่นพลาสติกรูปมือประกบกันเป็นเสียงตบเปาะแปะ The blurry blare of the loud- speakers sounded like feet crushing dry grass in the hot season, the voice of someone angry with someone or something. Even if that sound had been clear, he wouldn’t have understood most of what was said. Samran had told him once it was high language. Maybe so, because Samran never lied to him. Besides, he had never heard words like those before, but they must be fine because the audience kept applauding. Some even shook plastic toys shaped like hands to make them clap. The English title doesn’t do justice to รุ้งกินน้ำ (bow-eat-water), the standard word for ‘rainbow’ (often shortened to รุ้ง) but implying that this arc in the sky feeds on water.
เขามาจากพม่าเมื่อแปดปีก่อน เขาพูดไทยได้ดีเมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ ที่มา ‘ขุดทอง’ ในเมืองไทย เพราะทำงานในร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวรังสิตนานสามปี หลังจากที่เจ้าของร้านคนเก่าขายกิจการ คนใหม่ก็ไล่เขาออก บอกว่าไม่ชอบพม่า เพราะมีข่าวคนใช้ชาวพม่าฆ่าเจ้าของบ้านตายทั้งบ้านเพื่อชิงทรัพย์ หลังจากนั้นเขาติดตามเพื่อนพม่าคนหนึ่งไปทำไร่ที่นครนายกพักใหญ่ ต่อมาก็ไปขายแรงงานที่ดอนเมือง ต่อมาเขาก็พบคนรัก หล่อนมาจากเมืองเดียวกับเขาที่พม่า หน้าตาสวย รูปร่างอวบอัด เขาตามหล่อนไปขายเสื้อผ้าที่ปากเกร็ด ทำได้เพียงครึ่งปี หล่อนก็หนีตามไอ้หนุ่มที่หน้าตาดีกว่าและเงินมากกว่าเขา ทิ้งเขาไว้กับเสื้อผ้ากองโตกับหนี้สินที่หยิบยืมเจ้าหนี้ เขาขอผ่อนผันกับเจ้าหนี้โดยขายเสื้อผ้าทั้งหมดแล้วเริ่มทำงานใช้หนี้ ในที่สุดก็ปลดหนี้ทั้งหมด He had come from Burma eight years earlier. He spoke Thai well compared with his friends who had come over to ‘strike gold’ in Thailand, because he had worked in a restaurant around Rangsit for three years. After the owner had sold the business, the new owner had kicked him out, saying he didn’t like Burmese because there was news at the time of a Burmese maid killing a whole family to plunder the house she worked in. After that he followed a Burmese friend to work in a farm in Nakhon Nayok for quite some time, then went to sell his labour at Don Mueang, and then found love. She came from the same town in Burma, had a pretty face and a well-rounded body. He followed her to sell clothes in Pakkret. After only half a year, she fled with a better-looking young man with better prospects, leaving him with a big pile of clothes and a big pile of debts. He set out to reimburse the debts through the sale of the clothes and then through labour and finally cleared all debts. หนี้สินที่หยิบยืมเจ้าหนี้ is redundant and need not be translated: debts are usually borrowed from a lender. I’ve modified the wording of the next sentences into one for the sake of fluency. Literally: ‘He asked the lender to be lenient/give him time to sell all the clothes and then began work to reimburse the debts. In the end, he cleared all debts.’
เจ้าหนี้เห็นแววมุ่งมั่นของเขา จึงขายรถเข็นคันหนึ่งในราคาถูก มันถูกยึดจากลูกหนี้รายหนึ่ง สภาพของมันเก่า โครงเหล็กเป็นสนิมทั้งคัน เจ้าหนี้ขายให้เขาในราคาเพียงสองร้อยบาท เขาใช้เวลาสามวันขูดสนิมออกหมดแล้ว ก็นำมาเข็นของขายไปเรื่อย ๆ จนไปตั้งหลักที่สถานที่ก่อสร้างคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ลูกค้าของเขาคือคนงานก่อสร้าง เขาทดลองขายทุกอย่าง ตั้งแต่ของใช้ส่วนตัวไปจนถึงขนม ปลาหมึกย่าง ลูกชิ้นปิ้ง ที่นั่นเองเขาพบกับเพื่อนใหม่ สำราญ หนุ่มจากโคราชผู้นี้ขายเครื่องดื่ม ไม่นานทั้งสองก็เช่าห้องอยู่ที่เดียวกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย ในที่สุดก็ตามสำราญมาขายของที่นี่ Seeing how determined he was, the lender sold him a cart confiscated from some other debtor. It was an old cart, rusty all over. The lender sold it to him for only two hundred baht. He spent three days getting rid of the rust and then took the cart to peddle things until he settled on a condominium con- struction site. His customers were the construction workers. He experimented with selling all sorts of things, from personal wares to sweets, grilled squid and barbequed fish balls. That’s where he made a new friend, Samran, a young lad from Korat selling drinks. Before long the two of them shared the rent of a room to lower expenses. Finally he had followed Samran to sell here. โครงเหล็กเป็นสนิมทั้งคัน: literally, ‘Its whole metallic frame was rusty’.
ที่นี่มีคนมาชุมนุมมากกว่าทุกที่ที่เขาเคยขายของรวมกัน พ่อค้าแม่ค้าแห่มาจากทุกที่ แต่ลูกค้าก็มืดฟ้ามัวดินเช่นกัน เขาไม่รู้แน่ว่าคนเหล่านี้มาทำอะไรอยู่ที่นี่ วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า คนเหล่านี้แต่งตัวเสื้อผ้าราคาแพง บางคนผูกเนคไท Here there were more people assem- bled than anywhere they’d been making sales together. There were vendors male and female from everywhere, but there were customers in huge numbers as well. He didn’t know what these people had come here for, day after day, night after night. Most of them wore expensive clothes; some even wore ties.
พ่อค้าแม่ค้าแต่ละรายขายทั้งอาหารและของใช้สอย บางคนขับรถกระบะ ท้ายรถวางข้าวของขาย สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ยากันยุง บุหรี่ ไปจนถึงมือตบพลาสติก Vendors sold foodstuffs as well as useful items. Some drove delivery vans, goods stocked at the back, from soap, toothpaste, toothbrushes, mosquito re- pellent or cigarettes to plastic hand clappers.
เขาขายเครื่องดื่มโซดา น้ำเปล่า ชาเขียว กาแฟกระป๋อง กระดาษชำระ เสื่อรองนั่ง หมวกกันแดด ยากันยุง ไม่นานก็มีพ่อค้านำสินค้ามาเสนอให้เขาขาย เป็นเสื้อยืดสีเหลืองและสติกเกอร์พิมพ์ข้อความเกี่ยวกับการเมือง ธงสีเหลืองและธงชาติไทย เขาได้กำไรวันละห้าหกร้อย บางวันถึงพันบาท He sold sodas, bottled water, green tea, instant coffee, tissues, mats, sun hats, mosquito repellent. Before long wholesalers offered him goods for resale, yellow t-shirts and stickers with political slogans, yellow flags and Thai national flags. He made a five to six hundred baht profit every day, some days up to one thousand.
เขารักแผ่นดินนี้… He loved this country…
= =
= =
คนบนเวทีประกาศว่า พวกเราต้องไม่เดินตามรอย พ.ศ. 2310 เมื่อคนไทยบางคนทรยศชาติ เปิดทางให้ทัพพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก เขาเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในชั้นประถม แต่ก็ออกจากโรงเรียนก่อน จึงไม่รู้ประวัติศาสตร์ท่อนนี้ เขาไม่เคยรู้ว่าบรรพบุรุษของเขาเคยบุกมาถึงที่นี่ โชคดีไม่มีใครที่นี่รู้ว่าเขาเป็นคนพม่า The people on stage proclaimed that we must not follow the 1767 path when traitors to the nation opened the way for the Burmese army to destroy Sri Ayudhya. He had learned History at elementary level but had left school before so he knew nothing of that time in history. He had never known that his ancestors had invaded this land. Luckily nobody here knew he was Burmese. Sri Ayudhya: old spelling of Si Ayutthaya; Siamese kingdom from 1350 to 1767.
เพื่อนพ่อค้าหลายคนชอบคุยเรื่องการเมืองและเหตุผลที่คนมากมายมาชุมนุมกัน เขาได้แต่ยิ้ม พยักหน้ารับเป็นระยะเพื่อไม่ให้เสียมารยาท เขาเห็นด้วยกับคำพูดของพ่อค้าคนหนึ่งที่ว่า “เข้าร่วมชุมนุมไม่ได้เงิน ขายของดีกว่า พลิกวิกฤติเป็นโอกาสโว้ย!” หากที่นี่ทำกำไรให้เขาวันละเกือบพันบาท ใครจะชุมนุมเพื่อเหตุผลอะไรก็ได้ ยิ่งนานก็ยิ่งดี เขาคงสามารถเก็บเงินมากพอส่งกลับไปให้แม่ เขาสวมเสื้อสีเหลืองทุกวัน Several of his vendor friends liked to talk politics and of the reasons why so many people were gathered here. He would only smile and nod at regular intervals out of politeness. He agreed with one vendor who said, ‘There’s no money in joining the crowd. Selling’s better. Let’s turn the crisis into an opportunity, I say.’ If this place made him almost a thousand baht a day, never mind who gathered for whatever reason: the longer the better. He might make enough to send money to his mother. He wore a yellow shirt every day. โว้ย: what the hell, damn it, come on… เว้ย is the less crude (or more prissy?) variant.
คนสวมเสื้อสีเหลืองส่วนใหญ่ที่เขาพบมีอัธยาศัยดี ซื้อของโดยไม่ต่อราคา และมักไม่รับเศษเงินทอน พวกเขาชอบกินจุบจิบทำให้ขนมที่เขานำมาขายหมดทุกวัน Most of the people that he met wearing yellow shirts were well be- haved, bought without bargaining and often didn’t wait for change. They liked to eat snacks all the time and he ran out of sweets every day.
วันหนึ่งคนชุมนุมคนหนึ่งเปรยกับเพื่อนว่า “ถ้าได้กาแฟสดก็ดี เบื่อกาแฟกระป๋องจืด ๆ”อีกคนหนึ่งว่า “จริง น่าเสียดายที่ไม่มีใครขาย” One day one of the demonstrators remarked to his friend, ‘It’d be good if we had real coffee. I’m fed up with this bland instant coffee.’ To which the other answered, ‘You’re right. Too bad there’s nobody selling any.’
กินเวลาเขาหลายวันกว่าเขาจะทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างกาแฟสดกับกาแฟสำเร็จรูป และความแตกต่างของราคาเช่นกัน เขาไม่มีทุนซื้อเครื่องทำกาแฟสด ในที่สุดก็ไปกู้เงินมาซื้อเครื่องทำกาแฟสดขนาดเล็ก เป็นเครื่องมือสอง กำไรของเขาสูงเป็นวันละสองพันบาท แต่เรื่องดี ๆ  มักอยู่ไม่นาน เขาขายกาแฟสดได้อาทิตย์เศษ การชุมนุมก็ยุติลง It took him several days to understand the difference between fresh and instant coffee and the difference in terms of price as well. He didn’t have enough to buy coffee-making equipment, but eventually managed to borrow money to purchase a small, second-hand coffee-making machine. His daily profit more than doubled, but good things don’t last: he’d been selling fresh coffee for just over a week when the meeting was called off.
หลังจากคนเสื้อเหลืองเลิกชุมนุม รายได้ของเขาก็ลดลงทันที เขาจ่ายเงินเก็บทั้งหมดใช้หนี้ค่าเครื่องทำกาแฟสด แต่ผ่านไปไม่นาน สำราญก็บอกเขาว่ามีการชุมนุมอีก ทั้งสองตามไปขายของเช่นเดิม คราวนี้คนชุมนุมเปลี่ยนไปสวมเสื้อสีแดง ไม่นานเขาก็รู้ว่าเป็นคนละกลุ่มกัน คนกลุ่มนี้ซื้อของน้อยกว่าคนกลุ่มแรก พ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารบ่นว่าขายไม่ดี เพราะคนสวมเสื้อแดงส่วนมากเอาอาหารมาเอง แน่ละ ไม่มีใครไม่รับเศษเงินทอน สินค้าที่คนชุมนุมกลุ่มใหม่นิยมก็คือบัตรเติมเงินโทรศัพท์มือถือ ยากันยุง พลาสติกรูปตีนตบ Once the yellow shirts had stopped gathering, his income plunged at once. He spent all his savings to reimburse the loan for the coffee-making machine, but it wasn’t long before Samran told him that there was another meeting. The two of them went to sell things as before. This time, the crowd of people were wearing red shirts. Before long he knew it was a different grouping alto- gether. People in this group bought less than had those in the first group. Food vendors grumbled about poor sales, because most of the red shirts brought their own food and of course none of them failed to wait for their change. The goods the new grouping preferred were portable phone prepaid cards, mosquito repellent and plastic foot clappers. o
เขายังเหลือธงสีเหลืองอยู่หลายสิบชิ้น เขาซื้อสีแดงมาย้อม โชคดีที่สีแดงทับสีเหลืองได้ เขาขายธงแดงหมดภายในไม่กี่วัน He was left with dozens of yellow flags. He bought red dye. Luckily, red could trump yellow. He sold all of his red flags within days.
เขาไม่รู้แน่ว่าคนเหล่านี้มาทำอะไรอยู่ที่นี่ วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า แต่เขารู้ว่าส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด บางคนมาไกลจากเชียงใหม่ หลายคนบอกว่าชอบสามสิบบาทรักษาทุกโรค บางคนมาจากยโสธร นครราชสีมา อุบลราชธานี He didn’t know what these people were there for, day after day, night after night, but he knew that most of them came from upcountry, some from as far as Chiang Mai. Several people told him they liked the thirty-baht health scheme. Others came from Yasothon, Nakhon Ratchasima, Ubon Ratcha- thani…
คนบนเวทีก็พูดเรื่องพม่าตีเมืองไทยในปี พ.ศ. 2310 เช่นกัน คราวนี้บอกว่าเกิดจากการแบ่งชนชั้นระหว่างอำมาตย์กับไพร่ และมีเพียงคนคนเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เช่นเดิม เขาฟังภาษาสูงเหล่านั้นไม่เข้าใจ เขานึกอิจฉาที่ชาวบ้านประเทศนี้มีความรู้ เพราะไม่ว่าคนบนเวทีพูดศัพท์ยากเพียงไร คนชุมนุมก็ปรบมือหรือใช้ตีนพลาสติกตบเสียงดังตลอดเวลา The people on stage also talked about Burma attacking Siam in 1767. This time they said it came from the social division between rulers and commoners and there was only one person who could solve that problem. As before he didn’t understand their high language. He felt envious that the villagers of this country were so learned, because however difficult the words used by the people on stage, the congregation clapped their hands or their plastic feet all the time. Talking about อำมาตย์, could someone explain to me why the second syllable is pronounced with a low rather than a falling tone?
เขารับเสื้อยืดมาขายเช่นเคย คราวนี้ทั้งหมดเป็นสีแดง พิมพ์ลายและข้อความต่าง ๆ เช่น แดงตัวพ่อ, แดงตัวแม่, แดงตัวลูก ฯลฯ เขาไม่เข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ แต่ไม่สำคัญ เขารู้ว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณคนทำเสื้อเหล่านี้ เขาสวมเสื้อสีแดงทุกวัน เขาเพียงหวังว่าคนที่มาชุมนุมจะไม่เปลี่ยนสีเสื้อบ่อย ๆ จะได้ขายของเดิมได้หมด เขาเพียงแต่นึกในใจว่า ถึงแม้พวกเขาจะเปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ จนครบสีรุ้ง ก็ไม่เป็นไร He received t-shirts to sell as before. This time they were all red, with various printed motifs and slogans such as ‘Red Father is it!’, ‘Red Mother is it!’, ‘Red Child is it!’ and so on. He didn’t understand the meaning of those words but that wasn’t important. He knew he was indebted to those who had made those shirts. He wore a red shirt every day. He simply hoped that the people who gathered wouldn’t change the colour of their shirts too often, so he could sell out his stock, yet thought to himself that even if they went through all the colours of the rainbow it wouldn’t matter. I’m not sure I ‘understand the meaning of those words’ either. On a whim, I pattern them here on the ubiquitous Coke slogan. Anyone with a better idea?
= =
เขาเดินเข้าไปในห้องแถวเก่า คูหาสุดท้ายในซอย ชายจีนในร้านถามเขา “จะส่งเท่าไหร่?” He walked into the old shop- house at the end of the lane. The Chinese man in the shop asked him, ‘How much this time?’
เขายื่นเงินปึกหนึ่งให้ผู้ถาม ชายจีนนับเงินอย่างคล่องแคล่ว He held over a wad of banknotes to the man, who counted the money deftly.
“ห้าพันบาท อืม! งวดนี้ส่งเยอะนี่” ‘Five thousand! Hum, that’s quite a lot this time.’
ชายจีนยื่นใบรับเงินให้เขา เงินก้อนนี้จะเดินทางตรงไปที่เชียงใหม่ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ ภายในไม่กี่นาทีมันจะเดินทางต่อข้ามไปพม่าโดยไม่ต้องผ่านด่านและเส้นพรมแดน ไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมง แม่จะได้รับเงินก้อนนี้รวดเร็วราวเนรมิต The Chinese man gave him a receipt. That amount of money would travel straight to Chiang Mai via the telephone system. Within minutes it would cross over into Burma without having to go through any custom or border post. Less than twenty-four hours later his mother would receive that amount of money as if by magic.
เขารักแผ่นดินนี้… He loved this country…
= =
From Sen Sommut (Imaginary lines), March 2012
Win Lyovarin, born 1956 in Hat Yai
and twice the recipient of the
prestigious SEA Write Award,
is at the forefront of
Thai creative writing.
His large body of work
can be found at his book club
and on Thai Fiction in Translation.
o

The noose of life – Pop Benyapa

ooo

It takes a light hand to spin with a touch of levity a tale of domestic oppression as experienced by too many married women worldwide – and in so doing reach the level of poignancy of Flaubert’s ‘Un cœur simple’ (A simple heart) without the parrot or the Holy Ghost. MB

บ่วงชีวิต

THE NOOSE OF LIFE

   hanging-noose-mdn

ภพ เบญญาภา

POP BENYAPA

TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
เสียงเอะอะแห่งความสุขที่ระเบียงหน้าบ้าน แต่เป็นความทุกข์ประการหนึ่งของมาลีเงียบหายไปได้สักพักใหญ่แล้ว นางกระชับกระเป๋าใส่เสื้อผ้าใบเล็กไว้แนบอก ขณะใช้มืออีกข้างค่อยๆ ผลักบานประตูออกไป นางพยายามย่างแต่ละก้าวให้เงียบที่สุด คราวนี้นางบอกตัวเองว่า จะต้องทำให้สำเร็จ ไม่มีสิ่งใดจะมาหยุดยั้งความตั้งใจของนางได้อีก The boisterous noises of happi- ness on the front porch, part of Marlee’s unhappiness as it were, had died down for quite a while. She clutched her small bag of clothes to her chest tightly with one hand while the other slowly pushed open the house door. She tried to make every step as silent as possible. This time, she told herself, she had to succeed. Nothing would thwart her again.
นางเหลียวมองบ้านเช่าที่อยู่มาหลายสิบปีโดยไม่เคยมีอะไรดีขึ้น แล้วก็ต้องเผยอยิ้มเมื่อคิดได้ว่า หลังจากอายุย่างเข้า 59 ปี ชีวิตใหม่ของนางกำลังจะเริ่มต้น พอกันทีกับชีวิตบัดซบที่เต็มไปด้วยความขื่นขม ความสุขราวกับเพื่อนที่ชอบเล่นซ่อนหาและนางเล่นแพ้ทุกครั้ง ไม่เคยหาความสุขนั้นพบแม้สักครั้งเดียว ภาพของลูกผัวที่นอนสลบไสลอยู่ข้างขวดเหล้าและจานอาหารบนพื้นระเบียง หลังจากร่ำสุราอย่างหนักตั้งแต่เมื่อพลบค่ำ ทำให้นางส่ายหน้าอย่างอิดหนาระอาใจ แทบจะไม่มีวันใดที่นางสามารถพ้นไปจากภาพเหล่านี้ เอาเถอะ นางบอกตัวเองว่า ผ่านคืนนี้ไปแล้วฉันก็จะเป็นอิสระ She turned round to look at the rented house she’d lived in for decades without anything ever getting better and she had to smile to herself when she thought that, at nearly 59, a new life for her was about to begin. Enough of a stupid life full of bitterness, with happiness as a friend who liked to play hide and seek and she losing every time! Happiness she’d never found, not even once. The picture of husband and son lying unconscious beside bottles of booze and dishes of food on the floor of the porch after heavy drinking since nightfall made her shake her head in aversion. There had hardly been a day when she was spared such a scene. Well now, she told herself, after this night is over, I’ll be free. ===

=

=

=

=

=

เมื่อพลบค่ำ: literally, ‘at dusk’.

