Kleepkaeo – ’Rong Wongsawan

ooo

This short story comes from the very first collection ’Rong Wongsawan published in his late twenties, earning him the dubious reputation of a womaniser and bon vivant. Typical of this master of wordplay, the title of that collection, Nao Phooying, is patterned on nao jai (feeling forlorn, neglected) and hints at total frustration over women. The frustrating woman here is Kleepkaeo, whose name means ’orange jasmine petal’. MB

กลีบแก้ว

KLEEPKAEO

’รงค์ วงษ์สวรรค์

’RONG WONGSAWAN==

TRANSLATOR’S KITCHEN
1 1
พรเลิศหยีตาข้างหนึ่งและยิ้มที่มุมปากเมื่อผมบอกว่าประคินไปเยี่ยมลูกชายที่โรงเรียนประจำศรีราชา หล่อนจะค้างที่นั่นสักสองสามคืนด้วย เกี่ยวกับกิจธุระในโรงงานแป้งมันสำปะหลังของหล่อน Phornleut crinkles one eye and half- smiles when I tell him Prakhin has gone to visit our son at the Sriracha* boarding school. She’ll stay there a few more nights to check on her cassava flourmill. ยิ้มที่มุมปาก: literally, ‘smiles from the corner of his mouth’.
* Spelling of Si Racha then.
“โชคดีวายร้าย เสาร์อาทิตย์เมียไม่อยู่บ้าน” ‘Tremendous good luck: this weekend the missus is away.’
ขณะนี้เราจิบวิสกี้กันอยู่ที่บาร์ทางแถบล่างของ กรุงเทพฯ We sit sipping whisky in a bar of the Bangkok underworld.
“พรุ่งนี้ไปเที่ยวด้วยกันไหม ผมจะเอาเรือเร็วออกเที่ยวไปตามแม่น้ำมันเรื่อยๆ” ‘Let’s go out tomorrow, shall we? I’ll have the speedboat cruise up and down the river.’
“หน้าฝนไปเที่ยวเรือมันจะได้ความอะไร” ‘Taking a boat out in the rainy season, is that a good idea?’
“เป็นเสียอย่างงี้ซี ไม่ทันฟังให้จบเสียก่อน” พรเลิศเบ้หน้า ชะโงกเข้ามาจนใกล้ผม แล้วกระซิบโดยไม่จำเป็นเลยเพราะในบาร์มีเราอยู่เพียงสองคน “ผมจะจัดปาร์ตี้ลับเฉพาะขึ้นไงล่ะ พูดแค่นี้แล้วสนใจมั่งรึยัง” ‘See how you are: you won’t let me finish.’ Phornleut screws up his face, leans towards me and whispers, need- lessly as there’s only the two of us in the bar, ‘I’ll set up a private party, how’s that? Enough to get your attention?’
“ทีเด็ดอีกแล้ว…?” ‘One of your tricks again…’
เพื่อนที่เคยฟาดแข้งกันมาในสนามฟุตบอลพยักหน้า และเรียกวิสกี้มาอีกรอบหนึ่ง My friend since our shin-bashing days on the soccer pitch nods and orders a new round of scotch.
แต่ผมก็ยังลังเลใจอยู่ดี กับพรเลิศถึงเราจะสนิทสนมกันอย่างไร ผมก็ไม่ลืมว่าประคินเกลียดเพื่อนคนนี้เข้ากระดูก ไม่ใช่ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าของกิจการบาร์และราตรีสโมสรหลายแห่งเท่านั้น หากเป็นเพราะพรเลิศกว้างขวางในสังคมผู้หญิงทุกแบบ และใจคอกว้างขวางหยิบยื่นมาให้เพื่อนฝูงเสมอ…โดยเฉพาะกับผม But I’m still reluctant. With Phornleut, no matter how close we are, I don’t forget that Prakhin hates my friend’s guts, not just for being the owner of several bars and nightclubs but because he’s popular in women circles of all kinds and very generous lending them out to friends – to me in particular. In English, it’s a man’s guts you hate; in Thai, his bones.
ประคินอาจจะเป็นผู้ดีเกินไปและยุ่งอยู่กับการค้าของหล่อนจนน่าเวียนหัว สองสิ่งนี้ก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้หล่อนต้องนอนค้างอ้างแรมตามลำพังมากคืนกว่า…กับผม ตลอดกว่าสิบปีในชีวิตแต่งงานของเรา มันเป็นเพราะผมอดไม่ได้เมื่อเห็นผู้หญิงอื่น เมื่อมีโอกาส หรือแม้ไม่มีก็พยายาม Prakhin may be too much of a lady and too dizzily involved in her trading, but these are not the reasons she’s had to sleep many more nights alone than … with me during the ten years plus of our married life; rather, it’s that I can’t help myself when I see other women: I go for them or at least try.
ประคินรู้ดี แต่เราก็ไม่เคยทะเลาะวิวาทกันเลย ช่างเยือกเย็นจนผมเกือบจะว่าหล่อนคือน้ำแข็งที่ไม่รู้จักละลาย Prakhin knows all about it, but we’ve never quarrelled. So cool I’d say she’s ice that won’t melt.
จะเคยพูดบ้างก็เพียงว่า “คุณไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมั่งหรือไง ปีนี้คุณสี่สิบสองแล้วนะ-นรา” The most she’ll say is, ‘Don’t you ever get tired? This year, you’re forty-two, you know, Nara.’
“อะไรกันตั้งสี่สิบสอง” ผมหัวเราะหัวใคร่ ยืดอกขึ้นสูดลมเข้าไปเต็มปอดแล้วก้มลง “…ผมนึกว่าเพิ่งยี่สิบแปดเท่านั้นเสียอีก” ‘What do you mean forty-two?’ I laugh out loud, stretch my chest for a lungful of air and then bend over. ‘I thought I was only twenty-eight, actually.’
“ฉันขวางคุณเหลือเกินแล้วนะ” ประคินปัดมือผมที่วุ่นอยู่กับจี้เพชรบนเนินอก ‘Don’t let me stop you.’ Prakhin brushes off my hand fumbling with the jewelled pendant on her bosom.
เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานของหล่อน หยิบสมุดเช็คขึ้นมากรอกเงินจำนวนหนึ่งลงไป…ยื่นมาให้ผม Opens the drawer of her desk, picks up the cheque-book, writes down a certain amount and hands me the cheque. Part of ‘modern’ writing at the time: leaving out the subject or rather making minced meat of sentences.
การมีเมียรวยและไม่ขี้หึง…มันดีอย่างนี้เอง Having a wife who’s rich and not jealous … that’s how it goes. มันดีอย่างนี้เอง: variant: isn’t that great?
2 2
เราออกเรือในตอนเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ ฝนปรอยบางๆ และอากาศชื้นทำให้ต้องล่อวิสกี้กันทั้งเช้าๆ อย่างนี้ We get the boat out in the early morning on Sunday. It’s drizzling and the dampness in the air has us downing whisky this early.
ผมนึกแล้วไม่ผิด พรเลิศจะต้องมากับมิสเฮเลน นักร้องฟิลิปปินนาคนใหม่ของเขา แวน นักข่าวสังคมชื่อดังทั้งร้ายและดี เกี่ยวก้อยกับระชวย ตัวประกอบภาพยนตร์ที่ขึ้นชื่อว่าใจง่ายที่สุดในโลกเซลลูลอยด์ I got it right: Phornleut had to come with Miss Helen, his new Filipino singer. Also Waen, the well-known social columnist, both wicked and good, hand in hand with Rachuay, a supporting actress notorious for having the easiest heart of the celluloid world.
และนั่น คือผู้หญิงอายุสิบเก้าที่พรเลิศบุ๊คตัวเอาไว้ให้ผม And there is the nineteen-year-old woman Phornleut has booked for me.
“กลีบแก้ว ครับ” พรเลิศแนะนำ “ชายผมสีเทาผู้นี้คือ นรา นักเขียนเรื่องโรแมนติกที่เคยบอกไว้ไงล่ะ” ‘Kleepkaeo…’ Phornleut introduces. ‘This grey-haired man is Nara, the romance writer I’ve told you about.’
“ดิฉันเคยอ่านเรื่องของคุณมาบ้างแล้ว ยินดีมากค่ะที่ได้รู้จัก” ‘I’ve read some of your stories. Very glad to meet you.’
น้ำเสียงของกลีบแก้วช่างเป็นกันเองและมีรอยยิ้มอยู่ในตา Kleepkaeo’s voice is very friendly and there’s a smile in her eyes.
ผมขอบคุณหล่อนเบาๆ ตามวิสัย I thank her in a low voice, as I always do.
จุดบุหรี่ขึ้นในขณะที่คิดว่าจะเริ่มจับเส้นหล่อนต่อไปอย่างไรดี Light up a cigarette while I ponder how to get on with her further.
เจ้าพระยาตอนเช้าเป็นภาพที่งามจับตา สองฟากฝั่งเริ่มตื่นและเคลื่อนไหว ทิวไม้เขียวกระจ่างชัดขึ้นเมื่อต้องแสงแดดบางๆ ชาวสวนพายเรือผลไม้ออกมาจากลำคลองเล็กๆ คนขายกาแฟหนุ่มบีบลูกยางแตรประจำเรือของเขาด้วยความคึกคะนอง หญิงสาวนุ่งกระโจมอกลงมาอาบน้ำที่ท่าหน้าบ้าน ฟอกสบู่ไปทั่วทั้งตัวกระมิดกระเมี้ยน ช่างเรือกลไฟโยนฟืนเข้าในเตา ชาวเรือเปิดขยายทางท้ายของเขาขึ้น รวบหูมุ้งซุกๆ เอาไว้ แล้วก็ลงมือจุดไฟหุงข้าว พลางเบิกตาขึ้นไปบนท้องฟ้า The Chao Phraya in the morning offers an arresting sight. Both banks are beginning to wake and stir. The rows of trees turn green under the mild sunrays. Orchard people paddling boatfuls of fruit come out of small canals. A young coffee seller squishes the pear-shaped rubber of his boat horn in high spirit. A young girl in a sarong knotted round her chest goes down to bathe at the landing in front of her house and soaps herself all over demurely. A steamer’s mechanic throws fuel into its furnace. A sailor lifts his collapsible roof at the back, tucks away the ends of his mosquito net, and then lights a fire to cook rice while glancing upwards to survey the sky.
ผมไม่สนใจภาพเหล่านี้มากไปกว่าละอองน้ำฝนที่เกาะบนเรือนผมและหัวคิ้วของกลีบแก้ว นอกจากจมูกดื้อรั้น หล่อนมีริมฝีปากค่อนข้างหนา แต่ได้รูปและน่าจูบอีกด้วย I’m not nearly as interested in those scenes as in the droplets clinging to Kleepkaeo’s hairdo and brow. Besides a headstrong nose, she has rather thick lips, but well-shaped and kiss-inviting too.
กางเกงขาสั้นผ้าเนื้อหยาบๆ และเสื้อแบบเชิ้ตแต่ปิดคอ-รัดทรวง ตัดด้วยผ้าไหมสันกำแพงรับกับผิวเกลี้ยงเกลา ก็เป็นอีกอย่างที่ชวนให้หลงใหล ผมเป็นอย่างนี้เอง ความรู้สึกฉับไวและขี้มักจะอดไม่ได้กับผู้หญิงทุกคน Her shorts of rough cloth and round-necked chest-hugging shirt cut in silk, a mountain cliff against her neat skin, are another invitation to insanity. That’s how I am. Swift of feeling and unable to resist women.
“ขอวิสกี้ให้ดิฉันสักแก้ว ได้ไหมคะ” ‘May I have a glass of whisky?’
หล่อนเริ่มต้นก่อน She is the first to begin.
“ทุกอย่างที่กลีบแก้วต้องการ…ต้องได้เสมอในเรือลำนี้” นี่เป็นเสียงของพรเลิศ ‘Everything you want, Kleepkaeo, is yours on this boat.’ This is Phornleut’s voice.
ผมเดือดดาลตัวเองที่กลายเป็นคนเชื่องช้าไปเสียแล้ว I’m furious at myself for being slow- witted.
“ฝนตกน่ารำคาญ แต่วิสกี้คงจะช่วยให้อารมณ์ดี” ผมเริ่มขึ้นบ้างเมื่อพรเลิศหายไปในเคบินขนาดย่อม “คุณคงดื่มเสมอ?” ‘This rain is annoying but whisky will improve our mood,’ I begin when Phornleut has gone down to the smallish cabin. ‘Do you drink much?’
“ไม่หรอกค่ะ” หล่อนเอียงคอ “สำหรับวันอย่างนี้เท่านั้น ดิฉันพอจะรู้ความหมายของปาร์ตี้แบบนี้อยู่บ้าง” ‘Not at all.’ She tilts her neck. ‘Only on days like these, to get into the mood of a party like this one.’
กลีบแก้วหัวเราะ ช้อนตามองลึกเข้ามาในตาของผม She laughs, raising her eyes deep into my eyes.
ผมชักรู้สึกกระด้างกระเดื่องยังไงพิกล I feel suddenly oddly abashed.
“ผมจะไปเอาวิสกี้ให้คุณดีกว่า” ผมพูดขึ้นทำไมก็ไม่รู้ “เฮเลนคงไม่ยอมปล่อยพรเลิศขึ้นมาบนนี้อีกก็ได้” ‘Let me get you that whisky,’ I say I don’t know why. ‘Helen might not let Phornleut come back up here.’
“ทำไมหรือคะ” ‘Why not?’
ผมชะโงกหน้าเข้าไปจนชิดแก้มหล่อน “คุณสวยน่ะซี ได้ยินไหม คุณสวยกว่าเฮเลนและระชวย” I bend over to within touch of her cheek. ‘Because you’re beautiful. Do you hear? More beautiful than Helen and Rachuay.’
กลีบแก้วไม่ตอบและผมคิดว่าหน้าหล่อนก็คงไม่แดงเรื่อขึ้นมาสักนิด ผมจึงผละจากหล่อนลงไปในเคบิน เกือบจะสะดุดกองเชือกหัวคะมำ Kleepkaeo doesn’t answer and I think she doesn’t blush either, so I part from her and go down to the cabin, tripping on a coil of ropes and almost falling flat on my face.
ผู้หญิงคนนี้อวดดียังไงนะ หล่อนทำให้ผมขวยเขินและประหม่าอย่างบอกไม่ถูก What’s with this cocky woman that makes me feel so shy and nervous? อย่างบอกไม่ถูก: don’t know, hard to say – catch-all phrase that doesn’t say much.
3 3
ระชวยและเฮเลนนั่งเล่นถอดไพ่กันอยู่ แวนเปิดแผ่นเสียงเพลงร็อกแล้วลุกขึ้นเต้นรำท่าแปลกๆ ผู้หญิงสองคนหัวเราะชอบใจ ระชวยตบมือให้จังหวะก่อน แล้วหล่อนก็ทนนั่งอยู่เฉยไม่ได้ลุกขึ้นหมุนตัว กระโปรงผ้าดอกบานเป็นวงกลมได้ฉากกับสะเอวคอดและช่วงขาอวบของหล่อน Rachuay and Helen sit playing cards. Waen puts on some rock music and then gets up and dances peculiar. Amused, the two women laugh. Rachuay claps her hands to the beat first and then can’t keep still, springs up and spins, her flowery skirt a wheel between her narrow waist and chubby thighs. Note here the avoidance of adverbs to make the sentences swing: ‘peculiar’ rather than ‘oddly’ or ‘in a peculiar way’ and ‘amused’ rather than ‘laugh delightfully’ or some such.
พรเลิศหยีตาข้างหนึ่งตามเคยเมื่อเห็นผม เขาส่งแก้ววิสกี้สำหรับกลีบแก้วให้ ผมรับมาถือไว้แล้วหนีบติดมือขึ้นไปข้างบนอีกขวดหนึ่ง Phornleut crinkles one eye as usual when he sees me. He passes me the glass of whisky for Kleepkaeo. I take it and then palm a bottle as well and go back up.
กลีบแก้วนั่งครึ่งนอน ชันขาข้างหนึ่งอยู่บนเตียงหวายแบบหรูหรา ดีไซน์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับดาดฟ้าเรือ ผมลากเก้าอี้นั่งเตี้ยๆ เข้าไปจนชิดหล่อนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ Kleepkaeo is reclining with one leg up on a fancy wicker deckchair. I drag a small chair as close to her as I can. Gained in translation: ‘deckchair’ as qualifier rather than the heavy ดีไซน์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับดาดฟ้าเรือ (designed especially for a boat deck).
ผู้หญิงอายุสิบเก้าคนนี้คอแข็งพอใช้ หล่อนจิบวิสกี้กับน้ำแข็งได้มากเท่าๆ กับผมทีเดียว This nineteen-year-old woman can hold her liquor. She matches me downing whisky on the rocks.
หน้าแดงขึ้นเพียงเล็กน้อย เสียงปร่าไปบ้างแต่หัวเราะเสียงใสตามเคย Her face a little red, her voice a little slurred, but her laughter as clear as before.
“คุณเป็นนักเขียนอาชีพหรือคะ” หล่อนถาม ‘Are you a professional writer, sir?’ she asks.
ผมตอบว่า “เรียกผมว่านราดีกว่า ค่อยฟังดูเป็นกันเอง” I answer, ‘You can call me Nara; it’s more congenial.’
“งั้นดิฉันจะถามใหม่ นราคะ คุณเขียนหนังสือเป็นอาชีพ ใช่ไหมคะ” ‘Then I’ll ask you, Nara, writing is your profession, isn’t it?’
“จะว่างั้นก็ได้กระมัง เพราะนอกจากเขียนหนังสือกับมีเมียเศรษฐีแล้วผมก็ไม่ได้ทำอะไรอีกนี่…” ‘You can put it like that, I suppose, because besides writing and having a rich wife I do nothing else…’
“ดีนะคะ” ‘That’s good.’
“อย่างแรกหรืออย่างหลัง?” ‘What is? The former or the latter?’
ผมกุมมือข้างหนึ่งของหล่อน I cover one of her hands with mine.
กลีบแก้วไม่ขัด เบือนสายตาไปในแม่น้ำ She doesn’t demur, looks away at the river.
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” ‘Why don’t you answer?’
“ไม่รู้จะพูดว่ายังไงนี่คะ” ‘I don’t know what to say.’
“กลีบแก้ว อยากฟังเรื่องการมีเมียเศรษฐีของผมบ้างไหมล่ะ” ‘Kleepkaeo, do you want to hear about my having a rich wife?’
“ไม่หละค่ะ นรา” ‘No, Nara.’
หล่อนเรียกชื่อผมสนิทสนม She pronounces my name just so. สนิทสนม: close, very friendly.
“งั้นก็เล่าเรื่องของคุณเองให้ผมฟังบ้าง” ‘Then tell me about you.’
“อย่าดีกว่าค่ะ” กลีบแก้วดึงมือกลับไปและยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ “คุณไม่ต้องเล่าให้ดิฉันฟัง และดิฉันก็ไม่เล่าให้คุณฟังดีกว่าไหมคะ รู้จักกันเพียงแค่นี้ พรุ่งนี้เราอาจะไม่รู้จักกัน” ‘Better not.’ She withdraws her hand and raises her glass for a sip. ‘You don’t have to tell me and I don’t have to tell you. Isn’t it better that way? Knowing this much of each other, maybe tomorrow we won’t remember each other.’
“ผมจะลืมคุณได้ยังไง กลีบแก้ว” ‘How could I forget you, Kleepkaeo?’
คราวนี้ผมไม่เพียงจับมือ แต่ยื่นหน้าเข้าไปจูบหล่อนทีเดียว ที่ริมหูก่อนแล้วจึงที่แก้ม แล้วไล่ดะไปถึงปลายคาง “ใครจะลืมได้ แม้จะรู้จักเพียงนาทีเดียว” This time I just don’t take her hand but move forward and kiss her, the rim of her ear first and then her cheek and then all the way down to her chin. ‘Who could forget you, even meeting you for a minute only?’
กลีบแก้วยันคางผมเบาๆ ไม่เชิงขัดขืนและไม่เชิงเต็มใจ Kleepkaeo pushes against my chin lightly, neither objecting nor consenting.
ผมชักรู้สึกกระดากกระเดื่องอีกแล้ว I’m disconcerted yet again.
อยากจะลงไปจิกหัวถามพรเลิศเดี๋ยวนี้ กลีบแก้วเป็นผู้หญิงอย่างไร แต่คิดไปอีกที นี่เป็นเพียงชั่วโมงแรกที่เราพบกัน ยังมีเวลาอีกนาน Feel like going down to knock Phorn- leut on the head and ask him right now what kind of woman Kleepkaeo is, but on second thoughts, this is only our first hour with each other. There’s still plenty of time.
เรือลำนี้จะต้องแล่นต่อไปอีกจนค่ำ จนถึงดึก แล้วก็ลงได้เริ่มต้นกินเหล้ากันแต่เช้าอย่างนี้ ถ้าผมไม่รู้จักกลีบแก้ว ก็โง่เต็มทน This boat will sail until dusk, and given that we’ve begun to drink since morning like this, if I don’t get to know Kleepkaeo then I’m a fool.
ฝนขาดเม็ดเมื่อเลยเมืองนนท์ เลี้ยวคุ้งวัดเฉลิมพระเกียรติ กลีบแก้วลุกขึ้นเดินไปตามลูกกรงเรือ ผมชมร่างได้สัดส่วนของหล่อนจนอิ่มใจ แล้วก็ทนนั่งดูต่อไปไม่ได้ ลุกขึ้นเดินตามไปช้าๆ It stops raining when we are past Nonthaburi round the bend of the Chalermphrakiat temple. Kleepkaeo gets up and walks along the ship’s rail. When I have my fill of ogling her well-proportioned body I can’t stand remaining seated, get up and follow her slowly. .
Chalermprakiat temple
กลีบแก้วหันมาดู She turns and looks at me.
ผมทำเป็นก้มหน้ามองดูระลอกน้ำข้างล่าง I pretend to peer at the ripples down there.
“ไม่ลงไปข้างล่างกันบ้างหรือคะ-นรา ป่านนี้คงสนุกกันใหญ่แล้ว” ‘Shouldn’t we be going down, Nara? By now they must be having fun.’
ผมพยักหน้า I nod in agreement.
กลีบแก้วสอดแขนกับแขนผม เราเดินกอดเกี่ยวกันลงไป Kleepkaeo hooks her arm to mine. We walk down clutching each other.
4 4
กว่าจะถึงเวลาอาหารกลางวัน ผมเต้นรำจังหวะร้อนๆ จุดไฟแทบติดเสียจนหอบ จะหยุดพักมั่งก็ไม่ได้ เพราะกลีบแก้วชอบเหลือทน Before it’s time for lunch, I dance frantically, almost lighting a fire till I gasp. Can’t stop to rest because Kleepkaeo loves it.
และหล่อนกระซิบกับผม “รู้ไหมนรา คุณเป็นพาร์ทเนอร์ที่วิเศษที่สุด” And she whispers to me, ‘You know, Nara? You’re a most wonderful partner.’
แล้วก็ยังพรเลิศอีกคน “ไม่น่าเชื่อเลย อายุสี่สิบยังเต้นรำได้คล่องแคล่วยังงี้ ผมเองยังยอมแขวนรองเท้าไปหลายปีแล้ว ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ” And Phornleut strikes his oar in: ‘Incredible! Forty years old and dancing so nimbly. Myself I put my court shoes away years ago, and only get them out when it’s really necessary.’
(ก็เพราะมันจำเป็นน่ะซีโว้ย ผมตะโกนในใจ อยากจะตะบันหน้าให้สักที) (It’s because it’s really necessary, you fool! I shout in my head. I’d like to give him a punch on the nose.)
ส่วนแวนนั้นไม่มีปัญหา เขาเพิ่งสามสิบห้ายังไม่เต็ม จึงรู้สึกสนุกเต็มที่และพยายามจะเปลี่ยนคู่ให้ได้ แต่ผมไม่ยอม เพราะผมรู้มาตั้งนานแล้วว่าระชวยช่ำชองมาอย่างไร As for Waen, no problem: he isn’t quite thirty-five, so he enjoys himself fully and tries to swap partners, but I’m not having any, because I’m familiar with Rachuay’s skills.
เราไปหยุดกินกลางวันกันที่บางปะอิน พักผ่อนพอข้าวไม่ทันเรียงเม็ดดี กลีบแก้วจะชวนผมว่ายน้ำเล่นอีก ดีที่ผมหลีกเลี่ยงเสียทันโดยอ้างว่าไม่ได้เอากางเกงอาบน้ำมา We stop for lunch at Bang Pa-in, rest until rice hasn’t quite settled. Kleepkaeo invites me to go for a swim, an offer I turn down promptly by claiming I didn’t bring my swimsuit. .

