Bad romance – Wiwat Lertwiwatwongsa

Here is another of those highly charged psychodramas at the edge of sexual identity Wiwat Lertwiwatwongsa with his inimitable style specialises in when he is not engaged in subtext political crusades. MB

BAD ROMANCE

BAD ROMANCE

stuff your bra stuffyrbra

วิวัฒน์
เลิศวิวัฒน์วงศา

Wiwat Lertwiwatwongsa

TRANSLATOR’S KITCHEN
= ==
สิ่งที่คุณจดจำได้ดีแต่เธออาจจะจดจำไม่ได้แล้วคือครั้งหนึ่ง คุณทั้งคู่เคยแต่งงานกัน What you remember very well but she doesn’t is that once you were married together.
สิ่งเดียวที่คุณมีชัยเหนือเธอคือความทรงจำ  สำหรับคุณเธอคือน้องสาวที่เกิดหลังคุณสามนาทีและได้ทุกอย่างไปจากคุณ ได้ไปกระทั่งวิญญาณของคุณ สิ่งเดียวที่คุณเหลือมีคือความทรงจำ ร่องรอยซึ่งถูกเธอคัดแยกทิ้งไว้ ความทรงจำที่เธอจดจำไม่ได้ ไม่เคยจำ และไม่ได้ต้องการจดจำ สิ่งเดียวที่คุณมีเป็นของตัวคุณเองคือการโหยหาเอาจากเธออย่างไม่อาจควบคุม The one thing that makes you win over her is memory. For you, she is the sister born three minutes after you who got everything from you, got even your soul. The only thing you have left is memory, clues she cut out and threw away, memories she can’t remember, has never remembered and doesn’t want to remember. The only thing you have to yourself is an uncontrollable yearning you got from her.
ตอนอายุเจ็ดขวบ จู่ๆเธอก็เกิดป่วยไข้ไร้สาเหตุ นอนซมเพ้อในขณะที่คุณยังวิ่งเล่นได้ตามประสา หากมีบาดแผลไม่ทราบสาเหตุเกิดขึ้นกับคุณ ทั่วหลังไหล่ราวกับคุณถ่ายโอนความป่วยไข้ของเธอมาไว้ที่ตัวแล้วผลิดอกออกผลเป็นบาดแผลเล็กๆตรงนั้นตรงนี้ บาดแผลไม่มีสาเหตุที่ก่อเกร็ดเลือดกรังแห้งราวกลีบกุหลาบไว้ตามเนื้อตัว ยายของคุณเป็นคนสังเกตเห็นสิ่งนี้ และยืนกรานว่าคุณทั้งสองต้องแต่งงานกัน When you were seven, she sudden- ly, inexplicably fell ill, lay delirious while you still ran and played as was your wont. But there were wounds of un- known origin all over your shoulders at the back as if you had transferred her illness to yourself and then it had borne fruit in the form of small cuts here and there, cuts without cause that formed clots of dry blood like rose petals over your flesh. Your grand- mother was the one who noticed this and she stood firm saying the two of you must marry. ไร้สาเหตุ: literally, ‘without any cause’.
ยายของคุณอยู่ที่นี่มาตั้งแต่รุ่นยายของยาย ผู้คนดึกดำบรรพ์จากโลกเก่าที่ดึกกำบรรพ์จนความเปลี่ยนแปลงใดๆไม่อาจเอื้อมมือไปถึง ยายของคุณจัดเตรียมทุกอย่าง และประกาศประกาศิตว่าเด็กทั้งสองต้องแต่งงานเพื่อล้างอาถรรพ์ ไม่เช่นนั้นน้องสาวของคุณจะป่วยไข้ไปอย่างไม่มีวันกลับ ไม่ก็เป็นคุณ Your grandmother was here as her own grandmother had been, an ancient person from an old primeval world no change could come within grasping range of. Your grandmother arranged everything and uttered the peremptory command that the two children must get married to wash away evil, other- wise your sister would be ill without ever getting well again or else you would be. =

=

=

=

=

อาถรรพ์ = ill-omened, hexed, accursed, evil.