นางมองหาทางเดินผ่านระเบียงบ้านไปสู่บันได แต่ไม่อาจทำได้ถ้าไม่ก้าวข้ามร่างของลูกชายและผัวที่ขวางทางอยู่ ช่างมันเถอะ นางนึก มันก็ไม่ต่างจากการเดินข้ามหมาข้างถนนสองตัว เพียงแค่ข้ามพ้นแล้วเดินออกไปจากบ้านหลังนี้ นางก็จะไม่ต้องพบกับความเจ็บปวดอีกต่อไป แวบหนึ่งใจนางหวนคิดอาลัยบ้านที่อาศัยอยู่มานาน แม้ว่ามันจะไม่เคยเป็นบ้านแห่งความสุข ถึงอย่างไรนางก็ยังอดใจหายไม่ได้ เท้าที่กำลังยกขึ้นกลับชะงักลง นางมองผัวเฒ่าผู้หลงลืมว่านางก็มีหัวใจ ผัวของนางกำลังส่งเสียงกรน น้ำลายไหลย้ายออกจากปากผ่านฟันซึ่งเหลือเพียงไม่กี่ซี่ หน้าผากนั้นเถิกกว้างเป็นมันด้วยคราบเหงื่อ ผมเผ้าบางๆ มองดูเป็นสีขาวมอๆ แล้วนางก็จ้องดูลูกชายวัยหนุ่มที่นอนคุดคู้และยิ้มมุมปากเหมือนกำลังฝันดี บางขณะที่เขาขยับตัวแล้วยกมือตบยุงทำให้นางสะดุ้ง เกรงว่าลูกชายจะตื่นขึ้นมาส่งเสียงเอะอะจนผัวของนางตื่น She looked for a way across the porch to reach the stairs but she wouldn’t succeed unless she stepped over hus- band and son lying across her path. Never mind, she thought; it’s no different from stepping over two dogs on the roadside. Once past them, she’d walk away from this house, she wouldn’t have to face pain again. For a split second she felt nostalgia for the house where she’d lived for so long. It had never been a house of happiness, and yet she couldn’t help being scared. The foot already raised fell back down. She looked at her old husband, who’d forgotten she had a heart. He was snoring. A trail of saliva ran down past his few remaining teeth. His wide forehead glimmered with a coat of sweat, his sparse hair looked a drab white. And then she stared at her son who lay curled up and smiled with a corner of his mouth as if he was having a pleasant dream. Whenever he moved and raised his hands to swat a mosquito it made her start, afraid he’d wake up and turn noisy and wake up her husband. xxที่ขวางทางอยู่: literally, ‘blocking her way’. Alternative translation: …she felt nostalgia for the house where she had lived for so long, even though it had never been a house of happiness. For all that, she couldn’t help being scared. (This is an example of the problem encountered when reading Thai spaces between (elements of) sentences.)วัยหนุ่ม: boyhood, youth. ‘teenage son’, then? Well, no. Read on: the son is 35.
ทำไมชีวิตของฉันถึงได้พบกับเรื่องเช่นนี้มาชั่วชีวิต นางครุ่นคิดจนหัวคิ้วขมวดเข้าหากัน ดวงตานั้นหมอง รู้สึกว่าชีวิตช่างเต็มไปด้วยรสขมของพิษร้าย ตั้งแต่วัยเด็กแล้วมันก็ดำเนินมาเช่นนี้ ไม่เคยมีอะไรแตกต่างออกไป พ่อของนางชอบออกไปแสวงหาความสุขกับเพื่อนหมู่บ้านอื่น ทั้งๆ ที่พ่อก็อายุมากแล้ว พ่อเปลี่ยนเป็นคนละคนหลังจากแม่ตายเพราะความป่วยไข้ ปล่อยให้นางในวัยแปดขวบอยู่เพียงลำพังในกระท่อมอันมืดสลัว ท่ามกลางเสียงลมวู่หวิว เสียงนกกลางคืนร้องดังแสกๆ พ่อมักจะหายไปคราวละหลายวันกว่าจะกลับมาอีกครั้งก็มีสภาพไม่ต่างจากสัตว์บาดเจ็บ ไม่มีเงินติดตัว ไม่มีความอิ่มหนำในกระท่อม นางรอดตายจากความหิวโหยด้วยผลตะขบและมะขามอ่อน บางครั้งก็ได้ข้าวปลาจากเพื่อนบ้านมากินบ้าง พวกเขาเจือจานด้วยความเป็นห่วงสงสาร ผิดกับพ่อที่ไม่เคยรู้เลยว่าความสงสารนั้นมีความสำคัญต่อเด็กผู้หญิงอย่างนางเช่นไร Why has it always been like this all my life? She pondered until she frowned, eyes downcast, feeling that life was full of the bitter taste of poison. It had been like this since childhood. There had never been anything different. Her father liked to go out to have fun with friends in other villages, even though he was already very old. He’d completely changed after her mother sickened and died, leaving her, who was only eight, alone in the dimly lit cabin with the howling of the wind and the howls of the night birds. He’d disappear for days at a time, returning looking rather like a wounded animal, his money spent. There was no eating one’s fill in the cabin. She staved off death by hunger with governor’s plums and young tamarind seeds. At times she got some food from neighbours. They provided some assistance out of concern and pity, contrary to her father who never knew how important that pity was to a girl like her. ‘always’ is redundant with ‘all my life’ (ชั่วชีวิต), but adds emphasis: that’s how ordinary people think and speak.ผลตะขบGovernor’s plumsมะขามอ่อนTamarind pods
ชีวิตในวันคืนเหล่านั้นยาวนานราวกับไร้วันจบสิ้น ไม่นานนักพ่อก็ตายตามแม่ไป เช้าวันนั้นนางตื่นขึ้นมาหลังจากนอนร้องไห้อยู่คนเดียวเงียบๆ มาทั้งคืน นางดีใจเมื่อเห็นพ่อนอนอยู่ใกล้ๆ พ่อกลับมาอยู่เป็นเพื่อนแล้วสินะ นางรู้สึกอุ่นใจ ครั้นคลานเข้าหาพ่อนางก็พบว่าร่างของพ่อเย็นชืด มีมดเดินเข้าออกจากรูจมูกของพ่อ พ่อตายแล้ว นางรับรู้ด้วยสัญชาตญาณ นางได้แต่ร่ำไห้อยู่ข้างศพพ่อ จนกระทั่งเพื่อนบ้านผ่านมารู้เรื่องเข้า นั่นคือวันที่นางกับพ่อต้องพลัดพรากจากกันชั่วชีวิต Life during those times dragged on as if it’d never end. Before long her father joined her mother in death. That morning she woke up after having cried quietly by herself all night long. She was glad when she saw her father lying nearby. He’d come back to keep her company! She felt warm in her heart. When she crawled up to him, she found that his body was stone cold. There were ants coming out of his nose. Dad was dead, instinct told her. She sat crying her eyes out besides the body of her father until a neighbour passing by realised what had happened. That was the day when she and her father had to part forever.
พี่ชายคนโตซึ่งอายุห่างกันมากได้รับนางไปอยู่ด้วย หลังพิธีศพของพ่อเสร็จสิ้นลงอย่างเรียบง่าย บ้านของพี่ชายมีสมาชิกหลายคนด้วยกัน ดูอบอุ่นเหลือเกินในความคิดของเด็กคนหนึ่งซึ่งอยู่ตามลำพังมาโดยตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไปนางก็รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดถนัด บ้านหลังนั้นเต็มไปด้วยเสียงด่าทอระหว่างพี่ชายกับพี่สะใภ้และเสียงร้องไห้ของเด็กๆ ซึ่งก็คือหลานของนางนั่นเอง พวกเขาถูกตีเมื่อพี่สะใภ้หงุดหงิด พี่สะใภ้เองก็ร้องโอดโอยเมื่อโดนพี่ชายของนางทุบตีขณะมึนเมาครองสติไม่อยู่ หลายครั้งนางเองก็ไม่พ้นต้องร้องโหยหวนเมื่อกลายเป็นผู้ถูกลงโทษบ้าง ทั้งจากพี่ชายและพี่สะใภ้ยามที่พวกเขารู้สึกว่านางขวางหูขวางตาอยู่ในบ้าน Her much older brother took her to live with him after the simple cremation cer- emony had ended. Her brother’s household had many members living together, such a comfort for a child who’d always lived alone. But as time went by, she found she’d got it wrong. That house resounded with curses between her brother and his wife and with her nephews’ crying. They were beaten whenever their mother was in a bad mood. Her sister-in-law in turn cried out in pain when her husband, too drunk to control himself, beat her up. Many times she herself couldn’t help moaning when she was the one to be punished by either of them whenever they felt displeased by her presence in the house.
เวลาในชีวิตของนางผ่านไป หนังสือไม่ได้เรียนทั้งๆ ที่นางอยากจะไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นใจจะขาด นางอิจฉาเด็กข้างบ้านที่ได้แต่งชุดนักเรียน เสื้อขาวกระโปรงสีน้ำเงินดูสวยงามน่าสวมใส่ยิ่งนัก น่าเสียดายที่นางไม่เคยมีโอกาสสวมใส่ในเวลานั้น ได้แต่เบือนหน้ามองไปทางอื่นทั้งในตอนเช้าและตอนเย็น ยามเมื่อเด็กนักเรียนแต่ละคนเดินผ่านหน้าบ้านไป Time in her life passed. She didn’t go to school even though she desperately wanted to as the others did. She was envious of the girls next door who dressed in school uniforms, white shirts and blue skirts so pretty she was dying to wear one also. Too bad she didn’t have the opportunity to do so at that time, and merely looked away in the morning and in late afternoon when the schoolgirls walked past the house.
ชีวิตของนางเป็นเช่นนี้อยู่นานถึงสองปี บางครั้งนึกอยากหนีไปให้ไกลแต่ก็ทำไม่ได้ นางไม่มีหนทางเอาเสียเลย จนกระทั่งพี่สาวคนรองรู้ข่าว ตอนนั้นนางอายุย่างสิบเอ็ดปีแล้ว Her life was like this for two full years. Sometimes she felt like running away but she couldn’t. She had no choice, until her elder sister heard about it. By then she was eleven.
“ฉันจะเอานังมาลีไปอยู่กรุงเทพฯ ขืนปล่อยไว้กับพี่ มันคงโง่เป็นควาย หรือไม่ก็ถูกตีตาย” ‘I’ll take Marlee to Bangkok. If I leave her with you she’ll end up dumb as a cow or else beaten to death.’
พี่ชายไม่ขัดขวางแถมขอบใจเสียยกใหญ่ นางจึงมีโอกาสเดินทางอีกครั้งด้วยใจตื่นเต้นสนุกสนานตามประสาเด็ก นางเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับกรุงเทพฯ มาบ้างจากผู้ใหญ่และเพื่อนเด็กบางคน ในความคิดของนางมันเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ไม่ต่างไปจากสวนสนุกตามงานวัด บางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เหนือสิ่งอื่นใดนางสามารถไปจากบ้านของพี่ชายเสียที Big brother didn’t object; in fact, he thanked her profusely. So she had the opportunity to travel once again with the happy excitement of a child of her age. She’d been told about Bangkok by some adults and some of her little friends. In her mind it was full of marvellous things not unlike the amusement park at the temple fair, or perhaps even more so. Above all else, she was able to leave her brother’s house at last.
ที่กรุงเทพฯ นางได้เข้าเรียนชั้นประถมฯ พร้อมกับลูกของพี่สาว นางขยันเรียนด้วยความสุข นั่นเป็นความสุขเพียงไม่กี่ช่วงกี่ตอนในชีวิตอันยาวนานของนาง ทว่าความสุขก็แสนสั้นเหลือเกิน เมื่อนางเรียนจบชั้น ป. 4 แต่พี่สาวไม่ยอมให้เรียนต่อ In Bangkok she went to primary school together with her sister’s children. She was happy and eager to learn. That was one of only a few spells of happiness in her long life, but happiness is volatile. When she was through her first four years, her sister wouldn’t let her study further.
“หยั่งแก่น่ะ เรียนแค่อ่านออกเขียนได้ก็พอแล้ว” ‘For someone like you, learning to read and write is enough.’
“มาลีอยากเรียนต่อ…” ‘I’d like to go on learning…’
“เอาเถอะ ฉันว่าจะให้แกไปเรียนเสริมสวย แกโตพอจะเรียนได้แล้ว มีวิชาช่างติดตัวดีกว่านั่งขีดเขียน ฉันคงเลี้ยงแกตลอดไปไม่ได้หรอก ลูกผัวฉันก็มี พวกมันล้างผลาญยังกับฉันพิมพ์แบงก์ได้เอง” ‘Well then, I think I’ll have you study in a beauty salon. You’re old enough for that. Learning a craft is better. I can’t take care of you forever, you know. I have a family, they cost an arm and a leg, and it isn’t as if I printed banknotes myself.’
คำว่า “ช่างเสริมสวย” ทำให้นางสงบลงได้ ตอนนั้นนางเริ่มจะเป็นสาวแล้ว เริ่มสนใจเรื่องความงามตามประสาผู้หญิง นางเคยเดินผ่านร้านเสริมสวยตรงปากซอยเข้าบ้าน และเกิดความยินดีที่จะได้ทำงานแบบผู้หญิงโตๆ พวกนั้นบ้าง ทุกวันที่เดินไปเรียนเสริมสวย ชีวิตของนางเต็มไปด้วยความพึงพอใจ แม้โรงเรียนจะอยู่ไกลจนทำให้รู้สึกเหนื่อยบ้างก็ตาม นางตั้งใจเรียนด้วยความขยันขันแข็ง ดังนั้นเมื่อเรียนจบหลักสูตร ทางโรงเรียนจึงให้เป็นผู้ช่วยอาจารย์ และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่นางสามารถหาเงินใช้ได้เอง นับเป็นความภาคภูมิใจของนางอย่างล้นเหลือ Being a beautician: the word pacified her. By then she was turning into a young woman, was beginning to be interested in beauty as women are. She’d walked past the beauty salon at the entrance to the street and was pleased to be able to work like those big girls there. All through the days she went to study that craft her life was full of contentment. Even though the school was far away and going back and forth tired her out, she gave herself to study with assiduity, so that when she’d finished the course the school took her on as a teacher’s assistant and for the first time she was able to earn some money for herself, something she was most proud of. ซอยเข้าบ้าน: the street leading to the house. No need to translate: ‘the street’ is explicit enough. On the other hand, ‘going back and forth’ seems to be needed to explain why she is tired.ผู้ช่วยอาจารย์: the usual problem: one teacher or several? ‘as a’ or ‘as the’? The answer is in the next paragraph.
“เออ ให้มันได้หยั่งงี้เหอะ นังมาลี” พี่สาวพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เมื่อนางส่งเงินเดือนๆ แรกให้ และก็ทำเช่นนั้นเรื่อยมา ความจริงแล้วนางแทบจะไม่รู้จักการใช้เงิน นางกินอยู่กับพี่สาว นางเดินไปโรงเรียนเสริมสวยและกินอาหารกับพวกอาจารย์ นานๆ ครั้งหรอกที่จะแบมือขอเงินซื้อเสื้อผ้าบ้าง แต่นั่นก็แทบจะพูดได้ว่านานทีปีหน ชีวิตของนางช่วงนั้นน่าจะพอพูดได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ราบเรียบและทุกข์น้อยที่สุด ไม่น่าแปลกนักหรอกที่มันไม่ยืนยาว ชีวิตมนุษย์อย่างนางเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง มันเริ่มต้นเมื่อนางมีโอกาสได้รู้จักกับทหารเรือรูปงามคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนของอาจารย์ นับแต่นั้นเป็นต้นมาชีวิตก็เดินทางเข้าสู่ความพลิกผันครั้งใหญ่ ‘Well, at long last, Marlee,’ her sister said with a beaming face when she handed over her first monthly pay, as she would from then on. Actually she hardly knew how to use money. She lived with her sister; she went to the beauty school and ate with the teachers. It was only once in a while – once in a blue moon, you could say – that she’d put out her hand and ask for money to buy clothes. Her life during that period could be said to have been smooth and the least unhappy. That it didn’t last long is nothing to wonder about. Human life for someone like her is full of changes, which began when she had the opportunity to know a well-set marine fellow who was a friend of her teacher’s. From then on her life headed for a major change.
ทหารหนุ่มคนนั้นคอยมาดักรอทุกค่ำเพื่อเดินเป็นเพื่อนนาง เขาไม่เคยแสดงให้เห็นความเบื่อหน่ายระหว่างเส้นทางจากโรงเรียนเสริมสวยกลับไปบ้านพี่สาว เขาทำให้นางหัวเราะ ทำให้หัวใจของนางพองโต บางครั้งก็ทำให้เขินอายเมื่อเขาชมว่านางน่ารักเหลือเกิน เมื่อนำเรื่องนี้ไปเล่าให้คนที่โรงเรียนเสริมสวยฟัง พวกเขาก็พากันพูดล้อว่านางกำลังมีความรัก … ความรักงั้นหรือ นางเริ่มฝันและเชื่อมั่นว่านั่นคือความรักอย่างแท้จริง เพราะมันทำให้นางรู้จักความสุข ความสุขมักจะเริ่มต้นเมื่อเขาพานางไปดูภาพยนตร์ในวันหยุด หรือไม่ก็ไปหาอาหารอร่อยๆ ที่นางไม่เคยลิ้มลองมาก่อน นางเริ่มหายใจเข้าออกเป็นชายหนุ่มในเครื่องแบบอันสง่างาม จนกระทั่งค่ำวันหนึ่งเขามาดักรอรับเหมือนเคย บอกว่าจะพาไปงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง นางลังเลในตอนแรกเนื่องจากไม่ได้แจ้งพี่สาว แต่ด้วยหัวใจของวัยสาวและแววตาออดอ้อนของชายหนุ่ม นางจึงใจอ่อนยอมไปกับเขาในที่สุด That young marine waited for her every afternoon to keep her company as she walked back to her sister’s house. He never showed himself bored along the way and made her laugh, made her heart swell, sometimes made her blush when he claimed she was lovely. When she mentioned this to people in the beauty school, they all teased that she was in love … Love, uh? She began to dream and became convinced this was true love because it gave her happiness, a happiness that began when he took her to see films on days off or else eat delicious food as she’d never tasted before. The young man in his neat uniform was in every breath she took. Until one evening, he waited for her to come out as usual then told her he’d take her to a friend’s birthday party at a restaurant. She was reluctant at first as she hadn’t told her sister, but what with a young woman’s heart and the young man’s pleading eyes, she relented and agreed to go with him.
งานเลี้ยงเต็มไปด้วยพวกผู้ชายส่งเสียงเฮฮา พวกเขาดื่มเหล้าราวกับน้ำเปล่าแล้วก็พากันเมามาย เมาเหมือนกับพ่อและพี่ชายของนางนั่นเอง นางเพิ่งรู้ว่าในวงเหล้ามีความสนุกสนานครื้นเครง มิน่าพ่อจึงได้ทอดทิ้งนางไปบ่อยๆ นางอยากมีความสุขอย่างพ่อบ้าง มันทำให้นางไม่ขัดขืนเมื่อเขาชวนให้ลองดื่มเหล้า เขายืนยันด้วยรอยยิ้มว่านี่เป็นเครื่องดื่มแห่งความเบิกบาน นางเชื่อและเมามายไปกับความสนุกเช่นนักดื่มทั้งหลาย กระแสของความรื่นเริงราวกับสายน้ำในลำธารที่อาบไล้ไปทั่วหัวใจของนาง The party was full of boisterous men. They drank liquor as if it were water and got thoroughly drunk, drunk like her father and elder brother. She found out then how much merriness there was in social drinking. No wonder her father had abandoned her so often. She wanted to have fun like her father, so she didn’t refuse when the young man pressed her to have a drink. He averred with a smile it’d put her in high spirits. She believed him and got intoxicated with the fun like the other drinkers. The outpouring of cheerfulness was like the flow of a stream that bathed her entire heart.
และคืนนั้น เมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดลงนางก็ไม่ได้กลับบ้าน มารู้สึกตื่นตัวขึ้นอีกครั้งในห้องนอนแสนประหลาด ห้องที่เต็มไปด้วยกระจกรอบด้านไม่คุ้นตา ร่างของนางเปลือยเปล่าเช่นเดียวกับทหารหนุ่ม นางร้องไห้ออกมาเบาๆ เมื่อเข้าใจในเวลาต่อมาว่าเกิดอะไรขึ้น นางนึกกลัวพี่สาว หวาดหวั่นอะไรไปร้อยแปด แต่ลึกลงไปแล้วนางสัมผัสได้ถึงความหอมหวานของชีวิตและความรัก เขาตื่นขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับปลอบโยนด้วยคำพูดไพเราะและรสจูบอันซาบซึ้ง And that night, when the party was over she didn’t go back home. She came round again in a very strange bedroom, an unfamiliar room full of mirrors on all sides. She was stark naked and so was the young marine. She cried softly when she understood what had happened. She thought with fear of her sister and of a hundred other things, but deep down she could feel the sweetness of life and love. He woke up with a smile and pacified her with beautiful words and thrilling kisses. xxxxx

x
ร้อยแปด: 108. In English, it’s usually a hundred, or a hundred and one, or ‘all sorts of’…

เมื่อเขาพานางไปส่งที่บ้านตอนเช้าตรู่ เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ไปทำงาน นางพบว่าพี่สาวกำลังรอคอยอยู่แล้วด้วยแววตาเคร่งเครียด พี่สาวด่าทอทหารหนุ่มด้วยคำพูดหยาบคายอย่างที่สุด ทั้งขู่ว่าจะนำเรื่องนี้ไปร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของเขา When he took her back to the house at dawn to change clothes before going to work, she found her sister waiting with strained eyes. Her sister berated the young marine with crude expletives and threatened to report him to his superiors.
“อย่านะครับ มันจะมีผลกับงานของผม เอาเถอะ ผมก็ชายชาติทหาร ผมยอมรับผิดชอบทุกอย่าง” ‘Please don’t, ma’am. It’d ruin my career. All right, as a soldier, I take full responsibility for everything.’
เรื่องยุติเมื่อเขามาสู่ขอนางพร้อมด้วยเงินสินสอดก้อนหนึ่ง เงินนั้นทำให้พี่สาวยิ้มหน้าบาน นางรู้สึกโล่งอกแต่แล้วก็เริ่มหวาดกลัวในความเปลี่ยนแปลง เมื่อรับรู้ว่าต้องย้ายไปอยู่กับเขา The trouble was over when he came to ask for her hand with a certain amount of bride price. That money brought an elated smile to her sister’s face. She felt relieved but then began to fear change when she learned she’d have to move out to live with him.
“จะไปกลัวอะไรวะนังมาลี ไปอยู่กับผัวแก แล้วแกจะมีความสุข…” ‘What are you afraid of, Marlee? You’ll be with your husband and you’ll be happy.’
นางหอบข้าวของส่วนตัวอันน้อยนิดไปอยู่กับเขาหลังเกิดเรื่องได้ไม่กี่วัน ก็บ้านที่นางกำลังยืนอยู่นี่แหละ นี่คือบ้านนางฝากชีวิตพักพิงมายาวนานที่สุด นานจนสามารถเรียนรู้ว่าชีวิตคืออะไร นางมีลูกกับเขาสามคน แม้จะทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เคยขาดเพราะความเป็นนักเลงสุราของเขา ลูกคนโตและคนรองเป็นผู้หญิงซึ่งพากันแต่งงานแยกย้ายออกไปหมดแล้ว นานครั้งถึงจะกลับมาเยี่ยมเมื่อมีปัญหาให้นางช่วยแก้ไข ลูกคนเล็กเป็นชาย เรียนจบมหาวิทยาลัยแต่ไม่เคยทำงานเป็นเรื่องเป็นราว วันๆ เอาแต่เมาสนุกอยู่กับเพื่อนฝูง บางครั้งก็นั่งดื่มตามลำพังพลางฝันหวานถึงความร่ำรวยในชีวิต ถ้าคืนไหนผัวของนางหิ้วเหล้ากลับมาดื่มที่บ้านเช่นคืนนี้ พ่อวัย 66 กับลูกชายอายุ 35 ก็จะตั้งวงสรวลเสเฮฮากันอย่างมีความสุข She removed her few personal belong- ings to go and live with him only a few days later – in the house where she was now. This was the house she’d spent her life in for the longest time, so long that she’d been able to learn what life was. She had three children with him, even though they kept quarrelling because of his love of the bottle. Her first and second were girls, who had left and got married. They came visiting once in a long while when they had a problem and needed her help. The youngest was a boy, who’d gone through university but never held a proper job and spent his days boozing and having fun with his pals. Sometimes he sat drinking on his own dreaming of getting filthy rich. On any night when her husband got thirsty and came back to drink at home like last night, father of 65 and son of 35 would set about drinking, laughing and babbling on merrily.
“จะกินเข้าไปให้มันได้อะไร เงินทองก็ไม่พอจะใช้จ่ายอยู่แล้ว มีแต่หนี้สินท่วมหัว…”  ‘What do you get out of it? There isn’t enough money to get by, only a mountain of debts…’
นางเคยต่อว่าทั้งสองคน แต่เมื่อเหตุการณ์จบลงด้วยการถูกลงโทษจากผัว ผัวที่แม้จะเกษียณอายุมาหลายปีแล้ว ก็ยังคงมีเรี่ยวแรงมากพอจะกระหน่ำฝ่ามือลงบนใบหน้าของนางเสมอ สมัยก่อนตอนที่ยังสาวๆ เขาเพียงดุด่าเวลานางขัดใจด้วยคำหยาบคายเท่านั้น นานครั้งหรอกจึงจะลงมือบ้างเพื่อสั่งสอนนางให้เข็ดหลาบ ความรุนแรงคงเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะในเวลาต่อมานางเรียนรู้ที่จะเงียบ และกล้ำกลืนความรู้สึกทั้งมวลเก็บซ่อนไว้ในอกลึกๆ แทน She had berated the two of them, but ended being punished by her husband, her husband who even though he’d been retired for years was still strong enough to slap her face. Before, when she was still a young woman, he only cursed her with vile words when she made him cross. It was seldom he’d raise his hand to teach her a lesson. Violence would have increased more than it did if as time passed she hadn’t learnt how to keep quiet, her feelings locked up in her chest instead.
แน่นอน มันพากันสุมอยู่ราวกับกองเพลิง คอยแผดเผาใจให้ระทมทุกข์ ไม่มีใครทำให้ใจของนางเย็นชื่นได้ ไม่ว่าผัวขี้เมาหรือลูกเต้า เวลาใครขาดเงินก็ต้องมาแบมือขอแกมบังคับเอาจากนาง ลำพังเงินเดือนข้าราชการหรือเงินบำนาญที่ผัวของนางได้รับในแต่ละเดือนเคยพอเสียที่ไหนกัน นางมักจะต้องแบกหน้าไปขอกู้ยืมจากชาวบ้านด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 20 ถ้ามักคุ้นหน่อยก็พอจะถูกลงบ้าง ภาวะเช่นนี้หมุนเวียนเปลี่ยนไปแต่ไม่เคยสลัดได้พ้น หลายครั้งนางคิดถึงความตาย ด้วยคิดว่าความตายอาจเป็นคำตอบสำหรับชีวิตของนาง เลือดที่หลั่งออกมาอาจช่วยชำระล้างความทุกข์ให้หมดไปได้ ลมหายใจที่หยุดลงคงทำให้นางลืมความเจ็บปวดอันยาวนาน แต่นางก็ไม่เคยมีความกล้าหาญพอ Of course, they kept smouldering like a campfire, ready to set her grief-stricken heart ablaze. There was no one to assuage her feelings. Either her drunken husband or her drunken son, whenever they were short would come and ask, or rather claim, money from her. As it were, how could her husband’s civil servant’s salary, let alone pension now, ever be enough? She had to eat humble pie and borrow from villagers at twenty per cent interest, or perhaps less if they were on familiar terms. This kind of burden kept recurring with ups and downs but never ended. Sometimes she thought of death, death as the answer to a life like hers. The blood that would flow out would help wash away all of her misery. The breathing that would stop would make her forget the pain suffered for so long. But she never had enough courage.
มีเพียงคืนนี้ที่นางเลิกคิดถึงความตาย แต่คิดถึงการเดินทาง นับเป็นการเดินทางอีกครั้งหลังจากหยุดไปหลายสิบปี นางไม่รู้หรอกว่าออกจากบ้านแล้วจะเร่ร่อนไปแห่งหนใด ถึงลำบากทุกข์ยากแค่ไหนนางก็ยังคิดว่า มันไม่น่าจะเกินกว่าที่เคยได้รับจากคนในบ้านหลังนี้ It was only tonight that she’d given up thinking about death but thought instead of travelling, resuming travel after staying put for dozens of years. She had no idea which way she’d drift away once she’d left the house. However hard it’d be, she still thought it wouldn’t be worse than what she had endured from the people in this house.
นางตัดสินใจแล้ว มองลูกผัวที่ขวางทางอีกครั้ง วินาทีต่อมาก็ยกเท้าขึ้นเพื่อก้าวข้ามไปตามความตั้งใจเดิม ทว่าต้องสะดุ้งเมื่อเห็นลูกชายลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย พร้อมกับพูดเสียงแหบเครือว่า “แม่…หิวน้ำ…ขอน้ำกินหน่อย” น้ำเสียงยังคงแสดงให้เห็นถึงความมึนเมาไม่สร่างซา She made up her mind, looked at husband and son barring her way once again. A second later, she raised her foot to step over them as she meant to before, but had to stop short when she saw her son opening his eyes sleepily and saying with a hoarse voice, ‘Mum … I’m thirsty … bring me some water, please.’ His tone of voice showed he had yet to sober up.
นางพยายามไม่สนใจ รีบเดินข้ามร่างลูกชายตรงไปที่บันไดระเบียง ครั้นแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเสียงขอน้ำกินดังขึ้นอีก นางหันไปมองสบตาแดงก่ำและอ่อนล้าของลูกชาย สุดท้ายก็ต้องเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อหยิบขวดน้ำในตู้เย็นมายื่นให้ ลูกชายของนางรับไปดื่มด้วยความกระหายจนเกือบหมดขวด จากนั้นก็ถามว่า “แม่จะไปไหนเหรอ…” นางยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณ แต่ผัวของนางรู้สึกตัวเสียแล้ว เพียงแค่ยังไม่ลืมตาเท่านั้น She tried not to care, hastily stepped over her son’s body and made for the stairs, but then had to stop short again when the voice asked for water repeat- edly. She turned to look and her eyes caught her son’s weary bloodshot eyes. Finally she had to walk over to the kitchen to take a bottle of water out of the fridge and back to give it to him. Her son took the bottle and gulped down almost all of it and then asked, ‘Where are you going?’ She rose a finger to her lips as a warning but her husband was out of his slumber already, only he hadn’t opened his eyes yet.
“หนวกหูจริงโว้ย เออ ทำไมมันร้อนชิบเป๋งหยั่งงี้วะ เฮ้ยมาลี…ไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวหน่อย ร้อนจะตายห่าอยู่แล้ว เร็วหน่อย” ‘Not so loud, damn it! Gee, how come it’s so darn hot? Hey, Marlee … go and get a damp towel to dry me with. It’s so bloody hot. Hurry up, will you?’
นี่เป็นคำพูดที่คุ้นหูเหลือเกิน นางวางกระเป๋าลง เดินคอตกไปคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กที่ราวตากผ้าริมระเบียง นางจุ่มมันลงในอ่างน้ำแล้วบิดจนหมาด จากนั้นนำมาเช็ดตัวให้ผัวซึ่งยังนอนนิ่งอยู่บนพื้น ขณะที่ลูกชายลุกเดินโซเซเข้าไปนอนต่อข้างใน How often she’d heard this! She put down her bag, walked crestfallen over to take a small towel off the wire on one side of the porch. She plunged it in the water basin and then wrung it tight, after which she went over to dry her husband who still lay motionless on the floor while her son gathered himself up and staggered inside to go to bed. ลุกเดินโซเซ: got up and staggered; ‘gathered himself up’ seems more apposite to his state of drunkenness.
“มาลี…แกนี่เป็นเมียที่ดีจริงๆ” ผัวของนางพูดด้วยน้ำเสียงสะลึมสะลือ พอเช็ดตัวเสร็จก็สั่งให้นางประคองเข้าไปนอนในบ้าน นางทำตามอย่างว่าง่าย แล้วกลับมาปิดประตูลงกลอน ปิดไฟ ‘Marlee … you’re such a good wife,’ her husband said, sounding half-awake. Once wiped dry he had her help prop him up to go and sleep inside. She did so obediently and then came back to close the door and bolt it and turn off the light.
นางล้มตัวลงนอนในความมืดที่มีเพียงเสียงกรนแข่งกันของลูกผัว พร้อมกับทอดถอนหายใจอย่างหนักหน่วง ชีวิตนางทำได้แค่นั้น She let herself down and lay in the darkness with only the competing snores of husband and son as she heaved a long, hard sigh. That was all her life could do.
= =
‘Buang Cheewit’ in Phor Phoo Mai Yark Deunthang Pai Ratsia (My father, who didn’t want to travel to Russia), 2010
= =
Pop Benyapa
is a pen name
of Than Yutthachaibodin
(see ‘I just want to go out for a walk’
in this blog, 2011/11/18),
a much-travelled
Bangkok fiction writer
in his late forties.
o

Khong’s present – Pahd Pasiigon

ooo
A light, humorous story for a change. The plight of young Khong has just the right amount of titillation,
zaniness and unpredictability to keep you on tenterhooks until its ignominious end. MB

ของขวัญของโข่ง

Khong’s present

ผาด พาสิกรณ์

PAHD PASIIGON

[Pronounced ‘phart pha.si.korn’]
TRANSLATOR’S KITCHEN
คิดดูเอาเถอะ คนไม่เคยฝันเปียกมาก่อน… Think about it: someone who never had a wet dream before…
เพียงครั้งแรกโข่งก็ฝันว่าได้สมสู่กับดาราสาวคนโปรด เขาถึงกับติดใจในประสบการณ์อันแปลกพิสดารของมัน จะว่าไปตอนที่เขาตื่นขึ้นมานอนลืมตาปริบๆ ทบทวนภาพฝันที่เพิ่งเกิดขึ้นหลัดๆ นั้น เนื้อตัวของเขายังสั่นสะท้านกระตุกเกร็งไม่หาย ส่วนความรู้สึกนั้นมันจะเหมือนจริงมากน้อยเพียงไรโข่งมิอาจบอกได้ เพราะตั้งแต่เกิดมา นอกจากโข่งจะไม่เคยฝันเปียกแล้วเขายังไม่เคยผ่านมือสตรีเลย เคยผ่านแต่มืออันหยาบสากที่ประดับพราวไปด้วยซอกเล็กดำสกปรกของตัวเอง ใช่ มันตอบสนองตัณหาได้ตามอัตภาพ แต่ก็ไม่เคยสักครั้งที่จะพาเขามาถึงสรวงสวรรค์ชั้นนี้ ชั้นที่เหนอหนะ เฉอะแฉะ คลุ้งกลิ่นเหงื่อ กลิ่นคาวที่เจืออ่อนๆ ด้วยกลิ่นหอมอันเบาบางกับกลิ่นรวมๆ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ โดยสภาพ โข่งก็คิดหรอกว่ามันน่าจะเป็นกลิ่นแห่งกามกิจ และเขาก็เชื่ออย่างนั้นอยู่อีกหลายอึดใจ จนกระทั่งเหลียวไปพบเอาร่างดาราสาวสวยคนเดียวกันกับที่เพิ่งสอนเพลงกามให้เขาในฝันนั่นแหละ หล่อนนอนแน่นิ่งเป็นศพเปลือยอยู่ข้างๆ ชุดราตรีบางเฉียบสีกลืนมืดถูกถกลอยขึ้นมาอยู่เหนือเอว เผยให้เห็นท้องน้อยแบนราบขาวโพลน กางเกงในสีดำตัวบางเฉียบยังอยู่ในที่ทางของมัน หากมีคราบเกรอะ และถูกขยับเบียดร่นคาดเฉียงไปทางหนึ่ง โข่งสาบานได้ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าหล่อนแอบมานอนอยู่ในห้องของเขาตั้งแต่เมื่อไร For the first time ever, Khong dreamt that he was making it with his favourite female star, so he was taken with the weirdness of the experience. Say what you will, when he woke up and lay blink- ing, reviewing the scenes of the dream that had just happened, his flesh was still quivering and jerking. As to how real his sensations were, Khong couldn’t say, because since he was born, besides never having had a wet dream, he had never known the ministrations of a woman. He had only known those of his own rough hands adorned with dirt-rim- med fingernails. Yes, that took care of his cravings, but not once had it taken him to this level of heaven, a level that was sticky, soggy, heavy with a smell of sweat, a fishy smell mixed with a faint perfume, a smell altogether quite specific. By nature, Khong thought it should be the smell of sexual activity, and he believed this for quite a few intakes of breath until he turned and saw the body of the very star that had just taught him a sex song in that dream. She lay dead still, a naked corpse, beside him. Her flimsy nightdress of dusky colour was crumpled to above her waist, revealing the stark white curve of her flat tummy. Her skimpy black pants were still in place but bore crusted stains and had been crumpled and pulled to one side. Khong could swear he didn’t know when she had sneaked into his room to lie on his bed. =ความรู้สึก is usually translated by ‘feelings’; here ‘sensations’ seems to me more accurate.ไม่เคยผ่านมือสตรี: literally, ‘had never gone through the hands of a woman’.สีกลืนมืด: literally, ‘the colour of a dark wave’; a nice-sounding but meaningless expression; since the emphasis is on darkness, ‘dusky’.
แต่ใครเล่าจะเชื่อ But who would believe him?
บุคคลผู้มีสารรูปซื่อตรงตามมาตรฐานฆาตกรข่มขืนโหดที่เห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ หน้ากร้านดำขรุขระ ผิวกายกระดำกระด่างสกปรก ราวพระเจ้าบรรจงสลักคำว่า จน โง่ และต่ำต้อยด้วยไฝ ด้วยหูด จนพร้อยไปทั่วเรือนร่าง เป็นลูกจ้างประเภทไร้ฝีมือทางเชิงช่างในร้านเติมน้ำยาแอร์เล็กๆ ริมถนน ส่วนหล่อนเป็นดาราละครสาวสวยผู้กำลังเติบพองด้วยชื่อเสียง เป็นที่หมายปองของหนุ่มเนื้อหอม ชาติตระกูลดี มีฐานะ แล้วหล่อนผู้นี้น่ะหรือจะเลือกเอานายโข่งเป็นสมบัติสวาท ทั้งนี้ไม่สำคัญหรอกว่า เนื้อของละครบางเรื่องที่หล่อนแสดงนั้นจะเล่าเรื่องของความรักประเภทแหกฐานันดรระหว่างหญิงสูงศักดิ์กับชายต้อยต่ำก็ตามที ใครก็รู้ว่านั่นละคร นี่ชีวิตจริง  ชีวิตจริงๆ ของมนุษย์ที่ยังต้องดิ้นรนเพื่อเงิน เชื้อเพลิงสำคัญสำหรับการตะกายบันไดลิงของสังคมให้สูงลิบลับขึ้นไปสู่ยอดที่มองไม่เห็น ซึ่งวัดคร่าวๆ จากสารรูปและค่าจ้างเงินเดือนเพียง 5,000 บาทกับเศษอีกเพียงนิดหน่อยของโข่งนั้น ย่อมชี้ชัดว่าเขาไม่มีบันไดลิงที่ว่านี้เก็บซ่อนไว้ให้สาวคนไหนแน่ A man whose poor appearance honestly matched the standard look of harsh rapist-murderers as could be seen in the newspapers: a rough, coarse, dusky face and dirty mottled skin as if God had incrusted it with the words ‘poor’, ‘stupid’ and ‘inferior’, with moles and warts all over the body. He was an unskilled employee in a small roadside shop refilling air-conditioners with fluid. As for her, she was a beautiful young stage actress with a swelling reputation, sought after by toothsome young men of good lineage and social status, and this here woman would be the one to elect Master Khong as her sexual playmate? In this context, it wasn’t important that some plays in which she performed told the story of unconventional love between a high-so girl and a lowly boy. Who would believe it? Those were plays. This was real life – the real life of a lad who must still struggle to earn money, the important fuel for climbing the monkey ladder of society up ethereal heights to an invisible summit, which, measured against Khong’s physique and monthly wage of five thousand baht plus small change, clearly showed that he sure had no hidden monkey ladder to climb for any woman whatsoever. สมบัติสวาท: literally, ‘sexual property’
ส่วนปริศนาแห่งการมาถึงในห้องนอนโข่ง ที่อยู่บนชั้นสามของตึกแถว จะมีที่มาอย่างไรนั้น คงไม่มีใครให้ความสนใจ เพราะขนาดโข่งเองยังหาคำอธิบายไม่ได้ ความจริงมีอยู่ว่า เขาจำได้ว่าหลับไปคนเดียว ฝัน – ไม่ใช่ฝันธรรมดา แต่เป็นฝันที่มีเนื้อหาเหมือนซีดีแผ่น แสดงโดยดาราญี่ปุ่นที่ชอบร้องว่า อี๊ๆ – และตื่นขึ้นมาก็พบดาราสาวผู้นี้นอนนิ่งอยู่ข้างๆ ปัญหาชวนให้ปวดหัวก็คือ หนึ่ง เขาไม่รู้หล่อนมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร และสอง สำหรับฝันเปียกที่ว่านี้ โข่งเชื่อว่ามันไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา หากเขาฝันเอง เปียกเอง แต่ฝันเองแล้วไปทำคนอื่นเปียกนี่สิ มันจะทำให้เกิดปัญหา คนอื่นที่ว่านี้ก็เช่นกัน ใช่กิ่งแก้วสาวโรงงานที่เขาแอบสนใจเสียที่ไหน กลับไปเป็นดาราละครชื่อดัง ยังไงก็ผิด โข่งเชื่ออย่างนั้น ส่วนจะผิดข้อหาอะไรเขาไม่รู้ เพราะไม่ได้เรียนกฎหมายมา เขารู้แต่ว่าขืนโทรเรียกตำรวจตอนนี้มีหวังได้เข้าตะรางแน่ As for the puzzle of her presence in Khong’s bedroom, which was on the third floor of the shop-house, nobody would care about how it had come about, because Khong himself still couldn’t explain it. The truth was that he remem- bered falling asleep alone, dreaming – not an ordinary dream, but a dream whose content was like a CD showing a Japanese star who liked to sing ‘Ee, ee, ee’ – and waking up to find this very star lying inert by his side. The headache-inducing problem was that, one, he didn’t know how she had ended up here, and two, regarding that wet dream, Khong thought it shouldn’t be a problem if he had dreamt and wetted himself, but having dreamt and making someone else wet was a problem. And the same applied to that someone else. She was no King- kaeo, the factory worker he was covertly interested in: it turned out she was a famous star. It was all wrong was what Khong thought. As to what offense he was guilty of, he didn’t know because he hadn’t studied Law. He only knew that if he called the police now, he’d end up in jail for sure.
เหตุเพราะหน้าตาโข่งเหมือนฆาตกรข่มขืน หนำซ้ำคราบอสุจิที่กองกรังเป็นคราบขาวเปรอะอยู่บนกางเกงในตัวน้อยของสาวเจ้านั้น ก็น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันความผิดของโข่งได้อย่างเหนียวแน่นที่สุด คนรู้น้อยอย่างโข่งหรือจะมีปัญญาบอกเล่าให้ใครต่อใครเข้าใจได้ว่าเขานั้นคือผู้บริสุทธิ์ แม้ว่าในกรณีนี้อาจไม่ถึงขั้นผุดผ่องเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เป็นคนไปลักพาตัวหล่อนมา และหากจะว่าไปแล้ว หล่อนต่างหากเป็นผู้บุกรุกเข้ามาในห้องของเขายามวิกาล โข่งรู้ดีว่า ยิ่งเรื่องท้ายนี้คงยากที่จะฟังขึ้น และมูลนิธิปวีณาสำหรับชายชาตรีที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยดาราสาวยอมนิยมก็ไม่มีเสียด้วย Because he had the face of a rapist-murderer. Furthermore, the sperm stains that caked a messy white on the woman’s teeny pants would be the stickiest evidence of Khong’s guilt. How could someone of little knowledge like him make anyone believe that he was innocent? Even though in this case he wasn’t altogether snow white, at least he wasn’t the one who had dragged her in here, and, say what you will, she was the one who had intruded in his room in the dead of night. Khong knew very well that this last part would be even harder to listen to and that there was no Paveena Foundation for real men sexually assaulted by famous female stars.* ======

=

=

* Comical allusion to the charitable Paveena Foundation for Children and Women, run by female politician Paveena Hongsakul.