Bang Pa-in palace

หล่อนจึงโดดลงไปดำผุดดำว่ายอยู่คนเดียว So she jumps and romps about in the water on her own.
“ผมชักอยากเล่นน้ำมั่งแล้วซีแฮะ” แวนพูดเปรยๆ ‘I feel like going for a swim as well,’ Waen says out of the blue.
ผมชูกำปั้นขึ้นและถลึงตา เขาจึงทำท่าเจื่อนๆ แต่ไม่วายยักคิ้วและยิ้มหน้าทะเล้น I shake my fist and glare at him, so he pretends to look sheepish but can’t help raising an eyebrow and making an impish face.
“เด็กคนนี้เป็นไง?” พรเลิศเลี่ยงมาถาม ‘So how is she?’ Phornleut turns to ask me.
“กำลังศึกษาอย่างใกล้ชิดทีเดียว” ผมตอบ “นี่เราจะกลับกันเมื่อไหร่” ‘I’m working on it,’ I answer. ‘When are we going back?’
“แล้วแต่จะสะดวก เอางี้ดีไหม” เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “นอนเอาแรงกันสักตื่นเย็นๆ ค่อยล่องกลับมันเอื่อยๆ ขึ้นไปฉลองที่บาร์ผมอีกสักมื้อ แล้วก็ต่างคนต่างไป ‘Whenever it’s convenient. How about…’ Flicks his wrist to look at his watch. ‘…taking a nap and when we’re up by early evening sail back and celebrate with another meal at my place and then we’ll call it a day.’ ต่างคนต่างไป: each [of us] will leave.
ผมตอบตกลง I answer fine.
พรเลิศยิ้ม ชี้ให้ดูกลีบแก้วในน้ำ แล้วยกนิ้วหัวแม่มือ Phornleut smiles, points at Kleepkaeo in the water and then raises his thumb.
“เฮเลนก็นั่นเสียเมื่อไหร่ แลกกันไหมล่ะ?” ผมแกล้งถามไปยังงั้นเอง ‘Helen isn’t bad either. Shall we swap?’ I ask just to tease him.
พรเลิศยักไหล่ Phornleut shrugs his shoulders.
“เย็นใจเถอะ-นรา คุณยังไม่แก่สักนิด เฮเลนมีสัญญาจะต้องร้องเพลงให้ผมอีกตั้งสองเดือนกว่า คุณยังมีเวลา” ‘Be patient, Nara. You’re not old. Helen’s still under contract with me for another two months plus. You still have time.’
หนุ่มเจ้าสำราญนัมเบอร์วันของกรุงเทพฯ ยกมือขึ้นตบไหล่เบาๆ ผมยักคิ้วให้กลีบแก้วในน้ำนิดหนึ่ง และอยากหมุนเข็มนาฬิกาให้เย็นย่ำเร็วๆ Bangkok’s number-one playboy pats me on the shoulder. I glance at Kleepkaeo in the water and feel like moving the clock hands to reach early evening fast.
5 5
ผมต้องฆ่าเวลาด้วยการกินเหล้าถี่ๆ และเล่นไพ่อย่างดุเดือด ความรู้สึกในใจกับกลีบแก้วจึงค่อยบรรเทาลง I must kill time tippling and playing cards fiercely to have my feelings for Kleepkaeo simmer down.
หล่อนสนิทสนมขึ้นมากทุกนาทีที่ผ่านมา จนเมื่อเรือเทียบท่าบ้านริมน้ำของพรเลิศ หล่อนเต็มใจให้ผมสวมรองเท้าให้แก่หล่อน และกลีบแก้วเองก็มิได้ขวยเขินที่จะกลัดกระดุมคอเสื้อเม็ดล่างให้แก่ผม เขย่งขึ้นจูบคางผมและลูบผมสีเทาของผมเล่นอย่างเอ็นดู She’s been growing more congenial with every passing minute so that when the boat reaches Phornleut’s riverside house, she’s most willing to let me put her shoes on and isn’t averse herself to buttoning the collar of my shirt for me and tiptoeing to kiss me on the chin and stroke my silvery hair fondly.
เราไปฉลองกันที่บาร์ของพรเลิศอีกหลายเมา เมื่อใกล้จะสองนาฬิกาของวันใหม่ผมจึงมีโอกาสได้ขับรถไปส่งแวนกับระชวยที่บ้านชายโสดของแวน และไปส่งกลีบแก้วที่บ้านราชวิถี We go and celebrate at Phornleut’s bar with many a tipple. Nearly two hours into a new day I have the opportunity to drive Waen and Rachuay to Waen’s bachelor digs and Kleepkaeo to her house on Ratchawithi.
“บ้านเช่าส่วนตัวของดิฉันเอง” หล่อนบอกเมื่อถึงประตูบ้าน ‘My very own rented house,’ she tells me when we reach her door.
ผมจัดแจงเดินอ้อมมาเปิดประตูให้ กลีบแก้วหากุญแจในกระเป๋าถือของหล่อน แล้วสอดเข้าไปในช่องของมัน I rush round to open the car door for her. She fumbles in her handbag for the key and then slips it in its slot.
ประตูบานใหญ่เปิดช้าๆ The large door slowly opens.
“ขอบคุณมากที่อุตส่าห์มาส่ง … สวัสดีนะคะ” ‘Thank you very much for the lift. Good- night.’
“อ้าว” ผมร้องออกมาอย่างไม่คาดฝัน “ทำไมงั้นล่ะ” ‘What!’ I cry out, incredulous. ‘How can that be?’
“ดึกมากแล้ว-นรา ควรจะกลับบ้านเสีย ป่านนี้ภรรยาเศรษฐีของคุณคงจะคอยจนหายห่วง…” ‘It’s very late, Nara. You should go back home. By now, your rich wife must be waiting until she’s past caring.’
“เขาไม่อยู่หรอก” ผมร้องเสียงสั่น “เขาไปบ้านนอกอีกตั้งหลายวันจะกลับ” ‘She isn’t there!’ I shout tremulously. ‘She’s gone upcountry, won’t be back for days.’
“งั้นก็ยิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องกลับไปเฝ้าบ้าน ดูแลขโมยให้ดี ขอบคุณนะคะ” ‘All the more reason for you to go back lest the house is burglarised. Thank you so much.’
กลีบแก้วพยายามเบี่ยงตัวหลบเข้าประตู Kleepkaeo tries to squeeze past to the door.
ผมรีบแทรกเข้าไปติดๆ หับประตูไว้อย่างเก่า แล้วสวมกอดหล่อนทันทีทันควัน I match her moves. Shut the door like before and then take her in my arms.
“คุณยังไม่ได้ปิดไฟรถ” กลีบแก้วละล่ำละลักออกมาจากอ้อมแขนผม ‘Your car lights are still on,’ she sputters and pulls out of my embrace.
ผมกอดหล่อนแน่นเข้า พูดแทบไม่เป็นภาษาคน “ให้มันเปิดอยู่อย่างนั้นแหละ” I hug her tight and blubber, ‘Let ’m be.’
“พอเถอะค่ะ-นรา” กลีบแก้วพยายามบ่ายเบี่ยง “แค่นี้คุณก็ไปคุยกับเพื่อนฝูงกับใครๆ ได้แล้วว่าคุณได้ดิฉัน ไม่พอใจรึคะ วันหลังค่อยพบกันใหม่” ‘Enough, please, Nara.’ Kleepkaeo tries to dodge me. ‘Like this you can already claim with your friends you’ve had me. Isn’t that enough? Till we meet again, then.’
ผมส่ายหัวช้าๆ…ไม่มีวันเสียสละ I shake my head slowly. Giving up is out of the question. ไม่มีวันเสียสละ: Variant: No way!
6 6
กลีบแก้วลังเลอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผมกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ Kleepkaeo playing for time perks me up incredibly.
ผมจูบปลอบใจหล่อนที่ริมจมูก I kiss her tender at the brim of her nose. ปลอบใจ: to console, cheer up
“มีอะไรเย็นๆ ดื่มกันบ้างไหม ตัวคุณร้อนผ่าว…” ‘Do you have anything cold to drink? You’re burning hot.’
กลีบแก้วไม่ตอบ Kleepkaeo doesn’t answer.
ผมฉวยจังหวะรุนหลังหล่อนเข้าไปในห้องรับแขก แล้วจัดแจงผสมเหล้าผู้หญิงขึ้นสองแก้วที่บาร์เล็กๆ หน้าห้องกินข้าวของหล่อนนั่นเอง I take the liberty to follow her into the lounge and set about mixing two lady’s-drinks at the little bar in front of her dining room.
“แก้คอแห้งเสียหน่อย” ผมเปรย ‘Just to wet your whistle,’ I remark.
หล่อนรับไปถือไว้ She takes the glass and holds it.
เรานั่งอยู่บนเก้าอี้บุหนังขนาดใหญ่ตัวเดียวกัน ผมตั้งต้นชวนหล่อนคุย ถึงความสนุกเมื่อเช้า เหล้าแก้วแรกของหล่อนในเรือ มื้อกลางวันที่บางปะอิน การเต้นรำและเล่นไพ่อย่างดุเดือด เรื่องตลกเบาสมอง จนกระทั่งการดื่มแชมเปญฉลองกันในบาร์ของพรเลิศ และเรื่องสกปรกที่แวนชอบสาธยายขึ้นมาบ่อยๆ แล้วอ้างว่าเป็นเรื่องจริง We sit down on the same leather couch. To begin with I make her talk, about the fun in the morning, her first glass of whisky on the boat, the lunch in Bang Pa-in, the frantic dancing and card- playing, all sorts of silly things including our cracking open some champagne in Phornleut’s bar and the dirty stories Waen kept coming up and pretending they were true.
ผมพยายามยั่วหัวใจเป็นเวลานานพอสมควร กลีบแก้วเป็นฝ่ายฟังมากกว่าพูด ผมเห็นหล่อนง่วงงุนเต็มที จึงฉวยแก้วเหล้าของหล่อนไปวางเสียบนโต๊ะ I endeavour to arouse her heart for quite a while. She listens more than she speaks. I see she’s very drowsy so I take her glass and put it on the table.
เรื่องมันก็สมคะเนนั่นแหละ แต่มันไม่ทุกอย่างไป กลีบแก้วไม่ขัดขืน ไม่เลยสักนิดเดียว ช่างสงบนิ่งเหมือนน้ำในแก้ว ผมพยายามโยนเหรียญทองลงไปเท่าไหร่ไม่กระเพื่อม ผมพยายามอย่างยิ่งยวด จนโทมนัสหัวใจไปเอง ผมสอดแขนไว้กับแผ่นหลังของหล่อน กระชับร่างไว้แน่น กระซิบคำหวานกับหล่อน อ้อนวอนหล่อน ไม่มีคำตอบเอาเสียเลย มีแต่ความเงียบเชียบและลมหายใจกระหืดกระหอบของผมเท่านั้น ช่างเงียบแสนเงียบ เงียบเหมือนยามหลับทั้งที่หล่อนกำลังตื่น ผมแทบหมดจิตหมดใจ The story goes as expected, but not all of it. Kleepkaeo doesn’t resist, not in the least, as still as water in a glass. No matter how far I try to throw the gold medal, not a ripple. I try my very best. Until the heart grieves by itself. I slip my arm under her back, draw her to me in a tight embrace, whisper blandishments to her, beseech her. There’s absolutely no answer, only silence and the panting of my breath. So darned quiet, quiet as in sleep even though she’s wide awake. I’m almost totally discouraged.
ไม่ว่ากับผู้หญิงคนไหน ผมไม่เคยทุ่มเทเรี่ยวแรงลงไปเหมือนกับให้กลีบแก้วเลย With no other woman have I ever expended as much energy as with Kleepkaeo.
ผมเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัวกับความเมินเฉยของหล่อน ผมพ่ายแพ้ยับเยิน ผมผละจากหล่อนแล้วซบหน้าลงกับท่อนแขนด้วนความปวดร้าว I’m exhausted – and frightened by her passivity. I’m thoroughly defeated. I move away from her and then bury my face in the crook of my arm, deeply hurt.
กลีบแก้วยังนอนอยู่อย่างนั้น เงียบเชียบไม่ไหวติง เมื่อผมชันศอกและลืมตาขึ้น หล่อนจ้องมองผมอยู่แล้ว Kleepkaeo keeps lying like that, perfectly still. When I prop myself on an elbow and open my eyes, I see her staring at me.
“นรา!” หล่อนเรียก “คุณเคยรักภรรยาคุณเหมือนรักดิฉันในคืนนี้หรือเปล่าคะ” ‘Nara,’ she calls out. ‘Have you ever loved your wife as you’ve loved me tonight?’
หล่อนยิ้มให้ผม She smiles at me.
ผมแค่นหัวเราะตอบ I force a laugh for an answer.
ผมมองเห็นแววตาของกลีบแก้วแจ่มชัด นั่นหล่อนกำลังยิ้มเยาะผม และน้ำเสียงของหล่อนอีกเล่า ถ้าไม่ใช่เย้ยหยันจะให้หมายความว่าอย่างไร I see Kleepkaeo’s eyes clearly. Scoffing at me they are. And her tone, then. If it isn’t a sneer, what else can it be?
“คุณเป็นคนน่ารักมาก นรา น่าอิจฉาภรรยาของคุณที่เป็นเจ้าของผู้ชายแข็งแรงอย่างนี้…” ‘You’re a very lovely man, Nara. Your wife is to be envied to own such a strong man.’
ผมคร้านจะตอบโต้ เดินไปล้วงเช็คในกระเป๋าเสื้อวางลงไปข้างๆ ตัวหล่อนด้วยความเคยชิน I can’t be bothered retorting, go over to get the cheque in my shirt pocket, put it down beside her out of habit.
ถูกแล้ว เช็คเงินสดใบนั้นมีลายเซ็นของประคิน That’s right: the cheque bearing Pra- khin’s signature.
กลีบแก้วมองดูมันอย่างเฉยเมย ชันขาขึ้นข้างหนึ่ง และกระถดแผ่นหลังขึ้นทาบท้าวแขนโซฟา แล้วหล่อนก็เอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาฉีก … พลางหัวเราะ Kleepkaeo looks at it indifferently, raises one leg and shifts her back to rest her head on an arm of the sofa, and then she reaches out, takes the cheque and tears it up as she laughs.
ผมกลับหลังหันเดินออกมาจากห้องนั้นทันที จริงอย่างประคินว่า ผมน่าจะเหน็ดเหนื่อยบ้างแล้วกับวัยสี่สิบ I turn my back and walk out of the room at once. Prakhin is right: I should be growing tired in my forties.
7 7
ผมคิดถึงประคินจับใจขึ้นมา ถ้าผมเคยรักหล่อนเหมือนรักผู้หญิงอื่น หรือสักครึ่งที่รักกลีบแก้วเมื่อค่อนชั่วโมงที่แล้ว ประคินจะมีความสุขสักเพียงไหน I suddenly miss Prakhin acutely. If I’d loved her as I loved other women or just half as much as I’ve loved Kleepkaeo in the last hour, how happy she would be!
ประคินให้ผมทุกอย่าง และให้อย่างเต็มใจ ผมช่างสารเลวไม่เคยตอบแทนหล่อนบ้างเลย หรือเคยบ้าง … ก็ไม่เต็มเนื้อเต็มใจ Prakhin gives me everything, and most willingly. I’m a bastard never to have repaid her or when I do, only half- heartedly.
ผมสตาร์ทเครื่องยนต์ ผมจะขับรถไปหาหล่อนที่ศรีราชาเดี๋ยวนี้ I turn on the engine. I’ll drive to Sriracha to see her right now.
ประคินคงมีแววตาเศร้าสร้อยตามเคย และคงถามผมเยือกเย็น นี่นึกอะไรขึ้นมา ไม่มีผู้หญิงคนไหนว่างสำหรับนราบ้างเลย หรือเงินเกิดขาดมือขึ้นมากะทันหันอีกแล้ว Prakhin will probably have the same melancholy eyes and ask me coolly, What’s the idea? Was no woman available or did you suddenly run out of money again?
ผมจะตอบเมียและธนาคารของผมว่าอย่างไรดีหนอ How will I answer my wife-cum-banker?
ถนนราชวิถียามค่อนรุ่งเงียบสงัด ผมสูดลมเย็นเข้าเต็มอก ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังกลับคืนมาเป็นของผม ถนนสายนี้ทั้งสาย กรุงเทพฯ ทั้งหมด และโลกนี้ทั้งโลก Ratchawithi Road before dawn is dead quiet. I take a lungful of cool air. Everything is being returned to me, the whole road, the whole of Bangkok, the whole world.
…มันจะต้องเป็นของประคินด้วย And must be shared with Prakhin.
ผมพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง มันไม่ยอมติด เสียงหัวเราะเย้ยหยันของกลีบแก้วแว่วมาหลอกหลอนอยู่ในรูหู…ทำให้ผมแทบคลั่ง I try to start the engine again. It won’t start. Kleepkaeo’s sneer is in my ear, freaking me out.
ไม่เป็นไรวะ ยังมีเวลา ประคินคอยได้เสมอ…ผมปลอบใจตัวเอง Never mind, there’s still time, Prakhin always obliges, I console myself.
กันยายน 2502

September 1959

พิมพ์ครั้งแรก : หนาวผู้หญิง รวมเรื่องสั้นโดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์ สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา พ.ศ. 2503

‘Kleepkaeo’ in Chor Karrakeit 46,
October–December 2008

’Rong [Narong] Wongsawan (1932-2009) was a versatile and prolific writer famed for his ‘jazzy’ style if not for the coherence of his plots. His best novel is Sanim Soi (sensitive, delicate), 1961, about life in a Bangkok brothel
as told by its resident pimp.
.

Addresses – Sukamol Rungbun

ooo
oo

ที่อยู่

ADDRESSES

สุกมล รุ่งบุญ

Sukamol Rungbun

TRANSLATOR’S KITCHEN
ฉันรู้สึกใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หนาวมือและขนลุกเพราะความเยือกเย็นที่เหมือนจะแทรกขึ้นมาจากผิวเนื้อของฉันได้เอง มันมีวิธีระงับใช่ไหม เช่น การหายใจยาวๆ ลึกๆ หรือจะสวดมนต์ไปเรื่อยๆ หรือจะเดินไปเดินมา เลือกเอาสักอย่างก่อนจะไม่ทันการ I feel my heart skips beats, my hands are cold and my hair stands on end because of the biting cold that seems to exude from my own skin. This can be controlled, right? For instance, by taking long deep breaths or praying continuously or walking back and forth. Choose one before it’s too late.
เขามากันแล้ว เสียงเคาะประตูฟังดูสุภาพ ฉันกำมือแน่นแล้วปล่อยออกพลางสาวเท้าไปที่ประตู เชิญค่ะ ฉันเอ่ยปากและยิ้ม อาจเป็นยิ้มที่เฝื่อนๆ และไม่น่าประทับใจเอาเลย ฉันผายมือเชื้อชวนให้ทุกคนเข้ามา และค้นหาทุกสรรพสิ่งในที่นี้ตามสบาย รวมทั้งให้ใช้เวลาได้ตามสะดวก แต่ละคนดูมีไมตรีจิตและพร้อมกันนั้นก็ดูกระตือรือร้นที่จะหาสิ่งที่ต่างคนต่างต้องการ ความตึงเครียดของฉันค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้างแล้ว จงเป็นตัวของตัวเอง ฉันกำหนดไว้ในใจ Here they are. The knocking on the door sounds polite. I clench and unclench my fists as I walk briskly to the door. Do come in, I utter and smile, a smile somewhat forced and not at all impressive. My open hands invite them all to enter and search all things in here as they please, and to take their time about it. They each seem to have a friendly disposition and at the same time be eager to find what they want. My tension has abated slightly, so I must be myself, I tell myself.
ฉันอยู่ที่นี่ค่ะ ขนาดห้องหกคูณห้าเมตรเท่ากับสามสิบตารางเมตร ออกจะเล็กทีเดียว ดังนั้นห้องนี้จึงมีหนึ่งโต๊ะทานข้าว หนึ่งโซฟา หนึ่งเตียง หนึ่งห้องน้ำ ฉันมีไฟเพดานสามดวงที่ฉันทำสวิตช์เปิดปิดไว้แค่จุดเดียว ตัดความสับสนในการเปิดปิดไฟ ฉันเห็นทุกคนแหงนมองหลอดไฟที่เพดานห้อง แต่ไม่มีใครยิ้มกับข้อดีของการมีสวิตช์ปิดเปิดไฟเพียงจุดเดียวตามที่ฉันเสนอ ใจฉันกระตุกนิดหนึ่ง ฉันเฉไฉไปหยิบกรอบรูปขึ้นมา นี่เป็นรูปถ่ายฉันตอนยังเล็กค่ะ คนที่อุ้มฉันคือคุณยาย I live here, I tell them, in a six-by-five-metre room, that’s thirty square metres, which is rather small. Therefore this room has one dinner table, one sofa, one bed, one bathroom enclosure. I have three ceiling lights for which I made only one switch, to turn the light on and off without fuss. I see all of them look up at the ceiling neon tubes, but no one smiles at the advantage of having only one switch as I’ve mentioned. My heart twitches a little. I take my time going over to a framed photograph I hold out. This was taken when I was little; the one holding me in her arms was my grandmother. A bathroom being a room per se and there being only one room, the word ‘enclosure’ had to be added.
คุณยายเลี้ยงคุณมาหรือ คนที่ดูเงียบๆ ถามขึ้น เขามีท่าทางสุภาพเรียบร้อยและมีมารยาท Your grandmother brought you up, did she, the quiet-looking man asks. He behaves properly and has good manners.
ค่ะ พ่อแม่ฉันไม่ได้แยกทางกัน แต่ท่านต้องช่วยกันทำงานเพื่อหาเงินมาส่งลูกเรียนหนังสือ คุณยายอยู่บ้าน ทำงานบ้าน เลี้ยงหลานและทำกับข้าวไว้ให้ทุกคน คุณยายทำอย่างนี้มาจนกระทั่งอายุแปดสิบปี เมื่อฉันได้เงินเดือนเดือนแรก ฉันซื้อกระโปรงผ้าไหมแท้ให้ท่าน ฉันเลือกผ้าสีกลีบบัวเป็นสิ่งที่คุณยายไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต Yes. My parents didn’t separate but they both had to work to send money so we children could study. Grandmother stayed at home, did the housework, raised her grandchildren and cooked for everybody. She did so until she was eighty years old. When I got my first monthly pay check, I bought her a silk skirt, real silk. I chose light pink material. It was something she’d never had in her life.
คุณยายคงใส่บ่อย คนเดิมคาดคะเน She must have worn it often, the same person guesses.
คุณยายใส่เพียงครั้งเดียวในชีวิต เมื่อคุณยายเสียและเราแต่งตัวให้คุณยายสวยๆ เพื่อรอรดน้ำศพ คุณยายเก็บกระโปรงนี้ไว้อย่างดีในลังไม้สำหรับเก็บสมบัติสำคัญของท่าน ฉันไม่ต้องการที่จะร้องไห้หรือแสดงความรู้สึกใดให้คนเหล่านี้รับรู้ แต่การนึกถึงกระโปรงสีกลีบบัวนี้ทำให้ฉันรู้สึกอัดแน่นในอก นัยน์ตาร้อนผ่าวและเริ่มมีน้ำตา ฉันสะกดใจจนสุดกำลัง Grandmother wore it only once, when she died and we prettified her for the water-pouring rite. She had put away that skirt in the wooden box where she kept her precious possessions. I don’t want to cry or show any emotion in front of them, but thinking of that light pink skirt I feel constriction in my chest, my eyes are burning and filling with tears. I suppress my emotions with all my might. ในชีวิต is a bit unfortunate and is better left untranslated.
คนที่ดูร่าเริงช่วยฉัน เขาหยิบแร็กเกตเทนนิสที่ฉันวางพิงผนังไว้ที่มุมห้องด้านหนึ่งขึ้นมา ทำท่าหวดลมอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะหันมาส่งสายตาถาม The cheerful-looking one helps me. He picks up the tennis racket I’ve leaned against the wall in one corner, swings it a few times before turning to cast an inquisitive glance at me.
ฉันเคยเรียนเทนนิสตอนเป็นเด็กค่ะ ไปเรียนที่สนามกีฬาแห่งชาติ ฉันรู้ท่าที่ถูกต้องในการเสิร์ฟลูก การตีโฟร์แฮนด์และแบ็คแฮนด์ แต่น่าเสียดายที่ฉันเล่นเทนนิสไม่เก่ง สายตาฉันไม่ค่อยดี ฉันมักตีลูกพลาดทั้งๆ ที่คิดว่าตีโดนเต็มหน้าไม้แน่ๆ อ้อ แต่ฉันเสิร์ฟลูกได้ดีนะคะ I used to learn tennis when I was a girl. I went to practise at the National Stadium. I learned how to serve, do forehand and backhand, but unfor- tunately I was no good. My eyesight isn’t good. I kept missing the ball even though I thought it came straight to my racket. Oh, but I was good at the serve, you know.
คุณเริ่มต้นได้สวยเท่านั้นใช่ไหม You’re only good at starting, you mean?
ไม่ใช่เลย ฉันนึกในใจ ฉันเพียงแต่เล่าเรื่องจริง ไม่ได้คิดตำหนิตัวเองสักนิด ดังนั้นฉันจึงไม่พูดอะไรอีก พลางรู้สึกขึ้นมาว่าคนที่ร่าเริงนี้คงไม่ชอบฉันเท่าไรนัก เขาไม่ควรถามอะไรที่ฟังดูเหมือนการแดกดันฉันเพราะเราเพิ่งจะเจอกันแท้ๆ ฉันเล่าเรื่องลูกเสิร์ฟก็เพียงเพราะต้องการจะบอกว่าแม้ฉันจะด้อยฝีมือเมื่อตีลูกโต้ตอบกันในสนามเทนนิส แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ฉันทำได้ดี เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดขึ้นตามไรผม ฉันเผลอบีบมือตัวเองอยู่ไปมา อีกนานเพียงไหนกันนะกว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบสิ้น ฉันไม่ควรปล่อยให้ใครๆ เข้ามาสำรวจที่อยู่ของฉันอย่างนี้เลย Not at all, I think. I’m just telling the truth, I’m not thinking of blaming myself in the least. Thus I don’t say anything else, while feeling that this cheerful man probably doesn’t like me very much. He shouldn’t ask me anything that sounds sarcastic, since we’ve just met. If I’ve told about my serve it’s because I wanted to let them know that, even though I performed poorly when returning a shot on the court, there was still something I did well. Droplets of sweat are beginning to form in my hair. I keep squeezing my hands unwittingly. How long before everything’s over? I shouldn’t have let anyone come in and survey the room where I live like this.
ถ้าไม่ใช่เพราะมันถึงเวลาอันควร… If it wasn’t because it was high time to…
ที่จริงฉันตระเตรียมห้องหับไว้อย่างเรียบร้อยผิดธรรมชาติของมันอยู่มาก ปกติข้าวของจะวางระเกะระกะและมีฝุ่นละอองเกาะอยู่ถ้วนทั่ว ฉันชอบความสะอาด แต่ฉันไม่ชอบลงมือทำความสะอาด ฉันถวิลหาคนทำงานบ้านมาโดยตลอด แต่คนทำงานบ้านจะเหมาะกับห้องขนาดสามสิบตารางเมตรนี้หรือ เมื่อเขาเห็นห้องเขาจะไม่งงงวยหรือหัวเราะออกมาหรือ ก่อนวันนี้จะมาถึง ฉันจึงต้องใช้เวลาหลายวันทีเดียวในการสังคายนาสภาพความเป็นอยู่ตามปกติของฉันภายในห้องนี้ Actually, I’ve tidied up the room to a most unusual state. Usually, things are strewn all over the place and dust is everywhere. I like cleanliness but I don’t like having to work for it. I always hanker after a housecleaner, but would a housecleaner do for a thirty-square- metre room? When she saw the room, wouldn’t she be bewildered or laugh aloud? Before today came about, I had to spend days overhauling the usual state of the room.
แต่เมื่อคิดดูให้ดี ต้องนับว่าฉันใช้เวลาน้อยจนน่าอัศจรรย์ But, come to think of it, I must admit it’s amazing how little time I spent on it.
พวกเขาไม่ได้เกาะกลุ่มกัน แต่ดูก็เหมือนเกาะกลุ่มเนื่องด้วยขนาดห้องบังคับ ระหว่างที่แต่ละคนค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ฉันเฝ้าสังเกตดูบ้าง คนหนึ่งใส่เสื้อและกางเกงมียี่ห้อราคาแพง สอดคล้องกับราคาของนาฬิกาที่ข้อมือ บางทีสำหรับคนผู้นี้ ห้องขนาดสามสิบตารางเมตรที่เขาเคยเห็นมาก่อนหน้าอาจเป็นห้องแม่บ้านที่บ้านของเขาเอง These people are not bunched together but it seems the size of the room compels them to be. While each is searching for something, I keep an eye on them. One is wearing a shirt and trousers of expensive brand names that match the price of the watch on his wrist. For a man like that, maybe the only thirty-square-metre room he must have seen before was that of his housemaid.
สองคนที่ยืนอยู่คู่กันนั้น คนหนึ่งถามฉันเรื่องคุณยาย เขาดูเงียบงัน หน้าตาไม่แสดงความรู้สึกใดเช่นเดียวกับน้ำเสียง บุคลิกลักษณะรวมทั้งการแต่งกายชวนให้เห็นเป็น “คนธรรมดา” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าฉันรู้สึกพึงใจคำถามถึงยายที่เขาถามขึ้นมาเท่ากับที่พึงใจตัวเขา เราอาจเป็นพวกเดียวกันได้ ทั้งคู่กำลังยืนมองชั้นหนังสือของฉัน สายตาของเขาไล่เรียงไปตามสันปกอย่างช้าๆ ราวจะพิจารณาให้ถ้วนถี่ อีกคนหนึ่งซึ่งยังไม่ได้เอ่ยปากถามใดๆ เอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น และค่อยๆ เปิดออกอ่าน Of the two standing close to each other, one is the man who asked me about Grandmother. He looks quiet. His face doesn’t show any emotion and neither does his voice. The way he behaves and dresses would pass him off as average, but I can’t deny I’m pleased with his question on Grand- mother as much as I’m pleased with him. Maybe we’re of the same kind. They both stand looking at my book- shelves. His eyes go through the bindings slowly as if to make a thorough assessment. The other, who hasn’t said a word yet, reaches out to take a book from the shelf, slowly opens it and starts reading.
ฉันซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังก็ได้มีโอกาสพิจารณาชั้นหนังสือนี้อย่างถ้วนถี่เช่นกัน ฉันผู้จำได้ขึ้นใจว่าเคยซื้อหาหนังสือเล่มใดเข้ามาไว้ในห้องนี้บ้าง แต่ขณะนี้กลับจ้องมองหนังสือของตนเองคล้ายไม่เคยเห็นมาก่อน กองนั้นเป็นชีวประวัติบุคคลสำคัญในวงการต่างๆ กองถัดมาเป็นวรรณกรรม โน่นเป็นเรื่องแปล ชั้นบนเป็นอาชญ นิยาย และตั้งข้างล่างเป็นกวีนิพนธ์ ที่วางกองอยู่บนพื้นอีกเหลือคณานับมีทั้งหนังสือวิชาการ ปรัชญา ศาสนาและจิปาถะสุดแต่ใจจะต้องการอ่าน I, standing behind, have the opportu- nity to consider the bookshelves in their entirety as well. I distinctly remember buying each book and bringing it into this room, but now I stare at my books as if I’d never seen them before. That row is of biographies of important people in various circles. The next one is literature. Over there are transla- tions. The top shelf is for detective stories and the bottom shelf for poetry. The innumerable piles on the floor are technical manuals, books of philosophy and religion and whatever else one feels one has to read.
ใครหนอที่เอ่ยไว้ว่า เรารู้จักคนได้จากหนังสือที่อ่าน Who was it said, we know people by the books they read?
เขาจะอ่านฉันได้จากหนังสือที่ฉันอ่านใช่ไหม They’ll read me out of the books I read, will they?
ถ้าเช่นนั้น ฉันเป็นคนชนิดใดกัน If so, what sort of a person am I?
คุณมีหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เยอะ คนที่รูปร่างผอมสูงและผมยาวเอ่ยขึ้น You’ve got lots of books on compu- ters, the tall, lean one with long hair says.
ฉันนึกไม่ออกว่าเขามายืนดูชั้นหนังสือตั้งแต่เมื่อไร เขายืนพิงหน้าต่างหันหน้ามาทางฉัน ดูเป็นเพียงรูปเค้าโครงเมื่อยืนในตำแหน่งที่ย้อนแสง ฉันอ่านเพราะฉันไม่ค่อยมีความรู้ในด้านนี้ค่ะ มีโปรแกรมหลายอย่างที่ฉันอยากใช้ให้คุ้นเคย I’ve no idea since when he’s been standing looking at the shelves. He stands leaning by the window, his head turned towards me, looking like a mere cutout in a frame as he stands against the light. I read them because I don’t know anything much in that line. There are several programs I’d like to be proficient in. NB: In British English, ‘programme’ is the usual spelling, except in computer language, where the US spelling of ‘program’ is prevalent.
เช่น…โฟโตช็อป For instance … Photoshop?
ฉันชอบถ่ายรูป เมื่อจำเป็นต้องใช้กล้องดิจิตอล ฉันก็จำเป็นต้องใช้โปรแกรม อันที่จริงฉันชอบกล้องฟิล์มมากกว่า มันทำให้ฉันรู้สึกละเมียดละไมกับการถ่ายรูป ตั้งแต่แกะฟิล์มออกจากกล่อง ดึงมันออกมาจากกลักนิดหน่อยเพื่อบรรจุในช่องฟิล์ม เสียงขณะหมุนเลื่อนฟิล์ม และเสียงกดชัดเตอร์ที่กล้องดิจิตอลไม่มีวันเลียนเสียงได้ รวมทั้งกระบวนการอันพิถีพิถันในห้องมืด เมื่อระบบดิจิตอลทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด ฉันจึงรู้สึกว่ามันทำให้ความพยายามหายไป I like to take pictures. When it’s necessary to use a digital camera, I have to use the program. Actually, I prefer a still camera. It makes me feel refined when I take pictures, from taking the reel out of its casing, pulling the film out of the cartridge a little to fix it into the film slot. The spooling burr and shutter snaps, there’s no way a digital camera can match those, let alone the painstaking work in the darkroom. With the digital system making everything easy, I feel there’s no point in trying.
แต่คุณก็ต้องพยายามใช้โปรแกรม เขาพูดยิ้มๆ But you must try to use the program, he says, smiling.
ฉันก็ยิ้ม I smile too.
คนที่สวมใส่เสื้อผ้าราคาแพงพูดกับฉันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาในห้องนี้ คุณออกไปไหนบ้าง ชอบเที่ยวหรือเปล่า ฉันออกแทบทุกวันค่ะ ตอนเย็นๆ ฉันมักไปเดินเล่นในที่ที่ฉันคุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัย เช่น มหาวิทยาลัยที่ฉันเคยเรียน ฉันอดยิ้มไม่ได้เมื่อหวนนึกภาพไปในอดีต ฉันเดินเล่นอยู่เช่นนี้เป็นเวลานานนับสิบๆ ปี จนพ่อค้าแม่ค้าในละแวกนั้นพากันสงสัย นักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้ามาเพื่อจากไป แล้วฉันเป็นใครจึงเดินอยู่อย่างนี้ไม่มีเบื่อ บ้างก็ถามเอาดื้อๆ ว่าเป็นอาจารย์หรือไร คงมีแต่อาจารย์สินะที่อยู่คู่มหาวิทยาลัยโดยไม่ไปไหนอื่นจนกว่าจะล้มหายตายจาก บางครั้งคำถามก็ทำให้ฉันคิดว่าฉันอยู่ผิดที่ The man in expensive clothes speaks to me for the first time since he stepped into the room. Where do you go? Do you like to go out? I go out almost every day. In late afternoon, I often go for a walk in those places I’m used to and feel secure in, for example the university where I used to study. I can’t help smiling as I think of the past. I’ve strolled that way for decades so that the shopkeepers in the area all wonder. Generation after generation of students have come and gone, and who am I to walk like this tirelessly? Some even ask point-blank if I’m a professor or what. It’s only professors that frequent the university until their very last breath. Sometimes, what they ask me makes me think I’m in the wrong place.
เขาจ้องฉันตรงๆ ระหว่างฟังคำตอบ ฉันพยายามจับความรู้สึกเขาแต่จับอะไรไม่ได้เลย เขาไม่ได้ถามต่อทั้งๆ ที่ฉันอยากเล่าว่าฉันมีที่เที่ยวอื่นๆ อีกด้วย เพียงแต่ฉันจะนึกถึงมันเป็นลำดับถัดๆ ไปไม่ใช่ลำดับแรก หรือฉันควรจะเล่าเอง ฉันชอบไปเที่ยวในที่ที่ยังไม่เคยไปด้วยค่ะ จะเป็นต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็แล้วแต่จังหวะ มันน่าแปลกเมื่อคิดว่าฉันไม่เคยมาสถานที่เหล่านี้ แต่กลับไม่รู้สึกว่ามันมีอันตรายรออยู่ He stares at me as he listens to my answer. I try to catch how he feels but I can’t grasp anything at all. He doesn’t ask anything further, even though I’d like to tell him I have other places where I go, except that I think of them as secondary, not primary, or maybe I should tell him myself. I also like to go where I’ve never been before, be it upcountry or abroad, depending on the occasion. It’s strange when I think I haven’t been in those places before, yet don’t feel that danger awaits there.
ไปกับทัวร์ก็แทบจะไม่มีอันตรายอะไร เขาพูดแทรกขึ้น เขารำคาญความขี้กลัวของฉันหรือ เขาไม่เข้าใจความหมายของฉันกันแน่ ฉันไม่เคยไปกับทัวร์ค่ะ ฉันเตรียมตัวก่อนออกเดินทางอย่างดีในด้านข้อมูลและแผนที่ ฉันไม่ชอบตื่นตามเวลาที่ใครกำหนด ไม่ชอบตารางเวลาที่กระชั้นชิดจนเกินไป จนสุดที่จะชื่นชมอะไรได้ทัน ฉันชอบนอนให้อิ่ม ตื่นแล้วก็ออกไปในสถานที่ที่ฉันกำหนดเอง เดินทางแบบเดียวกันกับคนในท้องถิ่น กินอาหารชนิดเดียวกันกับพวกเขา ฉันชอบซื้อลอตเตอรี่ด้วยนะคะ Going on package tours there’s hardly any danger, he interrupts. Does my timorousness irritate him or doesn’t he understand what I mean? I never go on tours, sir. I prepare myself well before I travel in terms of background information and maps. I don’t like to be woken up at times others decide, I don’t like schedules that are too tight to leave you time to admire what you will. I like to sleep my fill. When I’m ready I go out to those places I choose myself, travelling in the same way as local people do, eating the same kind of food as they do. I also like to buy lottery tickets. Here, ‘sir’ is needed to show that the woman is answering the man, as ค่ะ implies.
คุณไม่ควรเที่ยวคนเดียวอย่างนี้ เขานิ่วหน้านิดหนึ่ง แต่ฉันจับภาพได้พอดี ความรู้สึกรื่นรมย์ที่ได้เล่าเรื่องสนุกของตัวเองจึงสลดลง You shouldn’t travel alone like that. He scowls a little and I catch him at it. The cheerful feeling of telling something funny about myself thus turns sad.
ไม่มีใครสนทนาอะไรกับฉันอีก ฉันยืนเก้กัง ห้องเล็กๆ ดูแน่นจนน่าอึดอัด ใครจะอึดอัดมากกว่ากันนะ ระหว่างฉันกับพวกเขา ทุกคนพยายามมองหาอะไรสักสิ่งอะไรสักอย่างที่จะถูกใจได้แม้ไม่มากก็สักน้อยนิด ฉันรู้ดีว่ามันคือเป้าหมายในการมาวันนี้ อะไรสักสิ่งที่จะถูกใจ หากไม่มีใครหาเจอก็เท่ากับว่าพวกเขาเสียเวลาเปล่า คงไม่มีใครอยากเสียเวลาเปล่า No one converses with me any longer. I stand ill at ease. The small room looks so crowded it’s stifling. Who feels the more stifled, of them or me? Each of them is trying to find something or other they fancy more or less. I know perfectly well that it’s the purpose of their coming over today. Something to take their fancy: if they don’t find it, it’ll be as if they’ve wasted their time. Nobody likes to waste time. ‘of them or me’: normal British usage, unlike in Thai, is to politely put ‘me’ or ‘I’ after the other person(s) mentioned, but this is increasingly disregarded by the younger generation – and of course is not followed when the other person(s) must be further qualified.
เสียงเพลงดังขึ้นมาในความเงียบ คนที่ยังไม่พูดกับฉันเลยสักคำนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาชูกล่องซีดีให้ฉันดูแล้วยิ้ม ไม่คิดว่าคุณจะฟังเพลงแบบนี้ ฉันไม่ตอบ เขาฮัมจังหวะตามเพลงไปเรื่อยๆ จนฉันค่อยๆ ยิ้มออกมาโดยไม่ตั้งใจและความรู้สึกขุ่นมัวก็ค่อยจางลง นี่เอง คุณสมบัติของดนตรี A song resounds in the silence. The one who hasn’t said a word to me since he came raises the CD sleeve for me to see and then smiles. I didn’t think you’d listen to this kind of songs. I don’t answer. He hums along with the song so that I slowly smile without meaning to and the dark mood evaporates. Such is the power of music.
ฉันคิดเพลินไปว่าหากฉันตายลงในวันพรุ่งนี้ ฉันอยากยกเพลงเหล่านี้ให้ใครกันนะ ใครจะฟังเพลง อย่างที่ฉันฟัง ที่จะเห็นคุณค่าและคุณสมบัติอันล้ำเลิศของมันอย่างที่ฉันเห็น ฉันยิ้มกว้างขึ้นเมื่อคิดว่าเพลงเหล่านี้คือขุมทรัพย์ของฉันที่ไม่เคยมีใครคิดจะแย่งชิงไปเลย I think about whom I’d leave those songs to if I happened to die tomorrow. Who would listen to the songs the way I listen to them? Who would see their value and surpassing qualities as I do? My smile widens when I think that those songs are the goldmine no one has ever thought of snatching away from me.
ทั้งยังไม่มีผู้ใดประสงค์จะครอบครอง And no one has yet endeavoured to take over.
บางคนนั่งลงบนเก้าอี้เมื่อไม่รู้จะค้นหาสิ่งใดต่อไปอีก พวกเขานั่งท่าเดียวกับเวลาที่รอคอยอะไรสักอย่างซึ่งยังมาไม่ถึงด้วยความเบื่อหน่าย เอานิ้วเคาะโต๊ะฆ่าเวลา หันซ้านหันขวามองสิ่งที่ไม่น่าสนใจแต่อย่างใด ยกขาขึ้นไขว่ห้าง ล้วงเอาอุปกรณ์สื่อสารออกมาแล้วทำท่าเหมือนอ่านข้อความหรือตรวจสอบตารางนัดหมายที่บันทึกไว้ Some sit down on the sofa when they don’t know what to search for any longer. They sit in the same posture as we wait with boredom for something that hasn’t come yet, drum their fingers on the table to kill time, look left and right at things of no interest whatsoever, cross their legs this way and then that, pull out communication devices and then behave as if they are reading messages or checking the appoint- ments they’ve lined up.
บางคนยังค้นหาต่อไป ฉันนั่งลงบนเท้าแขนเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ประตูที่สุด การนั่งอยู่ในท่านี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าควบคุมตัวเองได้ดี มันเป็นท่านั่งที่ดูสบายไม่เป็นพิธีรีตองมากนัก พวกเขาอาจหันมามองและรู้สึกว่าฉันผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเองและไม่ยี่หระอันใดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เลยแม้แต่น้อย Some keep on searching. I sit down on the sofa’s arm closest to the door. Sitting in that position makes me feel I’m in control of myself. It’s a sitting position that looks comfortable, not too formal. They may turn and look at me and feel I’m relaxed, independent and totally unperturbed by what is happening today.
ฉันอยากให้เขาคิดกันอย่างนั้น I’d like them to think like that.
อาจเพราะสิ่งของในห้องฉันนั้นมากมาย การค้นหาจึงกินเวลาเหลือหลาย ฉันนึกเสียดายว่าถ้าฉันทิ้งมันไปเสียบ้าง ป่านนี้ฉันอาจได้กลับมานั่งชันเข่าดูทีวีพลางรู้สึกดีที่พวกเขากลับไปกันได้เสียที ส่วนข้อสรุปของพวกเขานั้นละไว้ก่อนเถิด หลังสถานการณ์อันน่าอึดอัดใจนี้จบลง ฉันคงยังไม่มีอารมณ์จะนึกถึงเรื่องที่น่าอึดอัดปานกัน Maybe because there are so many things in the room, searching takes an inordinate amount of time. I regret I didn’t throw some things away as by now I’d be holding my knees watching television while feeling happy they were all gone. As for their conclusions, let’s wait until the stressful situation is over. I’m not in a mood yet to think in such a stressful situation.
เพลงจบ ใครสักคนที่ตอนนี้ฉันนึกไม่ออกเสียแล้วว่าเป็นใครยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ในเวลานั้นฉันคาดไม่ได้ว่าเขายิ้มด้วยความพึงพอใจในเพลงที่เพิ่งจบลง หรือโล่งใจที่มันจบลงเสียได้ ฉันเคยได้ยินเรื่องภาษาท่าทางมาบ้าง และฉันก็เชื่อว่าท่าทางบาง อย่างของมนุษย์เรานั้นคือการบอกเล่าความรู้สึกเบื้องลึกที่อำพรางไว้ กระนั้นก็ตาม จะเป็นเช่นว่าได้ก็ต้องอ่านให้ออกเสียก่อน The song ends. Someone, I’ve no idea who right now, smiles irresistibly. For the moment, I can’t guess whether he smiles out of satisfaction with the song that’s just ended or relief that it has ended. I’ve heard about body language and I believe that some human attitudes do betray inner feelings. Nonetheless, whether it is like that, one has to be able to read it beforehand.
คนที่กล้าหาญที่สุดคือคนที่ดูร่าเริงคนนั้น เขาขยับตัว เอามือล้วงกระเป๋าขณะเอ่ยถึงความจำเป็นอันทำให้ต้องขอตัวกลับก่อน ฉันเพียงแต่ตอบไปว่าเชิญค่ะและเดินนำไปที่ประตู เขาไม่ลืมส่งกระดาษที่อยู่ของเขาให้ฉัน มันเป็นกฎที่แม้ไม่มีการตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทุกคนก็ปฏิบัติกันเป็นปกติ อย่างน้อยที่สุด มันคือการรักษามารยาทอันดี The most daring is the joyful-looking man. He moves, puts his hand in his pocket as he expresses the need to take his leave. I merely answer Please do, and walk him to the door. He doesn’t forget to give me his calling card bearing his address. It’s an unwritten rule but everyone obeys it routinely. At the very least, it’s a show of good manners.
เมื่อคนหนึ่งเริ่มต้น คนที่เหลือก็โล่งอก คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพงๆ ขยับตัวเป็นคนต่อไป เขาบอกเพียงว่าไว้คงมีโอกาสเจอกันอีก ฉันรับที่อยู่จากเขามาวางไว้ที่โต๊ะข้างประตู จากนั้นก็ทยอยตามกันมาทีละคนๆ จนฉันจำลำดับการอำลาไม่ค่อยแม่นยำนักว่าใครก่อนใครหลัง เว้นเพียงคนสุดท้ายที่ฉันจำได้แน่นอน เขาคนที่หยิบซีดีของฉันไปเปิดฟัง เขาเอ่ยคำขอบคุณ ยื่นที่อยู่ให้ฉันและพูดว่าซีดีเก่าๆ จะเป็นจุดๆ คล้ายราขึ้น ฉันควรเช็ดด้วยน้ำยาบ่อยๆ ฉันไม่ทันตั้งตัวจึงตอบไปเพียงว่า เหรอคะ ค่ะ แล้วจะคอยหมั่นเช็ด When one begins to withdraw, those who remain are relieved. The one wearing expensive clothes is the next to move. He merely says we might have the opportunity to meet again. I take his address from him and put it down on the table by the door. From then on they file out one at a time so that I can’t quite remember the order of their leaving, except the last one whom I remember well. He’s the one who took my CD and put it on to listen. He expresses his thanks, presents me with his address and says the old CD player has spots that look like mould. I should wipe it with liquid often. Caught off balance, I merely answer, Oh really? I’ll do that, then.
ฉันงับประตูเมื่อช่วงไหล่ของเขาลับสายตาไป ที่อยู่ของทุกคนวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะข้างประตู มีเพียงรายสุดท้ายที่อยู่ในมือฉัน ลำดับการกลับของแต่ละคนก็คงมีความหมายซ่อนอยู่อีก แต่ ณ เวลานี้ฉันไม่นึกอยากหาความหมายใด I close the door once the spread of his shoulders is out of sight. The ad- dresses of all of them lie on the table by the door. Only the last one’s is in my hand. The order of their leaving may have a secret meaning, but at this moment I don’t feel like finding any meaning at all.
ฉันรวบรวมที่อยู่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน เดินไปนั่งที่โต๊ะทานข้าวแล้วหยิบที่อยู่มาอ่านทีละใบ ฉันใช้ดินสอเขียนโน้ตไว้ด้วยเพื่อให้ตัวเองรู้ว่าอะไรที่อยู่ไหน เป็นของใคร ฉันเรียงที่อยู่ทั้งหมดบนโต๊ะ กวาดตามองไปทั่วๆ และเผลอถอนหายใจออกมานิดหนึ่ง I gather all the addresses together, walk over to the dinner table and then take each address and read it in turn. I use a pencil to make notes in order to remember who lives where. I align all the addresses on the table, sweep my eyes around and let go of a little sigh.
สักอาทิตย์หน้า ฉันคิด ฉันจะไปเลขที่ 36 ถนนอนุกรม Next week, I think, I shall go to 36 Anukrom Road. (No such road or street, at least in Bangkok.)
‘Thee Yoo’ in Chor Karrakeit 49, 2009
Sukamol Rungbun is the pen name of Tongkorn Phokkatam, 44. A graduate in political science and in translation, she owns a factory producing ready-to-wear clothes and ‘Addresses’ is her fourth published short story over the past fourteen years. .