คุณจึงจดจำทุกอย่างได้ในขณะที่เธอลืมมันอย่างหมดจดราวไม่เคยเกิดขึ้น เด็กหญิงร้องให้จ้าด้วยพิษไข้ตลอดงาน มารดาของคุณฉุนเฉียวมารดาของเธอแต่ไม่อาจแสดงออก สายใยประหลาดผู้พันสายเลือดสตรีข้ามรุ่นของบ้าน คุณแต่งงานกันสำเร็จบริบูรณ์ และสามวันต่อมา น้องสาวของคุณหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง หากเรือนร่างของคุณยังคงมีแผลเป็นอยู่ แผลเป็นน่าเกลียดตรงหน้าอก ยาวสองเซันติเมตร ลักษณะเหมือนรอยกรีดที่ถูกถมด้วยเนื้อปูดโปนไม่มีรูปทรง สิ่งเดียวที่แยกคุณทั้งคู่ออกจากกัน แผลเป็นของคุณที่เธอทิ้งร่องรอยไว้โดยที่ไม่รู้ตัว แผลเป็นข้างนอกและข้างใน ราวกับเธอเป็นคนบากรอยเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเธอไม่ใช่คุณ แผลเป็นที่คุณเองก็รู้สึกดีใจที่มีเพราะเป็นร่องรอยการเชื่อมโยงเข้ากับเธอ So you remembered everything while she forgot entirely as if it had never happened. The girl wailed in fever during the entire ceremony. Your mother was annoyed with her mother but couldn’t show it. Strange bonds tied the bloodlines of ladies of different generations in the house. You were properly married and three days later, your sister was cured for good, though your body still bore a scar, an ugly scar on your chest, two centimetres long, looking like a scratch filled with shape- less bulging flesh. The only thing that differentiated you from each other, your scar which she had left behind unwit- tingly as a clue, a scar outside and inside, as if she was the one who had cut you up for others to know she wasn’t you, a scar which you felt glad to have because it was a sign of your link with her.
นอกจากแม่และยายแล้วคนทั้งโลกไม่มีใครแยกคุณกับเธอออก กล่าวให้เหมาะเจาะคุณคือร่างจำลองของเธอในเพศชายมาก กว่าที่จะบอกว่าคุณกับเธอเป็นฝาแฝดกัน ไม่ก็อาจจะบอกว่าคุณอยู่ในเรือนร่างของสตรี เด็กสาวเริ่มเติบโตตามวัย เธอผอมบางอวบสล้าง คุณเพรียวบางราวกิ่งไม้แห้งเปราะหัก หากไม่ต้องเข้าโรงเรียน ไม่ต้องตัดผมสั้นเกรียน คุณสามารถกลายเป็นเธอ  โดยที่เธอไม่มีวันกลายเป็นคุณ คุณเป็นภูติผีลอยล่อง ร่างในกระจกของน้องสาว ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ยกเว้นแต่ความทรงจำฝังแน่นเกี่ยวกับการแต่งงาน กล่าวในอีกทางหนึ่ง ร่างภูติผีในกระจกตกหลุมรักร่างที่แท้จริง เนิ่นนานนับกัปกัลป์ ความรักที่สิ้นหวังเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น Except for your mother and grand- mother, no one in the entire world could differentiate you and her. Saying that you were her male replica would be more accurate than saying that she and you were twins, or else one could say that you were in a female body. The girl grew up in time. She was slim, shapely and splendid. You were wiry like a broken dry branch. If you didn’t have to go to school, if you didn’t have to wear your hair cut very short, you’d be able to be her, whereas she never could be you. You were a ghost adrift, the body of your sister in the mirror, nothing was yours, except that deeply rooted memory about getting married. Said another way, the ghostly body in the mirror fallen in the pit of love was the real body for all eternity, a hopeless love even before it began.
เธอไม่เจ็บป่วยอีกเลยหลังจากแต่งกับคุณ มีแต่คุณที่เปราะบางป่วยไข้ เบาหวิวเหมือนกระดาษเปล่าสักแผ่น โปร่งบางตลอดระยะเวลายาวนานในโรงเรียนมัธยมแสนรันทด ช่วงเวลาที่น้องสาวของคุณเปล่งประกายเจิดจ้า คุณกับเธอไปและกลับพร้อมกัน แต่ไม่มีใครมองเห็นคุณ พวกเขามองเห็นแต่เธอ  สำหรับคุณในท้ายที่สุดคุณก็เห็นแค่แผ่นหลังของเธอ ขณะเดินกลับบ้าน ซึ่งคุณจะเดินเชื่องช้ารั้งท้ายกลุ่มของเธอ คุณมองเห็นแผ่นหลังของเธอ เป็นมนุษย์ไม่กี่คนที่มองเห็นแผ่นหลังของตัวเองสิ่งซึ่งแม้แต่เธอก็ไม่มีวันเห็น She was never ill again after mar- rying you. There was only you to be frail and unwell, light as a blank sheet of paper, thin for the duration of the deeply distressing secondary school, a period during which your sister sparkled. She and you left and came back together, but nobody looked at you. They only looked at her. For you, in the end, you only saw her back as you walked back home, as you walked sluggishly bringing up the rear of her group. You looked at her back. Few human beings can see their own backs, something even she would never see.