สะกิดเรียกก็แล้ว เขย่าตัวรุนแรงก็แล้ว จับพลิกจับตะแคงอย่างไรสาวเจ้าก็ไม่ขยับ โข่งทั้งตกใจ ว้าวุ่นใจ และทุกข์ใจ No matter how much he nudged and called her, shook her strongly, grabbed and turned her this way and that, the young woman didn’t react. Khong was at once shocked, alarmed and miserable.
จนสุดท้ายต้องยอมถอดใจนั่งเหม่อลอยเหมือนคนบ้า ดูร่างขาวโพลนที่นอนแน่นิ่งค่อยๆ เรืองขึ้นช้าๆ ด้วยแสงสีอมแดงแห่งเช้าทาบทาลงมาจากช่องหน้าต่างที่เปิดรับลมเอาไว้ Until finally he had to sit up, dis- heartened, raving like a lunatic, looking at the stark white body that lay inert slowly turning pinkish in the red-tinged light of dawn coming through the window left open to catch the breeze.
แต่เปล่า ที่นี่ไม่มีลม ห้องโล่งบนชั้นสามแห่งนี้มีแต่ฟูกนอน มุ้งกันยุง และโทรทัศน์ ส่วนที่แปะกระจัดกระจายอยู่บนข้างฝาคือรูปดาราสาวๆ ที่ใช้ความสะสวยของพวกหล่อนขายสินค้าชนิดต่างๆ ถึงจะเป็นเพียงห้องโล่งๆ ที่ร้อนอบอ้าว แต่สำหรับโข่งแล้ว ความรู้สึกของมันคือบ้าน บ้านชั้นดีประเภทโฮมออฟฟิศที่ไม่ต้องสัญจรไกลจากที่ทำงาน เมื่อวันอันยาวเหยียดจบสิ้นลง โข่งจะปีนบันไดขึ้นมาล้มตัวนอนด้วยความอุ่นใจในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแห่งนี้ ที่นี่ ชีวิตเป็นของเขา มีเสียงรถยนต์ที่วิ่งกันอยู่ขวักไขว่เป็นเครื่องขับกล่อม ชั้นล่างติดถนน บนห้องนอนของเขาก็ยังติดสะพานข้ามแยกอีก แต่เสียงและควันเสียจากรถยนต์ไม่เคยสร้างความรำคาญใจให้แก่โข่ง ตรงข้าม มันเป็นสันทนาการชั้นดี เมื่อโทรทัศน์ไม่มีอะไรให้ดู But no, there was no breeze in here. This empty room on the third floor only had a mattress, a mosquito net and a TV set. Spread out on the walls were pictures of starlets who used their sassy looks to sell all sorts of products. For all its being merely an empty and muggy room, to Khong it felt like home, a first-class home of the home-office kind where you didn’t have to travel far from your workplace. When the endless day was over, Khong would go up the stairs and lie down at ease in this rectangular room. Here, life was his. There was the noise of cars cruising past ceaselessly in lieu of lullaby. The ground floor gave onto the road and his bedroom was level with the intersection overpass. But noise and exhaust fumes never bothered Khong. On the contrary: they were top recreation when the telly had nothing worth watching.
ฟ้าที่สางขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนสีไปไม่แพ้ใจโข่ง ประเดี๋ยวชวนมอบตัว ประเดี๋ยวชวนอำพรางศพ ประเดี๋ยวชวนเก็บเสื้อผ้าหนีไปเฉยๆ แต่สำหรับข้อท้ายนี้ คนจนอย่างโข่งหรือก็ไร้ทุนรอน ไม่มีเงินพอสำหรับค่าโดยสารกลับต่างจังหวัด แต่แม้หากเขามีเงินพอค่ารถประจำทาง โข่งก็เชื่อว่าสิ่งที่เขาน่าจะทำคือนำเงินจำนวนนั้นไปซื้อมีดอีโต้สักเล่มเพื่อนำมาใช้หั่นร่างของหล่อนออกเป็นชิ้นๆ จะดีกว่า เพราะอย่างน้อยการอำพรางศพยังพอทำให้เขาเห็นทางรอดบ้าง ไม่ทิ้งศพไว้ให้ตำรวจต้องออกตามตัวเขาในที่สุด เห็นดีตามนั้น โข่งหันสมองเข้าหาวิธีเดียวที่ดูเหมือนจะมีทางรอดรออยู่ … รูส้วมซึมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น่าจะเกิน 4 นิ้ว นั่งยองๆ พิเคราะห์ส้วมสีชมพูอยู่พักใหญ่ แต่นึกไม่ออกว่าขั้นตอนมันเป็นอย่างไร โข่งเสียดายที่ไม่เคยได้ตั้งใจอ่านข่าวหั่นศพต่างๆ ให้ละเอียด จึงไม่รู้ว่าฆาตกรเหล่านั้นมีวิธีการทำงานอย่างไรกับรูเล็กๆ เพียงแค่นี้ เขามิต้องสับดาราสาวคนนี้ให้เละเป็นหมูบะฉ่อก่อนหรือจึงจะเทหล่อนลงไปได้ทั้งหมด The colours of the gradually dawning sky changed and so did Khong’s mind, prompting him now to give himself up, now to conceal the corpse, now to gather his clothes and get the hell out of here, but for the latter option, a poor man like him had no ready funds, not enough money for the fare to return upcountry, and even if he had enough for the coach, Khong believed he’d be better off taking that money and buying a bush knife to cut the woman’s body to pieces, because at least this still left him with some hope to be safe, rather than leaving the corpse behind for the police to eventually go after him. Satisfied on this account, Khong turned his mind to searching for the one way that seemed to offer salvation. The hole in the privy shouldn’t be more than four inches in diameter. He crouched and examined the pink privy for a long time but couldn’t figure out how to go about it. He regretted never having endeavoured to read in detail the news about dismembered corpses, so he didn’t know what methods those murderers would use to deal with such a little hole. Wouldn’t he have to cut her up to minced pork soup size bits before he could dispose of her entirely? Here, an editorial correction to make ‘change’ rather than ‘change colour’ (เปลี่ยนสี) the focus: a mind doesn’t change colour.
ความคิดของการอำพรางศพดำเนินต่อไป หากคราวนี้เปลี่ยนไปสู่คำถามที่ว่า ถ้าเขาจะเอาศพไปทิ้ง ที่นั่นน่าจะเป็นที่ไหน และเขาควรจะนำศพไปทิ้งได้อย่างไร คนไม่มีญาติ ไม่มีรถ ไม่มีเงิน เพื่อนๆ ที่พอรู้จักกันก็ยากจนข้นแค้น มีสภาพไม่ต่างไปจากเขานัก เอาละ การเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งในที่เปลี่ยวนั้น หากเอาโทรทัศน์ไปจำนำแล้วก็น่าจะมีเงินพอสำหรับค่ารถ แต่เขาจะต้องหาลังใบใหญ่ขนาดไหนมาใส่ดาราสาว โดยข้อแม้มีอยู่ว่าต้องบรรจุเข้าไปในท้ายรถแท็กซี่ได้ และเขาต้องอุ้มไปไหนมาไหนได้ตามลำพัง ซึ่งแค่นี้ก็เป็นเรื่องยุ่งยากพอแรงแล้ว ยังไม่ต้องคำนึงถึงการจ้างวานแท็กซี่ให้ไปส่งในที่เปลี่ยวพร้อมกล่องใบใหญ่ โดยไม่ส่อพิรุธ The thought of concealing the body persisted but this time changed to meet the questions of where he could dump it and how he would do that. Someone without relatives, without a car, without money and with casual friends just as hard up as he was … All right, calling a taxi to be driven to a deserted place: if he pawned the TV set he should have enough for the fare. But how big a trunk should he look for to put the young actress in, with the proviso that it must fit into the boot of the taxi? And how was he to carry it all by himself? Just that was hard enough, without having to think yet about hiring a taxi to please send him to a deserted spot with a huge trunk without inviting suspicion.
จากประสบการณ์ที่ดูข่าวอยู่ทุกค่ำคืน ทำให้โข่งเชื่อว่าในที่สุดศพดาราจะถูกค้นพบ ถ้าไม่ใช่โดยคนเก็บผัก, คนดักปลา ก็น่าจะเป็นเด็กเล่นซ่อนหา … ภาพของคนขับแท็กซี่ยืนหันหน้าเข้าหากล้องแต่ชี้นิ้วมายังเขา ผู้นั่งก้มหน้าอยู่ใกล้ๆ … บนโต๊ะข้างหน้าคือภาพกางเกงในสีดำของดาราสาวซึ่งถูกนำมาตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บรรจงเรียงขึ้นเป็นตัวอักษรว่า ข้าตะกอนขมขื่น ประมวลภาพปรากฏขึ้นอย่างชัดแจ้งในหัว (และดังนั้นจึงสะกดตามความเข้าใจ) ของโข่ง From his experience watching the news every night, Khong believed that in the end the body of the star would be found, if not by someone collecting vegetables or trapping fish, then by children playing hide-and-seek … Picture of the taxi driver standing face turned towards the camera but pointing at him, who sits nearby with his head hung* … On the table in the foreground is a picture of the young actress’s black pants which have been cut into bits aligned to form the words ‘repist murdrer’. Those pictures appeared clearly in Khong’s head (hence the spelling as he knew it). =====* All too familiar scene of (alleged) criminals on Thai TV news broadcasts.
ยิ่งคิดยิ่งตัน โข่งไม่เข้าใจว่ากับข่าวฆาตกรรมที่เกิดขึ้นรายวันนั้น มันน่าจะเป็นอะไรที่มีทางออกได้ง่ายดายกว่านี้ เพราะหากเป็นเรื่องยาก การฆ่าแกงกันคงไม่เกิดขึ้นรายวันอย่างที่เป็นอยู่ หรือว่าฆาตกรต้องเป็นคนฉลาดแยบยล ชำนาญในการคิดซับซ้อน มีสมองก้อนโตกว่าลูกจ้างร้านแอร์อย่างเขา ความที่เป็นคนไม่เคยทำชั่วทำเลวมาก่อน โข่งจึงไม่เคยพาสมองที่มีอยู่เพียงน้อยนิดแผ้วพานมาลองฝึกปรือในย่านนี้เลย The more he thought, the more he was stumped. Khong didn’t understand: with news of murders happening daily, there should be a way out easier than this, because if it was something difficult, murders wouldn’t happen as often as they did, or else the murderers must be cunning, expert in convoluted thinking, with bigger brains than an air-con shop hired hand like him. Having never done anything evil before, Khong hadn’t taken the little feeble brain that he had to exercise in such pastures.
สมองของโข่งไล่เรียงไปในช่องทางเล็ดลอดต่างๆ ที่ผุดพรายขึ้น แต่แล้วเมื่อได้ไตร่ตรองลงไปในรายละเอียด แต่ละช่องแต่ละรูก็ปิดสนิทลงด้วยคำว่า ทุนทรัพย์และปัญญา ที่สุด โข่งไม่เห็นหนทางไหนดีไปกว่าการนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนี้ รอให้ตำรวจมาลากตัวไปเข้าตะราง เขาทายว่าดารามีชื่อเสียงระดับนี้ เดี๋ยวก็ต้องมีคนออกตามหา และคงมีวิธีสืบเสาะจนมาลงเอยที่ห้องของเขาในที่สุด เขาไม่มีกะจิตกะใจจะลุกขึ้นปฏิบัติภารกิจประจำ อันว่าด้วยการทำความสะอาดปัดกวาดชั้นล่างจนเรียบร้อย ขึ้นมาอาบน้ำ ใส่เจล บรรจงทำผมให้ดูเหมือนนักร้องเกาหลี แล้วลงไปเปิดหน้าร้าน เขาได้แต่นั่งจ๋อง ผมเผ้าชี้โด่เด่รุงรัง – ก็ยังเหมือนนักร้องเกาหลีอยู่ดี แต่จากอีกวงหนึ่ง – กอดเข่าดูร่างของดาราสาวตาปริบๆ ด้วยรู้ว่า อย่างไรเสียวันนี้ชีวิตลูกจ้างของเขาก็คงต้องสิ้นสุดลง แต่ไอ้การจะให้โทรไปแจ้งตำรวจนั้น โข่งก็รู้สึกว่ามันจะเร่งรัดให้คุกเดินเข้ามาหาตนเร็วเกินไป สู้นั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนี้จะดีกว่า ไม่หนี ไม่โทรแจ้ง ลองวัดดวงดูสักหน เผื่อผู้คนจะไม่รู้ว่าหล่อนหายไป เหมือนกับที่เขาไม่รู้ว่าหล่อนมานอนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร Khong’s brain followed the various byways that popped up, but then once he had mulled them over in detail, each gap, each hole was shut tight with the words ‘capital’ and ‘savvy’. In the end, Khong saw no better way than sitting still right there, waiting for the police to come and drag him into jail. He guessed that, this star being so sought after, before long somebody would start looking for her and would be able to trace her to his room eventually. He didn’t even feel like getting up to do his morning chores which consisted in going downstairs to sweep and tidy up, then back up here to shower, put on some gel and comb his hair to look like a South Korean singer, and then going down to open the shop front door. He merely sat meekly, his dishevelled hair sticking up – just like a South Korean singer, but from another band –, arms clasped around his folded legs, looking with blinking eyes at the body of the young actress in the knowledge that in any case today his life as an employee had to end, but calling the cops he felt would bring jail to him only faster. Sitting still right here was better. No fleeing. No phoning to report. Let’s measure our stars this once, in case people didn’t know she disappeared as he didn’t know how she had come to lie here. ปัญญา: intelligence, wisdom, knowledge, insight – here, the emphasis is on ‘know-how’; hence, ‘savvy’.
โข่งนั่งพิจารณาใบหน้าอันงดงามที่หลับตาพริ้มหันมาทางเขา ผู้นั่งกอดเข่าหันหลังให้หน้าต่าง แสงเช้าโรยเข้มเข้ามาภายในแล้ว ดวงหน้าของหล่อนสดใสผุดผ่อง ดูเหมือนคนที่กำลังนอนหลับฝันดีอยู่ โข่งค่อยๆ คลานเข้าใกล้ๆ ก้มหน้าลงไปซบที่เนินอกแล้วเงี่ยหูรอฟังเสียงหัวใจ Khong sat considering the beautiful face with its eyes shut tight turned towards him who squatted with his back to the window. In the already strong morning light her face looked radiant as if she slept enjoying a dream. Khong slowly crawled closer, lowered his face to her breast and then pricked up his ear to listen to her heart.
ตึก ตัก ตึก ตัก Lub-dub, lub-dub, lub-dub…
เขาไม่ได้ยินเสียงหัวใจของหล่อน ได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นถี่เร็ว ยิ่งเงี่ยหูก็ยิ่งได้ยินเสียง ตึก ตัก ตึก ตัก ด้วยความตื่นเต้นที่ได้เอาหน้าไปวางอยู่บนเนินอกของดารา ขนาดตายแล้วกลิ่นของหล่อนยังหอมยวนใจถึงเพียงนี้ โข่งหลับตา ตั้งใจซึมซับเอาความรู้สึกอันอบอุ่นนี้ไว้ ความรู้สึกดีๆ เช่นนี้ โข่งเคยได้รับจากอกแม่ แต่ความรู้สึกนั้นก็นานแสนนานจนแทบจะลืมไปแล้ว แต่จำได้ว่าแม่ไม่หอมหวนเหมือนหล่อนผู้นี้ He didn’t hear her heartbeats – only his own, beating fast. The more he listened, the louder the lub-dub resound- ed out of the excitement of having his face on her breast. Dead though she was, her perfume still disturbed him this much. Khong closed his eyes, intent on absorbing that warm feeling. A good feeling like this he once had received from his mother’s bosom, but that was such a long time ago he had almost forgotten, yet still remembered his mother didn’t have the enticing fragrance of this woman.
ซบหน้านิ่งอยู่บนร่างบางที่ชุดราตรีสีดำถูกถลกขึ้นมาลอยอยู่บนหน้าท้อง โข่งค่อยๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้าของเขาที่หันไปทางปลายเท้าของหล่อนมองเลยผ่านไปเห็นรูปของหล่อนที่เขานำมาแปะไว้บนข้างฝา หล่อนยังส่งยิ้มนั้นมาให้เขา โข่งไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงที่เขากำลังแนบหน้าซบอกอยู่นี้คือคนคนเดียวกันกับดาราสาวสวยบนข้างฝาที่ถ่ายโฆษณายาสีฟัน ครีมทาหน้า และผ้าอนามัย สำหรับคนอย่างโข่ง อย่าว่าแต่ผู้หญิงในภาพโฆษณาเลย แค่กิ่งแก้ว สาวโรงงานในซอยใกล้ๆ เขายังได้แต่เพียงแอบมองแล้วเก็บหล่อนไปฝันเท่านั้น สัมผัสนี้ กลิ่นนี้ รูปนี้ เป็นอะไรที่คนอย่างเขาไม่มีวาสนาพอที่จะได้เชยชม โข่งเชื่ออย่างนั้น His face still sunk into the lithe body whose black nightdress had been crum- pled up to the waist, Khong slowly opened his eyes. His face, which was turned towards her feet, looked beyond them and saw the pictures of her which he had pinned to a wall. She was still smiling at him from there. Khong didn’t want to believe that the woman against whose chest his face rested was the same as the beautiful young starlet on the wall advertising toothpaste, face cream and sanitary pads. For someone like him, forget about those women in ad posters: even Kingkaeo, the factory girl in a nearby street, he had merely watched from afar and then kept her to dream about. This contact, this smell, those pictures were something someone like him wasn’t blessed enough to ever enjoy, or so Khong believed.
นอนตะแคงหน้าปลื้มใจอยู่ได้ไม่นาน สายตาของเขาก็ย่นระยะใกล้เข้า ภาพเงาบนข้างฝาเลือนราง ปลายเท้าของดาราสาวชัดขึ้น เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่ารองเท้าของหล่อนนั้นเหลือติดเท้าอยู่เพียงข้างเดียว มันเป็นรองเท้าประเภทหุ้มส้นสีดำ ปลายแหลม พร้อมสายรัดข้อเท้าที่วับวาวคล้ายเพชร โข่งปรับระยะมองให้สั้นเข้ามาอีก ทิ้งเบื้องต่ำให้เป็นภาพเลือนรางในฉากหลัง ลอยเด่นชัดขึ้นมาคือหน้าท้องแบนราบ ขาวโพลน ไรขนอ่อนวิ่งเป็นเส้นชักพาสายตาของเขาช้อนสูงขึ้นสู่เนินนูนใต้กางเกงในลูกไม้สีดำ As he lay on his side by the ravishing face, his eyesight soon focused closer. The pictures on the wall blurred. The feet of the actress grew starker. He then noticed that one of them still wore a shoe. It was a shoe of a type with a black stiletto heel and straps that glittered like jewels. Khong adjusted his vision closer still, letting the farther points blur into the background. What came into clear focus was the curved flat tummy, stark white. Fine down ran in a line that took his eyes up a slope to the bulge below the black lace pants. Here, I refrained from the temptation to rewrite the sentence to make it crisper (…still wore a shoe – a shoe with a black stiletto heel…): the writer could have written it that way too, but didn’t.
ใจของโข่งเต้นแรง ผิวเนียนขาวโพลนตัดกับมือสากกร้าน ยิ่งย้ำให้เห็นถึงความหยาบกระดำกระด่างของมือตัวเอง มันลอยละเลียดอยู่เหนือเนินเนื้อและนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวไม่แน่ใจว่าหากทิ้งน้ำหนักลงไปแล้วมันจะทำให้ความกระดำกระด่างแปดเปื้อนลงไปบนเนินหนันอันขาวหมดจดหรือไม่ แต่โข่งก็อยากสัมผัสมัน ขอบเขตสำคัญที่เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าได้มาพรากเอาพรหมจรรย์ของเขาไป ห้ามมือไม่ให้สั่น โข่งค่อยๆ วางมือลงบนมันเบาๆ และนิ่งอยู่ตรงนั้นจนนานกว่าที่ปลายนิ้วจะงอลงไปพบว่า กางเกงในของหล่อนที่ขยับร่นไปทางหนึ่งนั้นได้เปิดเผยกลีบเนื้อไว้รอสัมผัสของเขาโดยไม่กีดขวางบดบัง Khong’s heart beat hard. The soft stark-white skin beside his coarse hand made it obvious how coarse his hand was, which now hovered tentatively over the fleshy mound and froze there as if uncertain of whether, if its weight was made to bear on it, its coarseness would defile that immaculate white mound or not. But Khong wanted to feel it – an important boundary which he staunchly believed was there to take away his virginity. Forbidding his hand to shake, Khong slowly let it down to rest lightly on the mound and stayed still right there so long that the tips of the fingers curved in and found that her pants which had been pushed to one side revealed a fleshy petal waiting to be touched by him without obstruction. Unusually, here I have linked two sentences together (‘which now’ instead of ‘it’) to provide a full picture of the action and the thoughts that go with it.
…หัวใจของโข่มเต้นโครมๆ แทบจะหยุดเต้นลงเสียให้ได้ โข่งคิดว่าไหนๆ เขาคงจะต้องรับกรรมแห่งการมาถึงของหล่อนแล้ว ไหนๆ เขาก็จะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรข่มขืน อย่ากระนั้นเลย เขาจะขอลิ้มลองหล่อนผู้นี้ดูอีกสักครั้งให้หายสงสัย Khong’s heart beat deafeningly – almost stopped beating actually. He thought that no matter what he must bear the consequences of her presence; no matter what he’d be branded a rapist-murderer. Be that as it may, he’d tentatively taste of that woman to clear his doubts. รับกรรม: literally, ‘receive the (bad) karma’ or ‘suffer the karma’.
…ปล่อยน้ำหนักลงสู่ปลายนิ้ว แล้วค่อยๆ สั่งให้มันซอกแทรกผ่านกลีบเนื้อ จมเข้าสู่ภายในอันอุ่นชื้น เหนอะหนืด และโอบรัด He let weight descend to the tip of the fingers then ordered them to slowly insi- nuate themselves past the fleshy petal and sink inside a place warm, wet, sticky and tight.
แต่ยังไม่ทันที่โข่งจะได้ชื่นใจกับของขวัญชิ้นใหม่ที่สวรรค์ประทานให้ นรกก็ส่งซ้อเจ้าของร้านขึ้นมาประชัน เสียงเคาะประตูห้องลั่นโครมๆ สนั่นขึ้น ตามมาด้วยเสียงด่าโขมง สั่งให้เขารีบลงมาทำความสะอาดหน้าร้านและเปิดประตูเพื่อรับลูกค้า But before Khong could enjoy the present that heaven had bestowed on him, hell sent Sor, the shop owner, up to compete. Sharp banging on the door resounded, followed by loud curses ordering him to hurry down to tidy up the front of the shop and open its door to customers.
=
=
คิดดูเอาเถอะ เพียงหลับแล้วตื่น… Think about it: just dreaming and then waking up…
จากชีวิตลูกจ้างธรรมดาๆ คนหนึ่ง ก้าวข้ามสู่ฆาตกรข่มขืนโหด กับเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โข่งคิดหาทางหนีทีไล่เป็นฉากๆ เดี๋ยวจะหนี เดี๋ยวจะหั่นศพ เดี๋ยวจะหมกศพ เดี๋ยวพยายามจะชำเราศพ แต่ก็แปลกไม่แพ้กันที่เช้านี้เขาก็กลับมายืนอยู่ตรงที่เก่าอีกครั้ง และเมื่อสายแล้วก็ยังไม่มีวี่แววของตำรวจจะมาลากคอเขาเข้าตะราง มีแต่เสียงซ้อคอยสั่งให้เขาสืบสานวัตรปฏิบัติเดิมๆ ของลูกจ้างชั้นท้ายแถว รวมๆ แล้ว ชีวิตของโข่งก็ยังเป็นไปตามปกติอย่างเหลือเชื่อ เว้นแต่เพียงทรงผมที่ไม่ได้ใส่เจล และศพดาราสาวที่นอนรอตำรวจอยู่ใต้ผ้าห่มบนห้องชั้นสาม ซึ่งข้อท้ายนี่เองทำให้ใจของโข่งตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่เป็นอันทำมาหากิน สมองหมุนติ้วๆ เพื่อคิดหาวิธีว่าเขาจะจัดการอย่างไรดีกับศพของหล่อน ยิ่งสายยิ่งไร้วี่แววของตำรวจ โข่งก็ยิ่งมีความหวัง เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ถูกจับ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาต้องหาวิถีทางกำจัดศพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  และการจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องรอให้ถึงค่ำเมื่อทุกคนกลับบ้านไปจนหมดเสียก่อน ส่วนการจะอำพรางศพด้วยวิธีใดนั้น โข่งจะต้องคิดหาหนทางอีกที From the life of an ordinary employee into that of a cruel rapist-murderer in just a few hours. Khong thought randomly of ways of escape. Now he’d flee, now he’d cut up the corpse, now he’d bury it, now he’d try to rape it. But it was odd all the same that this morning he found himself standing at the same place once more and there was still no sign the police would come and collar him to drag him into clink. There was only Sor’s voice ordering him to carry out the practice of a lowly hand. All in all, incredibly, Khong’s life was going on as usual, except only that his hairdo went without gel and that the corpse of a young actress was awaiting the police under a blanket in the third-floor room, this latter matter making his heart flutter, and none of it set on work. His brain spun wildly in search of a way to dispose of her body. As the morning stretched on without any sign of the police, Khong’s hopes grew. He had to do everything not to be caught, which meant biding his time until dark when everybody had gone back home. As for how to make that body disappear, he still had to think about it. Here, slight rewrite to avoid an awkward repetition (คิดหาวิธีว่าเขาจะจัดการอย่างไรดีกับศพ … หาวิถีทางกำจัดศพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง … อำพรางศพด้วยวิธีใด).
โข่งปล่อยสายตาออกเตร็ดเตร่ไปอย่างสิ้นหวังและไร้จุดหมาย ล่องลอยข้ามถนน ผ่านรถ ผ่านคน ผ่านตู้ไปรษณีย์ จักรยาน และต่อมิอะไรวัตถุ จนแสงสะท้อนเปรื่องสาดวาบเข้าตา ดึงความสนใจของเขาไปยังร้านข้าวมันไก่ฝั่งตรงข้าม Khong let his eyes stray without hope or purpose … across the road, past cars, past people, past the postbox, past bicycles and all sorts of things, until a flash of reflected sunlight struck his eyes, drawing his attention to the chicken-rice shop on the other side.
มีดอีโต้เล่มเขื่องกำลังหมุนฉวัดเฉวียนอยู่ในมือชายวัยกลางคน … เงื้อขึ้นแล้วสับฉับๆ ลงบนเขียงอย่างชำนิชำนาญ ดูเหมือนมันจะเป็นมีดอีโต้แบบปลายแหลมสอบขนาดเหมาะมือทีเดียว โข่งปล่อยใจคิดว่าหากได้มันมาถืออยู่ในมือ เขาจะกล้าสับฉับลงมาบนรูปและร่างอันงดงามอรชรนั้นหรือไม่ เขาจะเลือกลงมือตรงส่วนไหนก่อน … เลือด … จะไหลนองออกมามากมายเพียงไร แล้วเขาจะใช้อะไรมาชะล้างเพื่อกำจัดรอยเลือด A bush knife with a biggish blade was wheeling in the air in the hand of a middle-aged man … deftly rising and then chopping briskly on the block. It seemed to be a very handy bush knife with a tapering blade. Khong mused on whether, if he held it in his hand, he’d dare use it to cut up that shapely body or not, which part he’d choose to begin with … and the blood … how much would flow out, and then what he’d use to wipe out the bloodstains. ===ขนาดเหมาะมือ: of a size that fits the hand.
ทางออกอันชัดเจนยังไม่มี แต่ทางรอดนั้นเหมือนจะพอแย้มหน้ามาให้เห็นอยู่ไรๆ อย่างน้อยหากเขาหั่นหล่อนได้ นั่นก็หมายความว่าเขาจะสามารถแบ่งการขนย้ายหล่อนไปในกล่องที่มีขนาดเล็กกว่า และน่าจะทำให้ลดพิรุธลงได้ โข่งโล่งใจขึ้นอีกนิด เฝ้านั่งรอให้เย็นย่ำมาถึง จับสายตาแน่นอยู่กับมีดอีโต้ในมือพ่อค้าข้าวมันไก่ฝั่งตรงข้าม ปล่อยให้แผนในหัวค่อยๆ ตกผลึกทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งสมองของเขาหาทางออกได้เสร็จสรรพ ตัดใจเลือกได้แม้กระทั่งส่วนไหนของหญิงสาวที่เขาจะเริ่มลงมีดก่อน A clear way out there was not, but a way to safety seemed to present itself vaguely at least if he could cut her up, which meant he’d be able to divide her and transport her in a box of a smaller size, which would attract less attention. Feeling a little relieved, Khong sat waiting for the evening to come, his eyes fixed on the bush knife in the hand of the man selling chicken-rice across the road, letting a plan form itself in his head a little at a time until his brain would have found a comprehensive way out, having settled on even which part of the young woman he’d begin with.
ตำรวจที่โข่งระแวงอยู่ตั้งแต่เช้าไม่ยอมปรากฏตัวขึ้นจนกระทั่งบ่าย ถึงมันอาจจะยังไม่เกี่ยวกับโข่งโดยตรง แต่การโผล่มาของเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบที่เดินมายืนก้มๆ เงยๆ อยู่ที่บริเวณหน้าร้านนั้นเกือบทำให้โข่งต้องวิ่งแจ้นออกไปมอบตัวอยู่เต็มที เพราะโดยปกติแล้วตำรวจจะไม่เดินเลยสี่แยกมาไกลถึงบริเวณนี้ พวกเขาจะนั่งอยู่ในป้อมติดแอร์ใต้สะพานข้ามแยก คอยบริหารสัญญาณไฟจากที่นั่น แต่นี่เขาเดินจากป้อมมาจนไกล เฉียดผ่านหน้าร้านที่มีโข่งนั่งใจหายใจคว่ำอยู่บนเก้าอี้หัวโล้น ยืนเล็งหาอะไรอยู่สักอย่างที่น่าจะตกลงมาจากสะพานที่พาดขนานคร่อมถนนอยู่ชั้นบน The police which Khong worried about all morning still refused to appear until well past noon. All right. Even though it didn’t yet antagonise him directly, the appearance of an officer in uniform who came and stood snooping in the vicinity of the shop almost had Khong run out to give himself up right away, because usu- ally no cop walked past the intersection to this side, they’d sit in the air-condition- ed booth under the overpass, attending to the traffic lights from there. But here he had walked quite a distance from the booth, skirting the shop where Khong sat on a stool with his heart in his mouth, and he stood as if looking for something that might have fallen from the overpass which straddled the road overhead. ======

=

=

เก้าอี้หัวโล้น: a chair with a bald head or a skinhead chair – what a lovely definition of a stool!