Tags – Khamsing Srinawk

ooo
I chose to translate this short story in homage to two masters: Khamsing Srinawk, whom I knew in the 1980s as a fellow journalist and of course the reputed radical writer that he had been since the late 1950s, and his literary translator, the late Domnern Garden, who, in his superb rendition of most of ฟ้าบ่กั้น (The sky’s no limit) as The Politician and Other Stories, left this particular story untranslated. A further reason for my choice is that the story takes place in Udorn during the Vietnam war, and if I never met Mrs Bunsom, I was as annoyed (and appalled) as she was with the incessant take-offs and landings of the B-52s when I was there collecting information for my first grand reportage on Thailand in 1972. The ultimate reason, however, is that, quite simply, this is a literary piece of the first order. MB
ooo

ป้าย

TAGS

ลาว คำหอม
(คำสิงห์ ศรีนอก)

Khamsing Srinawk

TRANSLATOR’S KITCHEN
“คุณครูสิดา ทัดดาว เพื่อนอาป้อมไงครับย่า” “Well, that’s teacher Sida That- dao, Auntie Pom’s friend, granny.”
เด็กชายอายุประมาณสิบขวบ ใบหน้าหมดจดนัยน์ตาเป็นประกายสุกใส ตัดผมเกรียน นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ สวมรองเท้าผ้าใบ อุ้มขันเงินเปล่า เงยหน้าตะเบ็งเสียงตอบ The boy of about ten years of age – bright face and gleaming eyes, crew-cut, black shorts, canvas shoes, holding an empty silver dipping bowl under his arm – looked up and answered in a loud voice. I’ve put the description between dashes to avoid translating most verbs, which would have made the sentence too much of a mouthful.
หญิงวัยกลางคนท่าทางเรียบร้อย นุ่งผ้าถุงไหมสีเก่าๆ เสื้อขาวสะอาดมีจุดดำเล็กๆ ประปรายพยักหน้าและถามต่อ
“แล้วหนูคนที่เพิ่งออกไปล่ะ”
The middle-aged woman, looking prim in her old coloured silk tube skirt and clean white blouse with black polka dots, nodded and asked further, “What about the young one who just came out?”
เด็กคนเดิมอ้าปาก แต่รอจนเสียงเครื่องบินค่อยเบาลง The boy opened his mouth, but waited until the roar of the aeroplane subsided.
“นางสาวสุรางค์ สมทรง เขาเป็น…” “Miss Surang Somsong. She’s…”
คำตอบชะงักกลางคัน เมื่อไอพ่นอีกสองเครื่องโผทะยานตามกันพ่นเปลวไฟแดงฉานผ่านท้องฟ้าสีเทาขึ้นไปทางทิศเหนือ The answer was cut short when two more jets shot forth one after the other, spitting bright red flames across the grey sky, heading north. .
“เขาเป็นนางพยาบาล เพื่อนอาป้อมเหมือนกัน” “She’s a nurse, a friend of Auntie Pom’s also.”
ริมฝีปากของผู้ที่เด็กเรียกย่า เผยขึ้นให้เห็นร่องไรฟันอันดำระยับจากการกินหมาก The lips of the woman the boy called “granny” parted, revealing rows of teeth gleaming black from chewing betel.
“คนไหน อ๋อ คนที่ยกมือไหว้ย่าคนแรกนะหรือปลัดเฉลิม นายเฉลิมนามสกุลดำรงครับย่า เป็นเพื่อนกับอาเหร็จ” “Which one? Oh, the first one who bowed to you, granny? That’s Deputy Governor Chalerm, Mister Chalerm, last name Damrong, granny. He’s a friend of Uncle Reit’s.”
ฝนที่ค่อยๆ ซาลงไปเมื่อครู่ กลับซู่ตามมาอีก พร้อมกับหนุ่มสาวหมู่หนึ่ง กรูเข้ามาใต้แผงกันสาด นอกออกไปบนถนนเฉอะแฉะ รถยนต์เก๋งรับจ้างที่ทำจากประเทศญี่ปุ่นวิ่งตามกันไปติดๆ พลางเปิดแตรไฟฟ้าตะคอกไล่สามล้อให้หลบทาง The rain which had relented a moment ago intensified, and a group of young men and women rushed to take shelter beneath a shop awning. Outside on the soggy road, a column of cars for hire made in Japan sped by bumper to bumper, hooting their electric horns to chase trishaws out of the way.
“ผู้ชายสี่คนที่ใส่เสื้อผ้าสีน้ำเงินชื่อน่าหัวเราะมากครับย่า” เด็กพูดขึ้นอีกหลังจากที่เงียบไปครู่ใหญ่ “The four men in dark blue clothes have funny names, granny,” the boy said after there was a spell of silence.
“ชื่อยังไง” “What are their names?”
“นายคำลือ นายคำพอง นายคำขิง คำทั้งนั้น” อ้อแต่คนเล็กๆ ผอมๆ ชื่อนายสีโห” “Mister Khamlue, Mister Kham- phong, Mister Khamkhing – all Kham something … Oh, but the small skinny one is called Mister Seeho.”
“ไม่เห็นน่าหัวเราะตรงไหน ทำไมตาต้อจึงเที่ยวไปรู้จักชื่อเสียงของใครต่อใครไปหมด” “I don’t see anything funny about that. How come you’ve managed to know everybody’s name like this, young Tor?”
“ก็เขามีป้ายนี่ครับ ย่าไม่อ่านดูเองนี่” “Well, they all have tags. You just don’t read them, granny.”
“ป้ายอะไร” “What tags?”
“ป้ายชื่อ เขาติดชื่อกันทุกคนแหละ ที่อกเสื้อไงครับเขาเขียนไว้ตัวโต” “Nametags. They all bear their names on the front of their shirts in big letters.”
ผู้เป็นย่าลดสายตาจากใบหน้าของคนที่ยืนอยู่รอบข้างลงมองที่อกเสื้อ และก็พบว่าเป็นจริงอย่างที่หลานชายพูด คนส่วนมากเฉพาะอย่างยิ่งพวกผู้ชายต่างมีแถบ บ้างเป็นแผ่นโลหะ บ้างเป็นแผ่นผ้าพิมพ์คาดอยู่บนกระเป๋าเสื้อ นางมองต่อไป ในที่สุดสายตาก็ไปหยุดนิ่งอยู่ที่หญิงสาวรุ่นๆ กลุ่มใหญ่ เด็กชายมองตามและพูดขึ้นอีก The grandmother lowered her eyes from the faces of the people standing around to the front of their shirts and found that what her grandchild was saying was true. Most of them, especially the men, wore nametags. Some were metallic bars; others, printed strips of cloth sewn to their shirt pocket. She went on looking. Finally her eyes rested on a large group of young women. The boy followed her gaze and spoke again.
“เขาไม่ติดชื่อหรอก ย่าก้มหูมาซีครับ ต้อจะบอก” “Those don’t wear names. Lean over, granny, and I’ll tell you.”
หญิงแก่ทำตามง่ายๆ The old woman did so readily.
“เขาเป็นผู้หญิงชอกกะลี” เด็กกระซิบ “They are prostitoots,” the child whispered. ชอกกะลี or ชอกกาลี: ชอกกะหรี่ (whore)
ลมเย็นกระพือวูบหอบละอองฝนพรูเข้ามา ผู้คนใต้กันสาดเบียดออล้ำเข้าไปในร้านค้า A gust of cold wind blew in particles of dust. The people under the awning pressed and pushed and spilled into the shop.
“ผู้หญิงคนชั่วครับย่า” “Bad women, granny.”
“ตาต้อ” “Tor?”
“ครับ” “Yes?”
“ทำไมพูดเหลวไหล แกรู้จักเขาหรือ” “What’s this nonsense? Surely you don’t know them, do you?”
“รู้ซีครับ เขาอยู่ถนนเดียวกับเรา” ดวงตาสุกใสจ้องหน้าหญิงชราและพูดต่อเสียงใส “เขารับจ้างเป็นเมียทหารฝรั่ง ไอ้ก้องเพื่อนผมเล่าว่า เขาได้เงินเยอะแยะ พี่คำพลอย พี่แพงสี ลูกลุงเส็งที่ทำนาอยู่หลังบ้านก็เป็น พี่คำนางที่เคยมาเลี้ยงน้องที่บ้านเราก็ออกไปเป็น” “Yes I do. They live on the same road as us.” The gleaming eyes stared at the old woman and his clear voice said, “The farang soldiers take them as hired wives. My friend Kong says they get oodles of money. Khamphloi and Phaengsee, Uncle Seng’s daughters who work the paddy field behind our house, they are that. Khamnang, who used to babysit for us, she’s left to be one too.”
=
แม้ว่าโดยเชื้อสาย คุณนายบุญสมจะไม่ใช่คนพื้นบ้านเมืองอุดร เพราะพ่อแม่ของคุณนายเป็นขุนนางจากกรุงเทพฯ ถูกส่งให้ขึ้นมารับราชการสนองพระเดชพระคุณจัดการศึกษาของพลเมืองในมณฑลอุดร ตั้งแต่ปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์และอยู่มาจนตลอดอายุราชการ แล้วเลยตั้งหลักฐานอยู่ที่นี่ กลายเป็นคนเก่าแก่ของเมืองอุดรไป ถึงจะมีเวลาต้องจากไปอยู่ที่อื่นเป็นครั้งคราว บางทีก็จากไปนานหลายปี แต่คุณนายก็ยังถือตัวว่าเป็นชาวอุดรอยู่นั่นเอง ยังคงมีบ้านและพวกลูกๆ ต่างก็เติบโตและศึกษาเล่าเรียนกันอยู่ที่นี่ คุณนายจึงเป็นที่รู้จักมักคุ้นของเด็กรุ่นใหม่ ทั้งๆ ที่ตัวเองจำพวกเขาไม่ค่อยได้ ครั้งสุดท้ายคุณนายติดตามสามีขึ้นไปรับราชการอยู่ทางหัวเมืองฝ่ายเหนือนานกว่าสิบปี จนเมื่อสามีถึงแก่กรรมจึงได้กลับมาบ้านเกิด ได้พบว่าอุดรเปลี่ยนแปลงไปมาก จากหัวเมืองที่สงบเงียบ ถนนหนทางประกอบด้วยห้องแถวไม้ ซึ่งมักจะมีฝุ่นแดงคล้ำพอกอยู่ตลอดปีตลอดชาติ กลายมาเป็นเมืองที่อึกทึกจอแจ ถูกแต้มแต่งด้วยสีสันฉูดฉาด นับตั้งแต่ผิวสีของผู้คนในถนนไปจนถึงขอบประตูรั้วและผนังของห้องแถว By birth Mrs Bunsom was no native of Udorn – her parents were nobles from Bangkok who had gone into public service to see to the education of the populace in the Udorn division before the end of absolute monarchy and they had stayed here for all of their working lives and then had retired here, had become senior Udorn citizens, though they had been sent else­where at times and stayed away for years – but she still considered herself an Udorn native, still had a house here, and her children had all been raised and gone to school here, so she was someone the young generation knew, even though she herself could hardly remember them. The last time she had followed her husband when he was posted to a northern town it had lasted more than ten years, and when he died she had returned to her hometown and found that Udorn had changed a great deal. From a backwater town whose main road was lined with wooden shophouses covered in red dust through­out the year, it had become a noisy, congested city daubed in garish colours, from the skins of the people in the streets to the gates and walls of its rows of shophouses. Udorn (Thani) was the spelling at the time of writing. The modern spelling is Udon Thani.

With แม้ว่า or ถึงแม้ว่า (even though, although), แต่ (but) is not translated. This phrasing is standard in Thai and rather formal in English, so that sometimes ‘even though’ can be forgotten and ‘but’ translated instead, as I have done here, especially as another ‘even though’ crops up before the end of the sentence.

อันที่จริง คุณนายเกือบจะลืมเรื่องราวที่หลานชายเล่าฉอดๆ เมื่อวันวานขณะที่กลับจากวัดมาติดฝนอยู่กลางเมืองแล้ว ถ้าบังเอิญเขาไม่ฟื้นขึ้นมาอีกในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อคุณนายก้าวลงมาจากบันไดชั้นบนก็พบว่าทุกคนกำลังจะออกจากบ้านไปทำงาน Actually, Mrs Bunsom had almost forgotten what her grand­child had told her at length the day before when that same group returning from the temple found themselves under the rain in the middle of town, but he brought up the subject again the next morning. When she came down the stairs she found that everybody was ready to leave for work.
“คุณย่าครับ นี่ไง ต้อก็มีเหมือนกัน” เขาชี้ที่อกเสื้อตัวเองพลางอ่านชื่อ “นายต่อพงษ์ ศึกษาการ คุณแม่ก็มี” หันไปทางสุภาพสตรีที่กำลังก้มหน้าสวมรองเท้าให้น้องคนเล็ก “Look, granny, I have one too!” The boy pointed at his own chest as he read out “Mister Torphong Suek- sakarn. Mother too has got one.” He turned to the lady who was leaning over the little one to put his shoes on.
“แต่อาป้อมไม่มี” หญิงสาวในชุดเหลืองอ่อนพูดพลางหัวเราะระรื่นขณะลงบันไดตามมา “But I haven’t!” Aunt Pom, dressed in pale yellow, said with a merry laugh as she came down the stairs in turn.
“พ่อครับ” เด็กชายหันไปอีกทางหนึ่งและลาม “ทำไมอาป้อมไม่มีป้ายชื่อ” “Dad!” the boy turned towards him and asked, “Why doesn’t Auntie Pom have a nametag?”
“ก็อาเขาไม่ได้เป็นข้าราชการนี่” พ่อตอบ “Well, she’s not a civil servant,” the father said.
“ต้อก็ไม่ได้เป็น” “Neither am I.”
“แต่ต้อเป็นนักเรียนนี่จ๊ะ” หญิงสาวชิงพูดขณะที่ก้มลงเลือกรองเท้า “But you’re a pupil,” the young woman said as she bent down to select a shoe.
“งั้นอาเป็นอะไร” เด็กยังไม่หมดความสงสัย “Then what are you?” The child still wasn’t through wondering.
“อาเป็นลูกจ้างฝรั่งจ๊ะ อาทำงานแคมป์” “I’m an employee of the farang. I work in the camp.”
=
คำโต้ตอบระหว่างอากับหลาน ทำให้สีหน้าคุณนายสลดลง แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกต ตอนสายคุณนายกลับขึ้นไปชั้นบน หิ้วช่อหมากดิบมาที่ริมหน้าต่าง ลงมือเจียนหมาก นานๆ ก็วางมือและมองออกไปทางถนนใหญ่เสียครั้งหนึ่ง พินิจภาพที่เคลื่อนไหวสับสนเบื้องหน้า คุณนายจำได้ว่าเมื่อแรกที่พ่อมาซื้อที่ตรงนี้เพื่อปลูกบ้านอยู่เองนั้น รอบบริเวณนี้ยังเป็นที่นาเตียนโล่ง ดูเปล่าเปลี่ยวจนน่ากลัว และเมื่อคนในครอบครัวพูดถึงความรู้สึกนี้ขึ้นมา พ่อก็หัวเราะเสียงดังและบอกว่า ชาวอุดรนั้นเป็นผู้รู้บุญกลัวบาป เฉพาะพวกชาวนาด้วยแล้ว ปกติมักจะเป็นคนมักน้อยสงบเสงี่ยม พ่อพอใจที่จะมีเพื่อนบ้านในวัยชราเป็นชาวนามากกว่าคนในเมืองซึ่งชอบทำอะไรเอะอะตึงตัง และเวลาต่อมาทุกคนก็พบว่าความเห็นที่พ่อพูดนั้นถูกต้อง พ่อของคุณนายได้มีชีวิตสงบสุขในบ้านนี้ตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่กรรม On hearing the exchange between aunt and nephew Mrs Bunsom’s face turned sad, but no one seemed to notice. Later that morning she went back upstairs, took the tray of fresh betel to the windowsill and set about trimming betel. Once in a while she would interrupt her work and look out at the main road and consider the scene that moved confusedly before her. She remembered that when Father first bought this place to build their future home, all around was still bare paddy land, so lonely it was scary, and when anyone in the family mentioned that feeling, Father would laugh out loud and say that Udorn people knew right from wrong, especially farmers, who were usually modest and reserved. He was glad to have farmers for neighbours in old age rather than obstreperous townspeople, and later everyone found that Father’s views were correct. He spent happy peaceful days in this house until his demise.
แต่บัดนี้ เมื่อมองไกลออกไปแทนท้องทุ่งที่โล่งเตียน คุณนายได้เห็นแนวหลังคาสังกะสีวาววับแผ่เป็นพืดยาวเข้าไปจนจรดตัวเมือง ด้านหน้าที่เป็นท้องถนน รถรานานาชนิดวิ่งสวนกันขวักไขว่ ส่วนด้านหลังที่ยังเหลือเป็นที่โล่ง มีราวผ้าหลากสีตากกระจายอยู่เป็นระยะ ทางน้ำครำสีคล้ำจากหลังบ้านไหลคดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อยลงไปขังในที่ลุ่ม ทุกวันเมื่ออยู่คนเดียวความคิดของคุณนายมักจะย้อนไปย้อนมาเหมือนลมในฤดูแล้ง อะไรต่อมิอะไรดูช่างเปลี่ยนแปลงไปไม่หยุดหย่อน แรกๆ เมื่อมีถนนสายใหม่เฉียดผ่านเข้ามานั้น คุณนายยังจำได้ดีว่านอกจากมันจะนำความสะดวกสบายมาให้แล้วมันยังทำให้ราคาของที่ดินแพงขึ้น ผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายกับการทำนา เพื่อนบ้านหลายต่อหลายคนแบ่งที่ดินออกขาย และหายหน้าไปทีละคนสองคน แต่ถึงกระนั้น ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็ยังเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าและค่อยเป็นค่อยไปแทบไม่มีใครสังเกตเห็น เพิ่งจะมาระยะหลังนี่เองที่ความเปลี่ยนแปลงได้บังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่คุณนายกลับมาเยี่ยมบ้าน ถ้าไม่เห็นการรื้อทลายเรือนแถวเก่าๆ ก็มักจะได้เห็นสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตสูงค้ำฟ้า ผุดขึ้นอันแล้วอันเล่า ถนนแล้วถนนเล่า และความชุลมุนได้ถึงขีดสุดเมื่อทหารฝรั่งเริ่มทยอยเข้าสู่เมือง ทั้งๆ ที่ไม่ตั้งใจหลายต่อหลายครั้งความคิดของคุณนายมักจะวนเวียนมาจบลงที่คำบอกเล่าของหลานชายตัวเล็กๆ เสมอ บางคราวคุณนายรู้สึกขำที่เห็นคนมากมาย ต้องติดป้ายชื่อตัวเองเมื่อออกไปเดินตามถนน But these days, when she looked out, instead of empty land what she saw was a tangle of glaring tin roofs stretching to the very confines of town. In front, where the road was, all sorts of vehicles raced to and fro. At the back where there was still some empty space, there were strings of multicolour­ed clothes put out to dry here and there. A rivulet of dark polluted water from behind the houses meandered like a snake down to a depression where it stagnated. Every day when she was alone her thoughts went back and forth like wind in the dry season. Everything seemed to change without respite. At first when there was a new road skirting the place, she remembered quite clearly that if it had made things easier it had also made the price of land shoot up. People began to be bored with growing rice. Many neighbours parcelled out their land, sold out and disappeared one after the other, but for all that change still took place very slowly, little by little, so that hardly anyone noticed. It was only lately that change had gathered pace. Every time she came visiting, if she didn’t see old row houses being demolished, she would see big new constructions soaring into the sky one after the other, new streets being laid out, and confusion reached its peak when farang soldiers began to trail into town. Even though she didn’t mean to, many times her thoughts turned back to dwell on what her little grandson had told her. Sometimes she felt amused to see that so many people had to wear tags with their own names on them when they went out and about.  
เพราะรำคาญเสียงเครื่องบิน ในตอนบ่ายๆ คุณนายจึงมักจะปิดหน้าต่างเก็บตัวเงียบอยู่บนบ้าน วันหนึ่งลูกสาวคนเล็กกลับวันกว่าปกติ เธอพาเพื่อนมาด้วยสองคนและเรียกหาเสียงดัง เมื่อลงมาชั้นล่าง เพื่อนสาวของเธอพากันเข้ามากราบที่ตักด้วยอาการสนิทสนม และเป็นครั้งแรกที่คุณนายได้สังเกตเห็นแนวป้ายบนอกเสื้อของหญิงสาวทั้งสาม Because she was annoyed by the roars of the aeroplanes, in early afternoon she would close the windows and keep to herself indoors. One day her youngest daughter came back earlier than usual in the company of two friends and called out loudly. When she went downstairs, her daughter’s friends came to kneel before her and bow with their heads on her lap with easy familiarity and it was the first time she noticed name tags on the blouses of the three of them.
“อ้อ นี่ลูกป้อม ติดป้ายกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่” คุณนายพูดพลางหัวเราะ “Oh, Pom, since when have you been wearing a tag too?” she said with a laugh.
“เพิ่งจะติดค่ะ ไม่ใช่ชื่อหรอก” “I just put it on. It isn’t my name, though.”
“อ้าวงั้นป้ายอะไร” “Then what is it for?”
“ป้ายอาชีพค่ะ คุณแม่” หนึ่งในสองหญิงสาวที่มาด้วยชิงตอบ และอธิบายต่อเสียงใส “พวกหนูทำขึ้นเอง เราติดป้ายว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่” “It’s a job tag, Mother,” one of the two young visitors hastened to an- swer, and explained further in a chirpy voice, “We made them ourselves. We put on tags to say we are officials.”
“พวกมันเพิ่งเปลี่ยนรุ่นใหม่ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร” อีกคนเล่าต่อ “มาใหม่ๆ ไม่ดูเหนือดูใต้เห็นเราเป็นสาวสาธารณะไปหมด บางรายขอเช่าดื้อๆ รำคาญเหมือนจะตาย” “There’s been a rotation; they don’t know who is who,” the other friend chimed in. “These newcomers, they don’t know better, they think we’re all public girls. Some even ask us to be their hired wives just like that. It’s dreadfully annoying.”
ทั้งสามหัวเราะขบขัน The three of them burst out laughing.
“แต่ละตัวมองดูยังกับหมีขอ” อีกคนพูดอีก “They all look like begging bears,” one of them added.
“หมีคนก็ไม่ว่า” “Bearish men, rather.”
“แต่อีตากัปตันของเธอ ออกสมาร์ทยังกะรอก ฮัดสัน” “But your captain looks as spruce as Rock Hudson.”
“เชอะ แต่ไม่สวีทเหมือนตาเออร์เนสต์ บอร์กไนน์ของเธอหรอก” “Tut! But not as sweet as your Ernest Borgnine.”
ความตั้งใจเดิมของคุณนายเมื่อออกไปวัดตอนเช้า นางตั้งใจจะอยู่ช่วยงานกระทั่งเขาทอดผ้าป่าเสร็จ แต่อยู่ได้ไม่นานก็ต้องรีบกลับเพราะทนหนวกหูเสียงเครื่องบินที่ขึ้นลงเกือบตลอดเวลาไม่ได้ ผู้คนที่วัดพูดกันว่าพรุ่งนี้เป็นวันตรุษฝรั่ง เขาจะหยุดรบกันวันหนึ่ง วันนี้จึงต้องทิ้งระเบิดให้มากกว่าวันอื่นๆ ฟังแล้วจิตใจขุ่นมัวไม่สบายจึงออกมานั่งสามล้อกลับบ้าน และคงจะเป็นเพราะตรุษฝรั่งใกล้เข้ามานั่นเอง ตลาดวันนี้จึงดูคึกคัก ร้านค้าหลายแห่งตกแต่งโคมไฟสีต่างๆ แพรวพราวระยิบระยับในท้องถนน คุณนายได้เห็นหมู่รถมอเตอร์ไซค์ของทหารฝรั่งวิ่งผ่านไปเป็นกลุ่ม แต่ละคันมีสาวรุ่นนั่งเกาะไปข้างหน้า มองดูเหมือนคางคกเกาะคู่ตอนกลางฤดูหนาว ในวัยห้าสิบเศษๆ คุณนายบุญสมได้มีชีวิตผ่านยุคสมัยของสงครามมาแล้วหลายหน และยังจดจำความเดือดร้อน คับขัน ความขาดแคลน และสภาพชีวิตที่ต้องอดออมได้ดี ดูแล้วมันช่างแตกต่างกับสภาพการณ์ที่กำลังเป็นอยู่นี้มากมาย พอโผล่เข้าบ้านยังไม่ทันจะเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็พอดีลูกสาวคนเล็กหอบของพะรุงพะรังยิ้มหน้าระรื่นตามเข้ามา Initially, when she went to the temple in the morning, Mrs Bunsom intended to help along until the ceremony of handing over new robes to the monks was over, but before long she had to hurry back because she couldn’t stand the deafening noise of the aeroplanes taking off and landing almost all the time. People at the temple were saying that tomorrow was the farang New Year, they’d stop fighting for the day, so today they had to drop more bombs than on any other day. Hearing this spoiled her mood, so she went out and took a trishaw back home, and it must have been because of the farang New Year that the market today looked so lively. Many shops were decorated with bulbs of all colours that sparkled along the road. She saw a group of farang soldiers on motorcycles drive by, each with a young woman sitting tight upfront. They looked like toads coupling in the middle of the cold season. Now in her late fifties, in the course of her life Mrs Bunsom had gone through several wars and she still remem­ber­ed the distress, the tight spots, the shortages, a sort of life that required much stamina. How different it was from what was happening now! She had hardly entered the house and had yet to change when her youngest daughter carrying a whole mess of stuff came in after her, smiling happily.
“ที่ทำงานหยุดครึ่งวันค่ะ ป้อมมีของเยอะแยะมาฝากแม่ เพื่อนๆ เขาให้ของขวัญ” “They gave us half the day off. I’ve lots of things for you, mum. Presents they gave us.”
คุณนายหันไปมองลูกสาวด้วยสายตาเปี่ยมสุข แต่เพียงครู่เดียวอาการของนางกลับเปลี่ยนไป ใบหน้าที่อิ่มเอิบอยู่เมื่อครู่ ค่อยๆ ซีดลงจนขาวเป็นแผ่นกระดาษ She turned to look at her daughter with delight in her eyes but suddenly her expression changed. The beaming face of a moment ago turned a whiter shade of pale. =

That was a period detail (Procol Harum, 1967) too hard to resist inserting. ;-)

“แม่ แม่ แม่เป็นอะไรไป” ลูกสาวพูดละล่ำละลักรีบวางของตรงเข้าประคอง คุณนายค่อยๆ ยกมือขึ้นโอบสะเอวลูก สายตาเหม่ออยู่บนอกเสื้อของหญิงสาว “Mum! Mum! What’s the matter, mum?” her daughter said in alarm, dropping her things and running to prop her up. Mrs Bunsom slowly raised her hand to hug her daughter round the waist, her eyes staring vacantly at the young woman’s blouse front.
“อ้อ ป้าย หนูโยนทิ้งแล้วหละ” “Oh, the tag? I threw it away.”
สิ้นคำตอบ คุณนายค่อยๆ ทรุดตัวลงบนพื้น คำพูดเก่าๆ ของหลานชายที่พูดถึงกลุ่มเด็กสาวเมื่อวันก่อน หวนกลับคืนมาอีก แล้วน้ำตาหญิงแก่ปริ่มล้นออกมาเปรอะแก้ม At those words, Mrs Bunsom slowly let herself slide to the floor. The words of her grandson talking about those girls the other day came back to her and then tears brimmed and ran down the old woman’s cheeks.
“ก็พวกตัวทะลึ่งมันกลับไปกันแล้วนี่แม่” “Those cheeky chaps have all left, you see, mum.”
หญิงสาวกลั้นหัวเราะตัวงอ พลางควักผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาให้ผู้เป็นมารดา The young woman smothered a fit of laughter as she grabbed her hand- kerchief to wipe away her mother’s tears.
=
‘Pai’, first printed in Parithat Review, 1970; current translation from Fa Bor Kan (ฟ้าบ่กั้น), Éditions Duang Kamol, Bangkok, 1979 edition.
A National Artist since 1992, Khamsing Srinawk, born on Xmas Day of 1930 in the Northeast, is widely held to be a master of the short story. His realistic, satirical stories focus on the plight of farmers and other common upcountry people (The Politician and Other Stories, trans. Domnern Garden). .

Jitra doesn’t go shopping – Boonchit Fakme

ooo

It is seldom that so much material is packed in so few words and in such an original form. In Jitra’s stream of consciousness at the wheel, a whole lifetime is being echoed, from her traditional education to her wooing by Phong, her past scorn for the established (dis)order (Coup/Tank), her current marital problems, son’s demands, hapless vipassana practice and probable future of frustration and resignation: the fate of the average urban middle-class housewife. With so much going on, this story was a challenge to translate – and I’m not sure I got everything right: you tell me. MB

ooo

จิตราไม่ไปจ่ายตลาด

Jitra doesn’t go shopping

บุญชิต ฟักมี

Boonchit Fakme

TRANSLATOR’S KITCHEN
— ผงซักฟอก ครีมอาบน้ำ ผ้าอนามัย ส้ม สันคอหมู แปรงสีฟัน นมกล่อง ผักกาดขาว น้ำมันพืช — Washing powder, shower gel, tampons, oranges, pork shoulder cut, toothbrush, UHT milk, celery cabbage, vegetable oil…
— ถ้าสมมติว่า เขาไม่อยู่กับฉันจริงๆ ฉันจะเลี้ยงรถถังเองได้ไหม แล้วถ้าเขาฟ้องศาลล่ะ Suppose he actually didn’t live with me, could I raise Tank on my own? And then what if he sued for custody?
— ผ้าอนามัย น้ำมันพืช ส้ม ยาสีฟัน สันคอหมู ครีมอาบน้ำ ผงซักฟอก นมกล่อง ผักกาดขาว — …tampons, vegetable oil, oranges, toothpaste, pork shoulder cut, shower gel, washing powder, UHT milk, celery cabbage…
— “แม่ รถถังอยากกินข้าวหมูอบ” — ‘Mum, I want to eat braised pork on rice.’
— “เมื่อไรที่โยมเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์เปลี่ยนแล้วให้โยมถามตัวเองว่า ลมหายใจตอนนั้น เป็นลมหายใจสั้นหรือลมหายใจยาว เป็นลมหายใจเข้า หรือลมหายใจออก โยมรู้สึกว่าปอดพองขึ้นหรือแฟบลง” — ‘When you notice a change in your mood, ask yourself whether your breathing then is short or long, whether you are breathing in or breathing out, whether you are feeling that your lungs are expanding or contracting.’
— หายใจเข้ายาว หายใจออกยาว Breathe in deeply. Breathe out slowly. Note the translation of ยาว here.
— “ซื้อแชมพูกลับมาด้วยนะคุณ หมดไปตั้งชาตินึงแล้ว ผมต้องใช้น้ำเปล่าเติมลงไปในขวด” ‘Buy me some shampoo on the way back, will you. It’s been used up for ages. I’ve had to add water in the bottle.’
— แชมพูสระผมแพนทีนสีทอง ผงชูรส ส้ม ยาสีฟัน หมูเนื้อแดง ครีมอาบน้ำ ผงซักฟอก นมกล่อง ผักกาดขาว — …Gold Pantene shampoo, MSG, oranges, tooth- paste, pork shoulder cut, shower gel, washing powder, celery cabbage…
— ฉันดีกับเขาออกตั้งขนาดนี้ ใครจะดูแลเขาได้ขนาดนี้อีก I’m so nice to him. Who’d take as much care of him as I do?
— “เสน่ห์ปลายจวักนะลูก จะยังไงๆ ก็หัดไว้ เราเป็นลูกผู้หญิง” — ‘Bewitching through cooking, that’s the secret, sweetheart. As a girl, you must try anyway.’ I take this to be Jitra’s mother’s advice to her when a small child.
— “คุณไปหัดทำแอสพารากัสผัดกุ้งมาจากไหนนะ อร่อยดีจัง” ‘Where did you learn to make such delicious asparagus and sautéed shrimps?’
— แอมพารากัส กุ้งแช่แข็ง นมกล่อง ผงซักฟอก ยาสีฟัน ผักกาดขาว หมูเนื้อแดง ครีมอาบน้ำ ผ้าอนามัย ส้ม แล้วเนยหมดหรือยังนะ เมื่อวานเหมือนรถถังจะเอามาทาขนมปังหมดแล้ว เอ! ขนมปังหมดแล้วหรือยัง เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีกิน — …asparagus, frozen shrimps, UHT milk, washing powder, toothpaste, celery cabbage, red pork, shower gel, tampons, oranges, and then aren’t we short of but- ter yet? I think Tank finished it yesterday to butter his bread. Eh? Are we short of bread too? There might not be enough for tomorrow.
— ขนมปัง-เออ ผ้าอนามัยด้วย เกือบลืมแล้ว — …bread – uh, and tampons too, I almost forgot…
— “เมย์เค้าก็เพื่อนพี่สมัยเรียนที่ซานฟรานน่ะสิ ก็รูมเมทน่ะ อ้าว ไม่ได้อยู่ด้วยกันจะให้พี่ไปซื้อบ้านจัดสรรหรือไง” ‘May? She was my friend in San Fran, my room-mate actually. Well, of course we had to share. What did you want me to do? Buy a house?’
— “เมื่อไรที่โยมเริ่มรู้สึกว่าสภาพอารมณ์เปลี่ยน ให้กำหนดจิตตัวเองว่า ลมหายใจตอนนั้น เป็นลมหายใจสั้นหรือลมหายใจยาว เป็นลมหายใจเข้า หรือลมหายใจออก โยมรู้สึกว่ายุบหนอ หรือพองหนอ” — ‘When you notice a change in your mood, be aware of your breathing then, whether it’s short or long, in or out, inflating or deflating.’
— หายใจเข้ายาว หายใจออกยาว Breathe in deeply. Breathe out slowly.
— “ผมรักคุณ ขอบคุณที่เข้าใจผม” ‘I love you. Thank you for being understanding.’
เราเริ่มมีผมหงอกหรือยังนะ ทำไมยัยเมย์เขาอายุเท่าเราแน่เหรอ — Am I starting to have grey hair already? How come that May is as old as I am and she hasn’t any? เรา = ฉัน
— “ผมเบื่อชีวิตคนเดียวแล้วละ ผมอยากเริ่มต้นกับคุณ” ‘I’m fed up being alone. I’d like to make a new start with you.’
— เนย นม ส้ม แอสพารากัส กุ้งแช่แข็ง ผงซักฟอกขาว ผักหางหงส์ หมูเนื้อแดง ครีมอาบน้ำ ครีมนวด — …butter, milk, asparagus, frozen shrimps, Khao washing powder, Chinese cabbage, pork shoulder cut, shower gel, conditioner… ขาว: I take this to be a brand name.
— ไฟแดงแยกนี้นานจัง อื้อ จริงๆ เมนส์เราก็ไม่น่ามาเลย นึกว่าจะได้ลูกอีกคนแล้ว — The red light at this crossing takes so long. Uh, actually, too bad the curse is back. There I was thinking I was pregnant again.
— เกิดมาแล้วเค้าก็ปฏิวัติแบบนี้ ชื่อปฏิวัติดีไหม “บ้า น่าเกลียด ไม่เอา อุบาทว์ โตไปมีปมด้อย เดี๋ยวพี่ไปถามพี่ก่อน”-งั้นชื่อเล่นชื่อรถถังก็ได้ “เออก ตามใจ แค่ชื่อเล่นนะ” How can they pull a coup like this? ‘Coup’: how is that for a name? ‘Are you mad? It’s lousy. I won’t have it. It’s inauspicious; it’d be a drag when he grows up. Let me ask my father first.’ ‘In that case, let’s call him Tank.’ ‘Well, suit yourself. But as a nickname only, okay?’ ปฏิวัติ: strictly speaking, ‘revolution, but here used in its popular sense of ‘military coup d’Etat.
— แม่ รถถังไม่อยากไปโรงเรียน ‘Mum, I don’t want to go to school.’
— กุ้งแช่แข็ง เนย นม ส้ม บรอกโคลี ผงซักฟอกขาว หมูเนื้อแดง ยาสีฟัน ผักกาดขาว ครีบอาบน้ำ — …frozen shrimps, butter, milk, oranges, broccoli, washing powder, pork shoulder cut, toothpaste,  celery cabbage, shower gel…
— “ผู้ชายที่ไหนเขาก็ไปอาบอบนวดทั้งนั้นแหล่ะ ยัยจริตเอ๊ย แกจะร้องไห้ไปทำไม หมอนวดยังดีกว่าไซด์ ไลน์นะ เขามีตรวจโรคทุกเดือน แถมใส่ถุงด้วย” — ‘Men everywhere go to massage parlours, Jit’, old girl. Why are you crying? Masseuses are better than side chicks, no? They’re checked for health every month, and besides we use condoms too.’ ไซด์ไลน์: creative Thai recycling of the word ‘sideline’.
— “นึกถึงร้านไทยที่พงษ์ชอบมาเมย์ไปกินตอนอยู่ซานฟรานน่ะ พี่กบเขาก็ทำผัดกุ้งแบบนี้แหละ แต่เขาใช้แอสพารากัส อุ๊ย แต่บรอกโคลีผัดกุ้งของพี่จิตรก็อร่อยอยู่นะคะ” ‘I’m thinking of the Thai restaurant you used to take me to when we were in San Fran. Kop did sautéed shrimps like this, but he used asparagus. Oops! But your sautéed shrimps with broccoli is delicious, Jitra.’
อีเวร! ตอแหล! แอสพารากัส ผักกาดขาว กุ้งก้ามกราม น้ำส้ม บรอกโคลี นมกล่อง ผ้าอนามัย ซี่โครงหมู แปรงสีฟัน ครีมนวด You bitch! Bullshit! …asparagus, celery cabbage, giant freshwater prawns, orange juice, broccoli, UHT milk, tampons, pork cutlets, toothbrush, conditioner…
— เมื่อไรที่โยมเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์วูบไหว ไม่ต้องไปทำอะไรทั้งนั้น จับว่าลมหายใจตอนนั้น เป็นลมหายใจเข้าหรือลมหายใจออก สั้นหรือยาวอย่างไร โยมรู้สึกว่าปอดพองขึ้นหรือแฟบลง” — ‘When you notice a change in your mood, you don’t have to do anything, just become aware of your breathing then. Are you breathing in or breathing out? Fast or slow? Do you feel your lungs rising or subsiding?’
— หายใจเข้ายาว หายใจออกยาว หายใจเข้า หายใจออกสั้น หายใจออกสั้น หายใจเข้า — Breathe in deeply, breathe out slowly, breathe in, breathe out fast, breathe out fast, breathe in.
— ขับรถ! Drive!
— หายใจสั้นเข้ายาว หายใจออกยาว หายใจเข้าภาวนาว่าพุทธ หายใจออกภาวนาว่าโธ — Breathe in slowly, breathe out slowly, breathe in and think of the word ‘Bud’, breathe out and think of the word ‘dha’.
ายไปสิ หายไป Go away, will you! Go away! หายไป: literally, disappear/get lost.
— ตระหนักรู้อารมณ์นั้น รู้ว่ามันเป็นอย่างไร อย่าไปเร่งให้มันหายไป เรารู้อยู่เฉยๆ ของมันเช่นนั้น โกรธก็รู้ เสียใจก็รู้ ทุกข์ใจก็รู้ — To be conscious of your mood, to know what it’s like, don’t hurry it away. Just acknowledge it quietly. Angry, acknowledge; sorry, acknowledge; unhap- py, acknowledge.
— แต่ถ้ารู้แล้วเขาจะเลิกกันไหมละ But once you acknowledge, will it go away?
— “คุณรู้ไหม ทำไมผมเลิกกับน้ำหวานเพื่อนคุณ ก็เพราะเรื่องหึงไม่รู้เรื่องนี่แหละ” ‘You know why I ditched your friend Namwan? Because she was jealous without reason, that’s why.’
— ฉันเปล่า แต่ฉันเป็นเมียคุณ ฉันเป็นแม่ของลูกคุณ — Well, I’m not. But I’m your wife. I’m the mother of your child.
— รถถัง! Tank!
“แม่ รถถังอยากกินข้าวหมูแดง” ‘Mum, I want to eat red pork on rice.’
— หมูเนื้อแดง ผงหมักหมูแดง แตงกวา ไข่ นม ยาสีฟัน แอปเปิ้ล น้ำมันพืช ไข่ไก่ ผักกาดขาว ผ้าอนามัย ขนมปัง แยม — …red pork, macerating sauce, cucumbers, eggs, milk, toothpaste, apples, vegetable oil, chicken eggs, celery cabbage, tampons, bread, jam…
— ลืมยูเทิร์น! โอ๊ย กู! I missed the U-turn! Oh, stupid me!
— การเปลี่ยนอิริยาบถก็สามารถนำมาฝึกสติได้ เมื่อโยมเปลี่ยนอิริยาบถ ให้นึกรู้ลมหายใจในขณะนั้นว่า เป็นลมสั้นหรือลมยาว และโยมกำลังทำอะไรอยู่ — By changing your posture you can improve your awareness. When you change posture, be conscious of your breathing then, if it is short or long, and of what it is you’re doing.
— หายใจออกยาว หายใจเข้าสั้น — Breathing out slowly, breathing in fast. ยาว…สั้น are opposite. So, slowly’ and fast’.
— เรากำลังขับรถ เท้าของเราอยู่ที่คันเร่ง มือจับที่พวงมาลัย ข้างหน้ามีรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีดำ — I’m driving, my foot is on the accelerator, my hands are on the steering wheel. In front there’s a black Toyota Fortuner.
— หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ — Be aware of breathing in, aware of breathing out.
— วุฒิของเราตอนนี้จะสมัครงานได้ไหมน่ะ รุ่นเราเกือบเป็นผู้จัดการกันหมดแล้ว หรือเราไปเรียนต่อดี แต่ถ้าพี่เขาไม่อยู่กับเราจริงๆ จะเอาเงินที่ไหน ไหนจะลูกอีก หรือจะให้ฟ้องศาลเรียกค่าเลี้ยงดูนะ — With my qualifications, could I still find work? Almost all people of my generation are senior executives. Or should I resume my studies? But if he’s no longer with me, where will I find the money? And then there’s my child. Or should I sue for alimony?
อีเมย์ แกนั่นแหละ! May! Why, it’s you! Or: It’s that damn May! (?)
“บริษัทเมย์เขาเป็นลูกค้าไง ไปกินข้าวมันก็งบรับรองน่ะ” ‘May’s company is our client. Meals are written off as expenses, you know.’
“พงษ์ยังไอมากๆ ตอนตื่นเช้าๆ อยู่ไหม? พี่ชายเมย์เขาไปหาหมอที่บำรุงราษฎร์ ได้ยามากินแล้วหายเลย ถ้ายังไงเมย์นัดหมอให้ก็ได้นะ” ‘Do you still cough a lot when you wake up in the morning, Phong? My brother went to see a doctor at Bum- rungrad. He was given some pills and he was cured. If you want, I can make an appointment for you.’ พี่ชาย: elder brother’, but in a casual conversation in English you don’t usually distinguish between big or little brother.
ฉันกำลังขับรถไปซื้อของ ฉันกำลังหายใจ ฉันกำลังขับรถไปซื้อของ ฉันกำลังขับรถไปซื้อ ผงซักฟอก ซี่โครงหมู ครีมอาบน้ำ ครีมนวด ส้ม กุ้งก้ามกราม แปรงสีฟัน นมกล่อง ผักกาดขาว นมกล่อง น้ำมันพืช แอสพารากัส ผ้าอนามัย ผักกาดขาว น้ำส้ม บรอกโคลี สันคอหมู แชมพูสระผมแพนทีนสีทอง แปรงสีฟัน I’m driving, on my way to do some shopping. I’m breathing. I’m driving to go shopping. I’m driving to buy washing powder, pork cutlets, shower gel, conditioner, oranges, freshwater prawns, toothpaste, UHT milk, vegetable oil, asparagus, tampons, celery cabbage, orange juice, broccoli, pork shoulder cut, Gold Pantene shampoo, toothbrush…
— “เสน่ห์ปลายจวักน่ะลูก มีไว้ไม่เสียหาย” — ‘Bewitching through cooking, sweetie. It’s a gift always worth having.’ มีไว้ไม่เสียหาย: literally, having it is no loss.
— “รถถังอยากกินข้าวหมูแดงใส่เบคอน” ‘I want to eat red pork with bacon.’
“พงษ์ชอบกินกุ้งแอสพารากัสร้านพี่กบ ที่เราไปกินกันบ่อยๆ น่ะ เมย์จำได้” ‘You liked shrimps with asparagus at Kop’s restaurant, Phong, where we used to go often, I remember it well.’
— แอสพารากัส กุ้งสด หมูแดง ผงหมักหมูแดง แตงกวา ไข่ ซีอิ๊ว นมกล่อง เนย ครีมนวด — …asparagus, fresh shrimps, red pork, maceration powder, cucumbers, eggs, Si Yu sauce, UHT milk, butter, customiser…
— เย็นนี้พี่พงษ์จะรับรถถังกลับมาไหม — Tonight, will he pick up Tank on the way back?
— พอละ เลิกสติหลุด ตอนนี้อารมณ์เราเปลี่ยน เรากำลังหายใจอย่างไรอยู่ หายใจสั้น หรือหายใจยาว — Enough. Stop thinking nonsense. Now my mood is changing. How am I breathing? Short breaths or long breaths?
— หายใจเข้ายาว หายใจออกยาว หายใจเข้ายาว หายใจออกยาว หายใจเข้ายาว หายใจออกยาว เหนื่อยจัง “การกำหนดรู้ลมหายใจต้องไม่ใช่การฝืน หากโยมเริ่มรู้สึกว่าโยมกำลังฝืน หรือทำแล้วลำบาก ให้หยุดก่อน การกำหนดรู้ลมหายใจที่ถูกต้อง โยมจะรู้สึกสบาย — Breathe in slowly, breathe out slowly, breathe in slowly, breathe out slowly, breathe in slowly, breathe out slowly. How exhausting! ‘Be aware of breathing without forcing it. If you feel you’re beginning to force yourself or find it hard to do, stop doing it first. To be correctly aware of breathing you must feel fine.’
สบาย สบาย สบาย สบาย ถูกใจก็คบกันไป ก็ฉันเป็นคนไม่ฝืนใจใคร แต่ก็ยังสบาย แม้วันใดที่ใจเธอเปลี่ยน Fine, fine, fine, fine. Liking is enough to get along. Well, I’m not one to force anyone but I’m still fine, even on days when you change your mind.
“แต่งงานกับผมนะ ผมอยากอยู่กับคุณ ผมอยากมีคุณเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม” ‘Marry me, okay? I want to be with you. I want you in my life.’
— “รถถังชอบขนมเค้กที่น้าเมย์ซื้อให้ อร่อยดี” — ‘I like the cake Aunt May bought me. It’s delicious.’
— เราแต่งงานกันแล้ว เราจดทะเบียนสมรสกัน เราต้องมีสิทธิ เราฟ้องศาลไม่ให้มันมายุ่งกับครอบครัวของเราได้ไหม — I’m married, our marriage is registered. I must have rights. Can I get the court to forbid him to have anything to do with me and my child?
— หายใจเข้า หายใจออก ลมหายใจสั้น แปลว่าเป็นลมหายใจที่ไม่ได้ตั้งสติ — Breathe in, breathe out. Short breaths are breaths that don’t help awareness.
— หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้า หายใจออก ปอดเรากำลังแฟบลงแล้ว — Breathe in, breathe out, breathe in, breathe out. My lungs are deflating.
อีเมย์มันซื้อเค้กมาให้ลูกเราตอนไหน? วันที่มากินข้าวมันเอาดอกไม้มานี่นา? When did that May buy a cake for our child? When she came for dinner, it was flowers she brought, didn’t she?
— เลิกคิด เลิกทำร้ายตัวเอง “การฝึกวิปัสสนา คือ การตั้งสติเพื่อหยั่งรู้ และเลิกนิสัยการคิดที่ทำร้ายตัวเอง การจดจ่ออยู่กับสิ่งเฉพาะที่อยู่ตรงหน้า กับลมหายใจจะทำให้จิตใจเราผ่อนคลายและสบายขึ้น” — Stop thinking. Stop hurting yourself. ‘Training for meditation is composing oneself to be aware and giving up the habit of thinking to hurt oneself. Focus only on what’s in front of you and your breathing will relax you and make you feel better.’
— ฉันกำลังจะไปซื้อของ ฉันกำลังจะไปซื้อของที่คาร์ฟูร์ ฉันจะไปซื้อ หมูเนื้อแดง ครีมอาบน้ำ ครีมนวด ส้ม กุ้งแช่แข็ง ยาสีฟัน นมกล่อง ผักกาดหอม นมกล่อง น้ำมันพืช บรอกโคลี เอ๊ย แอสพารากัส ช่างมันซื้อมันสองอย่างเลย แอปเปิ้ล น้ำส้ม บรอกโคลี เบคอน ขนมเค้ก สันคอหมู แชมพูสระผมแพนทีนสีทอง แปรงสีฟัน ไข่ น้ำมัน — I’m on my way to do some shopping. I’m going shopping at Carrefour. I’m going to buy red pork, shower gel, conditioner, oranges, frozen shrimps, toothpaste, UHT milk, lettuce, UHT milk, vegetable oil, broccoli, no, asparagus. Never mind, I’ll buy both. Apples, orange juice, broccoli, bacon, cake, pork shoulder cut, Gold Pantene shampoo, toothbrush, eggs, oil… In that shopping list, the question arises of whether or not to use the article on individual items such as a cake or a toothbrush. I decided against it: you wouldn’t have it on a written-down list but you would have it in a ’mental’ list.
ทำไมแกต้องเข้ามาในชีวิตของเราด้วย ฉันเคยมีความสุขของฉันอยู่ดีๆ กับลูกของฉัน กับผัวของฉัน Why did she have to enter my life? I was happy on my own with my child and my husband.
พี่พงษ์ไม่ได้นอนกับฉันเลยตั้งแต่ต้นเดือนนี่นา But you haven’t slept with me since the begin- ning of the month, Phong.
— ตั้งสติหยั่งรู้ หยุดทำร้ายตัวเองด้วยความคิดฟุ้งซ่าน เรากำลังไปจ่ายตลาด เรากำลังจะไปซื้อของ เราจะซื้อแชมพูสระผม ครีมนวด ครีมอาบน้ำ แอปเปิ้ล ส้มเขียวหวาน กุ้งพรานทะเล ยาสีฟัน นมกล่อง ผักกาดขาว น้ำมันพืช แอสพารากัส ข้าวหมูแดง เบคอน น้ำส้ม ผ้าอนามัย หมูเนื้อแดง แชมพูสระผมของพี่พงษ์ อาหารเย็นของรถถัง — Focus in order to be aware, stop hurting yourself with those wild thoughts. I’m going shopping. I’m going to buy things. I’ll buy shampoo, conditioner, shower gel, apples, tangerines, Pran Talay shrimps, toothpaste, UHT milk, lettuce, vegetable oil, asparagus, barbecued pork on rice, bacon, orange juice, tampons, red pork, Phong’s shampoo, Tank’s dinner…
— เรากำลังขับรถ ข้างหน้าของเราเป็นโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีดำ มือขวาเราจับพวงมาลัย มือซ้ายอยู่ที่เกียร์ — I’m driving. There’s a black Toyota Fortuner in front of me. My right hand holds the steering wheel, my left hand is on the gear lever.
เรากำลังไปซื้อของ I’m going shopping.
มันไม่มีอะไรหรอก มันไม่มีอะไร There’s nothing going on. Nothing. Or: Nothing’s happening/the matter.
— หายใจเข้า หายใจออก — Breathe in, breathe out.
มันไม่มีอะไร There’s nothing.
— เราจะไปจ่ายตลาด จะไปซื้อหมูเนื้อแดง แปรงสีฟัน ไข่ น้ำมัน ครีมนวด ส้ม กุ้งแช่แข็ง ยาสีฟัน นมกล่อง ผักกาดหอม นมกล่อง น้ำมันพืช บรอกโคลี แอปเปิ้ล น้ำส้ม บรอกโคลี ขนมเค้ก สันคอหมู แชมพูสระผมแพนทีนสีทอง ครีมอาบน้ำ แปรงสีฟัน ไข่ น้ำมัน หมูเนื้อแดง ครีมอาบน้ำ ครีมนวด ส้ม กุ้งแช่แข็ง ยาสีฟัน นมกล่อง ผักกาดหอม นมกล่อง น้ำมันพืช เบคอน แอสพารากัส แอปเปิ้ล น้ำส้ม บรอกโคลี ขนมเค้ก สันคอหมู แชมพูสระผมแพนทีนสีทอง ตกลงฉันต้องไปรับลูกไหม ฉันจะทำข้าวหมูอบทันไหม — I’m going shopping. I’ll buy pork shoulder cut, toothpaste, eggs, oil, conditioner, oranges, frozen shrimps, toothpaste, UHT milk, lettuce, UHT milk, vegetable oil, broccoli, apples, orange juice, broccoli, cake, pork shoulder cut, Gold Pantene shampoo, shower gel, toothbrush, eggs, oil, red pork meat, shower gel, conditioner, oranges, frozen shrimps, toothpaste, UHT milk, lettuce, UHT milk, vegetable oil, bacon, aspa- ragus, apples, orange juice, broccoli, cake, pork shoulder cut, Gold Pantene shampoo. So should I pick up Tank? Will I have time to make braised pork on rice?
“พงษ์มีลูกคนเดียวเหรอ แปลกจัง ฟิตออกจะขนาดนั้น เมย์ยังเคยคิดอยู่เหมือนกันน้า ว่าถ้าแต่งกับพงษ์ไปเนี่ย ลูกคงเป็นโหล ขยันทำเหลือเกิน” ‘Only one child, Phong? How come, fit as you are? I used to think all the same that if I married you we’d have a dozen children, we’d be so eager to make them.’
— หายใจเข้า หายใจออก ตระหนักรู้ลมหายใจ หลับตาลงจะรู้ลมหายใจ — Breathe in, breathe out. Be aware of your breathing. Close your eyes to be aware of your breathing.
=
โครม! ฟุบ! หน้ารถของจิตราชนเข้ากับท้ายฟอร์จูนเนอร์สีดำที่อยู่ข้างหน้า ถุงลมนิรภัยระเบิดตัวออกโดยอัตโนมัติตามกลไก จิตราร้องไห้โฮ ตัวสั่น กระแทกเพราะรถข้างหลังก็เบรกไม่ทัน วิ่งเข้าชนท้ายรถของเธอเหมือนกัน Crash! Woosh! The front of Jitra’s car crashes into the back of the black Toyota Fortuner ahead. The front air bag inflates automatically. Jitra shouts out. Her shaken body is jolted as the car behind doesn’t brake in time and slams into the back of her car.
จิตราจึงไม่ได้ไปจ่ายตลาดในวันนี้ And so it is that Jitra doesn’t go shop- ping today.