ตำรวจหนุ่มเงยมองขึ้นไปบนสะพาน ทำทีเหมือนกะระยะ แล้วก้มลงเดินวนไปวนมาอยู่แถวๆ หน้าร้านนั่นเอง เขาหันมาทางโข่ง 2 ครั้ง แต่ยัง เขายังไม่ถามไถ่อะไรก่อน ใจของโข่งตะโกนบอกตัวเองให้ลุกขึ้น นั่งลง ให้หนี ให้นั่งอยู่เฉยๆ ส่งสารออกมาอย่างสับสนด้วยเพราะคำว่าพิรุธเพียงคำเดียว แต่ท้ายที่สุดก็ทำอะไรไม่ถูก นั่งแข็งทื่อเฝ้าหน้าร้านอยู่นั่นเอง เหงื่อกาฬแตกท่วม ตัวเย็นสนิท The young police officer looked up at the overpass as if to figure out its height, then lowered his head and walked back and forth in front of the shop. He turned to look at Khong twice but not yet – he didn’t ask anything yet. Khong’s mind shouted at him to get up, sit down, flee, sit still, sending out confused messages because of the word ‘suspicion’ only, but in the end he couldn’t do anything right and sat stiff guarding the front of the shop, sweating profusely, feeling dreadfully cold.
“ตำรวจเขามาทำอะไรวะ ไอ้โข่ง” ‘Khong, what’s that cop doing here?’
เสียงซ้อดังขึ้นข้างๆ โข่งไม่รู้ว่าหล่อนมายืนเท้าสะเอวสังเกตการณ์อยู่นานเพียงไรแล้ว แทนที่จะตอบ โข่งแอบกอดอก หวังใช้ท่อนแขนอุดเสียงหัวใจที่กำลังเต้นตูมตาม เขากลัวซ้อได้ยิน Sor’s voice burst out next to him. Since when she had come and stood fists on hips observing the situation Khong had no idea. Instead of answering, he surreptitiously folded his arms over his chest, hoping to deaden the din of his heart, afraid Sor would hear it.
เมื่อไม่ได้ความจากลูกน้อง ซ้อจึงตะโกนถามคุณตำรวจ Getting no answer from her employee, Sor asked the police officer in a loud voice.
“เมื่อคืนเกิดอุบัติเหตุรถเสียหลักบนสะพาน เนี่ย…บนร้านเจ๊นี่เลย คงซิ่งมานั่นแหละ เห็นรอยยางแถมาตั้งแต่โค้งแรกนู่น พอเข้าโค้งสองก็เสียหลัก เห็นว่าดื่มมาด้วย คงเมามาน่ะ” ‘There was an accident last night. A car toppled over on the overpass. There, right above your shop. Must’ve been racing. You can see tyre tracks from the first bend, and on the second it toppled over. He’d been drinking too, must’ve been drunk.’
“ตายมั้ยคะ” ซ้อโยนคำถามสำคัญ ‘Did he die?’ Sor asked the important question.
“เจ็บสาหัส คงรอดยากน่ะครับ” ตำรวจตอบ ซ้อถอนหายใจ หากดวงตาเจืออยู่ด้วยแววผิดหวัง หล่อนหันมาทางโข่งแล้วถามซ้ำอีกครั้ง “ไอ้โข่ง ห้องนอนเอ็งอยู่ห่างถนนไม่ถึงสองเมตร เอ็งไม่รู้เรื่องบ้างเลยหรือ” ‘He’s seriously wounded and probably won’t make it,’ the officer answered. Sor sighed, a furtive gleam of disappointment in her eyes. She turned to Khong and asked: ‘I say, Khong, your room’s only two metres away from the overpass. Didn’t you hear anything?’ แล้วถามซ้ำอีกครั้ง (asked repeatedly once again) is an irrelevant pleonasm and must not be translated.
“ไม่รู้เรื่องเลยครับซ้อ” โข่งกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นเต็มที ‘Not-nothing at all, Sor.’ Khong had great difficulty swallowing his saliva.
คือถ้าอุบัติเหตุเกิดขึ้นในตอนหัวค่ำโข่งก็คงจะรู้เรื่อง และผลมันคงออกมาต่างไปจากนี้ แต่นี่มันมาเกิดเอาตอนใกล้รุ่งซึ่งเขากำลังหลับเพลิน โข่งจึงไม่รู้ว่าเมื่อตอนตีสามครึ่งมีรถยนต์สปอร์ตเปิดประทุนคันหนึ่งวิ่งมาเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่โค้งบนทางข้ามแยก ความที่มันเกิดขึ้นในช่วงใกล้เช้าจึงไม่มีใครทันเห็นเหตุการณ์ ไม่มีใครได้ยินเสียง แม้กระทั่งโข่งเอง จะว่าไปแล้วเขานอนหลับอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุไปไม่ถึง 5 เมตร เมื่อเจ้าหน้าที่และรถมูลนิธิมาถึงก็เพียงแต่นำร่างไร้สติของชายผู้ขับส่งโรงพยาบาล และจัดการย้ายซากรถที่กีดขวางทางจราจรออกจากถนน ไม่มีใครล่วงรู้ว่ารถสองที่นั่งคันดังกล่าวนั้นได้ถ่มผู้โดยสารทิ้งหายไปในอากาศคนหนึ่ง ร่างเพรียวบางของดาราสาวถูกดูดลอยออกจากรถด้วยแรงสะบัด แล้วปลิวเข้าช่องหน้าต่างที่เปิดอ้าซ่ารับลมที่ไม่เคยพัดผ่าน ลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ข้างๆ โข่งผู้ไม่เคยฝันเปียกมาก่อนเลยทั้งชีวิต The thing is, if the accident had hap- pened early in the evening, Khong would have been aware of it and the result would have been different, but it happened near dawn while he was sleeping pleasurably. Khong thus didn’t know that by three thirty in the morning a sports car with its top down had an accident at a bend of the overpass. As this happened sometime before dawn, no one saw anything, no one heard anything, not even Khong. For all that, he slept not five metres away from where the accident had taken place. When officials and a foundation van arrived, they merely took the inanimate body of a man to hospital and arranged for the smashed-up car in the middle of the overpass to stop blocking the traffic. Nobody knew that the two-seater had sent a passenger into the air. The slender body of the young actress was flung out of the car by the violence of the spin and then flew through the window opened wide to catch the breeze that never made it through to flop down and lay still beside Khong, who had never had a wet dream in his life before.
นั่นคือที่มาของหล่อน แต่แน่นอนว่านอกจากจิ้งจกที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่บนเสาไฟฟ้าแล้ว ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการมาถึงของดาราสาว ไม่ใช่โข่ง และแน่นอนว่าไม่ใช่หล่อน ไม่ใช่แม้กระทั่งผู้จัดการส่วนตัวผู้ใกล้ชิด ซึ่งโดยปกติแล้วจะทราบในทุกๆ ก้าวย่าง หากสำหรับครั้งนี้ แม้แต่ผู้จัดการเองก็ถูกพรางไว้ด้วยอุบายอีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากเหตุผลที่ดาราสาวต้องการเก็บเจ้าของรถสปอร์ตคันนี้เป็นความลับก่อนในช่วงทดลองขี่ จะว่าไปก็คงมีแต่ชายหนุ่มเจ้าสังคมผู้มากมีและงดงามอีกคนเท่านั้น ที่น่าจะรู้ถึงการหายตัวไปของหล่อน แต่แล้วในบ่ายแก่ที่ยังมาไม่ถึงของวันนี้ หัวใจที่เต้นอ่อนๆ ของเขาก็จะมีอันต้องหยุดสงบลง สายใยเส้นสุดท้ายที่จะสาวมาถึงดาราละครนางนี้จึงต้องมาพลันขาดสะบั้น การตามหาตัวหล่อนมีอุปสรรคยิ่งขึ้นไปอีก That’s where she had come from, but of course besides the house lizards that hung around the electricity poles nobody knew about her arrival, neither Khong nor she herself nor even her personal manager and confidant who usually knew of her every step. But this time the manager had been left in the dark on purpose, as the young actress meant to keep the sports car owner a secret during the ride-testing period. All told, there was only a young socialite man of wealth and good looks who should know of her disappearance but then, later this afternoon, his feebly beating heart would give out altogether. The last thread that could lead to the young actress thus snapped broken. Looking for her became all the more difficult.
มันจึงต้องใช้เวลาอีก 3 วันเป็นอย่างน้อย กว่าที่ใครจะสำเหนียกถึงการหายตัวไปของหล่อนผู้นอนปางเปลือยแน่นิ่งอยู่บนฟูกของโข่ง So it would take at least three days be fore anyone took heed of the disappear- ance of the woman who lay virtually naked on Khong’s mattress.
โข่งผู้นั่งทำทีเป็นไม่สนใจบทสนทนาระหว่างซ้อกับตำรวจ ประเมินข้อมูลข่าวสารที่ได้รับฟังข่าวอุบัติเหตุรถยนต์ของหนุ่มสังคมชั้นสูงที่ค่อยๆ คลี่คลายออกไปตามความเข้าใจของตำรวจ ขณะเดียวกันก็ลืมตัวเผลอชะโงกหัวขึ้นไปประมาณ – ทั้งๆ ที่ทางสายตาของเขาถูกปิดกั้นอยู่ด้วยกันสาด – ถึงความห่างระหว่างสะพานกับหน้าต่างห้องนอน ถึงรถที่เสียหลัก หมุนคว้าง กับการสลัดร่างผู้หญิงที่นั่งมาด้วยให้ลอยเข้าไปในหน้าต่างที่เปิดโปร่งของเขา ความเป็นไปได้ และความอยากให้เป็นไปได้ต่างๆ แล่นผ่านสมองของโข่ง Khong, who sat pretending not to be interested in the conversation between Sor and the police officer, was assessing the information he was listening to, the news of the car accident of a high-so young man which was gradually getting clear in the officer’s mind. At the same time he forgot himself and raised his head to assess – even though his view was obstructed by the awning – the distance between the overpass and his bedroom window, the car that got out of control and overturned and the casting off of the body of the female passenger sent flying through his wide-open window. The possibility of it and the wish for all this to be possible went through his mind.
“แล้วนี่คุณตำรวจมาเดินก้มๆ เงยๆ หาอะไรอยู่ล่ะ รถของอีคว่ำข้างบนไม่ใช่หรือ” ซ้อชี้ขึ้นบนสะพานที่คร่อมอยู่เหนือหัว ‘Then what are you snooping around here for? The car crashed up there, didn’t it?’ Sor pointed at the straddling overpass.
“ใช่ครับ รถน่ะคว่ำข้างบน แต่แรงหมุนของมันคงจะเหวี่ยงข้าวของออกมานอกรถน่ะ ผมก็เลยเดินลงมาตรวจดู เห็นทางโรงพักแจ้งมาว่าเขาพบรองเท้าผู้หญิงข้างหนึ่งตกอยู่ในรถ เผื่อจะมีอะไรปลิวลงมาตกแถวนี้อีก” ‘It did, but the violence of the tumble may have thrown things out of the car, so I came out here to check. The station say they found a woman’s shoe in the car. Maybe something else has fallen out around here.’
ซ้อบอกปัดไปว่าหล่อนไม่เห็นอะไรผิดสังเกต, ส่วนโข่งนั้นใจหายวาบ เพราะรู้แน่ว่ารองเท้าข้างนั้นต้องเป็นของดาราสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนห้องของเขาอย่างแน่นอนที่สุด แต่แล้วเมื่อตำรวจเดินจากไป เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมตำรวจจึงไม่รู้ว่าดาราสาวนั่งรถมาด้วย ทำไมจึงไม่มีใครตามหาหล่อน … หรือไม่มีใครรู้ว่าหล่อนหายตัวไป? Sor told him dismissively she didn’t see anything unusual. As for Khong, his heart lurched, because he knew for sure that that shoe belonged to the young actress who lay dead still in his room, but then when the police officer had walked away, he couldn’t help wondering why the police didn’t know the young actress sat in that car, why no one was looking for her – or was it that nobody knew she had disappeared?
อย่างไรก็ตาม ข่าวใหม่นี้ทำให้โข่งใจชื้นขึ้นบ้าง อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องคิดถึงเรื่องที่จะหั่นหล่อนเป็นชิ้นๆ อีกต่อไป โข่งปล่อยความคิดให้หล่นจากมีดอีโต้ที่ร้านข้าวมันไก่ฝั่งตรงข้าม พร้อมๆ กับในหัวก็เริ่มวางแผนใหม่ และในทันทีที่ทุกคนกลับบ้าน โข่งทำตามความหวังสุดท้ายของเขาทันที Anyway, this new bit of news gave him heart. At least he didn’t have to think about cutting her into pieces any longer. He stopped thinking about that bush knife in the chicken-rice shop on the other side as in his head a new plan was taking shape and as soon as everyone had gone back home he acted according to his last hope.
ความที่โข่งไม่ใช่คนใจร้ายโดยสันดาน เมื่อเห็นทางรอดปลอดภัยสมองของเขาจึงลืมเรื่องที่พยายามจะล่วงละเมิดหล่อนไปจนสนิท ครั้นสบโอกาสเหมาะก็รีบกุลีกุจอจัดการลากร่างอันแน่นิ่งถูลู่ถูกังขึ้นไปบนดาดฟ้า คำนวณทิศทางที่เหมาะสมและวางร่างนั้นลง วางลงให้เหมือนกับหล่อนได้ปลิวลอยขึ้นมาอยู่บนดาดฟ้าชั้นสี่ แทนที่จะเป็นชั้นสามตรงห้องของเขา, จัดท่าจัดทางให้หล่อนเสร็จ โข่งนั่งยองๆ อยู่ใกล้ๆ ใจเตลิดลอยไปเป็นฉากๆ ว่า เขาจะพูดกับตำรวจอย่างไร กับคำถามนั้น คำถามนี้ เขาควรจะตอบแค่ไหน Not being evil by nature, when Khong saw that he was safe, his brain forgot entirely about trying to violate her. As soon as the coast was clear, he set about dragging the inanimate body forcibly to the roof-deck, figured out a plausible trajectory, put the body down and set it as if she had landed on the fourth-floor roof-deck instead of his third-floor room. Once he had set her down properly, Khong sat on his heels near her, his mind drifting at random through what he’d say to the police, how he should answer this question and that question. ==สบโอกาสเหมาะ: literally, ‘spotted a fitting opportunity’.
ทางรอด … โข่งเห็นทางรอดอยู่ไรๆ A way out – Khong saw a way out off in the distance.
เมื่อทุกอย่างดูเข้าที่เข้าทางดี โข่งลุกขึ้นยืน แต่แล้วก็ฉุกนึกขึ้นได้ว่า เขาควรจะต้องจัดการกับกางเกงในและคราบอสุจิที่เห็นกรังอยู่ที่หน้าขาของหล่อน เขาจำเป็นที่ต้องชำระมันออกให้เรียบร้อยเสียก่อน มิฉะนั้นมันจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จูงตำรวจมาถึงเขาอย่างแน่นอนที่สุด When everything seemed properly sorted out, he stood up, but then it struck him that he should do something about her pants and the sperm he could see caking the front of her thighs. He had to clear that mess or else it would be important evidence the police would use against him for sure.
ไวเท่าใจคิด โข่งจัดแจงถกกระโปรงของหล่อนขึ้น ยกสองขาเรียวยาวขึ้นพาดบ่า แล้วดึงกางเกงในตัวน้อยพรวดเดียวหลุดติดมือออกมา ตั้งใจจะเอามันไปซักให้หมดคราบก่อนแล้วค่อยหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดทำความสะอาดบริเวณหน้าขาของหล่อน แต่แล้วขณะที่เขาปล่อยขาให้ตกลงพื้นอย่างร้อนรนนั่นเอง โข่งรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่าง … ขยับ! No sooner thought than done. Khong undertook to set her nightdress in place, raised her long legs and rested them on his shoulders, pulled her pants off in a jiffy, intending to wash them of their stains and then find a wet piece of cloth to clean the front of her thighs, but then as he let the legs fall on the floor in a hurry, he felt as if something … moved a little!
ใจของโข่งหล่นวูบ เมื่อปรายตาขึ้นมองก็พบตาคู่นั้นของหล่อนจ้องเขม็งมายังเขา His heart missed a beat. When he opened his eyes and looked, her eyes were staring at him.
โข่งตกใจสุดขีด กระโดดออกไปนั่งยองๆ ประนมกางเกงในของหล่อนอยู่เหนืออก ตั้งหลักมองอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก Khong, absolutely shocked, jumped away and sat down on his heels, the palms of his hands pressing her pants raised to his chest as he gathered himself together to look from not very far.
ทุกอย่างนิ่งสนิท หล่อนยังนอนเหยียดขานิ่ง ทว่าตาคู่นั้นยังไม่ยอมปลดปล่อยจากเขา เสียงรถที่วิ่งผ่านไปมาเงียบสนิทลงอย่างจู่ๆ โข่งคิดอะไรไม่ออกทั้งสิ้น Everything was dead quiet. She still lay with her legs stretched out motionless, but her eyes refused to let go of him. The noise of the cars going past suddenly stopped altogether. Khong’s mind went blank. คิดอะไรไม่ออกทั้งสิ้น: literally, ‘could think of absolutely nothing’.
ทั้งคู่ต่างนิ่งงันไปอึดใจใหญ่ๆ แต่แล้วเมื่อหายตกใจ โข่งค่อยๆ ย่องเข้าไปดูใกล้ๆ ตั้งใจจะเอากางเกงในไปคืนหล่อน พร้อมคำอธิบายที่ยังไม่มีในหัว They each were motionless for a long while but then, when he recovered from his shock, Khong, still squatting, got closer, intending to return the pants to her along with words of explanation that were not yet in his head.
ดาราสาวกะพริบตาปริบๆ จ้องนิ่งมายังเงาร่างอุบาทว์ผมเผ้ารุงรังที่ค่อยขยับตัวใกล้เข้ามา The young actress blinked repeatedly, stared fixedly at the sinister, dishevelled body that was moving towards her.
แวบนั้น โข่งภาวนาขอให้ชีวิตจริงเป็นดั่งละครที่เขาเคยได้ดูอยู่บ่อยๆ ที่นางเอกสาวสวยเกิดอุบัติเหตุสูญเสียความทรงจำ และได้ชายแปลกหน้าผู้ยากไร้แต่จิตใจดีเป็นคนช่วยเหลือเอาไว้ ในที่สุดหล่อนจำได้ว่าหล่อนนั้นเป็นใครมาจากไหน แต่มันก็สายไปเสียแล้วเพราะหล่อนตกหลุมรักเขาเข้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น … เพราะความดีมีคุณธรรมของชายผู้ยากไร้คนนี้ Right then, Khong prayed that real life would be like the plays he watched often in which the beautiful young heroine loses her memory in an accident and is helped by a poor but kind stranger and in the end remembers who she is but it’s too late because she has fallen irretrievably in love with him, because of that young man’s goodness.
แต่แล้ว สัมผัสแห่งกางเกงในตัวน้อยในมือของโข่งก็เข้ามาทำลายฝันพิลาศของเขาจนกระเจิง เพราะในละครนางเอกคงไม่มีวันตื่นมาเจอชายผู้ยากไร้ที่ว่ากำลังยักแย่ยักยัน ถอดกางเกงในของหล่อนอยู่ และที่สาหัสกว่านั้นคือ เหตุที่เขาต้องถอดกางเกงในของหล่อนออกก็เพราะเขากำลังพยายามทำลายหลักฐาน คราบอสุจิเกรอะกรังอยู่บนร่างกายของหล่อนเพื่อหนีความผิดทางอาญา จริงอยู่ คราบอสุจินั้นอาจมิใช่ร่องรอยแห่งการข่มขืนชำเรา แต่ใครเล่าจะเชื่อโข่ง But then the contact of her flimsy pants in his hands smashed his bright dream to pieces because in those plays the heroine in no way would wake up to see that poor man awkwardly stripping her of her pants, and what was worse, the reason he had to pull her pants off was because he was trying to destroy the evidence of the sperm caking her legs to escape criminal charges. True, that semen may not be proof of rape, but who would believe Khong?
โข่งตระหนักดีว่า ละครเรื่องไหนๆ ก็คงไม่มีพระเอกอย่างเขา … ในเมื่อเขาไม่ใช่พระเอก นี่จึงไม่ใช่ละคร นางเอกสาวจึงกะพริบตาปริบๆ อยู่ได้เพียงครู่เดียว สติก็สะกิดบอกหล่อนว่า ชุดกระโปรงราตรีของหล่อนถูกถกร่นขึ้นไปอยู่เหนือหน้าท้อง เบื้องล่างเปลือยเปล่า และเขาไม่ใช่คนที่หล่อนกำลังทดลองขี่ Khong was well aware that no play would have a hero like him … Since he was no hero, this wasn’t a play. The heroine thus only blinked for a short while. She became conscious that her nightdress had been scrambled to above her tummy, below she was naked and he wasn’t the one she was ride testing. Here, a remarkable conjuring trick: shifting from Khong’s thoughts to the ‘heroine’’s, as if they were on the same wavelength.
หล่อนหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วกรีดร้องออกมาด้วยเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหว She inhaled deeply and then uttered a deafening scream.
ร้องราวกับจะขับไล่ภาพอุบาทว์เบื้องหน้าให้ละลายหายไป Screamed as if to dispel the vicious vision before her.
อิสรภาพที่ดูเหมือนจะชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่เมื่อหลัดๆ นี่เอง หายวับไปท่ามเสียงกรีดร้องให้ช่วยอันแหลมสนั่น The freedom that seemed patently obvious an instant ago vanished in the high-pitched scream for help.
คิดดูเอาเถอะ หากคุณเป็นโข่ง… Think about it: if you were Khong…
‘Khongkhwan Khong Khong’,
Chor Karrakeit 52, 2010
Pahd Pasiigon (phart pha-si.korn)
is the pen name of
Vishnuchatr Visessuwanpoom,
son of the popular novelist
Phanom Thian (Chatchai V.)
and a productive novelist
and short story writer on his own,
now publishing himself as well.
.

Love’s last lesson – Saowaree

ooo
Pure love, anyone? MB

บทสุดท้าย
ของความรัก

Love’s last lesson

heart book

เสาวรี

SAOWAREE

TRANSLATOR’S KITCHEN
>เขาพบหล่อนครั้งแรกที่วิทยาลัยครูแห่งหนึ่งแถบเทือกเขาตะนาวศรี ทิวทัศน์รอบๆ สวยงามมาก สายลมเย็นก่อให้เกิดจินตนาการเร้นลับ เขามาถึงก่อนเวลานัดหมายประมาณครึ่งชั่วโมง จึงมีเวลาเหลือพอที่จะเดินสำรวจไปรอบๆ กระทั่งมาถึงบริเวณใต้ถุนอาคารหลังหนึ่ง เป็นอาคารโบราณสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง มีเสาไม้กลมใหญ่ขนาดคนโอบสิบกว่าต้น ที่น่าสนใจก็คือ ต้นริมสุดเป็นเสาตกน้ำมัน ขณะที่เขากำลังยืนพินิจพิจารณาอยู่นั้น หล่อนปรากฏกายขึ้นข้างหลังเขา เสียงของหล่อนดังอยู่ใกล้ๆ ไพเราะและน่าฟังเป็นที่สุด He met her at a teachers’ training college by the Tanaosri mountain range in mid-South*. The surrounding scenery was beautiful. The cool wind invited to secret reveries. He arrived about half an hour early, so he had time to stroll around, which he did until he reached the vicinity of an old building. It was made entirely of wood and rested on a dozen round wooden pillars the size of a man’s hug in girth. The interesting thing was that the outermost pillar was bleeding oil. As he stood observing it, she materialised behind him. Her voice arose close to him, melodious and captivating. * ‘in mid-South’ added for the convenience of non-Thai readers.
“สวัสดีค่ะ คุณคือธงรบ ประชากรใช่ไหมคะ” ‘Good morning. You must be Thong- rop Pracha-korn, right?’ Or: ‘you are TP, aren’t you?’
เขาหันกลับมายังต้นเสียง ผู้หญิงเบื้องหน้าทำให้เขาตกตะลึงไปชั่วขณะ รูปร่างหล่อนขนาดมาตรฐานหญิงไทย แบบบางและดูน่าทะนุถนอมเหมือนนางในวรรณคดี ใบหน้าเรียวละมุน ปลายคางแหลม นัยน์ตาใสสุกกระจ่าง ผมยาวประบ่า หล่อนสวมชุดผ้าไหมสีม่วงอ่อน กระโปรงยาวครึ่งน่องจับจีบด้านข้าง คาดเข็มขัดเงินเด่นสะดุดตาสะดุดใจเขาเป็นที่สุด วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดีที่ทางวิทยาลัยกำหนดให้อาจารย์ใส่ชุดผ้าไหมเพื่อส่งเสริมปีวัฒนธรรมไทย He turned to the source of the voice. The woman in front of him amazed him for a moment. She had the typical Thai female body, dainty and deserving of loving care, like a heroine of classical literature. Her face was tapering and smooth, with a narrow chin, luminous eyes and shoulder-length hair. She wore a pale mauve silk skirt reaching down to mid-calf, pleated on the sides and held by a silver belt. He found her utterly dazzling. That day was a Thursday, the day on which the college insisted on wearing silk dresses to promote Thai custom.
“ครับ ผมคือธงรบ ประชากร” เขาตอบ ‘Yes, I am Thong-rop Pracha-korn,’ he answered.
เขายังจำวันนั้นได้ดี สายลมที่พัดผ่านโชยแผ่วพลิ้วในช่วงเดือนมีนาคมได้หอบเอาลมรักแรกพบมาเป็นของฝากหนุ่มโสดอย่างเขา หล่อนแนะนำตนเองว่าเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่นี่และเป็นผู้ที่เชิญคณะนักเขียนและกวีมาร่วมอภิปรายที่วิทยาลัยครูแห่งนี้ He would never forget that day. The gentle breeze of the month of March brought love at first sight as a present to the young bachelor that he was. She introduced herself as a resident teacher and the one who had sent invitations to writers for the panel discussion to be held there today. เขายังจำวันนั้นได้ดี: literally, ‘He still remembered that day well’, an example of loose writing.
“ดิฉันติดตามงานของคุณธงรบมาตลอด” หล่อนเริ่มประโยคถัดมา ถ้อยคำชัดเจนจนเขารู้สึกปีติเล็กๆ “คุณเป็นกวีที่สร้างงานอย่างมีคุณค่า อ่านงานของคุณแล้วรู้สึกเชื่อมั่นและมีพลังที่จะต่อสู้กับเปลือกนอกของสังคม งานของคุณบอกดิฉันว่าในโลกนี้ยังมีคนที่มองเห็นคุณค่าภายในของมนุษย์มากกว่าสิ่งปรุงแต่งภายนอก” ‘I’ve followed your work from the beginning,’ she went on in a clear voice which sent a slight thrill right through him. ‘You are a poet who creates work of quality. In your books, one can feel your determination and ardour to fight against social pretence. Your work tells me that in this world there are still people who value inner qualities more than groomed ap- pearances.’
หล่อนยิ้มเล็กน้อย จากนั้นใบหน้านวลเนียนปราศจากเครื่องสำอางก็สงบนิ่ง และท่าทีของหล่อนดูสุขุมเยือกเย็น She smiled a little and then her smooth face devoid of make-up recovered its stillness and she looked calm and composed.
“คุณกล่าวชมผมมากเกินไปแล้ว” เขาออกตัว ‘I don’t deserve so many compliments,’ he protested.
หล่อนยิ้มและยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “ใกล้เวลาแล้วค่ะ ป่านนี้คณะนักเขียนที่เราเชิญคงมากันพร้อมแล้ว” She smiled and raised her arm to look at her wristwatch. ‘It’s nearly time. By now all the writers we’ve invited will have arrived.’
เขาพยักหน้า แต่ก่อนจะก้าวออกมาเขาก็ได้ชี้ไปที่เสาตกน้ำมันต้นนั้น สีหน้าของหล่อนสลดลง He nodded, but before stepping away he pointed to the pillar bleeding oil. Her face turned sad.
“เสาตกน้ำมันหรือคะ มันแปลกกว่าเสาต้นอื่น แต่ก็ไม่เคยมีภูตผีปีศาจที่ไหนมาปรากฏให้ดิฉันเห็นอย่างที่คนอื่นชอบมาเล่าลือกัน” ‘The oil-bleeding pillar, you mean? It looks stranger than the other pillars but I’ve never seen any demons showing up as popular belief has it.’
เขาบอกหล่อนว่าเขาสนใจมันมากทีเดียว วิญญาณกวีของเขาเข้าสิงอีกจนได้ บทกวีชิ้นต่อไป เขาคิดว่าเขาจะเขียนถึงเสาไม้ประหลาดต้นนี้ He told her that he found this very interesting. His soul as a poet was receptive to spirits. He thought his next poem would be about that strange pillar.
ภายในหอประชุมของวิทยาลัยครูเต็มไปด้วยนักศึกษาและผู้สนใจ กวีและนักเขียนทั้งห้าคนเข้านั่งประจำที่ของตน เขาในฐานะกวีที่เพิ่งได้รับรางวัล กวีอุดมคติมาหมาดๆ นั่งอยู่ริมขวาสุด ถัดมาเป็น นักเขียนนวนิยายมือรางวัล นั่งกลางคือนักเขียนเรื่องสั้นอาวุโสผู้อยู่เหนือรางวัลทั้งปวง คนที่สี่เป็น นักเขียนดาวรุ่งน้องใหม่ และคนซ้ายสุดเป็น นักเขียนหญิงผู้เขียนนวนิยายพาฝัน เรื่องของเธอขายดิบขายดีมาตลอด หัวข้อการอภิปรายคือ “วรรณกรรมและความรัก” ซึ่งถูกอกถูกใจบรรดานักศึกษาเป็นอย่างมาก The college conference hall was full of students and other eager listeners. The five writers entered and sat at their assigned places. As a poet who had just been awarded a prize for idealistic poetry, he sat at the far right, next to an habitual prizewinning novelist. Sitting in the middle was a senior short story writer well above any literary award. The fourth was a budding writer and the one at the far left a female author of best-selling romances. The subject of the panel discussion was ‘Literature and love’, which the students found very exciting.
บรรยากาศดูคึกคักเมื่อผู้คนทยอยกันมาจนแน่นหอประชุม แววตาของทุกคนมองมาที่บรรดาผู้อภิปรายอย่างสนใจ เขารู้สึกตื่นเต้นบ้างแล้ว พิธีกรกล่าวแนะนำตัวเขาว่า “…คือกวีหนุ่มที่มีไฟแห่งอุดมคติ มุ่งมั่นผดุงคุณธรรมด้วยตัวอักษรมาตลอดระยะเวลาแห่งการสรรสร้างงานกวี เขาคือเจ้าของนามปากกา ธงรบ ประชากร และเป็นเจ้าของ  ‘รางวัลกวีอุดมคติ’ ประจำปี 2537” The atmosphere was lively as people kept filing in until the conference hall was packed. All eyes were focused on the debaters with interest. He felt a little excited already. The moderator intro- duced him as ‘a young poet fired with idealism who has been intent on upholding righteous­ness through words in a long string of creative poetry. His pen name is Thong-rop Pracharkorn* and he has won the Idealistic Poetry Award for the year 1994’. ==

=

=

=

=

* People’s Pennant.