Clermont-Ferrand, May 2007

Boonchit Fakme is the pen name
of Kla Samudavanija
(pronounced sa.mut.tha.wa.nit),
the author >of a collection
of short stories entitled
Foreign matters (2010),
from which this one is extracted.
.

The lone sunflower – Seni Saowaphong

ทานตะวันดกหนึ่ง

THE LONE SUNFLOWER

เสนีย์ เสาวพงศ์

SENI SAOWAPHONG

Translator’s kitchen
“ชะ แม่งามหงส์เอย ปีกอ่อนร่อนลง เข้าในดงทานตะวัน” เขาพึมพำเพลงลูกคู่ลำตัดเก่าๆ ที่ยังจำได้สมัยวัยรุ่น โดยที่ไม่มีอะไรครึ้มอกครึ้มใจเป็นพิเศษไปจากเวลาอื่นๆ มันอาจเป็นเพียงฟองอากาศในบ่อแห่งความทรงจำ ที่ผุดลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำเป็นบางครั้งบางคราวที่ไม่ได้คาดหมาย แต่มันเหมือนกับมีอะไรมาดลใจให้เขานึกถึงอะไรบางอย่างได้ “Ha! The beautiful swan on her gracious wings glides down to enter the sunflower patch…” Out of the blue, he hummed the chorus of an old bantering song he still remembered from when he was a teenager, a time hardly more elating than any other. Maybe it was just air bubbles in the well of memories rising to the surface at unexpected times, but some- thing in them seemed to have the power to make him think of one thing or another. This last-minute correction shows how to get out of a tight corner (and a mistranslation): the ‘time hardly more elating’ is not that of his youth, but the present time. First I thought of ‘For no particular reason’, shifted to the beginning of the sentence, but then decided that ‘Out of the blue’ sounded better. So much for word-for-word translation! ;-)
“แม่ไอ้หนู” เขาร้องถามเมีย “เมล็ดทานตะวันเก็บเอาไว้ที่ไหน” “Mother of our child,” he called out, “where do we keep the sunflower seeds?” ‘Mother/Father of our child’ sounds awkward in English but shows how Thai (Asian) married people interact by shifting the focus from themselves to their child or children
“ก็ห่อเหน็บอยู่ข้างฝา หลังโต๊ะพระนั่นแหละ” เมียเขาตอบ “At the corner of the wall behind the votive table,” his wife answered.
เขายกมือไหว้พระก่อนหยิบห่อกระดาษเล็กๆ ที่เหน็บอยู่ในซอกระหว่างฝาบ้านกับเสาเรือน He raised his hands to bow to the sacred figures before picking up a small paper parcel inserted in the space between the partition wall and the main pillar of the house.
“เกือบลืมแล้วไหมล่ะ อาจารย์สมสุขอุตส่าห์ให้มา สั่งให้เอาลงปลายหน้าฝน นี่ก็ถึงเวลาแล้ว” “Almost forgot, didn’t I? Professor Som- suk kindly gave me some with instructions to plant them at the end of the rainy season, and now the time has come.”
เมื่อต้นฝน เขาลงไปกรุงเทพฯ เพื่อหาซื้อพันธุ์ไม้ยืนต้นมาปลูกในที่ของเขาแล้ว ก็เลยแวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกัน แต่เขาออกจากโรงเรียนแค่มัธยม 3 ส่วนหนึ่งของเขาไปเรียนต่อกรุง- เทพฯ จนจบเกษตรฯ สำหรับเขาอีโหลกโขลกเขลกไปตามประสา แล้วก็บวชเสียห้าพรรษา ทีแรกตั้งใจว่าจะไม่สึก แต่เมื่อบวชได้สองสามพรรษา ความรู้สึกบอกตัวเองว่า จะบ่ายหน้ามุ่งไปสู่ทางธรรมเห็นจะยาก เพราะมีอะไรบางอย่างในตัวที่ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา อยากจะทำโน่นทำนี่อย่างคฤหัสถ์ร่ำไป เขาจึงใช้เวลาส่วนหลังอ่านหนังสือตำราการเกษตร นำพวกเด็กวัดปลูกสวนครัวและลงไม้ยืนต้นพวกมะม่วง ขนุน ชมพู่ในวัด แล้วเขาก็ลาสิกขาออกมาเป็นเกษตรกร When the rains started he had gone down to Bangkok to buy tree saplings to plant on his land, so he had paid a visit to an old school friend, but he had left school after only three years of secondary. His friend had gone to continue studying in Bangkok until he graduated in agriculture. As for him he had idled time away as was his nature and then entered the monkhood for five Lents. At first he was determined to remain in the orders, but after a couple of years, his feelings told him that to follow the path of dharma would be difficult because there was something within him that strove all the time, always wanting to do this and that as a layman, so he spent the next three years reading agriculture manuals, led the temple boys in tending a kitchen garden and planting trees such as mango and rose apple in the monastery, and then he left the orders to become a farmer.
จากการบวชเรียน ชาวบ้านเลยเรียกเขาว่า ทิด นำหน้าชื่อของเขา As he had been a monk, the villagers prefaced his name with the title “Thit”.
แต่ทิดคงรู้ทางธรรมที่ถูกต้อง เขาไม่เชื่อในเรื่องโชคลางสังหรณ์ หมอดู เรื่องผีสาง อภินิหาร เวทมนตร์คาถา ยันต์และไสยทั้งปวง เขาไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นการพนัน เพียงแต่สูบบุหรี่บ้าง Thit Khong knew the right dharma way. He didn’t believe in luck or omens, in fortune-telling, ghosts, miracles, spells or magic of any kind. He didn’t drink, didn’t gamble, only smoked a little.
เมื่อแวะเยี่ยมอาจารย์สมสุข หลังจากคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ เขาก็สอบถามความรู้ในเรื่องพืชและต้นไม้ อาจารย์สมสุขยังเรียกเขาว่า พี่ เหมือนอย่างเคย เพราะเขาแก่กว่าปีหนึ่ง When he had gone to see Professor Somsuk, after reminiscing about the past, he had tapped his knowledge on plants and trees. The professor still called him “elder brother” as before because he was one year his senior. In English, no need to keep repeating ‘Professor Somsuk’; hence, ‘the professor’ or ‘he’ in following references.
“เออ พี่คง ลองเอาต้นทานตะวันไปปลูกดูไหม มันกำลังอยู่ในระหว่างการทดลอง” “Well, elder brother, how about trying these sunflowers? They are at the experi- mental stage.”
แล้วอาจารย์สมสุขก็เล่าเรื่องดอกทานตะวันให้เขาฟังว่า เดิมเป็นต้นไม้ขึ้นเองในอเมริกาใต้ แถวเปรู ชิลี ต่อมาจึงแพร่พันธุ์มาทางยุโรป ขยายต่อมาทางเอเชีย และวกลงไปแอฟริกา ชาวเปรูโบราณซึ่งบูชาดวงตะวันใช้ดอกทานตะวันบูชา ปัจจุบันมีการปลูกกันมากเพื่อเอาน้ำมันมาใช้ประกอบอาหาร และกากที่บีบเอาน้ำมันออกแล้วใช้เป็นอาหารสัตว์ Then the professor had told him about sunflowers, saying that the plant used to grow by itself in South America, around Peru and Chile, before spreading to Europe, and later to Asia and to Africa. The natives in Peru worshipped the sun and used sunflowers in their cult. Nowadays it was grown intensively for its oil for cooking and its compressed residue for cattle food. For more information on sunflowers:
en.wikipedia.org/wiki/Sunflower
อาจารย์สมสุขบอกว่า อยากจะส่งเสริมการปลูกต้นทานตะวัน เพราะน้ำมันมีราคาดีในตลาดโลก อาจจะเป็นสินค้าสำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับประเทศไทย ได้ทดลองเอาพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาปลูก ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วยเพื่อจะให้ได้พันธุ์ที่มีดอกใหญ่มีเมล็ดมาก เพื่อให้ได้ผลิตผลต่อไร่สูง และมีท่าว่าจะสำเร็จเพราะรุ่นสุดท้ายได้ต้นทานตะวันที่ให้ดอกเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบศอก รุ่นใหม่คงจะดีขึ้นหรืออาจจะดีบ้างไม่ดีบ้าง หรือไม่ได้ผลดีเลยก็ได้ จึงอยากจะให้กระจายไปทดลองปลูกในที่ต่างๆ เพื่อจะได้เปรียบเทียบกัน และเผื่อที่หนึ่งเสียที่อื่นอาจจะรอด แต่ส่วนใหญ่จะยังคงทดลองอยู่ที่เกษตรกลาง Professor Somsuk had told him he wanted to promote sunflower planting because sunflower oil fetched good prices on the world markets. It might become an important commodity for Thailand and was being tried with seeds from abroad. Scientific methods were used to obtain species with big heads of flower and numerous seeds to achieve high yields and it seemed this would succeed because the latest generation had obtained flowers almost an elbow’s length in diameter. The next generation would be even better, or perhaps middling, or might give no good results at all, so it should be spread out and grown in many different places for the purpose of comparison and if it failed in one place others might be safe, but most of it was still at the experimental stage in the federal or central agricultural centre. ผลิตผลต่อไร่ = yield; no need to say ‘per rai’ as in the text or ‘per hectare’ 
อาจารย์สมสุขแบ่งเมล็ดทานตะวันมาให้เขาเพียงห้าเมล็ด บอกว่าคราวนี้เมล็ดเสียไปแยะระหว่างใช้กัมมันตภาพรังสี Professor Somsuk had provided him with only five seeds, telling him that this time many seeds had dried under irradiation.
“ข้อสำคัญ” อาจารย์สมสุขกำชับ “พี่ต้องคอยจดสถิติให้ด้วย ปลูกเมื่อไร การเติบโตเป็นอย่างไร เริ่มออกดอกเมื่อไร วัดความกว้างของดอกไว้ทุกระยะ ถ้าได้ผลขอให้เก็บเมล็ดไว้ให้ดีด้วย เพราะจะเป็นประโยชน์ทางวิชาการต่อไป” “The main thing,” he had emphasised, “is to take down data carefully – date of planting, growth stages, date of flowering, and breadth of the flower at all stages. If you succeed, keep the seeds carefully because they’ll be needed for further research.”
ทิดคงรับคำเป็นอันดี ขากลับบ้านเขาเลยแวะพบเกษตรกรจังหวัดซึ่งคุ้นเคยกัน เพราะเขาเคยมาสอบถามความรู้เกี่ยวกับปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเสมอ Thit Khong had promised. On his way back home he had stopped by to see the provincial agricultural officer whom he knew well because he was always consulting him on fertilisers and pesticides.
“อาจารย์สมสุขเคยเป็นอาจารย์ผม” เกษตรจังหวัดบอก “พี่ทิดมีอะไร ผมช่วยเต็มที่ ผมจะแวะไปดูบ่อยๆ แล้วจะเขียนรายงานให้อาจารย์สมสุขด้วย” “Professor Somsuk used to be my teacher,” the officer had told him. “I’ll help you as much as I can. I’ll go and see you often and I’ll also write reports to the professor.”
เขาเอาเมล็ดลงแปลงเพาะชำ แล้วเตรียมแปลงปลูกทางด้านตะวันออกของบ้าน ด้วยการขุดดินเอาหลุมตากแดดห้าหกวัน แล้วเอาปุ๋ยหมักกับปุ๋ยคอกผสมดินใส่หลุม Thit Khong put the seeds in a nursery bed and prepared a plot for planting on the east- ern side of his house by digging holes in the ground and leaving them exposed to the sun for five or six days and then mixed manure, compost and earth to fill the holes with.
เพียงสิบวันทานตะวันก็แทงต้นขึ้นมา เขารู้สึกผิดหวังนิดหน่อยที่มันงอกขึ้นมาเพียงต้นเดียวเท่านั้น คอยอีกสามสี่วันด้วยความหวังว่าจะมีงอกขึ้นมาอีก ก็เปล่า เมื่อคุ้ยดินดู ปรากฏว่ามันเน่าหมด Only ten days later, a sunflower seedling surfaced. A little disappointed that only one seedling had come up, he waited another three or four days in the hope that others would appear – but no: when he scratched the compost to have a look, he found that all the other seeds had rotted.
เขาชักกังวล เหลืออยู่เพียงต้นเดียว ถ้าเป็นอะไรไปก็หมด ไม่มีอะไรเหลือให้ไว้ได้ใช้ประโยชน์ทางวิชาการ แต่ที่ทดลองปลูกที่อื่นคงจะขึ้นบ้างหรอก เขาคิดปลอบใจตนเอง He got worried. There was only one plant left. If something happened to it, there would be nothing left to be of use in further research. But maybe experiments else- where will do better, he thought to comfort himself.
เขาเอาใจใส่ต้นทานตะวันเป็นอย่างดี ไม่ให้มีแมลงมารบกวน พอมันสูงคืบกว่าๆ เขาก็ย้ายเอามาลงแปลงปลูก He took great care of the sunflower, not letting insects disturb it. When it was over nine inches tall, he transferred it to the planting plot. คืบ is a span, an old English unit of length of about nine inches (in French, un empan: about 23cm).
เมื่อต้นทานตะวันสูงเลยบั้นเอว เกษตรจังหวัดแวะมาเยี่ยม เขาบอกทิดคงว่า เมล็ดที่ปลูกทดลองในส่วนกลางและที่ส่งไปปลูกทางเชียงใหม่ แพร่ ขอนแก่น อุบลฯ กาญจนบุรี และสุราษฎร์ฯ เสียหมด ไม่ขึ้นเลยสักต้นเดียว The sunflower was taller than waist level when the provincial agricultural officer came visiting. He told Thit Khong that those seeds that had been tried at the centre and those sent to be planted in Chiang Mai, Khon Kaen, Ubon Ratchathani and Surat had all gone bad. Not a single plant had come up.
เกษตรจังหวัดพิจารณาดูลำต้น สอบถามและจดวันที่ปลูก การเตรียมดินวัดความสูง The officer examined the plant, asked for and noted down planting date and soil preparation, and measured the height.
“ผมคิดว่า มันจะเป็นตัวอย่าง ดูมันโตกว่าที่เคยเห็น ผมจะรายงานไปอาจารย์สมสุขคงจะดีใจมากเพราะเป็นต้นเดียวที่เหลืออยู่ วิชาการจะก้าวหน้าไปอีกแน่นอนจากผลที่ได้จากต้นนี้ พี่ทิดต้องระวังให้ดีนะ ผมว่าล้อมรั้วเสียแหละดี ล้อมสองชั้นเลย รอบนอกห่างสักสามวา รอบในห่างต้นสักวาครึ่ง กันไม่ให้สัตว์เข้ามาถึง ว่าไม่ได้นา พี่ทิด บ้านเราอาจจะดังระเบิดเพราะทานตะวันต้นนี้ก็ได้” เขาพูดแล้วก็หัวเราะด้วยความดีใจ “บางทีจะต้องเอาไม้ช่วยพยุงลำต้นด้วย” “I think it’ll be a model plant. It looks bigger than those I’ve seen. I’ll report to Professor Somsuk. He’ll be pleased because it’s the only plant left. Technical knowledge will definitely progress further from what we’ve obtained here. You must be careful, you know. I think you’d better put a fence around it, a double one actually, about six metres on the outside, and three metres for the inner ring. Enclose it so that animals can’t get to it. For all we know, your house will be famous because of this sunflower,” he said and then laughed happily. “Maybe you’ll need a stake to support its stem as well.”
แต่ทิดคงมีความกังวลเพิ่มขึ้น กลัวมันจะเป็นอะไรไปเสียก่อน As a result, Thit Khong was all the more troubled, afraid something would happen to it by and by. เสียก่อน begs the question: before what? Obviously: before it’s fully grown. So ‘by and by’ is better here. 
“อีกเดือนหนึ่งผมลงมาใหม่ อย่างช้าเดือนเมษายนคงได้ดูดอกแน่” “I’ll be back in a month’s time. In April at the latest we’ll see it in bloom for sure.”
เกษตรจังหวัดกลับไปด้วยความดีใจและตื่นเต้น The agricultural officer went back happy and ex- cited.
ทิดคงไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร นอกจากจะกังวลมากขึ้นทุกที เพราะทุกเช้าเห็นลำต้นมันทะลึ่งขึ้นอย่างแปลกตา ใบก็ใหญ่ขึ้นมาก เขาเลยต้องเอาไม้มาปักทาบกับลำต้น เอาเชือกผูก กันไม่ให้มันโค่นล้มเมื่อเวลาลมแรงๆ Thit Khong wasn’t quite as excited but increasingly worried because every morning he could see the plant shoot up and up. The leaves were very big. So he tied a wooden support to the stem and propped it so it wouldn’t fall when the wind was strong.
เขาเองไม่เคยปลูกหรือเคยเห็นต้นทานตะวันมาก่อน เคยเห็นแต่ในรูปมาบ้าง ไม่นึกว่ามันจะสูงใหญ่มากมายอะไร นี่ดีแต่เตรียมแปลงปลูกไว้ห้าต้น ไม่งั้นไม่พอแน่ He himself had never planted or seen a sunflower before, only pictures of some. He had never thought it could be so tall and large. It was a good thing he had prepared the ground for five plants, otherwise it wouldn’t have been enough.
ไม่ช้ามันก็ยืดขึ้นสูงจนท่วมหัว เขาต้องเอารั้วที่ล้อมรอบออก เพราะมันแคบเกินไป ทำให้ใบแผ่ไม่ได้สะดวก แล้วสร้างรั้วใหม่ให้สูงกว่าเก่าด้วย Before long the sunflower had grown to above head level. He had to take the fence around it out because it was too narrow, preventing the leaves from growing freely, and then he ordered a new fence, higher than the old one, of course.
คนในละแวกนั้นเมื่อเดินผ่านมาเห็น ต่างก็ถามคล้ายๆ กันทุกคนว่า นั่นมันต้นอะไร When the local people saw it as they walked by, everyone of them asked what that tree was.
“ต้นดอกทานตะวัน” เขาตอบไปตามความจริง “It’s a sunflower plant,” Thit Khong would answer truthfully.
ทุกคนแสดงความสงสัยหาว่าเขาหลอก ลูกชายอายุสิบสามขวบของเขาก็สงสัยเมียเขา, ซึ่งรู้ความจริงมาแต่ต้น, เริ่มมีความกระวนกระวาย Everyone showed suspicion and said he was putting them on. His thirteen-year-old son too was suspicious. His wife, who knew the truth from the beginning, began to be uneasy.
ต้นทานตะวันเริ่มแทงช่อดอก ลักษณะของมันแสดงว่าดอกมันจะใหญ่มโหฬารทีเดียว The flowering head began to form. By the look of it, the flower would be enormous.
คนที่เดินผ่านมาพากันหยุดดูนานๆ Passersby stopped and looked at it for a long time.
แล้ววันหนึ่งมีใครคนหนึ่งถามขึ้นว่า “เฮ้ย! อ้ายทิด เขาว่าเมื่อวันเอ็งปลูกไอ้ต้นนี้” แกพูดแล้วก็ยกมือไหว้ท่วมหัว “มีพระธุดงค์มากางกลดอยู่ข้างบ้านเอ็ง ตอนเย็นจริงหรือเปล่า” And then one day one of them asked, “Tell me, Thit, they say the day you planted this…” Having said this, the man raised his joined hands above his head and bowed. “They say a mendicant monk came to stay on your plot by your house on that day. Is this true?”
“ไม่มีเลยจ๊ะ น้า” เขาตอบตามความจริง “ถ้ามีฉันต้องเห็นแน่” “Not at all,” he answered truthfully. “If he had I’d have seen him.”
“เอ็งอย่าหลอกผู้ใหญ่น่า เขาว่า ท่านมากางกลดตอนค่ำ แล้วท่านก็ไปแต่เช้ามืด เอ็งคงไม่เห็นมั้ง” “Don’t lie to your seniors, will you. They say he came at nightfall and left before sunrise, so maybe you didn’t see him.”
เขายืนยันว่าไม่มี ตามความเป็นจริง He maintained that there had been no monk, as was the truth.
“มีน่า ไอ้ทิด มีคนเขาเห็นกันหลายคน” “Oh, but there was, young man! Several people saw him.”
ความกังวลของเขาเริ่มกลางเป็นความกระสับกระส่าย เมื่อเช้าวันหนึ่งเขาตื่นขึ้นเห็นมีผ้าแดงยาวราวศอกหนึ่งมาพาดที่รั้วชั้นใน แล้วมีธูปที่ไหม้หมดแล้วเหลือแต่ก้านอยู่สามก้าน His worry turned to agitation. One morning he woke up and saw a red piece of cloth about one cubit long tied to the inner fence, and the stems of three already consumed joysticks.
ผู้คนเริ่มมามุงกันรอบๆ รั้วเป็นกลุ่มๆ และอยู่กันนานๆ บางคนเขาไม่เคยเห็นหน้าตามาก่อน คงจะเป็นคนที่มาจากย่านอื่นห่างออกไป People began to troop around the fence and linger there. Some of them he had never seen before – probably people from surrounding areas.
เมียของเขาก็เริ่มจะว้าวุ่น “พ่อไอ้หนู เราจะทำยังไงกันดี” His wife began to fret. “What shall we do, father of our child?
เขาไม่ตอบ เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร He didn’t answer because he didn’t know what to do.
ลูกชายเขาก็ชักจะเดือดร้อน เพราะถูกเพื่อนที่โรงเรียนถามโน่นถามนี่ไม่เว้นวาง His son was incensed because he was being pestered with questions by his friends at school.
เมียของเขาเริ่มจุดธูปทุกเช้า เพียงแต่ไม่ได้ไหว้ต้นทานตะวัน แต่กราบพระบูชาที่หัวนอน His wife began to light incense every morning at dawn. She didn’t bow to the sunflower but prostrated herself in front of the votive table at the head of the bed.
เขาเริ่มทุรนทุราย คิดไม่ออกว่าเหตุการณ์มันจะบานปลายออกไปอย่างไร ในที่สุดเขาก็คว้าจักรยานปั่นไปอำเภอแล้วจับรถบัสเข้าจังหวัดไปหาเกษตรจังหวัด He began to be very disturbed, unable to think how things might develop. Finally he took a bicycle to the district and then a bus to the provincial town to see the agricultural officer.
ระหว่างรอรถบัส เขาสังเกตเห็นคนจับกลุ่มซุบซิบกันแล้วบุ้ยใบ้มาทางเขา คนอื่นๆ หันมามองด้วยสายตาประหลาดๆ As he waited for the bus, he noticed that a group of people were whispering and pointing him out with a twist of their mouths. Others turned to look at him with strange faces. บุ้ยใบ้, pointing at people with a twist of the mouth, is a discreet Thai habit; Westerners usually do so with a slow swing of the head, chin first, or a marked drift of the eyes.
เมื่อเขาพบเกษตรจังหวัด ทิดคงรู้สึกทันทีว่า เกษตรจังหวัดดูมีความกระวนกระวายไม่น้อยเหมือนกัน กวักมือเรียกทิดคงไปนั่งพูดกันที่มุมหนึ่งแต่ลำพังสองคน When he met him, Thit Khong felt at once that the agricultural officer too was rather disturbed. The officer motioned for them to go and sit in a corner by themselves.
ทิดคงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างละล่ำละลัก เกษตรจังหวัดฟังด้วยกิริยาเหมือนกับจะรู้อะไรบางอย่างบ้างแล้ว เมื่อทิดคงเล่าจบเขาก็พูดขึ้นบ้าง “มีข่าวลือที่นี่ว่า คนที่อำเภอถูกหวยรวยหลายพัน” Thit Khong sputtered out everything that had happened. The officer listened with the air of someone privy to some information. When Thit Khong was through, he said, “The rumour here is that the district people won thousands of baht at the lottery.”
“ก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับผม” ทิดคงตอบ “What’s that got to do with me?” Thit Khong answered.
“เกี่ยวซี” เกษตรจังหวัดว่า “เขาลือกันว่าที่ถูกก็เพราะเจ้าแม่ทานตะวันให้ลาภ” “Plenty,” the agricultural officer said. “They say that if they won it’s because the sunflower goddess brought them luck.”
หน้าตาของทิดคงแสดงความท้อแท้และระทดระทวย Thit Khong’s face turned dejected and dispirited.
“ผมก็อธิบายเขาไปว่า ทานตะวันเป็นต้นไม้ธรรมดา เพียงแต่ว่าต้นนี้เป็นพันธุ์ที่ค้นคว้าโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ อาจจะดีเป็นพิเศษก็ได้หรืออาจจะไม่ได้ผลก็ได้ มันจะให้คุณให้ลาภเกินไปกว่าการให้ดอกที่มีเมล็ดสำหรับทำน้ำมันได้ยังไง กากก็เอาไปเลี้ยงสัตว์ไม่ได้ดอก ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น” แล้วเขาทอดเสียงอ่อย “แต่รู้สึกไม่ค่อยจะมีใครเชื่อผม…” “I explained to them that sunflowers are ordinary plants, except that this one is a species that has been improved scientific- ally with the help of modern technology. It might turn out to be especially good or amount to nothing. What better luck can it give you than by providing you with seeds to make oil with and roughage to feed animals? That’s how nature is.” Then he lowered his voice. “But I’m afraid no one believed me…”
“ผมว่า” เกษตรจังหวัดพูดต่อ “เราต้องรักษาทานตะวันต้นนี้ไว้จนสุดกำลัง มันเป็นต้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ มีประโยชน์ทางวิชาการอย่างมหาศาล เราต้องต่อสู้กับความไม่รู้ไม่เข้าใจของคนจำนวนหนึ่งให้ได้” “I think,” he added, “we must take care of this sunflower as much as we possibly can. It’s the last one left. It’ll be immensely useful to research. We must fight with some people’s ignorance and misunderstanding.”
“ครับ ผมเป็นห่วงมันมาก อาจารย์สมสุขคงจะเสียใจ ถ้าผมรักษามันไว้จนเก็บเมล็ดไม่ได้” ทิดคงระบายความหนักใจ “ผมเกรงว่ามันจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ ความเชื่อของคนเรานั้นบางทีเราทานไม่ไหว กว่าจะทำให้เขาเข้าใจได้มันก็สายไปเสียแล้ว” “I worry a lot about that too. Professor Somsuk will be disappointed if I don’t take care of it until it provides us with seeds,” Thit Khong said, expressing what he felt. “I’m afraid it won’t stop here. Sometimes there’s nothing we can do about people’s beliefs to make them understand before it’s too late.”
เกษตรจังหวัดไม่ตอบ คิ้วขมวดอยู่บนใบหน้า นิ้วมือของเขาเคาะโต๊ะตลอดเวลา The agricultural officer didn’t answer. A frown creased his forehead and his fingers kept drumming on the table.
“ผมอยากให้ช่วยติดต่อเรียนให้อาจารย์ทราบ และถ้าเป็นไปได้อยากให้อาจารย์ลงมา จะได้ช่วยกันอีกแรงหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็จะได้เห็นก่อนที่มันจะ..” เสียงของทิดคงขาดหายไปในลำคอ “I’d like you to contact and inform the professor and if possible I’d like him to come and help us out or at least see it before…” Thit Khong’s voice died in his throat.
“อย่ามองในแง่ร้ายเกินไปซี” เกษตรจังหวัดปลอบพร้อมกับพยายามหัวเราะประกอบ “ตอนนี้อาจารย์ไม่อยู่ ไปประชุมต่างประเทศเรื่องการใช้พลังงานนิวเคลียร์ทางเกษตรกรรม ผมได้รับจดหมายเมื่อวานนี้เอง อีกตั้งสองอาทิตย์กว่าจะกลับ” “Don’t be so pessimistic,” the officer assuaged him, forcing a laugh. “Right now, the professor isn’t available. He’s attending a conference abroad about the use of nuclear power in agriculture. I just got a letter from him yesterday. Another two weeks before he’s back.”
ทิดคงงันไป เหมือนความหวังที่ริบหรี่ดับวูบ Thit Khong was stunned, as if his hope was snuffed.
“ไม่เป็นไร ผมจะลงไปเอง วันมะรืนนี้ผมไปแน่” “Never mind. I’ll come over myself, in two days’ time for sure.”
ทิดคงใจชื้นขึ้นนิดหน่อย Thit Khong felt a little better.
“จะให้โทษชาวบ้านก็ไม่ถูกหรอก” เกษตรจังหวัดว่า “เพราะเขาไม่รู้ ผมเองก็ต้องใช้วิธีชี้แจงอธิบายกันมาตลอด เพื่อให้เขาทิ้งความเชื่อเก่าๆ และรับเอาความรู้ใหม่ๆ ก็พยายามกันต่อไปนะ” “You can’t blame the villagers,” the agricultural officer said, “because they don’t know any better. I spend my life explaining things to them for them to give up old beliefs and accept new knowledge. Let’s keep on trying.” In English, you wouldn’t say ‘because they don’t know’: it’s excessive. The correct expression here is ‘they don’t know any better’.
“ผมกลัวว่าเวลาจะไม่ทัน” ทิดคงให้ความเห็น “I’m afraid there won’t be time,” Thit Khong remarked.
ดอกทานตะวันบานแล้ว ดอกงามผึ่งผายเหมือนกระด้งใบใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งวา กลีบดอกเหลืองอร่ามรับแสงแดดในตอนเช้าอย่างสง่า ทิดคงเองมองด้วยความตื่นเต้น และตัวเองก็ยอมรับว่ามีความรู้สึกที่เกรงขามอยู่ไม่น้อยทุกครั้งที่มองไป เมียของเขาดูจะยิ่งไปกว่า หล่อนไม่กล้ามองอย่างเต็มตาสักครั้งเดียว The sunflower was now in bloom, its flowering head imposing like a large threshing basket of about two metres in diameter. Its golden petals caught the morning sun splendidly. Thit Khong himself looked at them with excitement and admitted to himself that he felt rather in awe every time he looked at them. His wife even more so, it seemed: she wouldn’t look at them straight, not even once. Threshing basket (กระด้ง):