เสียงปรบมือดังก้องหอประชุม เขาลุกขึ้นยืนโค้งคำนับ รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อนั่งลงแล้วเขาพยายามมองหาหล่อน นั่นไง หล่อนนั่งอยู่ในหมู่นักศึกษาแววตาใสกระจ่างมองมาที่เขาอย่างศรัทธา Deafening applause ran through the hall. He stood up and bowed, and felt a surge of joy. When he sat down again and tried to pick her out in the audience, there she was sitting among the students, her luminous eyes on him bright with faith.
การอภิปรายเริ่มขึ้นโดยนักเขียนเรื่องสั้นอาวุโส ประเด็นที่นักเขียนท่านนั้นพูดอยู่ที่ความหมายและคุณค่าแห่งความรักของมนุษยชาติมากกว่าความรักของหนุ่มสาว อาจจะค่อนข้างจริงจังเล็กน้อย หากก็สามารถสะกดผู้ฟังได้เมื่อท่านโยงความรักมายังวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก จากนั้นนักเขียนหญิงผู้สร้างนวนิยายพาฝันก็ได้แสดงความคิดเห็นของเธอว่า เธอเชื่อมั่นและศรัทธาในความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักของพจมาน สว่างวงศ์กับชายกลาง ความรักของชาร์ล็อตกับเจ้าหมูวิลเบอร์ใน แมงมุมเพื่อนรัก ความรักของนโปเลียน หรือความรักระหว่างมารดากับทารก เธอเห็นว่าล้วนเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น เธอกล่าวประโยคสุดท้ายว่า “นวนิยายของดิฉันจะถ่ายทอดความรักในทุกๆ ด้านผ่านทางตัวอักษรมาถึงท่านผู้อ่าน” เมื่อกล่าวจบเสียงปรบมือดังก้องไปทั้งหอประชุม The senior writer of short stories opened the debate. The point he raised was of love for humankind being superior in meaning and value to love between man and woman. He was rather serious about it, yet held the interest of the audience when he linked love to the masterpieces of world literature. After him, the writer of romances expounded on her belief and faith in love, whether the love of Potjamarn Sawangwong and Chai Klang in Barn Sai Thong*, the love of Charlotte the Spider and Wilbur the Pig in Charlotte’s Web, Napoleon’s loves or the love between mother and child. She held that they were all sublime forms of love and her last sentence was, ‘My novels will extol all forms of love through the power of words for my readers.’ Sustained applause followed. * A hugely popular romantic novel of the early fifties.
=
=เมื่อกล่าวจบเสียงปรบมือดังก้องไปทั้งหอประชุม: Literally, ‘When she finished speaking, applause resounded throughout the hall.’=
นักเขียนนวนิยายมือรางวัลและนักเขียนดาวรุ่งเป็นผู้อภิปรายในเวลาต่อมา ความคิดเห็นของทั้งสองคล้ายคลึงกัน “ความรักสร้างวรรณกรรม และความรักสร้างสันติสุข” นักเขียนดาวรุ่งจบประโยคเช่นนั้น The prizewinning novelist and the budding writer were the next speakers. Their views were similar. ‘Love fosters literature and love fosters peace and happiness,’ was the young writer’s closing statement.
เขาเป็นกวีคนเดียวในที่นั้นและถูกจัดให้เป็นผู้พูดคนสุดท้าย สิ่งที่เขาเตรียมมารู้สึกว่านักเขียนอาวุโสได้พูดไปแล้วเกือบครึ่ง He was the only poet there and was scheduled to speak last. He felt that almost half of what he had prepared to say had already been dwelt upon by the senior writer.
“ผมเชื่อในความรักที่บริสุทธิ์ ความรักที่ไม่ปลอมปนมากับความใคร่ ผมเขียนบทกวีชิ้นที่ชื่อ อุดมการณ์แห่งรัก ขึ้นมาเพื่อยืนยันสิ่งที่ผมคิดและเพื่อสนองตอบความรู้สึกส่วนนี้ของผม” ‘I believe in pure love, in love unadulterated by lust. I’ve written a poem entitled ‘The idealism of love’ to assert what I think and give vent to my feelings about it.’ ความใคร่ is usually translated as ‘desire’ (see below) or ‘craving’; lust is sexual desire (ตัณหา, ราค).
เขาพูดสั้นๆ เกี่ยวกับมุมมองด้านความรัก อาจจะมีใครเชื่อหรือไม่เชื่อ-ความรักบริสุทธิ์นั้นไม่มีในหญิงชาย ความรักต้องเจือด้วยความใคร่เหมือนที่หลายคนไม่เชื่อว่าศิลปะบริสุทธิ์มีจริง เขาคิดว่าคนที่อ่านบทกวีชิ้นนั้นของเขาน่าจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดวันนี้ได้ บทกวีชิ้นนี้เองที่ทำให้เขาได้รับ “รางวัลกวีอุดมคติ” ประจำปีนี้ เขาได้รับเสียงปรบมือยาวนานไม่แพ้นักเขียนอาวุโส หลายคนมองเขาด้วยความประทับใจ เขามองเห็นหล่อนส่งยิ้มมาจากที่นั่งแถวที่สาม He spoke briefly about the many conceptions of love. People may not believe that there was such a thing as pure love between man and woman, holding that love had to be mixed with desire, just as many people didn’t believe that there was such a thing as pure art. He thought that those who had read his poem would understand what he was outlining today. It was that very poem that had earned him the Idealistic Poetry Award this year. The applause he received was at least as sustained as for the senior writer. Many looked at him with admiration. He saw her smiling at him from her seat in the third row.
เมื่อลงมาจากเวทีอภิปราย เขาก็ได้พบหล่อน เขาได้รับคำชมอีกครั้ง และหล่อนได้ถามเขาประโยคหนึ่งว่า เขาเชื่อในคำพูดของตัวเองมากแค่ไหน เขารู้สึกว่าหล่อนไม่เชื่อเขา When he came down from the podium, he met her. He was praised again and she asked him how much he believed in what he had said. He had the feeling that she didn’t believe him.
“ขอโทษค่ะ” หล่อนมีสีหน้าเคร่งเครียดลงอย่างฉับพลัน “ดิฉันเพียงต้องการคำยืนยัน โลกของดิฉันเต็มไปด้วยความหวาดระแวงมากไปสักหน่อยเท่านั้น” ‘I’m sorry.’ Her face tensed up at once. ‘I only want to be sure. My world is full of too much suspicion, I’m afraid.’
“เพราะอะไร” เขาถาม ‘Why is that?’ he asked.
หล่อนบอกเขาว่า “อย่ารู้เลยค่ะ เอาเถอะ คุณจะยืนยันกับดิฉันได้ไหมว่า ในโลกนี้ยังมีความรักเช่นนั้นอยู่จริง” ‘You don’t want to know,’ she told him. ‘Come, will you certify to me that in this world this kind of love really exists?’ Note the inversion, which makes for smoother reading.
เขามองหน้าหล่อน ไม่เข้าใจสีหน้าท่าทางและกิริยาที่ดูแปลกๆ นั้น หากเขาก็ยืนยันกับหล่อน “คำพูดของผมและงานเขียนทุกชิ้นของผมถ่ายทอดออกมาจากความจริงแท้จากจิตดั้งเดิมของผมนั่นทีเดียว” เขาไม่ทราบว่าหล่อนพึงพอใจคำตอบของเขามากน้อยแค่ไหน He stared at her. He didn’t understand her strange expression, tone and attitude, but gave her the assurance she sought. ‘What I’ve said and every piece of work I’ve done comes from the sincerity of my heart.’ He didn’t know to what extent she was satisfied with his answer.
เวลาผ่านไปไม่นานนัก เขาก็หาโอกาสหวนกลับมาที่นี่อีก หล่อนยืนอยู่เงียบๆ ที่หน้าบ้านพัก เขาส่งหนังสือเล่มเล็กๆ ให้หล่อน It wasn’t long before he found the opportunity to return to the college. She stood quietly in front of the dormitory. He gave her a slim volume.
“อุดมการณ์แห่งรัก” หล่อนอ่านชื่อหนังสือเบาๆ และกล่าวขอบคุณเขา ทั้งสองสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เขามีความสุขและมีพลังที่จะเขียนบทกวีอีกหลายชิ้น จนในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลอีกรางวัลหนึ่งจากบทกวีชิ้นที่ชื่อ “เสาตกน้ำมัน” หล่อนดูตื่นเต้นมากเป็นพิเศษกับบทกวีชิ้นใหม่ของเขา ‘The idealism of love.’ She read out the title softly and then thanked him. The two of them grew close very quickly. He was happy and thus inspired to write several more poems and finally was awarded yet another prize thanks to his poem entitled ‘The oil-bleeding pillar’. She looked very much excited by this new poem of his.
=
ในเวลาต่อมาอีกประมาณห้าหรือหกเดือน ทั้งสองก็ได้มีโอกาสอยู่กันตามลำพังในบ้านพักของเขา เขาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษต่อหล่อนเสมอมาแม้กระทั่งเวลานี้ หล่อนยืนอยู่หน้าบ้านใกล้กับกอดาวเรืองที่ออกดอกสีเหลืองสด เขามองหล่อนบ่อยๆ ถึงอย่างไรผู้หญิงกับดอกไม้ก็เป็นส่วนผสมที่กลมกลืนกันที่สุด จากดงดอกไม้หล่อนเดินกลับมานั่งริมระเบียง แล้วหล่อนก็จะเดินกลับไปที่ดงดอกไม้อีก เวลาผ่านไปจวบจนอาทิตย์เริ่มอ่อนแสง หล่อนยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ แม้เขาจะเป็นสุขที่มีหล่อนอยู่ใกล้ๆ หากเขาก็ไม่อยากให้มีปัญหาอะไรทั้งนั้น หล่อนยังอยู่ในดงดอกไม้เมื่อความมืดเริ่มปกคลุมไปรอบๆ Some five or six months later, the two of them found themselves alone at his lodgings. He had always behaved with her as a gentleman and he did so now. She stood in front of the house in a field of yellow marigolds. He kept his eyes on her. No matter what, women and flowers were a perfect match. From the flower field she walked back and sat at the edge of the veranda and then went back again to the flower field. Time passed; the sun began to soften. She didn’t give any indication of leaving. Even though he was happy to have her near him, he didn’t want things to get out of hand. She still lingered amid the flowers as darkness took hold of the surroundings.
เมื่อหล่อนเดินออกมาอีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าของหล่อนดูสงบ ราบเรียบ เขาอยากจะบอกให้หล่อนกลับไปเสียก่อน แต่ก็กลัวหล่อนจะคิดว่าเขาไล่ When she came back once again, her face looked calm and smooth. He wanted to tell her to leave but was afraid she would think he was chasing her away.
“ดิฉันอาจจะกลับดึกสักหน่อย” หล่อนพูดแล้วก็เดินผ่านเขาเข้าไปในบ้าน เขามองตามหล่อน เรือนผมยาวประบ่าพลิ้วไหว หล่อนทำเช่นนี้เพื่ออะไร ‘I think I’ll stay a while longer,’ she said then walked by him and went into the house. His eyes followed her. Her shoulder-length hair was swaying. Why was she acting like this? Literally, ‘I may go back a little later.’
ในคืนค่ำที่เงียบสนิท เขากับหล่อนอยู่กันเพียงสองต่อสอง หล่อนเข้าห้องน้ำและเปิดฝักบัวนานกว่าชั่วโมง เขาจุดบุหรี่สูบดับความกระวนกระวาย หล่อนออกมาจากห้องน้ำด้วยเสื้อผ้าชุดเดิม เขาดับบุหรี่ In the totally quiet evening, he and she were all alone. She went into the bathroom and left the shower head running for more than an hour. He kept smoking to calm his nerves. She came out of the bathroom wearing the same clothes. He put out his cigarette. An hour-long shower and back into the same clothes? In a case like this, there’s nothing the translator can do but stick to the text, silly as it is.
“คุณบอกดิฉันว่าความรักที่แท้จริงจะต้องบริสุทธิ์ คุณเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ เมื่อคุณบอกว่ารักดิฉันนั้นคุณหมายความว่าอย่างไรบ้าง ความรักขณะนั้นของคุณมีความหมายงดงามเหมือนบทกวีที่คุณเขียนหรือไม่” หล่อนหัวเราะ หลังของหล่อนแนบชิดกำแพงห้องเหมือนกับว่าหล่อนพร้อมที่จะแทรกตัวเข้าไปในกำแพงได้ทุกขณะ “ยังไม่ต้องตอบดิฉันเวลานี้หรอกค่ะ” ‘You told me that true love must be pure,’ she said. ‘Are you really like that? When you told me you loved me, what exactly did you mean? Did your love then have the same beautiful meaning as the poems you write?’ She laughed. She had her back against a wall of the room as if she was ready to go through the wall at any time. ‘You don’t have to answer me right away.’
“แต่ผมยืนยันกับคุณหลายครั้งแล้วนี่นา” เขามองหล่อน ได้กลิ่นสบู่อ่อนๆ หอมละมุนมาจากกายนั้น ‘But that’s what I’ve kept assuring you of many times.’ He looked at her, caught the faint fragrance of soap wafting from her body.
“คุณจะแตกต่างไปจากคนอื่นๆ เชียวหรือ รู้ไหม มีผู้ชายอย่างน้อยสามหรือสี่คนทีเดียวที่ดิฉันเคยพบว่า พวกเขาไม่เคยให้เกียรติและเห็นคุณค่าของความรักที่บริสุทธิ์ และผู้ชายคนที่สี่หรือห้าอาจจะเป็นตัวคุณ คุณตอบได้ไหมว่าหญิงชายที่แต่งงานกันต่างเรียกร้องและปรารถนาในสิ่งใดบ้าง และถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้ ความรักที่พวกเขาพร่ำพูดจะยังคงอยู่หรือกลับกลายเป็นเช่นไร ไม่มีใช่ไหมคะ ความรักที่คุณรำพันลงในบทกวี มันปลาสนาการไปตั้งแต่มนุษย์แอบอ้างสัญชาตญาณเข้ามาปะปนกับความรักนั่นแหละ” ‘Will you be any different from so many other men, then? Do you know, there are at least three or even four men I’ve met who’ve never shown respect for pure love or seen its value, and the fourth or fifth man might well be you. Can you tell me what it is that men and women who get married expect and hanker for? And if either one is unable to answer such expectations, will the love they profess remain or turn into something else? It won’t last, will it? The love you wax lyrical over in your poems has vanished ever since man passed off instinct as love.’
“คุณอาจจะเคยผิดหวังมาก่อน จึงได้มองโลกในแง่ร้ายเช่นนั้น” เขาพูดและเดินไปที่หล่อน เขาสัญญากับหล่อนว่า ความรักที่เขามีให้นั้นจะคงอยู่และเป็นความรักบริสุทธิ์อย่างที่หล่อนแสวงหา ‘You must have been disappointed once to see the world so negatively,’ he said and walked up to her. He swore to her that the love he had for her would remain and that it was the pure love she sought.
“เป็นไปได้หรือ จะเป็นไปได้หรือ” หล่อนรำพัน เขากุมมือหล่อนไว้เหมือนจะยืนยันว่า “แน่นอน มันเป็นไปได้” ‘Can it be? How can it be?’ she bemoaned. He covered her hand with his as if to assert that ‘Of course it can be.’
“เมื่อคุณเขียนถึงเสาตกน้ำมันต้นนั้น ดิฉันรู้สึกตื่นเต้น จะมีใครบ้างที่มองเห็นความมีเสน่ห์และคุณค่าของมันมากไปกว่าความน่ากลัว อ้อ…ดิฉันไม่ได้เล่าให้ฟังว่าเคยมีคนเห็นวิญญาณที่นั่น พวกนักศึกษากลัวกันมากค่ะ คุณอาจจะไม่กลัวเพราะยังไม่เคยเห็น ถ้าคุณเคยเห็นสักครั้ง บทกวีของคุณก็อาจจะเปลี่ยนไป” หล่อนยิ้มเศร้าๆ “ดิฉันรักเสาต้นนั้นค่าที่ว่ามันไม่เหมือนใคร เอาละ คราวนี้คุณกรุณาตอบดิฉันอีกสักครั้งเถอะค่ะว่า ความรักที่บริสุทธิ์สะอาดปราศจากความใคร่มาเจือปนของหนุ่มสาวนั้นมีอยู่จริงในโลกหรือไม่” ‘When you wrote about that pillar bleeding oil, I felt excited. Would there be someone to see its charm and value rather than fear it? Oh, I haven’t told you that someone saw a spirit there. The students are very much afraid of it. Maybe you aren’t afraid because you haven’t seen it yet. If you had seen it once, your poem would have taken another turn.’ She smiled sadly. ‘I love that pillar in a way I feel sure no-one else does. All right, this time please answer me: does pure love, clean love, love devoid of lust between man and woman exist in this world?’
“ย่อมมีแน่นอน” เขาตอบและมองหล่อนแน่วนิ่ง ‘I’m definite that it does,’ he answered and looked at her steadily.
หล่อนหมุนตัวกลับหลังให้เขา ขณะนั้นหล่อนได้ทำในสิ่งที่เขานึกไม่ถึง เขายืนนิ่ง ตกตะลึง หล่อนค่อยๆ แกะกระดุมเสื้อออกทีละเม็ด และถอดเสื้อสีนวลออกจากร่างกายจนเห็นแผ่นหลังขาวสะอาด เขาใจเต้นตึกๆ หล่อนอาจจะลองใจเขาเพื่อพิสูจน์ความรักที่หล่อนตีค่าไว้สูงล้ำ เขาสะกดใจ อย่างไรบททดสอบนี้เขาจะต้องชนะให้ได้ เขาจะไม่ล่วงเกินหล่อนเป็นอันขาด หล่อนค่อยๆ ถอดกระโปรงลายต้นหญ้าออกขณะที่ยังหันหลังให้เขา และบัดนี้เรือนร่างของหล่อนปราศจากอาภรณ์ใดๆ เมื่อชุดชั้นในสีขาวถูกถอดออกจากร่างกายเป็นชิ้นสุดท้าย She turned her back to him. She did something totally unexpected. He stood still, stupefied. She slowly unbuttoned her mauve blouse one button at a time and then took it off, exposing her white back. His heart was racing. Maybe she was testing him to check the kind of love she found invaluable. He struggled to suppress his emotions. No matter what, he had to come out of this acid test a victor. He would in no way take liberties with her. She slowly took off her skirt decorated with herbal motifs, still keeping her back to him, and when her white under­garment followed the skirt, she stood totally naked before him. Here again inverting the terms makes for smoother reading.
“ความรักของคุณยังเหมือนเดิมอยู่หรือไม่ และคุณยังต้องการที่จะแต่งงานกับดิฉันอีกไหม” หล่อนถามย้ำ ‘Is your love still the same as before and do you still want to marry me?’ she asked again.
“ผมยังรักและให้เกียรติคุณเสมอ ใส่เสื้อผ้าเสียเถอะ” เขารู้สึกว่าเขากำลังจะเป็นผู้ชนะ เขารักหล่อน ‘I still love and respect you as always. Put your clothes back on, please.’ He felt he had won. He loved her.
“ดิฉันอยากฟังบททวีของคุณ” หล่อนค่อยๆ หันกลับมา นัยน์ตามีแววเยาะหยัน ‘I’d like to hear your poem.’ She slowly turned towards him, mockery in her eyes.
เขามองไปที่หล่อนซึ่งหันหลังแนบชิดกำแพงสนิทนิ่ง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขาตกตะลึงไปชั่วขณะ He looked at her as she turned and stayed still with her back against the wall. What he saw in front of him astounded him for a time.
“อะไรกัน” เขาอุทานหน้าซีด ‘What the hell!’ he exclaimed, his face livid.
“ดิฉันยังอยากฟังบทกวีของคุณอยู่นะ จำได้ไหมวันแรกที่เราพบกัน ดิฉันบอกคุณว่าอย่างไรบ้าง คุณคงจำอะไรไม่ได้แล้วล่ะตอนนี้ ฟังนะคะ” หล่อนยิ้ม “ดิฉันพูดว่าคุณเป็นกวีที่สร้างงานอย่างมีคุณค่า ได้อ่านงานของคุณแล้ว รู้สึกเชื่อมั่นและมีพลังที่จะต่อสู้กับเปลือกนอกของสังคม งานของคุณบอกดิฉันว่าในโลกนี้ยังมีคนที่มองเห็นคุณค่าภายในของมนุษย์มากกว่าสิ่งปรุงแต่งภายนอก” ‘I still want to listen to your poem. Do you remember the day we met for the first time? What did I tell you? You must have forgotten by now. Listen, then.’ She smiled. ‘I told you your work as a poet was of high quality; I had read your work; it showed determination and ardour in fighting against social pretence. Your work told me that in this world there was still someone who valued inner qualities more than groomed appearances.’
“ทำไมเป็นแบบนี้” เขาเสียงสั่น ‘Why are you like this?’ His voice was trembling.
“ดิฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่คุณสิ คุณช่วยตอบดิฉันหน่อยเถอะว่าคุณยอมรับดิฉันได้หรือไม่ และคุณยังจะแต่งงานกับดิฉันเหมือนที่สัญญาหรือเปล่าค่ะ เราจะอยู่ด้วยกันด้วยความรักที่บริสุทธิ์ได้ไหม” หล่อนถามเสียงเรียบเย็น ‘There’s nothing wrong with me. But you – please do tell me whether you accept me and will marry me as you promised or not. Can we live together in pure love?’ she asked in a cold voice.
เขารู้สึกตระหนักกับเหตุการณ์ที่กำลังประสบ หล่อนยืนนิ่งเงียบ น้ำตารินนาทีต่อจากนั้นเงียบสนิท เขาไม่พูดอะไรเลยแม้แต่น้อย คำถามของหล่อนไม่มีคำตอบ He felt scared by what he was going through. She stood still and silent, with tears in her eyes. The next minute was dead quiet. He didn’t say a word. Her question had no answer.
“ถ้าเพียงแต่คุณจะบอกดิฉันว่า ความรักที่คุณตีค่าไว้สูงนั้นเป็นแค่เพียงจินตนาการบนหน้ากระดาษเสียแต่แรก ดิฉันจะไม่ถามคำถามนี้กับคุณเลย แต่เวลาที่ผ่านมาคุณกระทำเสมือนว่ามันเป็นเรื่องจริงทีเดียว คุณยืนยันกับดิฉันตลอดมาว่าความคิดในนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความเป็นจริง” หล่อนหัวเราะทั้งน้ำตา ‘If only you had told me from the start that the love which you value so highly is merely the product of imagination on paper, I wouldn’t have asked that question of you, but all this time you’ve behaved as if it was nothing but the truth. You’ve always assured me that what you thought was the truth of truths.’ She laughed through her tears.
ตลอดเวลาเหล่านั้นเขายืนนิ่งเงียบ ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปาก หล่อนค่อยๆ สวมใส่เสื้อผ้าจนเรียบร้อย และเริ่มมีรอยยิ้มปรากฏบางๆ He kept still and silent. Not a word escaped from his mouth. She slowly put her clothes back on and a thin smile began to appear on her lips.
>“ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณในภารกิจอันยิ่งใหญ่ของคุณ” หล่อนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋า “ความรักอันสูงส่งเช่นนี้อาจจะยังมีอยู่ในที่อื่น ขอบคุณสำหรับความรักในอุดมคติที่คุณสร้างขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้ดิฉันมีความหวังในช่วงสั้นๆ ของชีวิต…ลาก่อน” ‘In any case I must thank you for your sublime endeavour.’ She took a book out of her bag. ‘This kind of sublime love may still exist somewhere else. Thank you for the ideal love you’ve created. At least it has given me some hope in life if only too briefly … Goodbye.’
หล่อนวางหนังสือเล่มเล็กไว้บนโต๊ะ มันคือหนังสือเล่มที่เขามอบให้หล่อน She put the thin book down on the table. It was the one he had given her.
ลมเย็นพัดเข้ามาทางหน้าต่าง เมื่อหล่อนจากไป เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้องอย่างอ่อนล้าและรู้สึกอับอาย ทั้งๆ ที่เขาเชื่อแน่ว่าทุกคนจะต้องตัดสินใจอย่างเขาเหมือนกัน ในเมื่อหล่อนเป็นสิ่งผิดปกติประหลาดมหัศจรรย์ของโลก Cold wind blew through the window. When she was gone, he slumped to the floor and sat there feeling exhausted and ashamed, even though he was certain everybody would have reacted as he did, given that she was a total freak of nature.
หล่อนมีผิวหนังที่บางใส มองเห็นอวัยวะภายในตั้งแต่ช่วงอกลงมาจนถึงหัวเข่า มันบางใสจนเห็นเส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดง หลอดลม ปอด หัวใจที่กำลังบีบตัว กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กที่ขดพับกันไปมา ลำไส้ใหญ่ ตับ ม้ามและกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาที่สั่นระริก The flesh of her front was transparent, exposing her internal organs from the level of her chest down to her knees. It was so transparent you could see the veins and arteries, the trachea, the lungs, the beating heart, the stomach, the knotted small intestine, the large intestine, the liver, the spleen and the muscles around the legs that shivered. .
เขาลุกขึ้นช้าๆ พรั่นพรึง และกลับกลายเป็นเคว้งคว้าง หนังสือเล่มเล็กถูกเขาฉีกเป็นสองส่วน ก่อนที่จะจัดการจนมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย He got up slowly, terrified and seemingly adrift. He ripped the little book into two before tearing both pieces to shreds.
หล่อนจากไปนานแล้ว บัดนี้เหลือเพียงเขายืนอยู่ท่ามกลางเศษกระดาษที่กระจายเกลื่อนอยู่รอบกาย She was long gone. By now there was only him left standing among bits of paper strewn all around.
‘Bot Sutthai Khong Khwamrak’, first printed in Chor Karrakeit 22, 1995. Current translation from Pharp Luang (Illusions), Praphansarn, 1999.
.Saowaree (Saowaree Yemla-or)
is a nurse in a district hospital
in Ratchaburi province,
where she was born.
Two of her collections
of short stories were short-listed
for the SEA Write Award.
o

Murder cover-up – Naruecha Mueanjai-ngarm

ooo
Crime stories, in which unpredictable plot somersaults and swiftness of exposition are of the essence, are a flourishing branch of Thai fiction. Written by a virtual beginner, here is one that pulls no Buddhist punches. MB
ooo

<td”>

ฆาตกรรมอำพราง

MURDER COVER-UP

นฤชา เหมือนใจงาม

Naruecha Mueanjai-ngarm

TRANSLATOR’S KITCHEN
บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไอของความเครียด ชายรูปร่างสูงโปร่งวัยสามสิบสองอัดบุหรี่หนักหน่วง กลุ่มควันสีขาวลอยขึ้นสู่เบื้องบนก่อนจะถูกพัดลมดูดอากาศที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ เหมือนฝูงผึ้งขยับปีกบนผนังห้องดูดหายไป เขาขยับเนกไทที่รัดคอคับติ้วให้คลายออก และอารมณ์ก็หงุดหงิดขึ้นมาอีกเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ตรงหน้ายังก้มหน้าก้มตาอ่านสมุดรายงานบนโต๊ะอย่างไม่สนใจอะไร ท่าทางราวกับกำลังหมกตัวอยู่ในห้องสมุดส่วนตัวตามลำพัง บางครั้งก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เขานิดหนึ่ง-เหมือนยิ้มให้กับขอนไม้แล้วก้มหน้าอ่านต่อ The atmosphere in the narrow square room was suffused with tension. The thin, tall, thirty-two-year-old man was taking deep drags on his cigarette. Clouds of white smoke wafted up before being churned and dispersed by the ceiling fan which buzzed like a swarm of bees. He loosened his tight-fitting necktie and his irritation grew as he saw the man sitting before him still bent over the reports on his desk and seemingly oblivious to every­thing, behaving as if he was alone in his private study. Occasionally he’d look up and smile at him a little, as if he were smiling at a log, before lowering his face and resuming his reading. อย่างไม่สนใจอะไร: as if he didn’t care for anything.
เกือบสิบนาทีแล้วมั้งที่มันทำตัวเป็นหนอนหนังสือ เขานึกด่าอยู่ในใจ หลังจากถูกเชิญตัวมาสอบปากคำในห้องนี้ด้วยวิธีการที่เขาอยากจะเรียกว่าลากคอมามากกว่า จนบัดนี้ยังไม่มีการพูดคุยอะไรเลย นอกจากจะเชิญให้นั่ง เขางัดบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ แล้วก็สูบมาจนถึงมวนที่สามแล้ว ไอ้สารวัตรนั่นยังไม่ได้ถามอะไรสักคำ ทำเหมือนกับมองไม่เห็นว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ Almost ten minutes must have gone by with him playing the bookworm, he cursed him in his mind, since he had been invited – not to say dragged – into this room for questioning, and yet not a word had been said, except for being told to sit down. He had fished out a cigarette and was now on his third. The damn inspector had yet to ask him anything, and was behaving as though he didn’t see him sitting there.
เขาทิ่มบุหรี่ที่เพิ่งสูบไปเพียงครึ่งมวนลงในที่เขี่ยบนโต๊ะตรงหน้าค่อนข้างแรง แล้วระเบิดความอัดอั้นออกมาเมื่อความอดทนสิ้นสุดลง “นี่มันเกิดเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรขึ้นมาครับท่านสารวัตร” He squashed the half-smoked cigarette into the ashtray on the table before him rather forcefully and, at the end of his patience, burst out: ‘Can you tell me what kind of nonsense is going on, inspector?’
นายตำรวจรูปร่างสูงใหญ่เงยหน้าขึ้นมายิ้มอย่างใจเย็น เป็นรอยยิ้มที่เพิ่มความกดดันให้เขาอีกเป็นเท่าตัว The tall and beefy police officer looked up and smiled coolly, a smile that redoubled his tension.
“ใจเย็นๆ สิครับคุณพีรพล ผมอยากให้คุณสงบสติอารมณ์ลงสักพักเพื่อตอบข้อซักถามของผม” ‘Take it easy, Mr Pheeraphon. I’d like you to collect yourself for a while before you answer my questions.’
“ผมพร้อมที่จะตอบคำถามตั้งนานแล้วครับ แต่ไม่เห็นสารวัตรถามสักที” อารมณ์ของพีรพลเดือดพล่านขึ้นมาทันที ยิ่งตกอยู่ในสภาพอย่างนี้นานเท่าไหร่ ใจของเขาก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้นเท่านั้น เขาอยากให้การสอบปากคำสิ้นสุดลงเร็วๆ จะได้ออกไปให้พ้นๆ จากห้องนี้เสียที ‘I’ve been ready to answer questions long enough, but I don’t see you asking me any.’ Pheeraphon’s anger flared up. The longer he was left in this kind of state, the more incensed he grew. He wanted the questioning to be over fast so that he could get away from this room for good.
“งั้นเรามาเริ่มกันเลย” นายตำรวจหนุ่มใหญ่ขยับตัวในท่านั่งเอาจริงเอาจัง “คุณช่วยเล่ารายละเอียดให้ผมฟังอีกครั้งได้ไหมครับ เล่าตั้งแต่ต้นจนจบเลยนะครับ ผมอยากรู้ว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร” ‘Then let’s begin.’ The middle-aged officer changed his sitting posture to one of earnestness. ‘Please go over the details for me once again from beginning to end. I want to know exactly what happened.’
พีรพลกระสับกระส่ายไปมา ถอนหายใจอย่างอึดอัด เขาไม่ชอบดวงตาใต้คิ้วดกดำคู่นั้นเลย มันเหมือนดวงตาหมาจิ้งจอกที่หลอกล่อเหยื่อให้เข้าไปจนมุม เพื่อรอจังหวะกระโจนเข้าขย้ำคอหอย Pheeraphon shifted nervously and a sigh of uneasiness escaped him. He didn’t like the eyes below those bushy black eyebrows at all. They were like the eyes of a fox forcing a prey into a corner to wait for the right moment to pounce and crush its throat.
“ก็อย่างที่ผมเล่าให้พวกตำรวจฟังไปแล้วนั่นแหละครับ คืนนั้นผมเมาหนักไปหน่อย ก็เลยมีเรื่องทะเลาะกับเมียนิดหน่อย” ‘Well, it’s like I told the other officers already. That night I’d drunk too much so I had a bit of a row with my wife.’
“คงไม่ใช่นิดหน่อยหรอกครับ” นายตำรวจหนุ่มใหญ่ขัดขึ้น เหลือบตามองเอกสารตรงหน้าแวบหนึ่ง “วันที่ 21 มีนาคม เวลาประมาณ 20.00 น. คนข้างบ้านคุณโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่าได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรงในบ้านคุณ มีเสียงภรรยาของคุณร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อตำรวจไปถึงก็พบว่าคุณอยู่ในสภาพเมาหนักและกำลังตบตีภรรยาอยู่ ตำรวจเอาตัวคุณมาขังไว้ที่นี่หนึ่งคืนเพื่อให้คุณสงบสติอารมณ์ รุ่งเช้าเราจึงปล่อยตัวคุณไป” ‘More than “a bit”, I take it,’ the officer objected, glancing through the document in front of him. ‘On the 21st of March around 8 pm, one of your neighbours called to report that there was a violent quarrel in your house and he heard your wife shouting for help. When our men got there, they found you very drunk and beating your wife up. They took you here for the night so you would sober up and the next morning we let you out.’ นายตำรวจหนุ่มใหญ่: we already know the officer is middle-aged; there’s no need to keep repeating it. This is the kind of cliché too many Thai writers find hard to resist. Later in the story, we’ll have นายตำรวจร่างสูงใหญ่ and then นายตำรวจร่างใหญ่
“ก็อย่างนั้นแหละครับ” พีรพลพยายามข่มจิตใจไม่ให้ร้อนรน พลางมองสบตานายตำรวจ “ตอนสายๆ ผมกลับไปถึงบ้านก็ไม่เห็นเมียผมแล้ว รถของผมก็หายไปด้วย ตอนแรกผมไม่ได้สงสัยอะไรหรอกครับ ตามปกติเขาเสียไพ่กลับมาทีไรก็มักจะพาลหาเรื่องทะเลาะกับผมเป็นประจำ ทะเลาะกันทีไรเขาก็จะหนีไปอยู่บ้านแม่เขาทุกที สักวันสองวันก็กลับ แต่ครั้งนี้ผมเห็นว่าสามวันแล้วเขายังไม่กลับ ก็เลยโทรศัพท์ไปตามที่บ้านแม่เขา ญาติพี่น้องเขา รวมทั้งเพื่อนสนิทของเขาด้วย แต่ไม่เจอ ผมก็เลยมาแจ้งความไว้” ‘That’s right, I guess.’ Pheeraphon tried to keep his mood in check as he held the officer’s gaze. ‘When I got back home later that morning, my wife was no longer there. My car was gone as well. At first I didn’t wonder at all. Usually when she comes back after losing in a card game she always picks a quarrel with me. And whenever we row she flees to her mother’s house for a day or two. But this time when I saw that after three days she still wasn’t back, I called her mother’s house, and then her relatives and even close friends of hers, but couldn’t find her, so I came here to report.’
“ภรรยาของคุณเล่นไพ่บ่อยไหมครับ” นายตำรวจร่างสูงใหญ่เอ่ยถามขึ้นเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเล่าจบ ‘Does your wife play cards often?’ the officer asked when the man had finished speaking.
“เป็นประจำครับ ถ้าไม่เชื่อสารวัตรไปถามคนแถวบ้านผมดูได้ เขารู้ดีกันทุกคน” ‘All the time. If you don’t believe me, inspector, you can ask around my house. Everybody knows.’
“ภรรยาของคุณเคยมีเรื่องในวงไพ่กับใครบ้างไหมครับ” นายตำรวจตั้งข้อสังเกต ‘Has your wife ever had any conflict with anyone over cards?’ นายตำรวจตั้งข้อสังเกต: obvious, thus better left out.
“เรื่องนี้ผมไม่รู้ ผมไม่เคยไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็ไม่เคยเล่าให้ผมฟังด้วย” ‘I’ve no idea. I’ve never gone to play with her. And she’s never told me anything either.’
นายตำรวจหนุ่มใหญ่ก้มหน้าดูเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง The police officer looked at the document before him once again.
“วันที่คุณมาแจ้งความ…วันที่ 25 มีนาคม เวลา 08.00 น. ก็คือวันนี้ คุณบอกว่าทองรูปพรรณหนักห้าบาทที่ซ่อนไว้ในลิ้นชักบนหัวเตียงกับพระเครื่องของคุณอีกประมาณสามสิบองค์หายไป ใช่ไหมครับ” ‘When you came to report … on the 25th of March at 8 am, which is today, you said that a five-baht gold chain you kept in a drawer at the head of your bed as well as about thirty amulets had disappeared. Correct?’
“ครับ” พีรพลพยักหน้ารับ “ผมนึกเอะใจขึ้นมาก็เลยไปดู” ‘Yes.’ Pheeraphon nodded. ‘I had a sudden suspicion, so I went to check.’
“เมื่อเวลา 10.00 น. เราได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบรถเก๋งจมอยู่ในคลอง เราส่งเจ้าหน้าที่ไปกู้ขึ้นมา พบว่ามีผู้เสียชีวิตติดอยู่ในรถหนึ่งคน กะโหลกศีรษะด้านหน้าของผู้ตายยุบเข้าไปคล้ายกับถูกของแข็งกระแทกอย่างแรง ทะเบียนรถตรงกับรถของคุณ เราจึงเรียกคุณมาดูศพ” ‘At 10 am we got a report from a member of the public that a car had been found sunken in a canal. We sent officers over to retrieve it and found there was a body inside the car. The front of the cranium of the deceased was smashed in, as if from a major blow from a hard object. The registration number was that of your car, so we called you in to identify the body.’
“ผมก็ยืนยันไปแล้วว่าใช่เมียผม” พีรพลแทรกขึ้นมาทันที “แม้ว่าศพจะขึ้นอืดจนดูแทบไม่ออก แต่ผมจำเขาได้ดี เสื้อผ้าชุดนั้นเป็นชุดที่เขาชอบใส่มาก แหวนวงที่ติดอยู่นิ้วของเขาผมก็เป็นคนซื้อให้เอง” สีหน้าของเขาเศร้าสลดลง ‘I’ve already stated it was my wife,’ Pheeraphon interrupted. ‘The corpse was so bloated it was almost unrecog- nisable, but I remembered her well. Those clothes were those she liked to wear very much. The ring on her finger I bought myself.’ His face turned sorrowful.
“ผมทราบมาว่าคุณเป็นนายหน้าค้าที่ดินที่ล้มเหลวในหน้าที่การงาน คุณเลยเอาบ้านกับที่ดินเข้าธนาคารเพื่อกู้เงินออกมา แล้วคุณก็ขาดส่งไปนาน ธนาคารจะยึดบ้านคุณในอีกสองเดือนข้างหน้านี้ ใช่ไหมครับ” นายตำรวจหนุ่มใหญ่ริ่มวางกับดักอย่างที่เขาถนัด ‘You’re a real estate broker and you’ve been unsuccessful in your work, so you mortgaged your house and land to get a bank loan and then failed to keep up with the payments, so the bank is going to foreclose on your house in the next couple of months. Correct?’ The police officer was beginning to set up a trap as he was adept at doing. ผมทราบมาว่า: From what I know. Again, stating the obvious.
“แล้วมันเกี่ยวกับการตายของเมียผมยังไง” พีรพลโพล่งออกมาด้วยความฉุนเฉียว เขาไม่ชอบให้ใครมาละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว หากเป็นคนอื่นที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบตำรวจคงโดนเขาชกหน้าไปแล้ว ‘What’s this got to do with my wife’s death?’ Pheera­phon burst out irritably. He didn’t like anyone to pry into his private affairs. If he wasn’t wearing a police uniform, he’d already have punched the man in the face.
“ภรรยาของคุณทำประกันชีวิตไว้กับบริษัทประกันถึงสามแห่ง รวมเป็นวงเงินประมาณหกล้านบาทโดยคุณเป็นผู้รับผลประโยชน์ทั้งหมด ใช่ไหมครับ” นายตำรวจร่างใหญ่ยังถามต่อไปอย่างไม่สนใจท่าทางของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่แววตาที่เป็นประกายนั้นคอยสังเกตปฏิกิริยาของชายหนุ่มตลอดเวลา ‘Your wife took out life policies with three insurance companies for a total of about six million baht with you as sole beneficiary. Correct?’ the officer asked further without taking heed of the other side’s attitude, but his glinting eyes were watching the younger man’s reactions all the time.
“ก็แน่ละครับท่านสารวัตร ผัวเมียกันจะให้คนอื่นมารับทำไม” พีรพลนึกอยากจะก่นด่าให้หายแค้น เขาไม่ชอบวิธีการพูดของนายตำรวจคนนี้ มันเหมือนหลอกล่อให้เขาเดินไปตกหลุมพรางที่ขุดดักไว้ ‘Of course, inspector. Being husband and wife, why should it go to someone else?’ Pheeraphon felt like swearing to relieve his resentment. He didn’t like the way this police officer was speaking. It was like goading him straight into a trap.
“เท่ากับคุณถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งถึงสองใบเชียวนะครับ ใช้หนี้หมดแล้วคุณยังมีเงินใช้จ่ายได้อย่างสบายไปตลอดชีวิต” ‘It’s like you won the lottery twice over, reimbursing your debt and with enough left over to be at ease for the rest of your life.’
“สารวัตรก็เลยคิดว่าผมฆ่าเมียตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน อย่างนั้นใช่ไหมครับ” พีรพลเอ็ดตะโรลั่นห้อง ‘So you think I killed my wife to get the insurance money, do you, inspector?’ Pheeraphon shouted out.
“ผมไม่ได้คิด แต่ผมมั่นใจเลยแหละ” นายตำรวจหนุ่มใหญ่เปิดยิ้มอย่างจะยั่วโทสะอีกฝ่ายหนึ่ง พลางจ้องมองด้วยสายตาจับผิด กิริยาท่าทางของนายหน้าค้าที่ดินที่มีหนี้สินท่วมหัวคนนี้ส่อพิรุธให้เห็นตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้ว แค่พลิกลิ้นตะล่อมอีกนิดหน่อย ไม่ช้าหมูขี้โมโหก็จะเชื่องเป็นแมวและยอมเดินเข้าโรงเชือดอย่างว่าง่าย ‘I don’t think so: I’m sure of it.’ The officer smiled broadly as if to provoke the anger of the other side, while staring at him to catch him out. The attitude of this real estate broker over his head in debt had been fishy from the moment he stepped into the room, but with a little more probing and prodding, before long the angry pig would be meek as a lamb* and ready to trot to the slaughter­house. พลิกลิ้นตะล่อม: a lovely expression. Literally, พลิกลิ้น = turning over the tongue (going back on one’s word); ตะล่อม = to persuade, coax, lead to the point.* You don’t usually send cats to the slaughterhouse.
“โธ่โว้ย เมียผมตายไปทั้งคนแล้วนะครับสารวัตร นี่ผมยังจะต้องมาติดคุกอีกหรือไงครับ” พีรพลสบถออกมาอย่างเหลืออด ‘Damn it, officer!’ Pheeraphon swore irrepressibly. ‘My wife is dead and I must go to jail as well?’
“ติดแน่นอนครับคุณพีรพล กฎหมายไม่เคยละเว้นคนผิด” ‘Absolutely, Mr Pheeraphon. The law makes no exception for the guilty.’
“ผมน่ะรึผิด” เขาหันนิ้วหัวแม่มือจิ้มหน้าอกตัวเอง จ้องหน้านายตำรวจร่างสูงใหญ่อย่างจะขอคำตอบ “สารวัตรก็เห็นอยู่ว่าเมียผมขับรถตกคลองโดนพวงมาลัยกระแทกจนหน้าและกะโหลกยุบ” ‘Me? Guilty?’ He turned his thumb to his own chest, staring at the police officer as if to demand an answer. ‘Surely you can see that my wife drove into the canal and burst her head against the steering wheel.’
“ขอโทษนะครับคุณพีรพล ผมเคยเจอคดีอย่างนี้มาเยอะแล้ว ผมบอกได้ทันทีเลยว่านั่นเป็นการอำพรางคดีชัดๆ จากสภาพที่เห็น เป็นไปไม่ได้เลยที่พวงมาลัยรถจะกระแทกกะโหลกศีรษะภรรยาของคุณยุบเข้าไปได้ถึงขนาดนั้น” ‘Sorry, Mr Pheeraphon. I’ve seen lots of cases like this, and I can tell at once this is a clear case of cover-up. From the way things are, it’s impossible that the steering wheel could have gone so deeply into your wife’s cranium.’
“แล้วสารวัตรคิดว่ามันเป็นเพราะอะไร” พีรพลขัดขึ้นทันที ‘Then what do you think did it?’ Pheera- phon inter­ject­ed at once.
“ความจริงก็คือ ภรรยาของคุณถูกของแข็งทุบเข้าที่ใบหน้าจนเสียชีวิตมาก่อนแล้ว และมีการจัดศพใหม่เพื่อตบตาตำรวจ” ‘The truth is, your wife was killed by a strong blow to the head from some hard object and her body was arranged afterwards to fool the police.’
“มันก็เป็นไปได้นี่ครับ มีเหตุผลร้อยพันที่เป็นไปได้” พีรพลยังไม่ยอมลดความแข็งกร้าวของน้ำเสียง “พวกตำรวจเป็นคนบอกผมเองว่าไม่พบทองกับพระเครื่องของผมเลย อาจจะมีใครสักคนมาปล้นเอาของพวกนั้นไป แล้วก็ฆ่าเมียผมทิ้ง จากนั้นก็เอาศพไปทำอย่างที่สารวัตรว่า” ‘It could well be. There are a hundred and one reasons for this to be possible.’ Pheeraphon still didn’t feel like tuning down the harshness in his voice. ‘The police themselves told me they didn’t find my gold chain and amulets. Somebody must have come and stolen them and then killed my wife and after that disposed of the body like you suggest.’ ร้อยพัน, short for ร้อยแปดพันเก้า (also ร้อยแปด): a hundred and one, all sorts of, lots of.
“มันก็มีทางเป็นไปได้” นายตำรวจหนุ่มใหญ่พยักหน้ารับ “แต่เท่าที่เราตรวจบ้านของคุณดู ปรากฏว่าไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือรื้อค้นข้าวของเลย ฆาตกรที่ฆ่าภรรยาของคุณต้องเป็นคนใกล้ชิดกับเธอและลงมือสังหารโดยที่เธอไม่ทันรู้ตัว ที่สำคัญก็คือ ฆาตกรรู้ดีว่าทรัพย์สินเหล่านั้นซ่อนอยู่ตรงไหน” นายตำรวจหยุดสังเกตท่าทีของชายหนุ่มนิดหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอ้ำอึ้งไป จึงพูดต่อ “นั่นหมายความว่า คนที่ทำอย่างนั้นได้ก็มีแต่คุณคนเดียว” ‘Yes, it’s possible,’ the police officer admitted, ‘but from our thorough examin- ation of your house, it appears that there’s no trace of any struggle or search. Your wife’s murderer must be someone close to her who set about killing her before she could be on her guard. And what’s im- portant, the murderer knew where those valuables were.’ The police officer stop- ped and observed the younger man for a moment. When he saw him at a loss as to what to say, he went on: ‘This means that the only one who could have done it is you.’
“ไอ้บ้านั่นมันอาจจะจี้บังคับเมียผมให้บอกที่ซ่อน หรือไม่มันก็ดักปล้นกลางทางตอนที่เมียผมขนของพวกนั้นหนีมันไปก็ได้นี่ครับ ทำไมสารวัตรไม่ออกไปไล่จับไอ้ฆาตกรตัวจริง แทนที่จะมานั่งจับผิดผมอยู่อย่างนี้” พีรพล ทำท่าฮึดฮัด “เหตุผลของสารวัตรใช้เป็นข้อกล่าวหาผมไม่ได้หรอกครับ” ‘Maybe the bastard forced my wife at gunpoint to say where they were hidden or else he held her up on the way when she took my valuables and fled from me. Why don’t you go out and catch the real murderer, inspector, instead of sitting here making accusations against me?’ Pheeraphon asked, looking uneasy. ‘Your accusations against me won’t hold.’
“ตั้งแต่เป็นตำรวจมา ผมไม่เคยกล่าวหาใครอย่างเลื่อนลอย ผมมีหลักฐานมัดตัวคุณแน่นหนา คุณดิ้นไม่หลุดแน่” น้ำเสียงและสีหน้าของนายตำรวจร่างใหญ่ดูขึงขังเหมือนจะขู่ให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมจำนน ‘Since I’ve been a police officer, I’ve never made empty accusations. I have conclusive evidence against you. You won’t wriggle out of it.’ The officer’s voice and expression were intimidating, as if to force the other side to confess. จะขู่ให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมจำนน: alternatively, ‘as if to threaten the other side into confession/confessing’.
“หลักฐาน…หลักฐานอะไรไม่ทราบครับท่านสารวัตร” พีรพลถามเสียงกร้าวราวกับจะท้าทายให้พิสูจน์ความจริง ท่าทางของเขาดูหนักแน่นคล้ายกับมั่นใจว่าท้ายที่สุดความจริงที่เปิดเผยออกมาจะยืนยันความบริสุทธิ์ของเขา ‘Evidence? What kind of evidence, pray, inspector?’ Pheeraphon asked in a hoarse voice as if to challenge the determination of truth. He looked resolute, as if he was certain that eventually the truth would vindicate his innocence.
“เราพบค้อนปอนด์เปื้อนเลือดซึ่งเป็นอาวุธสังหารภรรยาของคุณตกอยู่ในพงหญ้าข้างบ้านคุณ นอกจากนี้เรายังพบคราบเลือดในห้องน้ำที่ถูกล้างไม่หมดอีก” นายตำรวจร่างใหญ่สังเกตเห็นแววตาของอีกฝ่ายสลดวูบลง จึงเริ่มต้อนด้วยกลวิธีที่เขาเคยใช้กับผู้ต้องหาสำเร็จมาทุกราย “หลักฐานแค่นี้ก็สามารถเอาคุณขังคุกได้อย่างสบายแล้วครับคุณพีรพล ทางที่ดีคุณให้ความร่วมมือกับตำรวจดีกว่า ยอมรับสารภาพมาตามตรงว่าคุณเป็นคนลงมือฆ่าภรรยาของคุณเอง โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา” ‘We found the bloodstained sledge hammer that’s the weapon of the murder of your wife in the grass beside your house. Besides, we also found traces of blood in the bathroom which had not been entirely wiped out.’ The police officer noticed that the other man suddenly lowered his eyes. So he began to use the method that had never failed him with any suspect. ‘This is enough evidence to send you to jail, Mr Pheeraphon. The best for you is to cooperate with the police and state right away that it was you who killed your wife. This way, your punishment will be lighter.’
“ผมสาบานได้ว่า ผมไม่ได้ฆ่าเขาจริงๆ” พีรพลยกมือขึ้นกุมขยับอย่างคิดไม่ตก น้ำเสียงแตกพร่าคล้ายกับกำลังจะร้องไห้ หนทางเอาตัวรอดของเขาดูมืดมนไปเสียทุกอย่าง ‘I swear I didn’t kill her!’ Pheeraphon raised his hands to his temples without thinking, his voice breaking as if he was about to cry. His way to safety seemed to have blackened out.
“ศาลเชื่อหลักฐานครับ ไม่เชื่อคำสาบาน และศาลก็ให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายเสมอ” นายตำรวจร่างใหญ่เปิดยิ้มกว้างอย่างผู้กุมชัยชนะ อีกไม่นานเขาจะปิดคดีนี้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้หว่านล้อมต่อเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตรีก้าวเข้ามาพร้อมกับเอกสารสองสามแผ่นในมือ ‘The tribunal goes by the evidence, not by pledges, and it provides justice to all sides always.’ The police officer broke into the wide smile of a winner. This case was as good as closed. But before he had time to prevail, there was a knock on the door. A young sub-inspector stepped in with a document of a few pages.
“ผลการชันสูตรพลิกศพออกมาแล้วครับสารวัตร” ‘The results of the postmortem have just come in, inspector.’
“ทันใจดีจริง ผมกำลังรออยู่พอดีเลย” นายตำรวจร่างใหญ่รับเอกสารจากผู้ใต้บังคับบัญชามาดู พร้อมกับเอ่ยปากถามอย่างติดนิสัย “หมอเขาว่ายังไงบ้าง” ‘Good timing. I was waiting for them.’ The inspector took the document from his subaltern and had a look while his mouth said out of habit, ‘What did the doctor say?’
“ผู้ตายเป็นหญิง อายุประมาณ 30 ปี สูง 160 เซ็นติเมตร ผิวขาว รูปร่างท้วม เสียชีวิตเพราะถูกของแข็งทุบบริเวณใบหน้าจนกะโหลกศีรษะยุบครับ” ร้อยตรีหนุ่มรายงานอย่างคล่องแคล่ว ‘The deceased is a woman of about thirty, 160 cm tall, plump with light complexion, her death due to her face and cranium being smashed by a hard object,’ the sub-lieutenant reported briskly.
“ตรงกับรูปพรรณสัณฐานของนางปราณีภรรยาของคุณพอดี” นายตำรวจร่างใหญ่จ้องหน้าพีรพลด้วยสายตาของเสือที่สะกดเหยื่อไม่ให้ลนลาน ‘This matches the description of Mrs Prarnee, your wife.’ The inspector stared at Pheeraphon with the eyes of a tiger preventing its prey from running off.
“แต่มันมีบางอย่างผิดปกติครับสารวัตร” นายตำรวจหนุ่มอ้ำอึ้งไปชั่วครู่ เมื่อเห็นผู้บังคับบัญชาหันมามองอย่างตั้งคำถามด้วยสายตาจึงรายงานต่อ “คือ…แพทย์เขายืนยันมาว่าผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 80 ชั่วโมง หรือตอนเที่ยงคืนของวันที่ 21 มีนาคม” ‘But something doesn’t add up, inspector,’ the young officer mumbled after a moment. When he saw his superior turn and look at him with a question in his eyes, he reported further, ‘The doctor states that the death happened about eighty hours ago, that is about midnight on the 21st of March.’
“อะไรนะ” นายตำรวจหนุ่มใหญ่อุทานเสียงดัง รีบก้มลงดูเอกสารในมืออย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ‘What!’ the inspector exclaimed and hurriedly looked down at the document in his hand as if he couldn’t believe his ears.
“เวลามันตรงกับในบันทึกประจำวัน ซึ่งผู้หวังดีรายหนึ่งโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่า ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องดังออกมาจากบ้านของคุณพีรพลหนึ่งครั้งแล้วเงียบหายไปครับ” ร้อยตรีหนุ่มรายงาน ‘This is the same time as reported in the roster when some well-meaning person phoned to report that a woman in Mr Pheeraphon’s house had yelled once and then all was silent,’ the sub-inspector stated.
“หมายความว่า…” นายตำรวจหนุ่มใหญ่เงยหน้าขึ้นมองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยแววตาสับสนมึนงง ‘Meaning that…’ The inspector looked up at his subaltern with a confused and puzzled expression.
“ตอนนั้นคุณพีรพลยังอยู่ในห้องขังครับ” นายตำรวจหนุ่มบอกเหมือนล่วงรู้ถึงความนึกคิดของผู้บังคับบัญชา “ผมคิดว่าในช่วงเวลานั้นต้องมีใครสักคนสวมรอยเข้าไปสังหารผู้ตายแล้วป้ายความผิดให้คุณพีรพล” ‘At the time Mr Pheeraphon was still in jail, sir,’ the young officer told him as if he could guess what his superior was thinking. ‘I think that about that time someone must have followed and killed the deceased and then arranged for Mr Pheeraphon to take the rap.’
“เราถูกหลอกให้หลงทางมาตลอด” นายตำรวจร่างใหญ่เอ่ยออกมาลอยๆ ราวจะปรึกษากับตัวเอง “ฆาตกรต้องวางแผนมาเป็นอย่างดี และมันก็ทำได้แนบเนียนเสียด้วย” ‘We’ve been deceived all along,’ the inspector mused out aloud, as if talking to himself. ‘The murderer must have premeditated his act and carried it out skilfully enough.’
“ทีนี้สารวัตรเชื่อแล้วใช่ไหมครับว่าผมไม่ได้ฆ่าเขา” พีรพลแทรกขึ้นมาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งที่สุดในชีวิต ในอกโล่งจนเขาอยากสูดลมหายใจลึกๆ อัดอากาศเข้าไปให้เต็ม “ผมกลับได้หรือยังครับ” ‘Now do you still believe, inspector, that I killed my wife?’ Pheeraphon interrupted, feeling immensely relieved, the weight taken off his chest making him crave for a lungful of air. ‘May I leave now?’ The question is rephrased to sound better in English.
“อ้อ…เชิญครับคุณพีรพล” นายตำรวจหนุ่มใหญ่หันไปยิ้มฝืดๆ “ขอบคุณมากนะครับที่ให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดี ผมขอโทษด้วย ถ้าใช้คำพูดรุนแรงไปหน่อย” ‘Oh … please do, Mr Pheeraphon.’ The inspector turned to him with a forced smile. ‘Thank you so much for being so cooperative with the police. I beg your pardon if my words were a bit strong.’
“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจดีว่ามันเป็นหน้าที่ของตำรวจ” พีรพลขยับตัวลุกจากเก้าอี้ที่นั่งจมมานาน “สารวัตรช่วยตามจับฆาตกรที่ฆ่าเมียผมให้ได้นะครับ” ‘Never mind, sir. I understand very well that it’s the duty of the police.’ Pheeraphon extracted himself from the chair he had been sitting on for so long. ‘Inspector, please go after the murderer who killed my wife, will you.’
“ผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถ” นายตำรวจร่างใหญ่พยักหน้ารับอย่างให้สัญญา “เรื่องภรรยาของคุณ ผมเสียใจด้วยนะครับ” ‘I’ll do my very best.’ The inspector nodded solemnly to emphasise his promise. ‘Please accept my condolences about your wife.’
“ขอบคุณครับ” รอยยิ้มของเขาดูเหมือนไม่เต็มใจทำมากนัก “สารวัตรบอกผมเองไม่ใช่หรือครับว่า ผมถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งตั้งสองใบ” เขาบอกอย่างไม่สบอารมณ์นักก่อนจะก้าวออกไปจากห้องสอบสวนที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของความเครียด ‘Thank you, sir.’ His smile didn’t seem entirely heartfelt. ‘Didn’t you tell me yourself, inspector, that I won the lottery twice over?’ he said as if he wasn’t too pleased, before stepping out of the tension-fraught interrogation room.
=
พีรพลประสบปัญหายุ่งยากในงานศพภรรยาของเขา ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในงานก็ถูกเพื่อนฝูงและญาติพี่น้องเข้ามารุมล้อมไต่ถามเรื่องราวอยู่ตลอดเวลา จนเขานึกเบื่อที่จะตอบคำถามซ้ำๆ ซากๆ ของคนเหล่านั้น แต่เขาสามารถผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะอึดอัดใจบ้างก็ตาม His wife’s funeral was harrowing for Pheeraphon, as he was assailed by friends and relatives who plied him with questions throughout until he became utterly fed up having to repeat the same explanations, but he managed to survive the ordeal even though he was somewhat on edge.
เขาไม่คิดจะไถ่บ้านคืน ทั้งที่ได้รับเงินก้อนโตมาหมาดๆ ในวันรุ่งขึ้นเขาทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ข้างหลัง ขับรถหายไปโดยไม่ได้บอกกล่าวใคร He didn’t think he’d pay off the mort- gage on his house even though he had just received a big chunk of money. The next day he left everything behind and drove away without telling anyone.
ย่ำค่ำของวันเดียวกัน ดวงอาทิตย์เพิ่งลาลับ ราตรียังเยาว์ รถของพีรพลก็แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านหลังหนึ่งในชนบทห่างไกล At dusk on that same day, the sun had just set and the night was still young when Pheeraphon’s car came to a stop in front of a house somewhere far off in the country.
เขาลงมายืนข้างรถ เปิดยิ้มอย่างพึงพอใจ บ้านเล็กๆ หลังนี้ทรุดโทรมใกล้จะพังมิพังแหล่ ยืนโดดเดี่ยวอยู่ในความสลัว ห่างไกลจากหมู่บ้านที่เขาเพิ่งขับรถผ่านมาเกือบหนึ่งกิโลเมตร ที่ดินและบ้านหลังนี้เป็นสมบัติของเพื่อนซึ่งฝากให้เขาช่วยขายเมื่อสองปีก่อน จนบัดนี้เพื่อนคนนั้นไปอยู่เมืองนอกเกือบปีแล้วเขาก็ยังขายไม่ออก He got out and stood by the car with a pleased smile. The small house was derelict, as if on the verge of collapse. It stood by itself in the growing darkness, about a kilometre away from the village he had just driven through. The house and the land that went with it belonged to a friend who had left them for him to sell two years ago. His friend had been living abroad for almost a year and he still hadn’t sold them.
หญิงสาวคนหนึ่งถลันออกมาจากประตูที่ลั่นออดแอดราวกับร้องขอน้ำมันหล่อลื่น เธอเข้ามาซบอกของเขาอย่างถวิลหา A young woman ran out of the door that creaked as if pleading for lubricating oil. She flung herself at his chest with longing.
“เป็นยังไงบ้างคะ ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมคะ” ‘How did it go? Is everything alright?’
“ผมได้เงินมาแล้ว ทางคุณเป็นยังไงบ้าง” เขาจูบรับขวัญที่พวงแก้มอวบอิ่ม ‘I’ve got the money. How about you? How are you?’ He planted a welcome kiss on her chubby cheek.
“ตอนแรกณีกลัวแทบตายเลยค่ะ แต่เพื่ออนาคตของเราสองคนณีเลยตัดสินใจทำ” น้ำเสียงของเธอสั่นระริก “แผนของคุณยอดเยี่ยมจริงๆ” ‘At first I was scared to death, but for our common future I had to steel myself and do it.’ There was a tremor in Prarnee’s voice. ‘Your plan was great!’ Since she identifies herself with ณี for ‘I’, introducing her name now is in order.
“ก็ผมวางแผนมาเป็นปีแล้วนี่” เขาหัวเราะเบาๆ “ความจริงมันควรจะสำเร็จไปนานแล้ว ถ้าเราหาคนใช้พม่าที่มีอายุกับรูปร่างเท่าๆ กับคุณได้เร็วกว่านี้” ‘Well, I designed it a year ago.’ He laughed lightly. ‘Actually, it should have been successful long ago if we’d found a Burmese maid of about the same age and body as yours earlier.’
“เราไปซื้อบ้านแถวชายทะเลกันนะคะ ณีฝันถึงชีวิตแบบนั้นมานานแล้ว” ดวงตาของเธอเคลิ้มฝันไปกับจินตนาการที่วาดไว้ ‘Let’s buy a house by the seaside. I’ve been dreaming of such a life for so long.’ Her eyes were dazzled by the pictures her imagination painted.
“มันมีปัญหานิดหน่อย” พีรพลถอนหายใจเบาๆ “ตอนนี้ใครๆ ก็พากันเข้าใจว่าคุณตายไปแล้ว จะให้ใครมาพบเห็นคุณอีกไม่ได้เด็ดขาด” ‘There’s a little problem.’ Pheeraphon sighed lightly. ‘By now everybody under-stands you’re dead. Having anybody see you again is out of the question.’
“เราก็ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีคนรู้จักสิคะ” ‘Well, let’s go where there’s no one we know.’
“มันก็ยังเสี่ยงอยู่ดี สักวันอาจจะมีคนรู้จักมาเห็นคุณเข้าก็ได้ เรื่องมันจะไปกันใหญ่ เราเสี่ยงกันมามากแล้ว ผมจะไม่ยอมเสี่ยงอีก” ‘It’s still risky. One of these days some- one you know might bump into you, and we’d be in big trouble. We’ve taken many risks as it is. I won’t take any more.’
“แล้วเราจะทำยังไงดีคะ” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างขอความเห็น ‘Then what can we do?’ She raised her face and looked into his eyes to ask his opinion.
“นี่มันก็อยู่ในแผนของผมด้วยเหมือนกัน” เขาบอกพร้อมกับตวัดมีดปลายแหลมที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกไปอย่างรวดเร็ว มันเสียบเข้าที่หัวใจของเธออย่างแม่นยำ ‘Well, that’s also part of my plan,’ he told her as he swiftly wielded the sharp knife he hid behind his back and deftly plunged it into her heart.
ปราณีมีโอกาสกรีดร้องออกมาเพียงครั้งเดียว ก่อนจะทรุดลงไปนอนตัวงออยู่กับพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเหลือกโพลงที่จ้องมองเขามีความเคียดแค้นชิงชังระคนตกใจ Prarnee had the opportunity to shout only once before she fell in a huddle to the ground, her face distorted by pain. Resentment and hate mixed with shock showed in the rolled-up eyes staring at him.
พีรพลยืนมองด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่มีแววสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย รอยยิ้มที่ผุดอยู่บนริมฝีปากของเขาดูโหดเหี้ยม Pheeraphon stood looking with an impassive face devoid of the least trepidation. The smile that cropped up on his lips looked cruel.
“ศพของคุณถูกหมกในถังส้วมเมื่อไหร่ แผนการของผมก็จะสมบูรณ์” ‘When your corpse is in the septic tank, my plan will be complete.’
=