หนึ่งวา: two meters in diameter sounds like an exaggeration, but that’s what the text says.
ตอนสายวันนั้น บริเวณบ้านทิดคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน รอบรั้วที่กั้นชั้นในเต็มไปด้วยผ้าสีแดง สีชมพู สีเหลืองจนแน่นไปหมด ธูปเทียนไหม้คลุ้งตลอดเวลา ของบูชาที่หลงเหลือจากวันก่อนๆ กองเกลื่อน และยังมีคนนำเอามาบูชาใหม่ไม่ขาด ใส่มาในกระทงใบตอง ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งคาวทั้งหวาน Late that morning, there was a crowd milling around Thit Khong’s house. The inner fence protecting the plant was studded with red, pink and yellow lengths of cloth, and joysticks and candles burned all the time. Offerings from the days before cluttered the place and there were people incessantly bringing in new savouries and sweets they placed in banana-leaf containers large and small. Shown for size:
เขาพยายามเข้าไปคุยเพื่ออธิบายให้ผู้คนเข้าใจว่า เป็นเรื่องพิเศษกว่าธรรมดาอยู่บ้างก็เป็นเพราะการทดลองค้นคว้าวิชาการใหม่ๆ แต่น้อยคนที่ยอมฟัง ส่วนมากดูจะเชื่อเรื่องพระธุดงค์ เรื่องที่มีคนถูกหวย He tried to get among them to make them understand that if it was something out of the ordinary it was because of new research, but few would listen. Most of them seemed to believe the story of the mendicant monk, the story of people winning the lottery.
คนจำนวนหนึ่งมุงกันฟังผู้หญิงกลางคนคนหนึ่งที่เล่าเรื่อง ทำไม้ทำมือออกท่าออกทางประกอบ ดูเหมือนแม่คนนี้จะเคยเป็นคนทรงเจ้ามาก่อน แต่ชาวบ้านแถวนี้ยากจนก็เลยหากินไม่ค่อยรุ่งเรือง A number of people gathered around a middle-aged woman who was telling a story, gesticulating and putting up an act. It seemed that that woman had been a medium before, but the people around here being indigent her earnings hadn’t thrived.
“เมื่อคืนนี้เจ้าแม่มาเข้าฝัน เอ็งเอ๊ย เป็นผู้หญิงสาวสวยเช้งเลย รวบมวยผมทัดดอกทานตะวันดอกเท่านี้” หล่อนทำมือประกอบว่าดอกเล็กขนาดเท่าถ้วยตะไล “ทำด้วยทองเหลืองอร่าม ตรงกลางฝังเพชรแสงพราวเข้าลูกกะตา ข้ากลัวจนไม่กล้ามอง ได้แต่หมอบตัวสั่นเทาๆ” “Last night the goddess entered my dream, you know! She’s a very beautiful young woman, with her hair tied in the style of a sunflower this size.” Her hands indicated a small flower the size of a tiny china cup. “Her hair is made of shining gold, with the glitter of a diamond in its centre catching the eye. I was so afraid I didn’t dare to look, I merely prostrated myself, shaking all over…”
หล่อนหยุดเล่า ปล่อยให้คนรอคอยฟังอยู่หลายอึดใจ She stopped speaking, letting the listeners wait over several breaths.
“เจ้าแม่ตรัสว่า ข้าอาศัยที่เขาอยู่ ไม่มีความสบายเลย เขาไม่นับถือข้า” “The goddess said, ‘I stay in his place but I am not happy: he doesn’t respect me.’”
มีเสียงคนพึมด้วยความไม่พอใจ  There were murmurs of discontent among the group.
“เสียงของท่านแหลมเล็ก ฟังเย็นเยือกเข้าไปถึงหัวใจเลย พูดแล้วขนลุก” หล่อนเอามือลูบแขน เคี้ยวหมากจั๊บๆ อย่างตื่นเต้น กลืนน้ำหมากลงคออึกหนึ่งแล้วพูดต่อ “ท่านว่า เอ็งช่วยบอกชาวบ้านเขานะว่า ข้าขอบใจมากที่เขาเอาของมาถวาย ไม่งั้นข้าอาจจะไม่รอด แล้วท่านก็ทำท่าจะไป ข้าเลยถือโอกาส ใจก็ยังกลัว ตัวก็ยังสั่น ทูลท่านว่า เจ้าแม่เจ้าขา ชาวบ้านแถวนี้ยากจนกันเหลือเกิน เจ้าแม่ช่วยโปรดด้วยเถิดเจ้าค่ะ” “Her voice was rather sharp, so cold it entered your heart. Listening to her my hair stood on end.” She stroked her arm, gnashed betel noisily in her excitement, swallowed betel juice once again and then went on, “She told me to tell the people that ‘I thank them very much for bringing me offerings otherwise I’d be in a bad way’, and then she made as if to leave. So I took the opportunity, afraid as I was and still trembling, to beseech her. I said, ‘Your Graciousness, the people around here are very poor. Please help them.’”
แล้วคนเล่าก็หยุดเล่าเสียเฉยๆ หลายคนที่ฟังอ้าปากหวอค้างอย่างนั้น Then the narrator stopped narrating altogether. Several listeners stayed with their mouths agape just like that.
“แล้วเจ้าแม่ว่ายังไง” คนฟังคนหนึ่งถามเพราะทนรอฟังไม่ไหว “And then what did she say,” one of them asked as if he couldn’t wait any longer. Note on punctuation: no need of a question mark with ‘ask’ or an exclamation mark with ‘exclaim’.
แม่คนนั้นหันมาค้อนนิดหนึ่ง The woman turned and gave him a dirty look.
“ท่านว่า” หยุดเคี้ยวหมาก หันหน้าไปมองทางโน้นทางนี้ ทำทีว่าลืมเรื่องที่พูด “She said…” Stopping to chew betel, she turned and looked right and left, pretending to forget what she was telling.
“ท่านว่ายังไงค้า” ผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่งถามแกมวิงวอน “What did she say,” an old woman asked anxiously.
คนเล่าทำถอนใจ “ท่านว่า ข้าบอกอะไรตรงๆ ไม่ได้หรอก มันแล้วแต่บุญแต่กรรมของเราที่ทำมาแต่ปางก่อน คนมีบุญก็จะได้โชคใหญ่ ให้เขาคิดเอาเองก็แล้วกัน” The narrator made a show of sighing. “She said, ‘I cannot spell it out. It’s all up to our merits and demerits in past lives. Those with merit will be highly favoured. Let them figure it out by themselves.’”
แล้วหล่อนก็ทำผลุนผลันเดินออกจากกลุ่มไป มีคนฟังเดินตามเป็นพรวน Then she stalked away purposefully, followed by a whole host of listeners. เดินตามเป็นพรวน: ‘trooped after her’ is an alternative translation.
เพื่อนบ้านคนหนึ่งคาบเรื่องมาเล่าให้ทิดคงฟังที่บ้าน เน้นเรื่องที่เจ้าแม่บอกว่ามาอาศัยที่เขาอยู่ ไม่มีความสบายเลย ที่เห็นต้นทานตะวันมาตั้งแต่ยังเล็กๆ เขาไม่นับถือ… One neighbour went and told the story to Thit Khong at home, especially the part about the goddess saying she was living on his property and wasn’t at all happy that, although he had seen the sunflower since it was little, he didn’t respect her…
เมียมองทิดคง ตัวสั่นเทาอย่างระงับไม่อยู่ เมื่อคนนั้นไปแล้ว ทิดคงบอกเมียว่า “มันตอแหล” เขาพูดอย่างหัวเสีย His wife looked at Thit Khong, shaking all over as if she couldn’t contain herself. When the man was gone, Thit Khong, exasper- ated, told her, “She’s a liar.”
เมียของเขายิ่งมีอาการกลัวมากขึ้น His wife showed increasing fear.
“ฉันว่านางคนนั้น” เขาชี้แจงให้เมียเข้าใจว่า เขาไม่ได้ว่าเจ้าแม่ “I mean that woman,” he stressed to let her know he wasn’t accusing the goddess.
ตอนบ่ายมีคนมาเพิ่มอีกมาก มีรถกระบะขนน้ำแข็ง น้ำอัดลม น้ำหวาน มาขาย มีหาบขายอาหารและขนมสี่ห้าเจ้า บริเวณบ้านทิดคงราวกับมีงาน ผู้คนมากมาย บางคนพยายามเอาผ้าแพรแดงไปผูกที่โคนต้นทานตะวัน กลิ่นธูปควันเทียน ของบูชาอบอวลไปหมด มีด้ายสายสิญจน์พันรอบรั้วทั้งชั้นนอกชั้นใน In the afternoon even more people came. A pickup brought ice, soda and soft drinks for sale. Four or five peddlers came with savouries and sweets. It looked as if there was a fair around Thit Khong’s house drawing crowds. Some people tried to tie red silk strips to the stem of the sunflower. The whole place was redolent with smells of incense, candles and offerings. Both fences were girdled with white sacred thread.
ลูกชายของเขากลับมาจากโรงเรียนมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันตามมาเป็นพรวน บางคนแหวกกลุ่มคนเข้าไปดูดดอกทานตะวัน คนหนึ่งถึงกับอุทาน “โอ้โฮ…” แล้วมุดลอดกลุ่มคนออกมา สีหน้าแสดงความเกรงแกมกลัว Thit Khong’s son came back from school followed by a flock of friends of the same age. Some of them left the group to go and look at the flower. One of them exclaimed “Oh-ho!” and then turned round and left, his face a mixture of respect and dread.
พระเณรมีปะปนในหมู่ผู้คนด้วย There was a smattering of novices and monks in the throng as well.
บริเวณสวนครัวของทิดคงถูกย่ำแหลก ต้นไม้ขนาดย่อมหลายต้นหักเหลือแต่โคน บริเวณบ้านของเขากลายเป็นที่สาธารณะไปแล้ว ผู้คนเดินกันไปมาตามความพอใจ เพียงแต่ยังไม่เข้ามาในบ้านเท่านั้น Thit Khong’s kitchen garden was wrecked. Some middling plants broke, leaving only their stalks standing. The surroundings of his house had become a public place people invaded as they pleased, though they had yet to enter the house.
เพื่อนบ้านบางคน ที่รู้ความจริงและเห็นด้วยกับเขา มาแสดงความเป็นห่วง Some neighbours who knew the truth and empa- thised with him came to express their worries.
“ท่ามันจะแย่แล้วล่ะโว้ย ไอ้ทิด เอ็งต้องระวังตัวหน่อย” พวกเขาเตือน “It’s going from bad to worse, Thit, you’d better watch out for yourself,” they warned him.
คืนนั้นทิดคงกับเมียและลูกไม่ได้หลับนอนตลอดคืนเพราะผู้คนไม่หมดไปจากบริเวณ พวกหนึ่งไปพวกใหม่มาวนเวียนกันตลอดจนสว่าง มีคนสองสามคนเอาผ้าสีเหลืองขนาดเท่าผ้าเช็ดหน้ามาขายชาวบ้าน-บอกว่าเป็นผ้าของเจ้าแม่ทานตะวันสำหรับเอาไว้บูชา เงินที่เก็บได้จะเอาไว้สร้างศาลให้เจ้าแม่-ขายดิบขายดี มีเท่าไรก็ขายหมด That night Thit Khong, his wife and their son didn’t sleep for the entire night because not all of the people had left the area. When one group left, another group arrived, and it was like that until dawn. A few enterprising souls took yellow cloth the size of towels to sell to the villagers, saying it was the sunflower goddess’s cloth to be used in worship, the money from the sale going to help build a spirit house for her. The cloth sold out in no time. =

‘A few enterprising souls’ is a flourish I hope in tune with the spirit of the passage, arguably better than ‘a few men’ or ‘a few people’.

เขารู้สึกว่าเช้าวันนี้มีเสียงเอะอะเฮฮาจากความเมามายมากขึ้นเป็นพิเศษ คนกลุ่มหนึ่งตบมือร้องเพลงกันอ้อๆ แอ้ๆ กระท่อนกระแท่น บางคนรำป้อไปป้อมาเท่าที่พอจะจับความได้จากเสียงต่างๆ ที่สับสนนั้น คนกลุ่มนี้ถูกหวยใต้ดินที่ฟังจากวิทยุเมื่อคืนนี้กันหลายคน และพวกเขาเมากันมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว He felt that this morning there was a decided increase in revelry due to drunken- ness. A group of people were applauding and singing wildly. Some of them were prancing back and forth. As much as could be understood of the confusion of sounds, several people had won at the underground lottery as reported on the radio the night before and they had been drunk since then.
เขากระซิบให้เพื่อนที่มาเล่าเรื่องเจ้าแม่เข้าฝันให้ไปช่วยสืบดูว่า นังผู้หญิงที่อ้างว่าเป็นเจ้าแม่มาเข้าฝันนั้นถูกหวยกับเขาด้วยหรือเปล่า เพราะเห็นเมาเป๋อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย He whispered to the friend who had come to tell him about the goddess entering the woman’s dream to help find out whether that woman too had won the lottery or not, because he could see her reeling drunk in that group as well.
เพื่อนหายไปพักใหญ่แล้วกลับมาบอกว่า “มันไม่ถูกหรอก” แต่มาตลกแดกกับเขาด้วย บุญมันไม่ถึงโว้ย” His friend was gone for a long time and then came back and told him, “She didn’t, but she managed to imbibe with them. Merit she hasn’t got, that one.” บุญมันไม่ถึง: literally, ‘Her merit doesn’t extend to [winning the lottery]’.
เขารู้สึกมีแรงขึ้นนิดหน่อย สมน้ำหน้ามัน เขานึกอยู่ในใจ คนจัญไรอย่างนี้ก็มีด้วย He felt a little stronger. Serves her right, he thought. Only to think that there are wicked people like this!
สายขึ้นหน่อยขบวนกลองยาวก็มาถึง เสียงกลองฉิ่งฉาบระงมปนกับเสียงเพลงและเสียงตบมือโห่ฮิ้วววว… By mid-morning the drum procession arrived. The beating of the drums and cymbals mixed with songs, hand-clapping and catcalls.
เขาวิ่งถลาออกไปจากบ้าน เมื่อเห็นต้นมะม่วงและขนุนต้นใหญ่ที่จะเริ่มให้ลูกถูกโค่นลง แต่ก็ถูกผลักกระเด็นออกมาอย่างไม่มีใครแยแส พวกนั้นโค่นต้นไม้ลงเพื่อจะทำโรงยี่เกเล่นถวายเจ้าแม่ คนบางคนเริ่มชะโงกเข้ามาดูในบ้านเขา บางคนเข้ามาตักน้ำฝนในตุ่มดื่มเหมือนเป็นของสาธารณะ He raced out of the house when he saw the big mango and jackfruit trees which were about to give fruit being felled, but he was jostled aside and ignored. They were felling the trees to build a theatre to perform likei, a musical folk drama, as an offering to the goddess. Some people began to lean out for a peek into his house and some helped themselves to water in the jar as if it was a public commodity.
ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะสิ้นหวัง เขาเห็นเกษตรจังหวัดเดินเข้ามา สิ่งแรกที่เกษตรจังหวัดทำคือ เอาเทปสายวัดจะไปวัดความสูงของต้นและความกว้างของดอกทานตะวัน ซึ่งได้รับการต้านทานจากผู้คน แม้แต่เขาจะพูดแสดงตัวก็ไม่มีใครฟัง บางคนกลับโห่เอาเสียด้วย As the situation was turning hopeless, he saw the provincial agriculture officer enter. The first thing that the officer did was to pull out his tape to measure the width of the plant and the diameter of the flower head, but the crowd kept impeding. No matter what he said to introduce himself, nobody listened. Some even booed him.
ขณะที่พัลวันกันนั้น มีรถยนต์บรรทุกสองคัน นำด้วยรถนั่งสองแถวคันหนึ่งบุกเข้ามาถึง ผู้คนต่างหันไปมอง In the midst of the hubbub two lorries led by a public pickup van barged in. Everyone turned to look.
คนที่มาในรถสองแถวนำหน้าลงมาจากรถ จำได้ว่าคนหนึ่งเป็นเจ้าของโรงสี อีกคนหนึ่งเป็นเจ้าของโรงเลื่อย อีกสองคนเป็นพ่อค้าใหญ่ในตลาดจังหวัด บุคคลเหล่านี้ชาวบ้านเคยพูดกันว่าเป็นเจ้ามือหวยใต้ดิน อีกสองคน เป็นตำรวจชั้นสิบโทที่อำเภอคนหนึ่ง กับพลตำรวจคนหนึ่ง ทั้งสองคนถือปืนยาวมาด้วย  The people in the van came out first. One was recognised as the sawmill owner, the next one as the rice mill owner, the next two as big traders at the provincial town market. Those four men villagers held to be the ones behind the underground lottery. The last two passengers were police officers of corporal rank, one at district level, the other a constable. Both had brought rifles along.
ในรถอีกสองคันหลัง เป็นชายฉกรรจ์ใส่เสื้อดำ กางเกงดำ คาดผ้าขาวม้าแดงที่เอว ท่าทางแข็งขันแบบนักเลงเต็มตัว In the other two vehicles were able- bodied men in black shirts, black trousers and strips of red cloth round their waists, the air of regular toughies.
ทั้งหมดเดินตรงเข้ามา ชาวบ้านต้องหลีกให้เป็นช่อง แล้วหยุดยืนกันเรียงราวเป็นหน้ากระดาน ชาวบ้านสูงอายุคนหนึ่งถามนายสิบตำรวจว่า “มาทำไมครับ หมู่” They all moved in, the villagers stepping aside to give way, then stopped and stood in line abreast. An aged villager asked the constable, “What brings you here, officer?”
“มีคนเขาไปแจ้งความ” สิบตำรวจโทตอบ “We’re acting on a tip-off,” the police corporal answered.
“เรื่องอะไรครับ” “What about?”
ยังไม่ทันที่สิบตำรวจโทจะตอบ ชายคนหนึ่งร่างล่ำสันก้าวออกมาสามก้าว ถลกเสื้อแขนสั้นให้พับขึ้นไปอีกสองสามพับทั้งสองแขน เขาทำมันด้วยกิริยาที่สุขุมช้าๆ และท้าทาย Before the corporal could answer, a sturdy man took three steps forward and undertook to fold up his already short sleeves three times over with a deliberate attitude, slow and provocative.
“เราได้ทราบว่าได้มีการพยายามก่อความไม่สงบเกิดขึ้น” เขาพูดช้าๆ หนักแน่น เน้นทุกถ้อยคำ เสียงดังฟังชัด “มีการปลุกระดมโดยอ้างเจ้าแม่ทานตะวันขึ้นมาบังหน้า เป็นการหลอกลวงประชาชน จัดการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่มีประกาศใช้กฎอัยการศึก ไหน เจ้าของบ้านอยู่ไหน” น้ำเสียงของเขาในประโยคท้ายเบ่งประกายอำนาจคุกคามกระจายไปทั่วบริเวณ “Our information is that there has been an attempt to instigate disorder,” he said slowly, authoritatively, stressing each word, his voice loud and clear. “People have been roused by claims of the appearance of a sunflower goddess as a cover. This is public deception, and holding a meeting without permission under the state of emergency. Well now, where is the house owner?” His voice in the last sentence sent sparks of threatening power over the entire area.
ทิดคง ซึ่งมัวตกตะลึงในเหตุการณ์แทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ถึงกับสะดุ้ง ยังไม่ทันที่เขาจะแหวกคนออกมาแสดงตัว คนมาใหม่ทั้งกลุ่มก็เดินไปที่รั้วกั้นต้นทานตะวัน ชาวบ้านที่เกาะแน่นตามขอบรั้วหลีกทางให้เป็นแถว Thit Khong, already astounded by the latest developments, was startled. Before he could push his way through the crowd to present himself, the whole group of newcomers walked up to the fences protecting the sunflower. The villagers clustered against the fences stepped aside hastily to give way.
ดูเหมือนพวกเขาทุกคนก็ทึ่งในความสง่างามที่ใหญ่โตของมัน เพราะทุกคนยืนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ It seemed that all of them were amazed by the grandness of the sunflower because they all stood still for a moment.
“นี่เป็นการหลอกลวงชัดๆ” ชายที่พูดคนเดิมพูดเหมือนตะโกนต่อไป “มันไม่ใช่ต้นไม้จริง ของปลอม ของปลอมทั้งนั้น ดูซิ เอารั้วมากั้นไว้เพื่อไม่ให้คนเข้าไปดูใกล้ๆ” เขานิ่งไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงคนพึมทำนองคัดค้าน “This is an obvious deception,” the previous speaker said, almost shouting. “This isn’t a real tree. It’s a fake, just a dummy. Look. Fences have been set up to prevent people from examining it closely.” He was silent for a moment when he heard mumblings of protest.
“มันเป็นของปลอม ทำด้วยกระดาษ ในกรุงเทพฯ มีขายถมไป เราสืบรู้มาหมดแล้ว เจ้าของบ้านเขาไปกรุงเทพฯ ซื้อต้นไม้กระดาษมา แต่ต้นไม้ใหญ่โตเกินไป เขาจึงเอาไปแอบซ่อนไว้ท้ายวัด ตรงที่เป็นป่า แล้วแอบไปขนมาทีละชิ้นสองชิ้นเวลากลางคืน เพื่อไม่ให้คนเห็น” “It’s a fake. It’s made of paper. In Bangkok there are plenty of those for sale. We know everything. The house owner went to Bangkok and bought this paper tree, but it was too big, so he went to hide it in the woods behind the monastery, and then secretly brought it in piece by piece at night so that people wouldn’t see him.”
ทิดคงยืนฟังอ้าปากหวอ เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังน่าเชื่อ จนทิดคงเองนึกว่าตัวได้กระทำเช่นนั้นจริง ประสาทที่เคร่งเครียดสับสนทับถมกันมาหลายต่อหลายวัน ทำให้เขาลืมตัวเองไปชั่วขณะ Thit Khong stood listening with his mouth agape. The man spoke with conviction, so credible that he himself thought he had acted like that. His nerves, tense and confused for days on end, made him forget himself for a while.
เสียงกลองยาว เสียงตอกตะปูโรงยี่เก เสียงเหะหะเฮฮาเพราะความเมาเงียบหายไปหมด The sounds of the long drums, of hammering for the likei stage, of the racket due to drunkenness were completely gone.
“ไม่จริงครับ ไม่จริง” ทิดคงตะโกนคัดค้าน เสียงของเขาแหบจนจำเสียงของตัวเองไม่ได้ “อาจารย์ที่เกษตรฯ กรุงเทพฯ ให้เมล็ดผมมาปลูกเพื่อทดลองพันธุ์ที่ผสมขึ้นมาใหม่” “That’s not true! It’s not true!” Thit Khong shouted in protest. His voice was so hoarse he didn’t recognise it as his own. “The agriculture professor in Bangkok gave me seeds to plant to try out a new crossbred species…”
“อ้อ นี่หรือเจ้าของบ้าน” มีเสียงขัดขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบ เป็นเสียงของคนที่พูดคนเดิมนั่นเอง “ใช่แล้ว สายของเรารายงานตรงกันทุกอย่าง รูปร่างหน้าตาตรงกันทุกอย่าง เรารู้ด้วยว่าไปซื้อที่ร้านไหน ราคาเท่าไร ของเดิมเขามีแต่ดอกเล็กๆ แกไปสั่งให้เขาทำขึ้นมาใหม่ ดอกขนาดเท่านี้แหละ ขนาดเดียวกับที่ร้านเขาแจ้งให้เราทราบ อย่างนี้มันก็ติดคุกหัวโตฐานหลอกลวงประชาชน ทำการปลุกระดม ชุมนุมคนจำนวนมากโดยไม่ขออนุญาตระหว่างกฎอัยการศึก” “Oh, so that’s the house owner, is it?” a voice interrupted before he could finish speaking. It was the voice of the previous speaker. “That’s right. Everything is as our informers reported, same body, same face exactly. We also know in which shop you bought it, at what price. They had only small flowers, so you ordered them to make a new one, a flower of this size precisely, the same size as the shop reported to us. This means jail for deceiving the people, rabble-rousing, holding a meeting without author- isation in a state of emergency…”
“ประเดี๋ยวครับ” เกษตรจังหวัดแทรก “ผมเป็นเกษตรจังหวัด มีหน้าที่ส่งเสริมช่วยเหลือประชาชนในด้านเกษตรกรรม ผมขอรับรองว่า ที่เจ้าของบ้านพูดมาเมื่อตะกี้นี้เป็นความจริง ผมทราบเรื่องมาตลอด และผมขอเวลาเรียนชี้แจง เรื่องนี้มีความสำคัญมากทางวิชาการเกษตร แต่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง พวกเขามากันเอง ซึ่งห้ามเขาไม่ได้…” “Hold it, sir!” the provincial agriculture officer intervened. “I’m the agriculture officer of this province. My duty is to advise and help people improve in matters of agriculture. I guarantee that what the house owner just said is true. I’ve known about this all along and I ask for time to explain. This is very important for agricultural development, but some villagers misunderstood. They came by themselves and couldn’t be prevented…”
เริ่มมีเสียงพึมพำจากชาวบ้าน Villagers were beginning to mumble.
“เฮ้ย! เสียเวลา” ใครคนหนึ่งในกลุ่มที่มาใหม่ตะโกน “จะปล่อยให้หลอกลวงปลุกระดมประชาชนต่อไปอีกหรือไง” “Hey, we’re wasting time!” someone in the group of newcomers shouted. “Are we going to let them deceive and rouse the people or what?”
“เราจะพิสูจน์ความจริงให้ท่านทั้งหลายเห็น” ชายที่พูดคนเดิมประกาศต่อไป แล้วหันไปหยิบฝักดาบในมือของคนที่มาด้วยกันคนหนึ่ง ชักดาบขาววับออกจากฝักยกขึ้นเหนือหัวด้วยมือทั้งสอง “เราจะฟันต้นไม้กระดาษนี้ให้ขาดให้เห็นกันชัดๆ” “We’ll determine the truth for everyone to see,” the former speaker announced further and then turned to grab the sword held by one of the men in the group. The blade flashed white as it came out of the scabbard. He raised the sword over his head with both hands. “We’ll cut the paper tree into two for everyone to see clearly.”
เขายื่นดาบให้แก่อีกคนหนึ่งซึ่งจะเป็นคนลงมือ แล้วตัวเองเอามือขึ้นกอดอกยืนขาถ่างประมาณหนึ่งศอก หน้าเชิดเล็กน้อย การกระทำทั้งหลายเหล่านี้กระทำอย่างราบรื่น อย่างเป็นพิธีรีตอง มีจังหวะและท่วงท่าเหมือนดาราอยู่หน้ากล้องถ่ายภาพยนตร์  He passed the sword to another man who was to do the deed and then folded his arms over his chest, stood with his feet about a cubit apart, his face raised a little. He did all this impeccably as if it was a rite, with rhythm and ease like a movie star in front of a camera.
ชาวบ้านบางคนเพิ่งรู้สึกตัวว่า เจ้าแม่จะถูกฟันทิ้ง เริ่มจับกลุ่ม บางคนเสียดายเพราะรู้ว่ามันเป็นของจริง Some of the villagers, becoming aware that the sunflower goddess was going to be slain, began to get together. Others were sorry because they knew the plant was real.
เจ้าคนมือกลองยาวที่สร่างเมาไปชั่วครู่เพราะเหตุการณ์ใหม่ กลับซบไปกับความเมาเดิมอีก ซัดกำปั้นลงไปที่กลองยาวสามที The drummer who had sobered up momentarily because of the new happening slipped back to his drunken state and beat the long drum with his fist three times.
ตึง ตึง ตึง! Thud! Thud! Thud!
ทุกคนสะดุ้ง กลุ่มคนในชุดดำหันไปตาเขียวใส่เจ้ามือกลอง ซึ่งง่อกแง่กคอพับคออ่อนโดยไม่รู้สติว่าตนได้ทำอะไรลงไป มันเป็นเพราะเคยมือมากกว่า Everybody was startled. The group in black turned to glare at the drummer, who tottered drowsily, oblivious to what his hands had done merely out of habit.
คนในชุดดำถือดาบปีนข้ามรั้วชั้นนอก ขณะเดียวกันชาวบ้านกลุ่มหนึ่งก็ลอดรั้วเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง แต่ช้าไปแล้ว มือดาบเข้าไปถึงก่อน เอาตีนถีบรั้วชั้นในที่แพรวพราวด้วยผ้าสีต่างๆ พังลง แล้วเงื้อดาบสุดแขนฟันฉับเข้าให้ The man with the sword climbed over the outer fence. At the same time a group of villagers ducked under the fence, coming from another direction, but they were too late: the swordsman reached it before. He kicked the inner fence which was bedecked with cloth of various colours until it fell and then, holding the sword at the end of his stretched arms, he abruptly flung it down.
ต้นทานตะวันใหญ่ล้มลง กลีบดอกและเกสรกระจุยกระจายเมื่อฟาดลงมากระทบกับดินเต็มแรง The sunflower plant fell. Its petals and florets scattered about when the flowering head hit the ground hard.
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้อง ว้า ย ย แล้วเป็นลมฟุบลง A woman shrieked and swooned.
ชาวบ้านเฮกันเข้าไปที่ต้นไม้ The villagers in an uproar rushed to the tree.
“ของจริง ของจริง ต้นไม้จริง ไอ้พวกนี้ต่างหากที่โกหก” เสียงของชาวบ้านตะโกนด้วยความโกรธ “เอามันเลย” “It’s real! It’s real! It’s a real plant! It’s those people that are the deceivers!” villagers’ voices shouted in anger. “Let’s get them!”
ฝูงชนหันกลับมาหาคณะพวกชุดดำและถาโถมเข้าไปเหมือนคลื่น ในขณะที่อีกบางคน พวกผู้หญิงและเด็กๆ แย่งกันเก็บชิ้นส่วนต่างๆ ของต้นทานตะวันฉีกและทึ้งแย่งกันพัลวัน The crowd turned to the men in black and swept towards them like a wave, while some other people, women and children, fell over themselves to collect bits and pieces of the sunflower plant, ripping them out of one another’s hands in a tangle.
ทิดคง เกษตรจังหวัด กับเมียและลูก วิ่งหลบไปทางท้ายสวน Thit Khong, his wife and son and the agriculture officer ran for shelter to the back of the garden.
เกษตรจังหวัดยืนคอตก “วิชาการต้องถอยหลังไปอีกนานเท่าใด” เขาพึมพำบ่นสะอื้น The provincial agriculture officer stood head hung. “How long will science have to regress like this?” he muttered between sobs.
ทิดคงทรุดลงนั่งกอดเข่าร้องไห้ Thit Khong let himself down and crouched holding his knees, crying.
ลูกชายเกาะที่เข่าพ่อ พูดเสียงแจ๋วสดใส “พ่อ หามาปลูกใหม่” His son tapped him on the knee and said with a bright voice, “Dad, find another one to plant!”
First published in Sao Hin Haeng Karnweila (Timeless Masters), Writers Association of Thailand, 1973
Seinee Saowaphong (real name: Sakchai Bamrung­phong, born 1918)
is a former diplomat and a National Artist, author of such classic novels as
Wanlaya’s Love and Ghosts, both available in English at thaifiction.com.
.