‘Khattakam Amphrang’, first published in Chor Karrakeit 33, 1997

Naruecha Mueanjai-ngarm,
a native of Nakhon Nayok,
is a promising crime writer,
whose first novel,
The blood ratification,
earned him a trade prize
in 2010.
.

That flower with creamy white petals – Tang Chang

ooo
The attraction of this very short story is its poetic style and dreamy atmosphere as a paean to life and beauty through ‘the young man’’s symbolic search for the elusive ‘gentlewoman’. The challenge for a translator is not in the simple words used but in the musical way they are assembled, in a prosodic approach rooted in Chinese even more so than in Thai: Tang Chang as an exuberant Tak Wong-rat… MB
ooo

ดอกไม้
กลีบสีนวลขาวดอกนั้น

That flower
with creamy white petals

flower

จ่าง แซ่ตั้ง

TANG CHANG

TRANSLATOR’S KITCHEN
ตลอดชีวิตของใบไม้ ดอกไม้ ใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์หรือ หรือวันวันหนึ่งคอยแต่รับน้ำฝน แสงแดด แสงจันทร์ น้ำค้าง คนรดน้ำให้ตลอดชีวิตของดอกไม้ ใบไม้ ต้นไม้ All their lives, do leaves, do flowers spend their time uselessly? Or day after day wait only for rain, sunshine, moon- light, dew, water from man, all of their lives as flowers, as leaves, as trees?
ท้องฟ้าก็กว้างใหญ่ พื้นดินก็กว้างใหญ่ มีกลางวัน มีกลางคืน ที่มีอยู่ทุกทิศ มีทั้งสวน มีทั้งป่า ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศอื่นๆ The sky is huge. The earth too is huge. There is day and there is night, in all directions. There are orchards and there are forests, east, west, north, south and in every other direction.
ห้องจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ มีทวาร มีหน้าต่างอยู่ทุกทิศ ทั้งข้างบน ทั้งข้างล่าง มีสมบัติมากมายเต็มไปหมด ในสวนใหญ่โตมหาศาลนี้ มีทั้งสวน ทั้งลำธาร แม่น้ำ ผืนแผ่นดินยังประดับด้วยดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ฉายแสงสว่าง ตลอดชีวิตของใบไม้สักใบ ดอกไม้สักดอก ใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์หรือ ดอกไม้ ใบไม้ ต้นไม้ จำนวนมหาศาลเกิดเอง ร่วงหล่นเอง แห้งเอง กรอบเหลืองเอง สีน้ำตาลกลายเป็นปุ๋ยเป็นดิน The room of this gigantic universe has gates, has windows in all directions, above as well, and also below, and it is crammed with wealth. In this enormously large orchard, there are gardens, brooks, rivers. The earth is still adorned with the sun, moon and stars radiating light. All its life, does a single leaf, a single flower, spend its time uselessly? Flowers, leaves, trees in enormous numbers give birth to themselves, on their own wither, dry out, turn a crisp yellow then brown, become fertiliser, soil.
ใบไม้เล็กๆ ใบนี้ เช้านี้จึงส่งเสียงขันจิ๊บๆ ทั้งเช้า นกตัวเล็กๆ ก็กลายเป็นใบไม้ใบเล็กๆ ได้ นกขนร้อยๆ สีสัน นกสีขนสีขาวสักตัวก็กลายเป็นดอกไม้ร้อยๆ สีสันหรือดอกไม้สีขาวได้ ใครจะไปรู้ ยามเช้ามาจากดวงอาทิตย์หรือมาจากเสียงนกร้อง ใครจะไปรู้ นกขัน นกร้องเชิญชวนให้หมู่สัตว์ หมู่คน ตื่นขึ้นทำงาน ใบไม้จำนวนมหาศาลไม่เคยพบปะหมู่คนตลอดชีวิตขัยของมันก็มี ดอกไม้ก็ไม่ต่างกัน ผลไม้ก็เช่นกัน กระทั่งสวนวันนี้ This tiny flower this morning thus chirps all morning long. A tiny bird can turn into a tiny leaf, its bird feathers of hundreds of shades. A single bird with white feathers can become a flower of hundreds of shades or a white flower, who knows? Who knows if the morning comes from the sun or birdsong? Birds trill, birds sing, inviting all animals, all human beings, to wake up and toil. Enormous numbers of leaves that never met a human being there are also. Flowers are no different. Fruit are the same. Today still.
ดอกไม้สีขาวดอกนี้จึงกลายเป็นสุภาพสตรีนางหนึ่งแต่งชุดกระโปรงสีขาวงดงามบานทุกกลีบเดินทางมาสู่ชุมชนที่มีคนอยู่ นางได้พบชายหนุ่มผู้หนึ่ง นางอ่านออกว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไร ปรารถนาอะไรในตัวนาง ชายหนุ่มจ้องหน้ายลโฉมนางไม่ละเว้น ในท่ามกลางกลางวันที่มีแสงแดดสว่างนวลขาว กลีบนวลขาวของชุดกระโปรงนวลขาวของนางนวลขาวงดงามยิ่งนัก ทำให้ส่วนสัดและรูปทรงใบหน้าของนางงดงามยิ่งขึ้น ใครอ่านออกว่าดวงตาของนางเป็นสีอะไร ชายหนุ่มประหลาดใจและสนใจเป็นพิเศษอยู่ในใจ ชายหนุ่มจ้องมองดูดวงตานางอย่างไม่ลดละ แม้จะห่างไกลและมีโอกาสเข้าใกล้ ชายหนุ่มพยายามเพ่งพิศเรือนร่างของนาง การเคลื่อนไหวของนางแปลก ทำไมกลีบกระโปรงของนางจึงไม่มีเงามืดเอาเสียเลย นวลขาวยิ่งนัก ทั้งเรือนร่างของนางก็เป็นอย่างนั้น มีแต่สิ่งหนึ่งที่พบคือ ยังกับนางจะเคลื่อนไหวตามสายลมโชย มันช่างงดงามจำติดตามติดประทับในดวงใจของชายหนุ่มนานไม่รู้จักจบสิ้น ชายหนุ่มจำได้ทุกครั้งเมื่อหวนคิดที่ได้เข้าใกล้นาง ชุดที่นางใส่นั้น กลีบดอกไม้สีขาวนวลขาวสด งดงามนวลขาวนุ่มนวลสด ประณีตละเอียดอ่อนสด ก็กลีบดอกไม้สดนั่นเอง เป็นไปได้อย่างไร This white flower thus turns into a gentlewoman, dressed in a beautiful white skirt, all petals in bloom, who travels to a human settlement. She meets a young man. She can read what the young man is thinking, what he wants from her. The young man gazes admiringly at her, transfixed. In the middle of the day with its bright, creamy white sunshine, the creamy white petals of the creamy white skirt of the creamy white gentlewoman are sublime, setting off the exquisite features and shape of her face. Who can read the colour of her eyes? The young man wonders and a special attraction is born in his heart. He stares into her eyes without surcease. Even from afar and even though he could get near, the young man tries to peer at her body. The way she moves is strange. Why don’t the petals of her skirt have any dark shadow at all, all the more creamy white? Her entire body is like that. The only noticeable thing is that it seems she moves along with the breath of the wind. It’s so beautiful, attractive to the eye and impressive to the heart of the young man over a span of time without end. The young man remembers, every time the thought comes to him to get close to her, what she is wearing; creamy white, pure white, flower petals, fresh, soft, creamy white, superb; so delicate and fresh, those fresh flower petals. How can this be?
วันนี้ชายหนุ่มมายืนโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่คนเดียวกลางผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ที่ยังมีแสงแดดจ้า แต่ชายหนุ่มไม่มีโอกาสพบนางอีกแล้ว นางไปไหน นางเป็นใคร นางอยู่ที่ไหน ชายหนุ่มอยากพบนางเหลือเกิน เกินกว่าที่อยากพบใครๆ หรือสิ่งอื่นใด ชายหนุ่มได้แต่เดินบนผืนแผ่นดินกว้างเพื่อค้นหานาง Today the young man comes and stands lonely and alone in the middle of the vast expanse of land still under glaring sunshine, but he’s not given the chance to meet her again. Where has she gone? Who is she? Where is she? The young man would like to meet her very much, much more than he would like to meet anyone else or anything. The young man walks all over the vast land in search of her.
ข้างหน้าไกลๆ โน้นมีทิวไม้เรียงรายกว้างออกมาทั้งซ้ายขวาไม่มีขอบเขตสุดสิ้น Further on, over yonder, there is a thick range of trees stretching both left and right without boundaries.
ชายหนุ่มเดิน มุ่งเดินไปที่นั่น ไปตามทางแสงแดดฉาย ชายหนุ่มเดินมานานไม่รู้สึกเหนื่อย ชายหนุ่มยิ่งเดินยิ่งใกล้ ได้พบต้นไม้ใหญ่มากมาย ต้นไม้ล้มลุกอีกมากมาย และต้นดอกไม้จำนวนมากมาย แผ่พุ่มออกดอกชูอวดสีสันของแต่ละพันธุ์ ชายหนุ่มเดินผ่านต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่อยู่ข้างต้วของชายหนุ่ม และข้างตัวของชายหนุ่มทั้งซ้ายทั้งขวาจำนวนมากมายได้ถอยไปอยู่ข้างหลังของชายหนุ่ม ชายหนุ่มเดินลึกเข้าไปอีก ชายหนุ่มได้พบต้นไม้ใหญ่มากมายในสภาพเช่นเดียวกัน เพียงแต่บางครั้งก็ต่างพันธุ์กันเท่านั้น บ้างก็ต้นใหญ่โตสูงเสียดฟ้า ลิบๆ โน่นเต็มไปด้วยร่มใบดำมืดจำนวนมหาศาล ยิ่งลึกเข้ามาก็ยิ่งเป็นป่าทึบ ป่ารก อากาศชื้น ดินส่งกลิ่นฟุ้งหอมด้วยกลิ่นดิน ป่าส่งกลิ่นฟุ้งหอมด้วยกลิ่นป่า ส่งกลิ่นดอกไม้ป่ากลิ่นฟุ้งเต็มไปหมด ส่งกลิ่นใบไม้ป่าฟุ้งเต็มไปหมด ชายหนุ่มเดินมานานหลายชั่วโมง ชายหนุ่มเดินอย่างมีจุดหมาย คล้ายกับอะไรบอกกับชายหนุ่มว่านางอยู่ในป่านี้ The young man walks, heading towards the trees along the path of bright sunshine. He walks a long time without feeling tired. The more he walks, the closer he gets, and comes to very many big trees. A great many more trees pop up, and flowering trees in large numbers, spreading bunches of flowers boasting the colours of each species. The young man walks past many big trees which stand both to his left and to his right and then fall back behind him.* The young man walks deeper still. He comes across many big trees under the same condi- tions, except that sometimes they are of different species. Some are big and so tall they scrape the sky, way up there full of dark shade, black leaves in enormous numbers. The deeper he ventures, the thicker the jungle, the wilder; the air, refreshing. The earth exhales a pleasant smell of earth. The jungle exhales a pleasant smell of jungle; exhales a scent of jungle flowers, a thoroughly pervasive smell; exhales a thoroughly pervasive scent of jungle leaves. The young man has been walking for hours. He walks as if he had a destination, almost as if something was telling him she was in this jungle. ===

=

=

* I have simplified this sentence to avoid excessive repetition of ‘the young man’.ooo

ooo

กลิ่น: in English there is a choice of nouns to define what we smell: smell, scent, whiff (neutral), tang, aroma, bouquet, fragrance or perfume (pleasant smells), and odour, pong, stink or stench (bad smells all). So, a little diversification (smell/scent) seems to be in order here.

วินาที วินาที ผ่านไป แสงแดดเป็นลำแสงสว่างส่องทะลุผ่านใบไม้หนาทึบดำก็ดูจะค่อยๆ คล้อยไปอีกมุมหนึ่งแล้ว ชายหนุ่มได้แต่พบพุ่มดอกไม้สีน้ำตาล ดอกไม้สีม่วง ดอกไม้สีเหลือง ดอกไม้สีแดง ดอกไม้สีต่างๆ พันธุ์ต่างๆ และสัตว์ มด แมลงปอ ผึ้ง ผีเสื้อเป็นฝูงๆ และแมลงชนิดอื่นๆ ตามที่ต่างๆ ของป่า นั่น ไกลๆ นั่น นางยืนอยู่นั่น ชายหนุ่มตกตะลึง ชายหนุ่มดีใจมาก เกือบไม่อยากเชื่อตาของตัวเอง ทั้งๆ ที่มันไกลมาก ไกลห่างจากตัวชายหนุ่มมาก ใครจะไปเชื่อว่านางจะมาอยู่ในป่านี้ตัวคนเดียว แล้วยังรู้สึกเดินเหินค่อยๆ เคลื่อนอย่างช้าๆ ดูเกือบนิ่งอยู่กับที่ เพราะตรงนั้นมีลำแสงแดดสว่างนวลขาวส่องสว่างเป็นพิเศษ จึงเห็นภาพนางได้ชัดเจนอย่างนั้น Second after second goes by. Slanted shafts of sunlight pierce through dense dark foliage and look as though they are slowly drifting into some corner. The young man meets only bushes of brown flowers, yellow flowers, red flowers, flow- ers of various colours, of various species, and animals – ants, dragonflies, bees, swarms of butterflies, and other insect species – as he proceeds through the jungle. There, way out there! She is standing there! The young man is aston-ished. The young man is very glad, hardly believes his eyes, as she is still very far, very far from where he stands. Who would believe she would come into this jungle alone? And then still seem- ingly gliding, moving ever so slowly yet looking almost static, because right there, creamy white sun rays make the place especially bright and her picture so very clear.
ชายหนุ่มรีบบุกเดินฝ่าดงฝ่าพงหนาม ฝ่าสิ่งทิ่มแทงเกาะเกี่ยวตัวชายหนุ่มเข้าไป ยังกับจะวิ่งเข้าไปอย่างเร็ว ป่าในยามนี้ช่างเงียบสงัดสงบอย่างประหลาด เงียบ มีแต่เสียงฝีเท้าของชายหนุ่มเท่านั้น เมื่อชายหนุ่มยิ่งวิ่งเข้าใกล้ ชายหนุ่มยิ่งมีความพอใจ มีความสุข มีความโล่งใจ คล้ายกับว่าชายหนุ่มได้พบสิ่งที่ปรารถนาจะพบ ชายหนุ่มก็พอใจสุขใจ ชายหนุ่มพยายามฝ่าทุกอย่างเข้าไปให้ใกล้ให้เร็วที่สุด ชายหนุ่มไม่ห่วงใยสิ่งอื่นๆ อีกแล้ว ยามนั้นชายหนุ่มไม่สนใจกระทั่งกางเกงจะขาด จะถูกของแหลมทิ่มแทงเกาะเกี่ยวจนเจ็บ มันไม่มีความเจ็บและห่วงใยอย่างอื่นเลย ขอให้มีโอกาสได้เข้าใกล้นาง นั่นแหละคือสิ่งห่วงใยของชายหนุ่ม The young man dashes forth through thorny under-growth, through things that sting, graze, catch him as he runs into them at full speed. The jungle at this time is strangely quiet, silent. There’s only the sound of the young man’s footsteps. As the young man gets closer as he runs, the gladder, happier he feels, and relieved, as if he had met what he wished to meet. The young man is delighted. He tries to make his way through everything to get closer as fast as possible. He worries about nothing else any longer. By now, he doesn’t care even about his trousers being ripped, about being stung, scratched, caught by sharp things until it hurts. There is no pain or any other anxiety any longer. That he be given the opportunity to get close to her, that’s the only anxiety of the young man.
เอ มันยังไง บุกมาก็นานแล้ว ไกลแล้ว น่าจะเข้าใกล้มากขึ้น แต่ทำไมนางยิ่งเคลื่อนไปไกลมากขึ้น ทั้งๆ ที่ลำแสงแดดส่องสว่างนวลขาวนั้นก็ดูเหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม ชายหนุ่มก็ยังพยายามรีบเดินให้เร็ว ให้เข้าใกล้นางยิ่งขึ้น ตอนนี้ชายหนุ่มหวนคิด มันห่างไกลกันแค่ไม่เกินร้อยลมหายใจ ไม่เกินร้อยเมตร ฉับพลันนั้น เรือนร่างของนางที่ใส่ชุดกลีบขาวนวลของนางก็จางหายไปกับลำแสงแดดขาวนวลสว่างนั้น เมื่อชายหนุ่มรีบเดินเข้าใกล้ เข้าไปถึงที่ตรงนั้น ชายหนุ่มเห็นแต่ลำแสงแดดขาวสว่างส่องฉายดอกไม้กลีบสีนวลขาวอยู่ดอกหนึ่ง นวลขาวงดงามยิ่งนักดอกเดียว Eh? How come? Rushing through for so long and so far, he should be very close by now, but why is she moving even farther away, even though that shaft of creamy white sunlight seems at a mere arm’s length. The young man still tries to walk faster to get closer to her. Now the young man thinks back. She is no more than a hundred breaths away, no more than a hundred yards away. Suddenly the body of the gentlewoman in her garb of creamy white petals fades away into that creamy white shaft of sunlight. When the young man rushes closer and reaches that very place, what he sees is only the creamy white shaft of sunshine lighting up a flower with creamy white petals, a single, supremely beautiful, creamy white flower.
=

‘Dorkmai kleep see nuankhao dork nan’ in Chor Karrakeit 54, 2010.
Written in 1982.

=
Tang Chang (1932-1990),
also known as Jang sae Tang,
was a second-generation
Chinese-Thai,
an abstract painter
and a writer practising
concrete poetry.
.Self-portrait 1977

The yellow house – Fa Poonvoralak

ooo
An old, yellow-painted wooden house, free board, good food, great sex … what’s the catch? An unusual handling of the supernatural by a Thai writer, away from the routinely repulsive looks and farcical theatrics of Thai ghosts. MB

๕๖๗๘๑๐

บ้านสีเหลือง

The yellow house

old yellow house

ฟ้า พูลวรลักษณ์

FA POONVORALAK

TRANSLATOR’S KITCHEN
1
=
ภัสสรออกจากห้องของฉันไปแล้ว เหลือแต่กลิ่นหอมแปลกๆ บางอย่างและกลิ่นน้ำกามของเราสองคน เหมือนทุกครั้ง เธอจะย่องเข้ามาในห้องของฉันกลางดึก และกลับออกไปในอีกหนึ่งหรือสองชั่วโมงต่อมา บางครั้งเธอจะออกไปในยามที่ฉันเผลอหลับไป หรือเธอเดินหายไปในความมืด ปล่อยให้ฉันนอนตาค้าง Phatsorn has just left my room, leaving behind a strange perfume of some kind and the smells of our coupling. Like every time, she sneaked into my room in the middle of the night to leave one or two hours later. Sometimes she goes out as I drift into sleep, or else she steps out and disappears into the dark, leaving me lying wide-awake. Note the necessary fine-tuning of tenses in this paragraph: has just left, sneaked, goes.
สิ่งที่ฉันไม่รู้คือ ฉันคือผู้โชคดีหรือผู้โชคร้ายกันแน่ ก่อนนี้ฉันไม่ตั้งคำถามนี้เลย แต่หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปสามเดือน ฉันเริ่มคิด What I don’t know is whether I am lucky or unlucky. Before, I never asked myself this question, but after three months of this, I began to think.
ยามกลางวันภัสสรเป็นคนเรียบร้อย แม้แต่จะแตะต้องตัวเธอสักนิดก็ไม่ได้ เธอสวย สง่า ไว้ตัว เป็นผู้ดี แม้ฉันจะรู้สึกได้ถึงความละเอียดอ่อน ตามใจตัวเอง แสนงอน  และความไม่มีเหตุผลแบบผู้หญิงของเธอ แต่ฉันจะไม่มีวันคิดออกว่าเธอจะเป็นอย่างที่เธอแสดงตัวให้เห็นในยามราตรี เมื่อเธอเป็นฝ่ายย่องเข้ามาหาฉันเอง เธอเร่าร้อนและรุนแรง ส่งเสียงครวญครางตลอดเวลาอย่างมีอารมณ์ มีน้ำออกมามาก กอดรัดฉันแน่น แม้แต่การจูบ  เธอจะจูบฉันอย่างดูดดื่มและหิวกระหาย บางครั้งฉันคิดว่าลิ้นของฉันอาจถูกเธอกลืนหายเข้าไปในลำคอ During the day Phatsorn is very proper. Touching her, even a little, is out of the question. She is pretty, dignified, reserved, a true lady. Even though I can feel her sensitivity, self-indulgence, petulance and womanly capriciousness, there is no way I can reconcile this with her behaviour in the night time. When she sneaks in to see me, she is ardent and rough, she moans passionately all along, is very wet and hugs me tight. Even kissing: she kisses me greedily and with feeling. Sometimes I think my tongue will disappear into her throat.
ฉันไม่เคยเจอผู้หญิงอย่างนี้เลย กลางวันและกลางคืนแตกต่างกันเป็นตรงกันข้าม แต่ฉันก็มีความสุขอย่างที่สุดที่ได้ร่วมรักกับเธอ ฉันคงยากจะพบพานผู้หญิงคนไหนที่ตอบสนองอารมณ์ทางเพศได้อย่างนี้อีกแล้ว เธอเหนือกว่าผู้หญิงหากินหลายคนที่ฉันเคยเจออย่างเทียบกันไม่ได้ และเหนือกว่าเมียของฉันที่เสียไปแล้วมากนัก I have never met a woman like this, of totally opposite nature by day and by night. But making love with her makes me most happy. It would be hard for me to find a woman that responds to sexual moods like this again. She is way above the prostitutes I have met, incomparably so, and very much above my poor departed wife. I have vs I’ve, it would vs it’d, she is vs she’s: to match the formal simpli- city of the original, both fitting to this piece to ‘lull’ the reader into a false sense of normality and typical of this author’s style, I’ve refrained throughout from using contractions.
=
2
=
เมียของฉันเสียชีวิตไปได้สองปีแล้ว และซ้ำร้าย ธุรกิจที่ฉันทำอยู่ก็ล้มละลาย สาเหตุหนึ่งเกิดจากสภาวะเศรษฐกิจที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรง เนื่องจากค่าของเงินบาทที่ถูกลดลงอย่างกะทันหัน ตอนนั้นฉันรู้สึกสิ้นหวัง เกือบฆ่าตัวตายเหมือนเพื่อนบางคนของฉัน ฉันเพียงใช้ชีวิตเร่ร่อนแบบคนพเนจร แล้วพบว่าการมีชีวิตอย่างคนพเนจรที่ไม่มีอนาคตอะไร ก็มีความสุขอีกแบบหนึ่ง ทำไมก่อนนี้ฉันไม่รู้มาก่อน My wife died two years ago, and to make matters worse, my business collapsed, for one thing because of the economic crisis triggered by the sudden devaluation of the baht*. At the time, I felt hopeless, almost killed myself as some of my friends did. I merely spent my life as a wanderer and then found that living like a wanderer without any future brought happiness of another kind. Why didn’t I know this before? ==

=
* In May 1997.

ฉันเดินไปเรื่อยๆ จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง เป็นการลงโทษตัวเอง ที่ยังไม่ตาย บางครั้งก็นึกขำ สนุก บางครั้งก็เศร้า อยากร้องไห้ ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ทำไมฉันต้องมาจนตรอกอย่างนี้ I walked on from one village to another village, punishing myself for not being dead. At times I was tickled and felt amused; at other times, sad, I wanted to cry. Why did it have to be like this? Why did I have to be cornered like this?
ในยามค่ำคืนฉันจะอาศัยวัดนอน รวมทั้งขอข้าวพระกิน หากไม่เจอวัด ฉันก็อาศัยศาลาข้างทางหรือหน้าบ้านของใครก็ได้ที่มีที่มุงหลังคา หรือบนแคร่ไม้ริมทาง At night I slept in monasteries, and relied on the monks for food as well. If I didn’t find a monastery, I made do with shelters along the way or the front of whoever’s house whose roof had eaves, or wooden benches by the roadside.
ฉันทำอย่างนี้อยู่ได้หลายเดือน จนมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ด้วยมีเงินติดกระเป๋าเพียงร้อยกว่าบาท ฉันไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นรถเมล์ ฉันเดินเลียบลำคลองสายหนึ่ง มาจนถึงหน้าเรือนไม้ทาสีเหลือง เป็นบ้านเก่าที่คงมีอายุนาน  อย่างน้อยหลายสิบปี แต่ก็สวยสง่า ดูขลังไม่น้อย มันโดดเด่นผิดกับบ้านแถวนั้น อาจเป็นบ้านเศรษฐีเก่าคนหนึ่ง ฉันยืนมองดู ยิ่งมองก็ยิ่งแปลกใจ I did this for many months until I reached one particular village with hardly more than a hundred baht in my pocket. I did not dare even take a bus. I walked along a canal until I reached a wooden house painted yellow. It was an old house of many tens of years, but grand, some- what numinous. It stood out compared with the other dwellings in the area – perhaps the house of a wealthy man in the past. I stood looking at it. The more I looked, the more I wondered.
ฉันเห็นยายแก่ผมขาวคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้าหินตัวหนึ่งหน้าบ้าน เธอดูแก่ชรามากจนไม่รู้ว่าสติของเธอยังครบถ้วนหรือเปล่า ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเธอหลับตาอยู่หรือลืมตา I saw an old white-haired woman sitting on a stone bench in front of the house. She looked so old I had to wonder whether she was all there or not. I wasn’t sure either whether her eyes were closed or open.
ด้วยความเหนื่อยล้า ฉันถือวิสาสะเข้าไปขอนั่งด้วย  แล้วถามว่า “ยาย แถวนี้มีวัดไหม” Out of tiredness, I took the liberty to go and ask for permission to sit on the bench and then asked: ‘Granny, is there a monastery around here?’
=

3
=
“หลานจะไปวัดทำไม” ‘Why do you ask, young man?’ Literally, ‘What do you want with a monastery, my grandchild?’
ยามนั้นเธอหันมามองฉัน ดวงตาฝ้าฟางของเธอให้ความรู้สึกแปลก เหมือนว่าเธอมองเห็นฉันลึกกว่าธรรมดา ฉันเคยได้ยินมาว่าคนแก่ที่ดวงตาใกล้จะบอด กลับอาจมองเห็นได้ชัดเจนกว่าคนตาดี ในบางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็น At this point, she turned to look at me. Her misty eyes gave a strange impression, as if she saw deeper in me than one would. I have heard it said that old people who are almost blind might see better than those with good eyes, see things others don’t see.
“ผมจะไปอาศัยวัดนอนคืนนี้” ‘I need a place to sleep tonight.’
“แถวนี้ไม่มีวัดหรอก นอนที่บ้านยายก็ได้ บ้านยายมีห้องว่างตั้งเยอะ” ‘There is no monastery around here. You can sleep in my house. There are plenty of rooms.’
“ผมไม่มีเงินหรอกนะ ยาย” ‘I don’t have any money, granny.’
ฉันได้ยินเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี I heard good-humoured laughter.
“ยายอายุมากพอจะดูออกว่าใครที่ไว้ใจได้ ใครที่ไว้ใจไม่ได้ สำหรับหลาน ยายอนุญาตให้อยู่นานเท่าไรก็ได้ เรื่องเงินไม่เป็นไร วันไหนมี ค่อยให้ยาย” ‘I am old enough to know whom I can trust and whom not to trust. For you, young man, I allow you to stay as long as you like. Never mind the money. You’ll pay me when you have some.’
หากเป็นยามปกติ ฉันคงไม่ตกลง เพราะฉันไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าที่ดูใจดีเกินเหตุ ให้นอนหนึ่งคืนก็บุญโขแล้ว เธอยังบอกให้ฉันนอนกี่คืนก็ได้ แต่ในยามนี้ฉันเป็นคนพเนจรที่ใกล้ความตายเต็มที ฉันไม่มีสมบัติมีค่าติดตัวอะไรเลย ที่กรุงเทพฯ ก็ไม่เหลืออะไร ทั้งตัวก็มีเพียงหนึ่งชีวิตซึ่งยามนี้ฉันก็ไม่รู้จะหวงไปทำไม In normal times, I would not have ac- cepted, because I do not trust strangers that seem too kind. Letting me sleep for the night was more than a blessing, yet she was telling me to stay as long as I wished. But by then I was a vagrant on the verge of death. I had nothing of value on me. There was nothing left in Bangkok either. What there was was just one life about which at this point I did not know why I should worry.
ฉันจึงตกลงอย่างว่าง่าย ราวกับว่าฉันเป็นหลานยายมานานนับปี ฉันตัดสินใจอยู่จนกว่าเธอจะออกปากไล่ ฉันได้เดินทางเร่ร่อนมาหลายหมู่บ้านจนรู้สึกเหนื่อยล้า So I agreed meekly as if I had been her grandchild for years. I decided to stay until she chased me away. I had been wandering through so many places I felt worn-out.
ฉันหวังว่า หากฉันยังมีอนาคตอยู่ สักวันฉันจะตอบแทนเธอ I hoped that, if I had a future, one day I would repay her kindness.
ในบ้านนี้ฉันเจอสมาชิกอีกสองคน คนหนึ่งคือภัสสร In that house I met two other residents. One was Phatsorn.
=

4
=
บ้านหลังนี้มีสามชั้น มีห้องเกือบสิบห้อง This house has three floors and almost ten rooms.
ไม่รู้ว่าภัสสรเป็นอะไรกับยาย อาจเป็นหลานสาวของเธอ แต่ฉันไม่สนใจเรื่องราวของคนอื่น แปลกใจที่เธอไม่ได้ทำงานอะไร วันๆ เห็นเดินไปเดินมาในบ้าน นอกจากเข้าครัวทำอาหารให้คนในบ้าน ไปจ่ายตลาด เดินเล่นนอกบ้านบ้างแล้ว เธอก็คือคนว่างงานเหมือนฉันนั่นเอง I do not know what Phatsorn is to Gran- ny, maybe her granddaughter, but other people’s affairs are no concern of mine. I was surprised that she did not do any work. Day after day I saw her walking about in the house, going into the kitchen to cook for the people in the house, going to the market, or out for a stroll occa- sionally. She had no work, just like me. ฉันไม่สนใจเรื่องราวของคนอื่น: alternatively, ‘I am not interested in other people’s affairs’.
เห็นเธอวูบแรกก็ประทับใจ ไม่คิดว่าในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญจะมีหญิงงามขนาดนี้ ดูเป็นผู้ดี เสียงของเธอก็ไพเราะ ฉันชอบผู้หญิงเสียงเพราะมาก บวกกับเรือนร่างได้รูปของเธอ ฉันแอบเอามาคิดฝันในยามราตรี The first time I saw her I was impress- ed. I never thought that in a village far away from progress there would be a woman as attractive as this. She is well mannered. Her voice is beautiful. I like women with beautiful voices very much. With the addition of her shapely figure, I kept her in my secret dreams at night.
แต่เพียงราตรีที่สาม เธอก็ย่องเข้ามาหาฉันเอง But by the third night, she sneaked in to see me.
=
5
=
เธออาจเหงาและว้าเหว่ เธอเล่าให้ฉันฟังเองว่าสามีของเธอเสียชีวิตแล้ว ฉันปีนี้อายุสามสิบห้าปี ส่วนเธออายุสามสิบสอง ฉันไม่รู้ว่าสามีของเธอเคยทำงานอะไร และเป็นอะไรกับยาย แต่สามีของเธอคงเหลือเงินให้เธอไม่น้อย เธอจึงอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอะไร She must have been lonely. She told me that her husband was dead. This year I will be thirty-five; she is thirty-two. I do not know what her husband did or what he was to Granny, but he must have left her quite a bundle, as she does not have to do anything for a living.
ในบ้านหลังใหญ่ที่ให้ฉันอยู่ฟรี แถมมีอาหารให้ฉันกินสามมื้อ และเป็นอาหารที่อร่อยมากด้วย นอกจากนั้นในยามราตรี ยังมีหญิงงามอย่างเธอเข้ามาร่วมรักกับฉัน มันอดทำให้ฉันระแวงไม่ได้ หรือฉันหลงเข้ามาในบ้านปีศาจแมงมุม ที่กำลังดูดน้ำเชื้อจากชีวิตที่เหลืออยู่ของฉัน ในยามเช้าของวันแรกที่ฉันมีอะไรกับเธอ ฉันยืนมองหน้าตัวเองในกระจกเงา เฝ้าสังเกตว่าบนใบหน้าของฉันมีร่องรอยบอบช้ำ ผิดปกติอะไรหรือเปล่า มันมีเงาดำคล้ำอะไรกล้ำกลายเข้ามาใต้ขอบตาไหม มองหาแววซีดขาวบนใบหน้า หรือรอยสีเขียวของการนอนกับผี In the big house where I can stay free of charge, three meals a day are provided as well, and it is very good food. Apart from that at night there is this beautiful woman coming to make love to me. I could not help feeling wary of all this. Had I strayed into the house of spider demons sucking the essence of life that remained out of me? The morning after her first night with me, I stood looking at myself in the mirror, checking for bruises on my face, for something out of the ordinary. Were there growing rings under my eyes? I searched for paleness on the face or black-and-blue marks from sleeping with a phantom. There are many ways of translating ผี, depending on the context: ghost, apparition, phantom, spirit, spook, ghoul, spectre, the dead…
อาจเป็นอุปทานของฉัน ฉันเห็นเงามืดบางอย่างบนใบหน้าจริงๆ คิดอีกที ฉันอาจระแวงไปเอง แต่แล้วฉันก็นึกขำและหมดความสนใจ หากนี่เป็นบ้านปีศาจแมงมุม ฉันก็ถือว่าตัวเองโชคดี เป็นการจบชีวิตแบบเป็นสุข สมศักดิ์ศรีชายพเนจรที่ไม่เหลืออะไรอย่างฉัน Maybe it was my own construct: I truly saw dark rings of some sort on my face. On second thought, maybe I was being too suspicious. But then I felt amused and stopped caring. If this was a spider demons’ house, I must hold that I was lucky: it was a fine way of ending one’s life, worthy of an impoverished wanderer like me.
ฉันจึงเฝ้ารอการเข้ามาหาของเธออย่างใจจดใจจ่อและไม่กังวลใจอะไรทั้งนั้น So I kept waiting for her visits with intense interest and worried about nothing at all.
=
6
=
สามเดือนมานี้ เธอเข้ามาหาฉันเกือบทุกคืน แล้วแต่อารมณ์ของเธอ เธอคือผู้เลือก ฉันเป็นเพียงผู้ตอบสนอง  มีอยู่คืนหนึ่งเธอไม่มา ทั้งที่ฉันควรรู้ตัว ด้วยกำหนัดที่ทำให้ฉันนอนไม่หลับ ฉันลองเดินย่องออกไปเคาะประตูห้องนอนของเธอ ซึ่งอยู่ชั้นบนสุด ไม่มีเสียงขานรับ ฉันยังไม่ยอมถอยกลับ ยังยืนเคาะประตูอย่างนั้น จนอีกหลายนาทีต่อมา ฉันได้ยินเสียงแหบแห้งตวาดออกมาว่า “ไปให้พ้น” In the past three months, she has come to me almost every night, depending on her mood. She decides, I merely respond. There was one night when she didn’t come. Although I should have known better, unable to sleep because of lust I risked sneaking out and knocked on her bedroom door which is on the top floor. There was no answer in return. Still unwilling to go back, I stood knocking on the door like that until several minutes went by and I heard a hoarse voice shout, ‘Go away!’
ฉันเดินกลับเข้าห้องด้วยความรู้สึกน้อยใจ อารมณ์ใคร่หดหายไป ความรู้สึกกลัวกลับเข้ามาแทนที่ นั่นเป็นเสียงของเธอหรือ I walked back to my room crestfallen, my yearning gone. A feeling of fear returned instead. Was that her voice?
ความผิดหวังบวกความหงุดหงิดทำให้ฉันคิดว่าฉันมาเป็นบ้าอะไรที่นี่ ฉันน่าจะออกเดินทางต่อไปดีกว่า เช้าวันรุ่งขึ้นฉันเก็บสัมภาระนิดหน่อยของฉันและเตรียมตัวจะไปลาคุณยาย แค่เดินออกจากห้องได้ไม่กี่ก้าวเห็นเธอเดินสวนมา เธอส่งรอยยิ้มหวานและทักทายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เท่านั้นความขุ่นเคืองใจทั้งหมดก็หายไป ฉันเปลี่ยนใจเก็บของไว้ที่ห้องตามเดิม และคิดว่าเป็นความผิดของฉันเอง ฉันมักมากเกินไป Disappointment added to irritation made me think how foolish I was to have come here. I had better leave and travel on. The next morning I put together my few belongings and got ready to say goodbye to Granny, but a few steps out of my room I saw Phatsorn coming my way. She smiled at me sweetly and greeted me as if nothing had happened. Just that and all my gall was gone. I changed my mind and put my things back and thought it was my fault: I had been too greedy. เธอ: ‘her’ here would be ambiguous in English: Phatsorn or Granny?
จะไปหาที่ตายที่ไหนที่อบอุ่นและเป็นสุขเหมือนบ้านหลังนี้ไม่มีอีกแล้ว Where would I find a place to die as warm and happy as this house?
=
7
=
สมาชิกคนที่สามของบ้านหลังนี้คือกลอย ลูกสาววัยเก้าขวบของภัสสร หน้าของเธอเหมือนแม่ยังกะแกะ The third occupant of the house is Kloi, Phatsorn’s nine-year-old daughter. She is the spitting image of her mother. Note the use of the present tense to denote a permanent state.
เธอไม่เรียนหนังสือและดูเป็นเด็กที่ไม่เข้ากับใครเลยทั้งหมู่บ้าน  เธอไม่มีเพื่อนเลย She does not go to school and does not seem to get along with the children in the village. She has no friends.
ฉันเห็นเธอวันๆ ชอบออกไปเดินเล่น ร้องเพลงสนุก  และชอบเดินเข้าป่าละเมาะหลังบ้าน เดินหายเข้าไปในนั้นนานๆ บางทีก็ทั้งวัน ยายกับแม่ของเธอคงจะให้อิสระเธอเต็มที่ ไม่เคยบ่นว่าอะไรเลย ฉันเคยเดินไปกับเธอ  แม้เธอจะเป็นเด็กเงียบ ที่ไม่ค่อยชอบคุยกับใคร แต่ก็ดูเข้ากับฉันได้ บางครั้งเธอยอมเดินเล่นไปกับฉันนานๆ  เข้าไปในป่า กลับเป็นฉันเสียอีกที่เบื่อ หลังจากเดินกับเธอได้สองสามครั้ง เธอคงมีความสุขมากในนั้น  บางวันเห็นเธอเดินออกมา หน้าตาอิ่มเอิบ เปล่งปลั่งเป็นสีชมพู  แววตาสดชื่น ไม่รู้มีดีอะไรในนั้น I see her day after day taking walks, singing merry songs, and she likes to go into the grove at the back of the house, disappears in it for hours, sometimes all day long. Granny and her mother seem to give her complete freedom, never say anything at all. I have walked with her at times. Even though she is a quiet child who does not like to speak to anyone, she seems to bear with me. On occasions she let me stroll along with her for hours into the grove, and it turned out I was the one who was fed up after walking with her two or three times. She must be very happy in that grove. On some days I see her coming back with a radiant face flushed pink, her eyes sparkling. I do not know what is so great in there.
ฉันเคยถามเธอว่าชอบทำอะไรในนั้น เธอบอกว่าเธอชอบไปดูนก หาแมลงแปลกๆ และชอบหาดอกกล้วยไม้ และต้นเห็ด I did ask her what she did in the grove. She told me she liked to look at the birds, look for strange insects and search for orchids and mushrooms. เคย need not always be translated by ‘used to’ or ‘once’.
“ทำไมหนูไม่ไปโรงเรียนเรียนหนังสือ” ฉันถาม ‘Why don’t you go to school,’ I asked her.
“หนูไม่ชอบค่ะ บนกระดานดำ ตัวหนังสือเหมือนตัวหนอน มันเดินได้ ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ดูน่าเกลียดออก” ‘I don’t like to. The letters on the blackboard are like worms that can walk, a crawling mass, it’s disgusting.’
คืนหนึ่งฉันถามภัสสร ว่าทำไมไม่ให้ลูกเข้าโรงเรียน เธอตอบฉันว่า “ไม่เป็นไรหรอก กลอยเป็นเด็กฉลาด เธอเอาตัวรอดได้ เมื่อถึงเวลาที่เธออยากเรียน เธอก็จะเรียนเอง อย่าไปบังคับใจเธอเลย” One night I asked Phatsorn why she did not let her daughter go to school. She answered, ‘Never mind. Kloi is a clever child. She can take care of herself. When she decides she wants to learn, she’ll learn by herself. There is no need to force her.’
เมื่อคนที่เป็นแม่บอกอย่างนั้น ฉันก็เลิกเซ้าซี้ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของมัน Since her mother spoke like this, I did not insist, letting everything follow its natural course.
=
8
=
ฉันสังเกตว่ากลอยไม่มีเพื่อน เด็กๆ หลายคนในหมู่บ้าน เวลาเห็นกลอยเดินสวนมา ก็เลี่ยงให้ ท่าทางหวาดกลัวเธอ ที่จริงคนในหมู่บ้านนี้ดูจะมีความเกรงอะไรบางอย่างกับคนในบ้านนี้ I have noticed Kloi has no friends. Many children in the village, when they see her walking up to them, avoid her, looking as if they are afraid of her. Actually, the people in this village seem to have some kind of diffidence about the people in this house.
วันหนึ่งฉันเดินเข้าไปคุยกับลุงชราคนหนึ่ง ที่บ้านของเขาอยู่ตรงข้ามลำคลองหน้าบ้านสีเหลือง ฉันเดินผ่านแผ่นไม้กระดานข้ามไปยังกระท่อมหลังเล็กของแก เพราะมักเห็นแกนั่งสูบบุหรี่เล่นคนเดียวในยามเย็น ตอนหนึ่งฉันถามแกว่า “ลุง เคยมีคนมาพักที่บ้านหลังนี้แบบผมไหม” One day I went to talk to an old man. His house is right across the canal from the yellow house. I walked across the planks to his small hut, as I could see him smoking idly on his own in the late afternoon. At one point I asked him, ‘Uncle, has there ever been people staying in this house like me?’
“มีเหมือนกัน นานๆ ครั้ง จะมีหนุ่มๆ อย่าเอ็งนี่แหละมาพักด้วย พักทีนานๆ หลายเดือน” ‘Some. Once in a while, young men like you have come and stayed there, for months at a time.’
“แล้วจากนั้นล่ะ” ‘And then?’
“แล้วก็ไม่รู้  เห็นหายตัวไป อาจกลับบ้านไปแล้วกระมัง แต่ไม่เห็นมาอีกเลย” ‘I don’t know. They disappeared. Maybe they went back home. But they never returned.’
ลุงพูดจบก็หัวเราะตาหยี แต่ฉันรู้สึกเหมือนลุงกำลังหัวเราะเยาะฉัน เมื่อฉันถามถึงพ่อของกลอย  ลุงก็ไม่รู้ Saying this, he laughed with crinkly eyes, but I felt as if he was laughing at me. When I asked about Kloi’s father, he did not know.
สามเดือนแรกที่ฉันอยู่ ฉันอยู่อย่างสบายอารมณ์ เพราะฉันไม่คิดถึงอนาคต ฉันมีที่นอนฟรีมีข้าวกินฟรี ซึ่งฉันหากหน้าด้านที่จะอยู่เท่านั้นฉันก็มีความสุข และความพอใจในกามรส ซึ่งเวลาผ่านไป ฉันพบว่ามันเป็นความรู้สึกพิเศษ มันกลายเป็นความรัก แต่ไม่เหมือนความรักที่ฉันเคยรู้ อาจเพราะมีบรรยากาศแวดล้อมแปลกๆ During my first three months here, I stayed contented because I did not think of the future. I had free room and board, and if I was thick-skinned enough to stay, it was enough to give me happiness and sexual satisfaction which, as time went by, I found to be a special feeling: it had become love, but it was unlike any love I had known, perhaps because of the strange surrounding atmosphere.
แต่ฉันก็หนีจากเธอไม่ได้ But I could not flee from her.
=

9
=
สามเดือนต่อมาฉันจึงเริ่มดิ้นรนบ้าง อย่างน้อยฉันออกไปหางานทำในหมู่บ้าน แต่ในที่แบบนี้ ฉันหางานได้เพียงการเป็นกรรมกรช่วยชาวบ้านทำงานบ้าง ส่วนใหญ่เป็นงานในไร่ อย่างน้อยฉันก็ได้ค่าแรง พอเป็นเพื่อนภัสสรไปจ่ายตลาด ฉันช่วยซื้อเนื้อซื้อปลามากินที่บ้าน แม้จะเป็นการออกเงินเพียงเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกตัวเองมีคุณค่าขึ้นมาบ้าง In the following three months, I began to bestir myself. I went out to work in the village but, in a place like this, the only work I could find was as a labourer helping the villagers. It was mostly work in the fields. At least I got some wages, enough to accompany Phatsorn to the market, help her choose meat and fish to eat at home. Even though it was a very small contribution, it made me feel a little more worthy. อย่างน้อย: one too many in the same paragraph; only the second one is needed.
อย่างช้าๆ ฉันเริ่มคิดถึงอนาคต ฉันคิดถึงการกลับไปทำงานในกรุงเทพฯ เท่าที่ดูสภาพเศรษฐกิจได้ผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดไปแล้ว มันกำลังโงหัวขึ้นทีละน้อย ฉันลองหยั่งเสียงเธอดูว่าหากฉันชวนเธอไปเป็นคู่ชีวิตของฉันที่กรุงเทพฯ เธอจะไปไหม Slowly I began to think about the future. I thought about going back to work in Bangkok. From what I could see the economic situation was past its worst and improving little by little. I tried to sound her out to see if she would go if I invited her to be my life partner in Bangkok.
“ก็ที่นี่เป็นบ้านของสร แล้วจะให้สรไปหาบ้านใหม่ที่ไหน พี่ไม่มีความสุขที่อยู่ที่นี่หรอกหรือ” ‘This is my house, where do you want me to find a new one? Aren’t you happy living here?’
เธอหัวเราะเมื่อตอบฉัน She laughed as she answered me.
“มีสิ แต่อยู่ที่นี่นานๆ พี่ละอายใจ พี่หางานจริงๆไม่ได้ ต้องกลับไปกรุงเทพฯ พี่ทำงานเกี่ยวกับบ้านจัดสรร  ครั้งที่แล้วพี่พลาดไป พี่คิดจะเริ่มต้นใหม่ แต่พี่อยากให้สรไปอยู่ด้วย เป็นกำลังใจให้พี่” ‘Of course I am, but staying here for long makes me feel ashamed. I can’t find proper work here. I must go back to Bangkok. I’m into housing development. Last time I failed. I’m thinking of starting anew, but I’d like you to come with me, to give me strength.’
“ทำให้ได้ก่อนเถิด  ค่อยมาชวน” เธอหัวเราะอีกและตอบฉันอย่างคลุมเครือ ฉันไม่คาดคั้นเอาคำตอบ ที่จริงฉันเองก็ยังไม่พร้อม หากเธอไปอยู่กับฉัน แล้วยายกับกลอยล่ะ พวกเธอก็ต้องไปอยู่ด้วย วันนี้ฉันยังไม่สามารถรับภาระคนสามคน ‘Go ahead first and then come back to invite me.’ She laughed again. I did not press her for a more definite answer. Actually, I myself was not ready. If she went and stayed with me, what about Granny and Kloi? They would have to come too. At the moment, I was not in a position to burden myself with three lives. และตอบฉันอย่างคลุมเครือ (and answered me ambiguously): the wording is redundant (her answer speaks for itself), and ‘more definite’ added to the next sentence expresses the same idea.
ภัสสรไม่ห้ามหากฉันจะไป ไม่เหนี่ยวรั้ง แต่ในขณะเดียวกันแม้เธอจะไม่พูด ฉันคิดว่าเธอคงไม่จากบ้านหลังนี้ไปง่ายๆ Phatsorn did not forbid me to leave, did not hold me back. But at the same time, even though she did not say anything, I thought she would not leave this house easily.
ฉันสังเกตว่าแม้เธอจะพูดจาไพเราะ แต่คลุมเครือ  ส่วนใหญ่ฉันยากจะได้ข้อมูลอะไรจากเธอ เมื่อฉันถามเธอตรงๆ ในสิ่งที่ฉันอยากรู้ เธอก็ตีหน้าตาย มองหน้าฉันเฉยพร้อมทั้งยิ้มๆ ไม่ตอบ มีเพียงแววตาขบขันของเธอ I noticed that even though she express- ed herself beautifully, she was ambigu- ous. In most cases, it was difficult for me to get any information from her. When I asked her straight about what I wanted to know, she turned stony-faced, stared at me, smiling lightly, and did not answer, with a mere glint of amusement in her eyes.
การคุยกับเธอที่ดี บางครั้งคือการไม่คุย The best way to talk to her sometimes was not to talk.
ฉันต้องคาดคะเนเอาเอง มันเป็นกลของเธอ She kept me guessing. That was her trick.
=
๑๐ 10
=
เมื่อฉันเริ่มคิดถึงอนาคต ฉันก็พบว่าบ้านหลังนี้มีอะไรหลายอย่างที่ผิดสังเกต มันอยู่ล้อมรอบตัวฉันมากมายเป็นบรรยากาศ มีคำถามมากมายที่ไม่มีคำตอบ When I began to think of the future, I found that this house had many things that did not look right. I found it oppressive in many ways. There were many questions without answers.
คืนวันนั้นเรานั่งกินข้าวเย็นด้วยกัน ที่จริงเราไม่ได้นั่งด้วยกัน มันเป็นธรรมเนียมของบ้านนี้ พวกเธอสามคนนั่งกินด้วยกันที่โต๊ะหนึ่งอย่างเงียบกริบเหมือนทุกครั้ง ส่วนฉันที่เป็นแขกนั่งกินบนโต๊ะเล็กอีกตัวหนึ่ง มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่วันแรก ซึ่งตอนนั้นฉันก็รู้สึกสมเหตุสมผลดี แต่เวลาผ่านมาหกเดือนแล้ว ฉันเริ่มแปลกใจ ทำไมไม่ให้ฉันนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับพวกเธอ ทั้งที่โต๊ะนั้นก็ ใหญ่พอสำหรับฉันอีกคน ทำไมพวกเขาต้องนั่งกินข้าวอย่างเงียบกริบแบบนั้นด้วย One evening we sat having dinner together. Actually we didn’t sit together. It was the custom in this house. The three of them sat eating together at one table in silence as usual. I as the guest sat at a separate, small table. It had been like this from the first day, which at the time I had found proper, but six months had gone by and I had begun to wonder. Why would they not let me sit with them at the same table, which was large enough to accommodate me? Why did they have to sit in complete silence like this as well?
บ้านนี้กินข้าวเย็นช้า ประมาณสองทุ่ม อันนี้ไม่แปลก  ฉันไม่สนใจ แต่คืนนี้ฉันนั่งกินข้าวไป นึกไตร่ตรองสิ่งรอบข้างด้วยความสงสัย This house has dinner late, around eight. Nothing strange in that, I do not mind, but tonight I sit eating and ponder- ing the things around me with suspicion.
เวลานั้น มีใครคนหนึ่งที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเดินเข้ามาในบ้าน เธอเป็นหญิงวัยกลางคน อายุราวห้าหกสิบ ท่าทางภูมิฐาน แต่งตัวดี เมื่อเธอเดินเข้ามาในห้องโถง ผ่านโต๊ะอาหารของเรา Right now, someone I have never seen before comes in. It is a woman in her fifties, well dressed and elegant as she enters the dining room and walks past our dinner tables. วัยกลางคน อายุราวห้าหกสิบ: middle-aged at fifty to sixty? Wow!
    Note ‘dinner tables’: there are two.
จากไฟกลางห้อง ทำให้เห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ชัดเจนพอสมควร ฉันสะดุ้ง หน้าของเธอคล้ายภัสสร นี่คงเป็นแม่ของเธอ ทำไมฉันไม่เคยเห็นเธอมาก่อน หากเป็นแม่ของเธอจริง ทำไมภัสสรไม่เข้าไปทักทาย เธอยังคงนั่งกินข้าวอย่างหน้าตาเฉย หากเธอเป็นแม่ของภัสสร เธอก็ควรเป็นยายของกลอย แต่กลอยก็เช่นกัน เธอนั่งกินข้าวอย่างเงียบๆ ราวกับมองไม่เห็น The light at the centre of the room allows me to see her face clearly enough. I start. She looks like Phatsorn. She must be her mother. Why haven’t I seen her before? If she really is her mother, why doesn’t Phatsorn greet her? She still sits eating with a bland face. If she is Phatsorn’s mother, she must be Kloi’s grandmother, but Kloi is the same: she sits eating quietly as if she sees nothing.
ผู้หญิงที่ฉันคิดว่าเป็นแม่ของภัสสรเดินผ่านตัวฉันไป เธอเหลือบสายตามองฉันนิดหน่อย แล้วเดินตรงไปยังมุมห้อง ไปที่ตู้เก็บของเก่าแก่สีน้ำตาลใบใหญ่ เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เปิดลิ้นชักตู้ใบนั้น เธอกำลังค้นหาของอะไรบางอย่าง แสงไฟส่องไปไม่ถึงมุมนั้นนัก มันเป็นเพียงเงาสลัวๆ ครู่ใหญ่เธอค้นพบสิ่งที่ต้องการ เธอเอาใส่ไว้ในห่อผ้าที่เธอถือมา แล้วก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน หันกายเดินกลับออกไปที่ประตู The woman whom I think is Phatsorn’s mother walks past me. She casts a glance at me then walks straight to a corner of the room, to the large brown cupboard where old things are kept. She lowers herself down and sits on the floor, opens a drawer. She is searching for something. The light does not quite reach that corner. She is only a vague form in the dark. Quite a while later, she finds what she wants. She puts it in the cloth bag she has come with and slowly gets up, turns round and walks back to the door.
ในเวลานั้นเอง ปริศนาที่ลี้ลับที่สุดในใจของฉันก็สว่างวาบ Right then, the most baffling puzzle in my mind falls into place.
ความผิดปกติที่สุดในบ้านหลังนี้อยู่ต่อหน้าฉันมานานตั้งแต่วันแรก แต่ฉันกลับนึกไม่ออก นั่นคือสมาชิกทั้งสามในบ้านหลังนี้ไม่เคยคุยกันเลยและไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวกัน The most unusual feature of this house has been staring me in the face from the first day but I have never thought about it, and that is that the three occupants of this house never talk to one another and never touch one another. Here, the temptation would be to avoid a repetition (‘never talk and never touch one another’ or ‘never talk or touch one another’) but the emphasis is needed.
มันผิดปกติอย่างสูงสุด ทุกวันภัสสรเธอจะทำอาหารแล้วเรียงวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นยายกับกลอยก็มานั่งประจำตำแหน่งของเธอ กินเสร็จแล้วก็ไป ไม่มีการพูดคุยกันเลย ฉันไม่เคยเห็นแม่ลูกที่ไหนจะปฏิบัติต่อกันอย่างนี้ This is most unusual. Every day Phat- sorn cooks the food and then lays it out on the tables. After that Granny and Kloi come and sit down at their usual places. When they have finished eating they leave. There is no conversation. I have never seen a mother and child anywhere behave towards each other in this way.
แต่บัดนี้ฉันเข้าใจแล้ว มันเกิดขึ้นในวูบนี้เอง ที่หญิงวัยกลางคนคนนั้นเดินเข้ามาหยิบของในตู้ ในทันทีที่ฉันเข้าใจ ฉันรู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วกาย มือของฉันที่ถือช้อนอยู่ยามนี้มีอาการสั่นระริก รวมไปถึงขาสองข้างของฉันด้วย But now I understand – a sudden insight when the middle-aged woman enters to pick up something in the cupboard. The moment I understand, I feel my hair stand on end all over me. My hand holding the spoon by now is trembling, as do my legs.
=

‘Barn See Lueang’ in 24 Rueang San Khong Fa (24 short stories by Fa), thaicanto.com, December 2010

=
Bangkok-born and partly educated
in England, Fa Poonvoralak, 59,
is a multitalented wizard (thaicanto.com): canto bard, concept artist and filmmaker, prolific novelist
and short-story writer,
with one foot in Oriental myths
and his head in cosmic clouds.
.
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 475 other followers