I just want to go out for a walk – Than Yutthachaibodin

ooo
I chose this deceptively light-hearted short story (before the flood that stuck me home and ravaged it for two full weeks) for its density, brevity and, above all, its human value: who among us hasn’t at one point or another hungered for ‘just going out for a walk’ when grounded by duties and responsibilities, or felt that life was passing us by, that we were meant for more exalting things than our stifling routine, that the inner child in us was being stifled by adult concerns and social pressures? The format is classic, the prose is simple (and easy to translate) and the leitmotiv is of course reminiscent of ‘I would prefer not to’ in Herman Melville’s masterly ‘Bartleby, the Scrivener’ of a century and a half ago. MB
ooo

ผมแค่จะออกไป
เดินเล่น

I just want to go out
for a walk

ธาร ยุทธชัยบดินทร์

Than Yutthachaibodin

TRANSLATOR’S KITCHEN
ตั้งแต่จำความได้ เขารู้ดีว่าตัวเองนั้นมาเยือนโลกนี้ด้วยเหตุใด แน่นอน เขามาเยือนโลกนี้ในฐานะมนุษย์ผู้มีเสรีภาพมาตั้งแต่เกิดและต้องการใช้มันเพื่อออกไปเดินเล่นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะอะไรกันนะ เขามักจะตั้งคำถามเช่นนี้เสมอ From as far back as he could remember he had always known what he was born for. Sure, he had been born as a human being gifted with freedom at birth and he only wanted to use that freedom to go out for a walk, but in reality, it turned out to be not at all easy. And why was that? That’s what he kept asking himself.
สมัยเป็นเด็ก เมื่อรู้ตัวว่าต้องไปโรงเรียนเพื่อต้องนั่งอยู่ในห้องแออัดทั้งวันเหมือนกับพวกพี่ๆ เขาเคยขอร้องพ่อกับแม่ว่า “ไม่ไปที่นั่นไม่ได้หรือ ผมไม่อยากไป ผมมาโลกนี้เพื่อการเดินเล่นอย่างมีความสุขเท่านั้น” พ่อกับแม่ทำท่าประหลาดใจขบขัน เขาถึงกับร้องไห้ออกมา เขาร้องไห้อยู่เป็นเดือน และในเช้าวันแรกของการเปิดภาคเรียน ทันทีที่เขาจะถูกจับแต่งเครื่องแบบนักเรียน เขาก็เดินหลบออกไปทางประตูหลังบ้านซึ่งอยู่ติดกับสวนสาธารณะ As a child, when he realised that he had to go to school and sit in a stuffy classroom all day long like his elder siblings, he besought his father and mother, “Can’t I not go there? I don’t want to go. I was born only to take a walk and be happy.” His father and mother were astounded and amused, so he broke into tears. He cried for a month and on the first morning school opened, as he was about to be caught and dressed in the school uniform, he slipped away through the back door which led into a public park.
“อ้าว จะหนีไปไหนกัน ไม่ได้นะ” แม่ตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิด ขณะที่พ่อหัวเราะชอบใจ แต่หยิบไม้เรียวมาหวดลมเล่นไปมา “Hey, where do you think you’re going? You can’t do that, you know,” his mother shouted irritably while his father, amused, laughed yet grabbed a rod and switched it back and forth in the air.
“ผมแค่จะออกไปเดินเล่น” เขาตอบ ก่อนจะเดินน้ำตาซึมกลับเข้าบ้าน “I just want to go out for a walk,” he answered before walking back into the house with tears in his eyes.
“ไม่ได้ ลูกต้องไปเรียนหนังสือ รู้ไหมมันเป็นหน้าที่” แม่พูดพร้อมกับดึงเขาเข้าไปกอดอย่างปลอบโยนและรักใคร่ “You can’t. You have to go to school. It’s your duty, you know,” his mother said as she pulled him into her embrace to soothe him lovingly.
เหตุการณ์ในวัยเยาว์ครั้งนั้นเป็นแค่การเริ่มต้น เมื่อเขาเติบโตขึ้น รู้ความมากขึ้น เขาก็ตระหนักดีว่าการจะออกไปเดินเล่นให้สบายใจนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ทุกๆ ครั้งที่เขาคิดจะเดินไปไหนต่อไหน ก็จะมีการยัดเยียดคำว่า “หน้าที่” หรือเรียกร้องเอาความรับผิดชอบจากเขาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยรุ่นที่เขาต้องการไว้ผมยาวแต่ทางโรงเรียนไม่อนุญาต หรือการจำใจเรียนในสาขาที่พ่อกับแม่คิดเอาไว้ให้แล้ว ใช่ เขาอยากเป็นนักวาดรูปธรรมดาๆ คนหนึ่งผู้บันทึกความงามของสรรพสิ่งรอบตัว แต่แล้วเขากลับต้องเลือกเรียนกฎหมายในที่สุด The event in his childhood that time was just the beginning. When he grew older and wiser, he fully realised that pleasing himself by going out for a walk was something hard to do. Every time he thought of going anywhere, he was faced with the word “duty” or told to behave responsibly, be it as a teenager when he wanted to grow his hair long but the school wouldn’t allow it or when he was forced to follow the course of study his parents had chosen for him. Yes, he wanted to be an ordinary artist to record the beauty of things around him, but then it was Law he was forced to learn eventually.
“ตระกูลของเราเป็นนักกฎหมายมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่” พ่อกล่าว “We’ve all been lawyers in the family since Grand­father’s time,” his father stated.
“ผมไม่อยากเรียนครับพ่อ ผมขอเรียนศิลปะไม่ได้เหรอ” “I don’t want to be one, Father. Can’t I learn Art instead?”
“ไม่ได้ มันเป็นหน้าที่” “No. It’s your duty.”
“โธ่ ผมแค่จะออกไปเดินเล่นเท่านั้น” “Good grief! I just want to go out for a walk, that’s all.”
เขาจำต้องเลือกเดินบนเส้นทางสายที่ถูกกำหนดไว้ ความอ่อนโยนในหัวใจทำให้เขาไม่อาจทำให้ผู้มีพระคุณผิดหวัง แม้กระนั้นในจิตใจเบื้องลึกก็ยังคงปรารถนาการออกไปเดินเล่นอย่างอิสระเสรี เขาเฝ้าแต่หวังว่าคงมีสักวันหนึ่ง วันที่เขาสามารถออกไปเดินเล่นได้ตามใจชอบ จะไม่มีใครมาขัดขวางหรืออ้างเหตุผลใดๆ คัดค้านอีก ทว่านั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะในสายตาของคนอื่นๆ แล้ว มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ของตนเสมอ He was made to walk along the prescribed route. In the kindness of his heart, he couldn’t disappoint his parents, but for all that at the bottom of his heart he still hankered after going out for a walk unimpeded. He could but hope that there would be a day when he would be able to go out for a walk as he pleased, nobody would prevent him or raise objections again, but that wasn’t easy, because in the eyes of others all human beings always had duties to perform. =

ผู้มีพระคุณ: literally, ‘benefactors’.

หลังจบการศึกษา เขายึดเอาอาชีพทนายความหาเลี้ยงชีพตามธรรมเนียมของครอบครัว ความเข้มงวดของพ่อกับแม่ทำให้เขาไม่มีเวลาใส่ใจกับเรื่องความรักเยี่ยงคนหนุ่มสาวทั่วไป ทุกวันมีแต่ความเคร่งเครียดกับการงาน ซึ่งทำให้หลงลืมความต้องการที่จะออกไปเดินเล่นได้บ้าง งานหนักกดทับความคิดฝันของเขาไว้จนแทบจะบี้แบนติดพื้นดิน แต่แล้ววันหนึ่งมันกลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับมอบหมายจากสำนักงานให้เข้าไปดูแลลูกค้าคนหนึ่ง ลูกค้าผู้นี้ตกเป็นจำเลยในคดีข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวที่น่าสงสาร มิหนำซ้ำยังอ่อนแอต่อการเรียกร้องหาความยุติธรรมอีกด้วย จำเลยสารภาพความจริงต่อเขาว่าลงมือข่มขืนเธอจริงเพราะความมึนเมา ไม่ได้ถูกใส่ร้ายแต่อย่างใด เมื่อรู้เช่นนี้เขาจึงปฏิเสธที่จะแก้ต่างให้ เขาเห็นว่าชายผู้นี้สมควรสารภาพต่อศาลไปตามความจริง แทนการใช้ทนายความอย่างเขาช่วยหาช่องโหว่ของกฎหมายหรือใช้เล่ห์กลใดๆ มาทำให้พ้นผิด แต่หัวหน้าของเขาไม่คิดเช่นนั้น After he completed his education, he resorted to earning his living as a lawyer as family tradition demanded. His father and mother’s strict rule left him no time to take an interest in love as did young men and women around him. Each day was but tension and work, which practically made him forget about wanting to go out for a walk. Hard work suppressed his dream almost to the point of squashing it to the ground, but then one day it surfaced again when he was entrusted by his office with the task of looking after a particular client. That client was the defendant in a case of rape of a pitiful young woman who was too weak to demand justice. The defendant confessed the truth to him: he had really undertaken to rape her because he was drunk; he was in no way being framed. Knowing this, he refused to take up the case. He held that the defendant should admit the truth in court instead of using a lawyer like him to look for legal loopholes or some trickery or other to escape punishment, but his boss thought otherwise. =

=

พ่อกับแม่: father and mother; พ่อแม่: parents.

“เป็นหน้าที่ของทนาย เป็นหน้าที่ของคุณ เข้าใจไหม คุณต้องช่วยลูกความคนนี้” “It’s a lawyer’s duty, it’s your duty, don’t you understand? You must help your client.”
“แต่เขาผิดจริงๆ นี่ครับ แล้วทำไมเราต้องทำให้คดีพลิกไปจากความเป็นจริง” “But he’s really guilty! And why should we attempt to reverse the case by denying the truth?”
“อ้าว ไม่งั้นเขาจะมีทนายไว้ทำไม คุณก็ทำเป็นซื่อไปได้” “But that’s what lawyers are for! As if you didn’t know.”
“ไม่ล่ะครับ ผมทำให้ดำเป็นขาวไม่ได้” “I can’t, sir. I won’t turn black into white.”
“บอกแล้วไงเล่า นี่คือหน้าที่และคุณต้องทำ เอ๊ะ ผมพูดยังไม่ทันจบ นี่คุณจะไปไหน” “But I already told you: it’s your duty and you have to do it – eh? I’m not through yet. Where are you going?”
“ผมแค่จะออกไปเดินเล่นครับ” “I just want to go out for a walk.”
“ไม่ได้ กลับมาทำหน้าที่ของคุณก่อน” “No way! Go and do your duty first.”
ผลสุดท้ายเขาก็ต้องว่าความให้แก่ “ลูกค้า” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คดีสิ้นสุดลงที่ชัยชนะของเขาและจำเลย ซึ่งในความรู้สึกของเขาแล้วชัยชนะครั้งนั้นก็ไม่ต่างไปจากมืออันหยาบกร้านที่กระชากเขาเข้าไปตบซ้ายตบขวาอย่างรุนแรง จนรวดร้าวเข้าไปถึงหัวใจ The end result was that, like it or not, he had to plead for his client. The case ended with his and his client’s victory. To him, that victory was no different from a calloused hand slapping his face left and right so hard that the pain went right through to his heart.
แน่นอน เขายังคงมีหัวใจอยู่ แต่มันทำให้เขาเก็บตัวเศร้าซึมอยู่กับบ้าน ไม่คิดจะไปทำงานอีก เขาเฝ้าแต่นึกถึงใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาวเคราะห์ร้ายตอนฟังคำพิพากษา เขาจำหยาดน้ำตาเปียกชื้นของเธอได้เป็นอย่างดี เขารับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดซึ่งเกิดขึ้นในความพ่ายแพ้จากดวงตาคู่นั้น ดวงตาของเธอราวกับจะฟ้องว่า เขาเองคือผู้ที่ได้ข่มขืนเธอเป็นคนที่สอง และนั่นทำให้เขาสะเทือนใจยิ่งนัก จนกระทั่งอยากจะออกเดินอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อเดินเล่นอย่างที่แล้วๆ มา แต่เพื่อตรงไปหาหญิงสาวและปลอบประโลมให้เธอหายเศร้า เขาไม่อาจปิดกั้นหรือเก็บกดความคิดดังกล่าวเอาไว้ จึงได้ระบายให้พ่อกับแม่ฟัง Of course he still had a heart, but it kept him confined to his house, depressed and determined not to go to work again. He kept thinking of the pallid face of the young woman when she had listened to the judgment. He remembered the tears well­ing in her eyes. He found out about the pain of defeat from those eyes. Those eyes were accusing him of being the second person to rape her, and that upset him so much that he felt like going out once again, not for a walk like before but to see the young woman to soothe her and dispel her sorrow. He couldn’t keep his feelings and thoughts to himself and confided in his parents. ‘and’ needs to be added for fluency in English.
“ไม่ได้การ ลูกเรามันเป็นอะไรไปแล้ว” ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นอย่างขัดเคือง “นี่คิดว่าตัวเองเป็นนักอุดมคติหรืออย่างไร” “That won’t do. Something is wrong with you, son,” his father said angrily. “Are you taking yourself for an idealist or something?”
“อย่าคิดมากเลย ลูกเอ๊ย สิ่งที่ลูกทำลงไปมันเป็นหน้าที่เท่านั้น ถ้าลูกไม่ทำ คนอื่นเขาก็ต้องทำ” แม่ทำเสียงเย็นๆ เหมือนคนเข้าใจโลก “Don’t think too much, sweetheart. What you did was only your duty. If you hadn’t done it, someone else would have,” his mother said evenly like one who is worldly-wise.
ในเวลาต่อมาพ่อกับแม่ของเขาก็ปรึกษากันว่า น่าจะถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะมีครอบครัวแล้วหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น น่าจะทำให้เขายุ่งจนไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่านได้อีก Next, his father and mother consulted each other: it was time for him to have a family, and with increased responsibili­ties he would be too busy to indulge in wild thoughts again.
“มันจะได้ไม่มีเวลาเหลือพอขอออกไปเดินเล่น” พ่อสรุปโดยไม่ฟังคำโต้แย้งของเขา ส่วนแม่ก็เป็นผู้สนับสนุนตลอดกาล มิหนำซ้ำยังพูดไกลไปถึงการได้อุ้มหลาน อย่างกระตือรือร้น “He won’t have enough time left to ask to go out for a walk,” his father summarised, without listening to his protes­ta­tions. As for his mother, she always backed her husband up. Besides, she went as far as talking excitedly about having grandchildren to hold in her arms.
ผู้หญิงที่พ่อกับแม่พาเขาไปดูตัวนั้น แม้จะมีรูปร่างหน้าตาน่ารัก อีกทั้งยังมีชาติตระกูลและการศึกษาดี แต่เขากลับไม่ได้ปลาบปลื้มหรือหลงใหลอะไรเลย เขาไม่อาจทำใจได้ว่า ยุคสมัยนี้ยังมีการใช้ประเพณีคลุมถุงชน The woman his parents had set their hearts on, though she was physically lovely, well educated and from a good family as well, failed to enthuse him. He found it hard to believe that in this time and age one still went by the tradition of arranged marriage.
“คลุมถุงชนที่ไหน” พ่อแย้งอย่างขัดใจ “ก็ให้เวลาทำความรู้จักกันสักพัก พาน้องเขาไปเที่ยวสักสามสี่หนแล้วค่อยหาฤกษ์แต่งกัน ฝ่ายโน้นเขาก็ออกจะชื่นชมเราอยู่จนออกนอกหน้า” “What arranged marriage?” his father countered in frustration. “Just take the time to know each other, take her out a few times and then eventually set up the propitious time for the wedding. It’s quite obvious the other party is quite impressed with you.”
“ไม่แต่งไม่ได้หรือครับ ผมยังไม่พร้อม ผมอยากออกไปเดินเล่นมากกว่า ผมอยากเดินไปหาผู้หญิงที่น่าสงสารคนนั้น” “Can’t I not get married? I’m not ready yet. I’d rather go out for a walk. I’d like to go and see that poor woman.”
“ไม่แต่งแล้วใครจะสืบตระกูลของเรา อย่าพูดอีกว่าจะออกไปเดินเล่น มันเป็นเรื่องบ้าบอ วันๆ เอาแต่ทำหน้าเศร้า ลืมผู้หญิงคนนั้นไปได้แล้ว” “If you don’t get married, who is to carry on the line? Don’t say again you want to go out for a walk. That’s crazy. You keep making a long face. Forget about that woman.”
“ผมแค่จะออกไปเดินเล่นเท่านั้น” เขากล่าวขึ้นด้วยดวงตาอันแสนเศร้า ทั้งๆ รู้ดีว่าเป็นคำพูดที่เปล่าประโยชน์ ถึงอย่างไรเขาก็ต้องแต่งงานในไม่ช้า เขารู้ดีว่าถ้าขืนคัดค้านต่อไปอีก ไม่พ่อหรือแม่ก็จะต้องเตือนสติเขาว่า “มันเป็นหน้าที่” “I just want to go out for a walk,” he said with extreme sorrow in his eyes, although he knew full well there was no point in speaking like this. No matter what, he’d be made to marry before long. He knew very well that if he kept objecting, if not his father then his mother would bring him back to his senses with “it’s your duty”.
ในที่สุด เขาก็แต่งงานกับหญิงสาวที่พ่อแม่หามาให้ เขาย้ายไปอยู่ในเรือนหอซึ่งเป็นบ้านหลังกะทัด รัด ปลูกอยู่ในบริเวณเดียวกันกับบ้านหลังใหญ่ของพ่อตาแม่ยาย ชีวิตครอบครัวเยี่ยงหนุ่มสาวทำให้เขาเริ่มรู้สึกดีขึ้น เนื่องจากภรรยาเป็นคนสุภาพและช่างเอาใจ เขาจึงหลงลืมเรื่องการออกไปเดินเล่นอยู่พักใหญ่ วันหนึ่งๆ หากไม่ไปทำงานที่บริษัทของพ่อตาในฐานะที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เขาก็จะพาภรรยาออกไปเที่ยวเตร่ตามสถานที่ต่างๆ เยี่ยงคนมีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือ ราวกับว่าต้องการใช้มันชดเชยให้กับความปรารถนาที่เกิดขึ้นครั้งยังเยาว์ ซึ่งดูเหมือนกำลังสูญหายไปตามกาลเวลา กระทั่งเย็นวันหนึ่งภรรยาของเขาได้เอ่ยปากเรื่องการมีทายาทขึ้นมา In the end he married the woman his parents had chosen. He moved to their newlyweds’ home, a well-proportioned house in the same compound as the mansion of his in-laws. Life as a young married couple made him begin to feel better, as his wife was well behaved and eager to please him. So he forgot about going out for a walk for quite a while. Every day, if he didn’t go to work in his father-in-law’s firm as their legal adviser, he took his wife out to parties and places as befits those who have a ready supply of money and the willingness to spend to compensate for youthful wishes that seem to have vanished with age – until one evening his wife broached the topic of having children.
“เราก็แต่งงานกันมานานแล้วนะคะ ใครๆ เขาชอบถามว่าเมื่อไหร่จะมีลูกเสียที” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา แต่ก็มีร่องรอยของการคาดคั้นขอคำตอบอยู่ในที “We’ve been married for a long time. Everybody’s always asking when we’ll have children,” the young woman said in a low voice, but with more than a hint of demand for an answer in it.
“เราต้องมีลูกด้วยหรือ พี่ไม่อยากมีเลย รู้สึกว่าการมีลูกจะทำให้เราขาดอิสระไปมากนะ อย่างที่เขาพูดกันว่าลูกเป็นห่วงผูกคอไง” “Do we have to? I don’t want any. I feel having a child would curtail our freedom a lot. Isn’t it said that a child is rope round the neck?”
ถึงตรงนี้ภรรยาของเขาก็หัวเราะ แล้วกล่าวว่า “แต่ก็มีนี่คะที่เขาบอกว่าลูกคือโซ่ทองคล้องใจ ตอนนี้พ่อกับแม่คงอยากอุ้มหลานเต็มแก่แล้ว เรามีแค่สองคนก็พอ จะได้เลี้ยงพวกเขาให้มีคุณภาพได้เต็มที่” At this point, his wife laughed and then said, “But it’s also said, isn’t it, that a child is a gold chain round the heart. By now our parents are dying to hold grandchil­dren in their arms. Two will be enough, so we can give them the best nurturing.” =

=

พ่อกับแม่: forget the previous distinction in this case!

“พี่แค่อยากออกไปเดินเล่น ใช่ พี่แค่อยากจะออกไปเดินแล่นเท่านั้น พี่รู้ว่าพี่คงไม่มีเวลาสำหรับเรื่องนี้ เพราะอะไรรู้ไหมจ๊ะ” เขาถามพลางมองสบตาภรรยา “I just want to go out for a walk. That’s right: I only want to go for a walk. I know I don’t have time for it, though, and do you know why?” he asked, looking his wife in the eye.
“เพราะมันเป็นหน้าที่” ภรรยาและเขาพูดขึ้นพร้อมๆ กัน แต่เรื่องมันต่างกันตรงที่ฝ่ายหนึ่งหัวเราะอย่างขบขัน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งอยากร้องไห้ออกมา “Because it’s your duty,” she said right as he said, “Because it’s my duty.” But there was a difference: one laughed amused; the other wanted to weep.
ชีวิตของเขาดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นในสายตาของผู้คนในสังคม เขามีลูกชายหญิงสองคนตามความต้องการของผู้ใหญ่และภรรยา ส่วนหน้าที่การงานตลอดจนความรับผิดชอบก็เพิ่มมากขึ้นตามอายุ เขาเปลี่ยนจากชายหนุ่มร่างโปร่งบางกลายเป็นชายวัยกลางคนร่างอ้วนใหญ่ เส้นผมดกดำหายไปและถูกแทนที่ด้วยผมหงอกแซมอยู่บนหัว การกินดีอยู่ดีทำให้ร่างกายของเขาอุดมไปด้วยไขมันและโรคของคนชั้นกลาง ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขข้ออักเสบ นั่งคงเป็นเพราะเขาไม่เคยได้ออกไปเดินเล่นเลย แม้บัดนี้ฐานะของเขาว่าไปแล้วคือผู้นำครอบครัวอย่างแท้จริง พวกผู้ใหญ่ในอดีตไม่ได้เข้ามาบังคับให้เขาต้องทำอะไรอีก แต่เขาก็ไม่สามารถทำตามใจชอบได้อย่างที่เคยปรารถนา เขาทำได้เพียงแค่ดูแลธุรกิจของตระกูลให้เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง คอยดูแลลูกเมียให้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ทั้งๆ ที่หากเขาจะออกไปเดินเล่นก็คงไม่มีใครกล้าคัดค้าน หรือว่าจะมี เขาเองก็ยังไม่แน่ใจ บางครั้งเขาก็สงสัยว่าตัวเองคงจะไม่ต้องการออกไปเดินอีกแล้วกระมัง His life went on smoothly in the eyes of society. He had a son and a daughter as his wife, parents and in-laws wanted. Work and responsibilities increased with age. He changed from a thin young man into a corpulent middle-aged man. His abundant black hair gave way to grey strands on his head. Good food and a cushy life larded his body with fat and middle-class diseases, be it high-blood pressure, diabetes or arthritis. That was because he never went out for a walk. Even though by now, however you looked at it, he truly was head of the family and his parents no longer forced him to do anything, he was not able to act to his satisfaction as he used to wish. The only thing he could do was to make sure the family business prospered and his wife and children were well provided for. Even though he could go out for a walk and nobody would dare protest – or maybe someone would, he still wasn’t sure. Sometimes he suspected that he himself no longer wanted to go out for a walk. =

=

=

=

=

=

=

=

=

=

พวกผู้ใหญ่ในอดีต: literally, ‘his elders in the past’, which sounds awkward in English. I use ‘parents’ although those ‘elders’ also included his wife’s, especially his father-in-law, who was his boss.

วันหนึ่งเขาเกิดอาการหน้ามืดในห้องน้ำและล้มลงกระแทกพื้น ผลปรากฏว่ากระดูกเชิงกรานหัก ร่างกายซีกหนึ่งกลายเป็นอัมพาต พูดไม่ได้ เขาต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลานานจนน่าเบื่อ ท่ามกลางการดูแลเอาใจใส่จากลูกเมีย รวมทั้งแพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลชั้นดี อย่างไรก็ดี อาการของเขากลับทรุดหนักลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นต้องให้อาหารเหลวผ่านท่อและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ใครต่อใครพากันคร่ำครวญกลัวว่าเขาจะจากไป แต่เขากลับนอนยิ้มอยู่บนเตียง พร้อมกับคิดว่าคนเราส่วนใหญ่มักกลัวโลกหลังความตาย ทว่าเขาไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย มิหนำซ้ำยังคิดอย่างยินดีว่าคงถึงเวลาแล้วที่เขาจะได้ออกไปเดินเล่นเสียทีใช่แล้ว เขาจะเดินออกจากที่นี่ ไปจากโลกนี้ เพื่อเดินเล่นตลอดกาล One day he fainted in the bathroom and collapsed on the floor. It turned out that he had broken his pelvis. One side of his body was paralysed. He couldn’t speak. He had to stay in hospital for boring ages under the kindly care of wife and children along with the doctors and nurses of a first-class hospital. For all that, his condition kept deteriorating to the point that he had to be fed by tube and breathe through a respirator. Everyone lamented, afraid he would depart, but then he was smiling on the bed at the thought that most of us are afraid of the world after death but he didn’t feel like that at all. Besides, he was pleased to think that the time had come for him to go out for a walk. That’s right: he would go out, away from here, from this world, for a walk that would last forever.
“คุณหมอคะ อย่าปล่อยให้สามีของดิฉันเป็นอะไรไปนะคะ ขอให้ช่วยเต็มที่ เรื่องเงินเรื่องทองไม่มีปัญหา ครอบครัวเราจะจ่ายเต็มที่ ขอแค่ให้พี่เขายังมีลมหายใจ แม้จะนอนนิ่งอยู่อย่างนี้ ก็ไม่เป็นไรค่ะ” “Doctor, please don’t let anything happen to my husband. Do your very best. Never mind the expense. Our family can afford it. The only thing I ask is to keep him alive. Even if he has to lie still like this, so be it.”
“ครับคุณหมอ ช่วยยื้อชีวิตของพ่อผมไว้ด้วยนะครับ พ่อต้องเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพวกเราไปอีกนานๆ” “Yes, please, doctor, keep my father alive. He must remain our pillar for a long, long time.”
“หนูรักคุณพ่อ อย่าให้คุณพ่อตายนะคะ หนูอยากให้คุณพ่ออยู่กับหนูทุกๆ วัน” “I love my daddy. Don’t let my daddy die, please. I want my daddy to be with me every day.”
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลซึ่งมาตรวจเยี่ยมได้หันไปกำชับนายแพทย์คนหนึ่งให้ดูแลเขาจนสุดความสามารถ เครื่องมือทันสมัยที่ใช้พยุงชีวิตเท่าที่มีอยู่ได้ถูกนำมาใช้อย่างครบถ้วน เขาเฝ้ามองการทำงานและอาการของคนรอบๆ ตัวอย่างโศกเศร้าแกมผิดหวัง หรือว่าทั้งหมดนี้คือหน้าที่อีกประการหนึ่งของเขา เขาจะตายไม่ได้ใช่ไหม เขามองสบตากับนายแพทย์คนนั้น และถ้าเขาพูดได้เขาก็อยากจะพูดว่า “เอาเครื่องช่วยหายใจออกได้ไหมครับคุณหมอ ถอดออกเถอะไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมแค่จะออกไปเดินเล่น” The hospital director who was doing the rounds turned to instruct one doctor to take care of him to the best of his ability. All of the most sophisticated instruments that could be used to prolong his life were brought in. He kept observing the work and condition of the people around him with a mixture of sorrow and disappointment. Or was all of this yet another duty of his? He couldn’t die, right? He sought the doctor’s eyes and if he could have spoken he would have said, “Can you turn off the respirator, please? Take it off. Don’t worry about me. I’ll just go out for a walk.”
Phom Khae Ja Ork Pai Deun Len,
in Chor Karrakeit 44, 2008
Born in 1964 in Bangkok,
twice married Than Yutthachaibodin has held a number of small jobs before turning to full-time writing.
So far, he has one novel
and a collection of short  stories
to his credit.
.

NIC AIDS – Wimon Sainimnuan

ooo
As the title suggests, this story was written twenty years ago when talk about AIDS and NICs was rampant, at least here in Thailand. If the paranoid tone is a bit in-your-face and outdated, what I find appealing here, beside the themes familiar to the author of pernicious industrialisation and people’s blind credulity, is the contrast between bad and poetic language. MB
ooo

นิกเอดส์

NIC AIDS

วิมล ไทรนิ่มนวล

Wimon Sainimnuan

TRANSLATOR’S KITCHEN
แล้วความฝันอันยาวนานชั่วชีวิตของผมก็ดับสลายในพริบตา คนอย่างพวกคุณจะไปรู้สึกรู้สาอะไร กลับอยากจะหัวเราะเยาะผมให้ฟันหักเสียด้วยซ้ำ ก็มันไม่ใช่ความฝันของคุณ ความฝันของใครก็ของมัน ระวังความฝันของพวกคุณไว้ให้ดีก็แล้วกัน And then the dream I had entertained all my life died in the wink of an eye. What would people like you feel, besides breaking your teeth laughing at me? Sure, it wasn’t your dream. To each his own dream. Take good care of yours, you hear. One way of emphasising a word or expression is to put it in italics. Use sparingly, though.
ความฝันของคนอื่นมันจะปลุกเร้าความเสียวซ่านจนตัวเองบรรลุจุดสุดยอดได้ยังไง เพราะมันก็เหมือนกับดูคนอื่นร่วมรักกันนั่นแหละ How could someone else’s dream trigger excitement in you to the point of achieving climax, since it’s no different from watching other people making love? ความเสียวซ่าน: sexual excitement, thrill. A weird parallel here, all the same.
ผมไม่ขอโทษพวกคุณหรอกที่พูดจาก้าวร้าวแบบนี้ ปกติผมไม่ใช่คนก้าวร้าว หรือถึงจะใช่ ผมก็ไม่เคยถ่มถุยมันออกมาง่ายๆ ไม่ใช่เพราะผมเป็นคนเสแสร้งหรือปั้นแต่งตัวเองหรอก เพียงแต่ผมไม่ชอบเท่านั้นเอง ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนอย่างที่ใครๆ เรียกกันว่า “โรแมนติก” นั่นแหละ ผมไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำนี้ลึกซึ้งนัก แต่ดูจากตัวเองที่ชอบฝันถึงสิ่งงดงามทั้งในอดีตและอนาคต ชอบต้นไม้ใบหญ้า รักสายลมแสงแดด เห็นความงามของสรรพสิ่ง สัมผัสถึงความกรุณาของดวงดาวและฟ้ากว้าง จนดูเหมือนว่ามันเป็นจิตใจผมเอง… I won’t apologise to people like you for speaking aggressively like this. Usually I’m not aggressive, or even if I am, I don’t spit my bile out easily. Not be- cause I am a dissembler or a shammer: it’s just that I don’t like to. Before, I was what everybody calls ‘romantic’, actually. I’ve never understood the meaning of that word in depth, but judging from myself who like to dream about beautiful things of the past and in the future, who like trees and grass, who love the wind and the sunshine, see beauty in all things, perceive the compassion of the stars and of the wide sky to the point that it seems to be my own feeling…
มันไม่เกี่ยวอะไรกับพวกคุณด้วยงั้นหรือ That’s got nothing to do with people like you, you say?
พวกคุณมันก็เส็งเคร็งเฮงซวยกันอย่างนี้ อะไรก็ตามที่ไม่สร้างประโยชน์โภชน์ผลให้ พวกคุณก็จะไม่ยอมเข้าไปเกี่ยวข้องราวกับมันน่าอ้วกเหมือนขี้แล้วยิ่งความบัดซบที่พวกคุณสร้างไว้ให้คนอื่นด้วยแล้ว พวกคุณก็จะพากันปฏิเสธกันเสียงแข็งว่าไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่เป็นความจริง แล้วก็แหกปากโพนทะนาไปเจ็ดคาบสมุทรว่าสิ่งที่พวกคุณกระทำไปนั้นมันเลอเลิศประเสริฐศรี เป็นการสร้างสรรค์อันวิเศษเท่าที่พวกคุณในฐานะอภิมนุษย์จะใช้ตีนอันปราดเปรื่องคิดค้นขึ้นมาได้ คนอย่างพวกผมเสือกโง่เง่าเต่าตุน มองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งประดิษฐ์คิดค้นจากตีนของพวกคุณเอง แล้วไง? พวกคุณก็ทวงบุญคุณแล้วก็ยัดข้อหาไปพร้อมๆ กันว่า คนอย่างผมขัดขวางหนทางไปสู่ความเป็นอารยะของมนุษยชาติ You are lousy this way. Whatever isn’t of benefit to you, you won’t have anything to do with, as if it was shit that would make you puke, and even more so you’ll strenuously deny any knowledge of the crassness you foster in other people, pretend it isn’t true, and then you will yell to the seven seas that what you do is as exceedingly fine as you, supermen that you are, are able to devise with your learned feet. People like me are bloody morons who can’t see the value of the things devised by your feet. And then what? People like you turn their backs to the good and claim as one that people like me are obstacles on the way to human progress. .

Here, the order of the clauses has been slightly changed for the purpose of clarity.

.

.

.

.

เสือกโง่เง่า: also ‘interfering fools’.

ผมเองเมื่อหลับตาลงก็เคยพลอยเห็นดีเห็นงาม บางครั้งเผลอเคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นน้ำยาบ้วนปากของพวกคุณเหมือนกัน แต่เมื่อลืมตาผมก็ไม่อาจจะโกหกตอแหลตัวเองได้-ถึงผมจะเป็นคนช่างฝันเพียงใด ผมก็ไม่อาจจะจินตนาการอ้วกที่พวกคุณคายไว้ตรงหน้าให้กลายเป็นทิพยโอสถไปได้ Whenever I closed my eyes I used to allow myself to concur. At times I let myself be entranced by the smell of your mouthwash just the same, but when I opened my eyes I couldn’t deceive myself – no matter how much of a dreamer I am, I can’t by any stretch of the imagination view the puke you barf out as celestial medicine. Note the change from present to past tense. Given the simplicity of Thai and complexity of English as far as indicating time goes, finding the right tense for a given development is a must.
พวกคุณคงคิดกันซิว่าผมคงเป็นบ้าไปแล้ว ผมจะไม่เถียงหรือชี้แจงอะไรกับพวกคุณหรอก เพียงแต่อยากจะบอกพวกคุณว่า เรื่องราวทั้งหลายในชีวิตของผม ความฝันของผมนั้นได้ถูกพวกคุณทำลายย่อยยับลงไปแล้ว People like you must think that I am crazy. I won’t argue with the likes of you. I just want to tell you that everything in my life, my very dream, has been smashed to smithereens by people like you. .

.

.
‘smashed to smithereens’ or ‘to bits’ or ‘to pieces’.

พวกคุณจะปฏิเสธก็ได้ อะไรที่พวกคุณกระทำไป ถ้าไม่ผิดกฎหมาย มันก็ย่อมถูกศีลธรรมอยู่แล้ว หรือถ้ามันผิด แต่พวกคุณใช้อำนาจหรือเงินให้คำตัดสินเป็นไปอย่างที่คุณต้องการ นั่นก็ย่อมถูกศีลธรรมด้วยเหมือนกัน ก็เหมือนที่พวกคุณพูดกันนั่นแหละว่า “ถ้าทำอะไรไม่ติดคุกก็ถือว่าไม่ผิด” เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่พวกคุณทำมันก็เลยถูกต้องดีงามไปหมด รวมทั้งการทำลายความฝันของผมด้วย People like you may deny it. Every- thing that you do, if it isn’t illegal is morally right or, when it’s wrong and you use power or money for the verdict to go your way, it’s morally right as well. Like what people like you say: ‘If we don’t go to jail, then it’s not wrong.’ Therefore, whatever you do is correct and proper, including destroying my dream.
ผมจะบอกพวกคุณไว้ พวกคุณจะไม่ใส่ใจก็ได้ แต่วันหนึ่งพวกคุณจะคิดถึงผม…อีกไม่นานนัก I’ll tell you, whether you pay attention or not, that one day people like you will miss me … and it won’t be long.
มนุษย์นั้นเติบโตด้วยอาหารก็จริง แต่มนุษย์นั้นแข็งแกร่งและมีชีวิตอยู่ด้วยความฝัน ถ้าไม่เช่นนั้นมันก็เหมือนเครื่องจักรที่พวกคุณเทิดทูนอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละ It’s true that man needs food to grow, but man is strong and alive thanks to dreams. If it wasn’t like that, man would be no different from the machines you worship these days.
ความฝันของผมอาจไม่ยิ่งใหญ่ อาจไม่สำคัญ อาจไม่งดงาม แต่ก็ไม่เลวทรามบัดซบเหมือนกับความฝันของพวกคุณ เพราะความฝันของผมงอกงามออกมาจากหัวใจ ไม่ใช่ปูดออกมาจากสมองเหมือนเนื้อมะเร็งร้ายอย่างของพวกคุณ My dreams may not be grandiose, may not be important, may not be beautiful, but they are not abominably stupid like yours, because my dreams stem from the heart, they do not leak out of the brain like the cancerous growths of people like you.
ผมจะเล่าความฝันให้พวกคุณฟัง…ก่อนที่…ต่อนี้ไปเราจะไม่มีเวลามาหยุดฟังความฝันของใครอีก I will tell you my dream … before … From now on, there won’t be time to stop and listen to anyone’s dream again.
ผมฝันถึงสายน้ำใสสะอาด ต้นไม้ใบหญ้าสดขจี ฝันถึงท้องนาป่าไร่ที่ให้อาหารเลี้ยงชีวิตและความฝัน ฝันถึงโค้งฟ้าหลากสีที่เล่านิทานมิรู้จบ ฝันถึงสีสันและบรรยากาศของธรรมชาติในฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ฝันถึงความผูกผันรักใคร่โดยไม่ต้องมีใครมาจัดตั้งเป็นหมู่บ้านสามัคคี หรือหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองที่ต้องมีหน่วยรักษาความปลอดภัยถือปืนลูกซองยาวเที่ยวลาดตระเวนทุกค่ำคืน ฝันถึงต้มยำปลาสดๆ จากแม่น้ำ ฝันถึงแกงส้มดอกแคยามลมหนาวเริ่มล่องฟ้ามาเยือน ฝันถึงน้ำพริกผักต้ม ฝันถึงงานบุญหลังฤดูเก็บเกี่ยว…ต่อมาไม่นานความฝันของพวกคุณก็เข้ามา…ถนนและโรงงานอุตสาหกรรม นั่นละ…ความฝันของพวกคุณ มันมากขึ้น ใหญ่ขึ้นทุกวัน จนมันทำลายความฝันของผมเสียสิ้น I dreamt of clean clear watercourses, of fresh green trees and grass, dreamt of fields and forests providing food for life and dreams, dreamt of a curved sky of many colours telling tales without end, dreamt of the hues and moods of nature in the cold season, in the hot season and in the rainy season, dreamt of loving relationships no one would need to shape into ‘unity villages’ or ‘dharma land villages’ or ‘golden land villages’ that need security units armed with carbines on patrol every night, dreamt of spicy soup with fish fresh from the river, dreamt of tamarind soup when the cold wind begins to visit the sky, dreamt of spicy boiled vegetables, dreamt of merit-making fairs after the harvest… Before long, the dreams of people like you interfered – roads and industrial factories, what else? The dreams of people like you kept multiplying, kept growing by the day, until they smothered and destroyed my own dream.
พวกคุณจะไปรู้สึกรู้สมอะไรกับความขมขื่นของผม พวกคุณต่างก็เมามันกับความฝันที่เติบโตและระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงเหมือนเชื้อโรค และผมก็โชคร้ายอีกตามเคย ที่ไม่ได้แตกทำลายไปพร้อมกับความฝันของผม หากแต่ต้องมีชีวิตอยู่ในความฝันของพวกคุณ What would you know about my bitterness? Everyone the likes of you is sodden with dreams that grow and multiply in every corner like malignant cells and I’m unlucky as usual in not having been destroyed along with my dream but having to go on living in the dreams of people like you. ‘the likes of you’: another way of translating พวกคุณ, dismissive by implication.
ผมจะเล่าให้คุณฟัง… I’ll tell you…
ชีวิตของผมในโลกแห่งความฝันของพวกคุณนั้นเหมือนถูกขังอยู่ในคุก เพียงแต่มันใหญ่เกินกว่าสายตาจะเห็นมันได้หมดทั้งรูปทั้งร่าง พวกคุณก็เลยคิดว่าเป็นโลกที่น่ารื่นรมย์สำหรับทุกชีวิต (แต่จริงๆ แล้ว ผมคิดว่าพวกคุณก็คงรู้ดีว่ามันน่ารื่นรมย์จริงหรือไม่ ถ้าคุณไม่หลงเชื่อความฝันของพวกคุณเอง) พวกคุณสร้างสินค้าหลากหลายชนิด อาหารการกินหลากหลายรูปแบบ สิ่งบันเทิงหรูหราฟู่ฟ่า แต่ทว่าฉาบฉวยเหมือนมีไว้ขายพวกคนไร้สติ ผมรู้เท่าทันความฝันของคุณ My life in the world of dreams of people like you is like being locked up in a jail, except one too large for the eye to see its shape, so that people like you think that it’s a world pleasant for all to live in (but actually, I believe that people like you would know well enough whether it’s pleasant or not if you didn’t believe your own dreams). People like you produce many types of goods, many sorts of foodstuffs, entertainment luxurious and extra- vagant but coarse as if meant to be sold to the witless. I’m well aware of your dreams.
(แท้จริงแล้วมันก็ไม่ใช่ความฝันของคุณหรอก-มันเป็นความฝันที่พวกคุณขโมยมาต่างหาก) (Actually, those dreams aren’t yours; they are dreams that you have stolen.)
ผมไม่ชอบผลิตผลจากความฝันของพวกคุณ แต่ผมก็ไม่อาจปฏิเสธมันได้ทั้งหมด ผมยังต้องกินอาหารกระป๋อง อาหารซอง น้ำในขวด หาความบันเทิงด้วยการไปนั่งดูการ “แสดง” ของคนอื่นที่ถูกบันทึกไว้ในฟิล์ม ซ้ำร้ายไอ้การแสดงนั่นมันก็ไม่ได้เป็นเหี้ยอะไรเลยนอกจาก “เล่ห์ลวง” ที่ถูกพวกคุณโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็น “ศิลปะ” เพื่อหาเงิน มันทำให้ผมยิ่งคิดถึงความบันเทิงในโลกแห่งความฝันของผม ที่เราต่างก็เป็นผู้เล่น-ไม่ใช่ผู้แสดง-แม้แต่ลูกเล็กเด็กแดงก็มีส่วนร่วมในการเล่นด้วย อย่างน้อยเขาก็แหกปากร้องเพลงและปรบมืออย่างสนุกสนาน แต่การแสดงของพวกคุณกลับเป็นการวางแผนไปเสียทุกอย่างแม้แต่การสร้างอารมณ์ร่วมของ “ท่านผู้ชม” I don’t like the products of your dreams, but I can’t refuse them all. I must go on eating canned and sachet food, drinking bottled water, seeking entertainment by going to watch other people’s ‘performances’ recorded in films. Even worse, those shows are nothing but tricks people like you falsely advertise as ‘art’ to cash in on. They make me miss even more the entertainment in my dream, where each of us was a player, not a performer. Even infants had their parts to play. At least they opened their mouths to sing and clapped their hands in great fun, but the performances of people like you are totally premeditated acts down to creating empathy among the ‘dear audience’.
ทีนี้ก็มาถึงจุดจบของความฝัน… Now we come to the end of dreams…
เมื่อวานซืน ผมออกจากห้องเช่าเท่ากล่องไม้ขีด ไปไหนน่ะหรือ ในโลกแห่งความฝันของพวกคุณยังจะมีที่ให้ไปนอกเหนือจากห้างสรรพสินค้าอีกหรือ ทุกสิ่ง…ตั้งแต่สากกะเบือจนกระทั่งอาวุธเข่นฆ่ากันในนามของผู้ปกป้องคุณธรรมล้วนอยู่ในห้างทั้งหมด ผมตั้งใจไว้เพียงว่าจะเข้าไปดูหนังรอบบ่ายสองโมง แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลาผมก็เดินเตร็ดเตร่ตามร้านหนังสือ ออกร้านนั้นเข้าร้านนี้ พอออกจากร้านสุดท้ายก็ใกล้เวลาหนังฉาย ผมตรงไปที่โรงหนัง แต่คนเก็บตั๋วยังไม่เปิดประตู ผมจึงยืนรอเหมือนกับคนอื่นๆ ครู่เดียวผมก็สะดุ้ง รู้สึกมีเหล็กเล็กแหลมจิ้มเข้าที่ก้น ผมหันกลับไปมอง เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง (ผลิตผลของความฝันของพวกคุณ) เดินอ้าวออกไปแล้ว มีคนมองผมด้วยสายตาตกอกตกใจ ผมมองหน้าพวกเขาแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ผมคงเป็นเหยื่ออีกรายหนึ่งที่ถูกจิ้มเชื้อนิกเอดส์เข้าแล้ว ผมรู้สึกจะเป็นลม เหงื่อตก ใจสั่นระริก ลืมเรื่องดูหนังเสียสนิท ความกลัว ความอาย กระชากเท้าผมให้ก้าวอ้าวๆ ออกจากห้างอย่างรวดเร็ว ผมออกมายืนเคว้งคว้างที่บริเวณป้ายรถเมล์ สมองสับสนวุ่นวาย คิดไม่ได้ตรองไม่ตกว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไรต่อไปดี ไปหาหมอหรือว่าจะกลับบ้าน พอรถสายที่ผ่านหน้าห้องเช่ามาจอด ผมก็ก้าวขึ้นไปเบียดเสียดยัดเยียดกับคนอื่นๆ โดยอัตโนมัติ หูผมอื้ออึงไปด้วยคำถามว่า “ทำไม?” อยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนั้นก็คือกลัวตาย แต่แปลก…ขณะที่ผมกลัวตาย ผมกลับคิดถึงการฆ่าตัวตาย…ผมต้องการจะตายก่อนที่จะตายด้วยโรคนิกเอดส์ The day before yesterday I went out of my rented room the size of a matchbox. Where did I go? In the world of dreams of people like you, is there anywhere to go out to except department stores? Everything, from pestles to weapons used to kill in the name of the protection of goodness, is to be found there. I merely intended to go and watch the 2pm show of a film, but as it wasn’t yet time, I drifted into one bookshop after another. When I came out of the last one, it was close to showing time. I went straight to the cinema, but the doors weren’t opened yet, so I stood waiting like the others. A moment later I started, feeling as if a small sharp needle was piercing my bottom. I turned round to have a look, saw a young fellow (a product of the dreams of people like you) walking swiftly away. People were looking at me in shock. I stared at them and then realised I must be a new victim injected with NIC AIDS*. I felt I was going to pass out, sweat broke out, my heart quivered, I forgot entirely about the film. Fear and shame prompted my feet to stalk out of the department store. I came out and stood adrift not far from the bus stop, my brain in confusion, unable to think straight about what to do with myself, finding a doctor or going back home. As soon as a bus whose route went past my rented room stopped, I stepped in to fight for space with the others automatically. My ears were burning with the question ‘Why?’ all the time. The feeling I had then was the fear of dying. But strangely enough, while being afraid to die, I was considering killing myself. I wanted to die before I died of NIC AIDS. .

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

* NIC: Newly Industrialised Country

ผมพยายามตั้งสมาธิอยู่ในห้องจนมืดค่ำ แต่ก็ไม่อาจเอาชนะความกลัวตายและความโกรธแค้นชิงชังผู้คนไปได้ ตลอดคืน ผมเหมือนตกอยู่ในไฟนรก อย่าว่าแต่จะข่มตาให้หลับเฉย แม้จะนั่งก็ยังยาก ผมได้แต่เดินไปเดินมาเหมือนสัตว์ตกอยู่ในหลุมพราง แล้วก็ร่ำถามตัวเองว่าจะจัดการกับชีวิตที่เหลืออย่างไรดี ถามมันซ้ำๆ ซากๆ จนกระทั่งสว่าง พวกคุณไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของคนที่รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องตายหรอก จนกว่าพวกคุณจะได้เผชิญกับมันเอง I tried to regain my composure in my room until it got dark, but I couldn’t win over the fear of dying and my anger and resentment towards people. The whole night it was like I had fallen into the fires of hell. It wasn’t just a matter of closing my eyes: even sitting was difficult. I kept pacing back and forth like an animal fallen into a trap, and kept asking myself what to do with the life that remained, asking myself time and time again until it was light. People like you will never understand the feelings of someone who knows in advance that he will die until you come to experience them yourselves.
(ผมภาวนาขอให้พวกคุณได้เผชิญกับมัน) (I fervently wish that you do.)
ผมพยายามปลงสังขาร บอกตัวเองว่าถึงอย่างไรคนเรามันก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น พอตกสายผมก็ขึ้นรถออกต่างจังหวัด สำหรับคนใกล้ตายคงไม่มีที่ไหนดีไปกว่าวัดสงบสักแห่งเพื่อเป็นแหล่งพักพิงและปลอบใจครั้งสุดท้าย I tried to contemplate death, told myself that in any case we all die. In late morning I took a bus to the province. For people about to die there is no better place than a quiet monastery somewhere where to stay and cheer up one last time.
ผมไม่กล้าบอกพระว่าผมเป็นทุกข์เรื่องอะไร เพราะถ้าผมบอกไปผมก็จะกลายเป็นเหยื่อครั้งที่สอง ให้พวกหนังสือพิมพ์เอาไปหากิน ให้พวกคุณเอาไปพูดกันให้มันปาก และให้หัวใจที่มีแต่ศีลธรรมปลอมๆ ของพวกคุณเสแสร้งทำเป็นเมตตาผม ดังนั้น ผมจึงเข้าไปในโบสถ์เพื่อบอกเล่าความทุกข์ของผมให้พระพุทธรูปฟัง ถึงท่านจะเป็นเพียงโลหะแข็งๆ แต่ท่านก็เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ บางทีความทุกข์ของผมอาจจะสะท้อนออกมาจากจิตใต้สำนึกเป็นคำปลอบประโลมใจก็ได้ แต่ผมก็ผิดหวัง พระประธานในโบสถ์ท่านนิ่งหลับตาชาเฉย เหมือนมิยอมรับรู้ความสามานย์ในโลกแห่งความฝันของพวกคุณ ผมขุ่นเคืองท่านแล้วก็ต่อว่าท่านอย่างลืมนรกว่า “เสียแรงที่กระผมฝากความหวังไว้กับท่าน แต่ท่านก็เอาแต่นั่งหลับตา รอผู้คนมาสักการะบูชาอย่างเดียว ไม่เห็นจะคิดทำอะไรให้มันดีขึ้นบ้างเลย” I didn’t dare tell the monks what my trouble was, because if I had I’d be a prey a second time, as fodder to the newspapers, for people like you to laugh me to scorn and with your hearts full of fake morality pretend to show concern for me. Therefore I entered the main temple to tell my trouble to the Buddha image. Even though it was merely made of metal, it was a symbol of the Lord. Perhaps my misery would drain out of my subconscious and comfort me, but I was to be disap- pointed. The image in the temple kept silent, eyes shut, indifferent, as if it didn’t want to acknowledge the vileness of that world of yours. I was so annoyed that I berated it with no fear of damnation, saying ‘I’m wasting my time confiding my hopes to you but you sit there with your eyes shut, waiting only for people to come and worship you, not thinking of making things improve.’ .

.

.

.

ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงตอบ กลับมาว่า “ระวังเถอะ นรกจะกินกบาล!” That’s when I heard the answer, ‘Beware, hell will eat your noggin!’
ผมตอบไปทันทีอย่างขาดความยั้งคิดว่า “ท่านเองก็ระวังไว้ด้วยเถอะ นิกเอดส์ก็จะกินกบาลท่านเหมือนกัน” แล้วผมก็ผลุนผลันออกจากโบสถ์ได้ยินเสียงด่าอื้ออึงอยู่เบื้องหลัง พอจับความได้ว่าผมกำลังเป็นพวกบ่อนทำลายสถาบันศาสนาไปแล้ว จากนั้นมาผมก็รู้ตัวว่าผมไม่มีสิ่งใดพอจะเป็นที่พักพิงได้อีกต่อไปแล้ว I answered at once without stopping to think, ‘You too beware! NIC AIDS will eat your head too!’ and I hurried out of the pavilion. I heard a rumour of curses behind me, enough to understand that I was one of those rebels who undermine the religious institution. After that I realised that I no longer had anything to rely on.
โลกแห่งความฝันของผมดับสลายไปแล้ว The world of my dream was destroyed.
ตอนนั้นเองที่ผมรู้ว่าคนเราไม่ได้มีชีวิตด้วยปัจจัยสี่เท่านั้น หากยังต้องมีความฝันอีกด้วย แต่เมื่อบัดนี้พวกคุณไม่เหลือที่ทางให้ความฝันของผมดำรงอยู่ ผมก็เป็นเพียงคนตายที่เคลื่อนไหวและรอวันหยุดนิ่งเท่านั้น It was then that I knew that the four requisites* are not enough to live: there must be dreaming as well. But now that people like you had left no space for my dream to proceed, I was just a dead person who still moved and awaited the day I would stop moving. * The four requisites of life are food, clothing, shelter and medicine.
พวกคุณอย่าเพิ่งดีใจไปเลย เรื่องมันไม่จบแค่นี้หรอก เมื่อความฝันของผมถูกทำลายไป ผมก็จะไม่ยอมให้ความฝันของพวกคุณลอยนวลอยู่ได้เหมือนกัน ผลิตผลแห่งความฝันของคุณทำลายความฝันของผมอย่างไร ผมก็จะย้อนไปทำลายความฝันของพวกคุณเช่นนั้น Do not rejoice yet. The story doesn’t stop here. Since my dream was destroyed, I won’t allow your dreams to persist either. I’ll destroy your dreams in the very same way as the products of those dreams of yours have destroyed mine.
พรุ่งนี้ผมจะออกจากบ้าน พร้อมกับเชื้อนิกเอดส์ในเข็มฉีดยา ผมจะเที่ยวจิ้มผู้คนไปให้ทั่วบ้านทั่วเมืองแห่งความฝันของพวกคุณ เพื่อความฝันของเราทุกคนจะได้ล่มสลายไปด้วยกัน Tomorrow I’ll leave the house with the NIC AIDS virus in a syringe. I’ll go around inoculating everybody in all those places where the dreams of people like you reign supreme, for the dreams of all of us to be destroyed together. .
และความฝันใหม่จะอุบัติขึ้นตามวิถีทางของมัน And a new hope will arise by itself.
ดูแลความฝันของพวกคุณไว้ให้ดี…! Take good care of your dreams, you hear!
‘Nik eit’ in Chor Karrakeit 9, 1992
Wimon Sainimnuan, 56, is a prolific writer best known for his Khoak Phranang quartet of novels
(Snakes, The medium, Khoak Phranang and Lord of the Land)
and for Immortal (2000 SEA Write Award), all works available at thaifiction.com.
.
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 475 other followers