พวกคุณอาศัยอยู่ร่วมห้องจวบจนประจำเดือนครั้งแรกของเธอ The two of you slept in the same room until her first menses.
หากเธอกลับมานอนกับคุณหลังจากแยกห้องได้สามเดือน หลังจากเตียงของเธอเปื้อนหยดสีแดงชวนสะพรึงและเตียงของคุณเปียกคาวในตอน กลางคืน คืนหนึ่งที่แม่ไม่อยู่บ้าน คืนเหนื่อยล้าหนึ่งในเก้าคืนของงานศพยาย เธอกลับมานอนกับคุณ เธอกลัวผีของยายเธอบอกคุณอย่างนั้น ผีของยายจะมาบีบคอเธอในตอนกลางคืนซึ่งคุณได้แต่หัวเราะเพราะยายรักเธอมากที่สุดในบ้าน มีแต่คุณเท่านั้นที่ยายไม่เคยสนใจ คุณจึงไม่กลัวผีของยาย ในสายตาของยายคุณเป็นแค่เงาเท่านั้น หากในคืนนั้นคุณสองคนเบียดชิดในห้องเดียว ในบ้านตึกแถวเก่าโทรมที่ทุกพื้นที่อัดแน่นไปด้วยข้าวของ คุณสัมผัสถึงเรือนร่างของเธอ กลิ่นของเธอที่ไม่เหมือนกับคุณ สะโพกซึ่งอวบผายทับลงบนสีข้างของคุณ และทรวงอิ่มที่ชนอยู่กับแขน คุณชูชันเศร้าสร้อยในรักต้องห้ามอันพิลาสพิไล โดยเผลอตัว คุณจับทรวงของเธอ เธอจึงจับท่อนลำของคุณตอบ คุณและเธอคือเรือนร่างเดียวกัน ที่เห็นทุกอย่างของกันและกันมาจนหมดสิ้น พวกคุณเติบโตขึ้นมาพร้อมกัน เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ค่ำคืนนั้นรัญจวนสำหรับคุณและหื่นโหยสำหรับเธอ คนที่แบกสำนึกผิดบาปนิจนิรันดร์ และเช่นเคย ทิ้งร่องรอยแผลเป็นลงบนร่างคุณครั้งแล้วครั้งเล่า คุณราดรดลงบนมืออุ่นนุ่มของเธอ เช่นเดียวกันกับความชื้นชุ่มของเธอบนนิ้วมือของคุณ ค่ำคืนฤดูร้อนที่เงียบเศร้าซึ่งความตายโบกปีกบินอยู่เหนือหลังคาบ้าน ค่ำคืนของการไม่หวนกลับ จุดหักเหที่เปลี่ยนทุกอย่างไปตราบนิรันดร์ She came back to sleep with you three months after sleeping in separate rooms. After her bed was stained with scary blood drops and your bed was stained with fishy stuff at night, one night that mother wasn’t home, a night of exhaustion in the nine nights of grandmother’s funeral, she came back to sleep with you. She was scared of grandmother’s ghost was what she told you. Grandmother’s ghost would come and strangle her in the middle of the night, to which you could but laugh, as grandmother loved her most in the house. It was only you that grand- mother didn’t care for, so you weren’t afraid of her ghost. In grandmother’s eyes you were only a shadow. If that night the two of you squeezed into a single room, in an old, dilapidated row house whose every space was stuffed with things, you could feel her body, her smell which was different from yours, her ample hip pressed against your ribs and full chest against your arm. You were turgid and sad in a forbidden love that was lively. Forget- ting yourself, you grabbed her breast, so she grabbed your shaft in response. You and she were the same body who saw everything of the other entirely. You both grew up together, were each part of the other. That night was pining for you and lusty for her, who bore the eternal sense of sin and, as before, left traces of scars on your body time and time again. You came all over her warm soft hand, just as the moistness of her was on your fingers. A night of the hot season silent and sad with death unfolding her wings to fly above the roof of the house, a night of not going back, a turning point that changed everything forever.
เพียงค่ำคืนเดียวที่พวกคุณใช้จ่ายเวลาไปด้วยกันในความมืดที่มืดยิ่งกว่ามืด เธอไม่กลับไปหาคุณอีกแล้ว ราวกับค่ำคืนที่ผ่านพ้นเป็นจุมพิตสั่งลา  หลังจากนั้นเธอเปล่งประกายมากขึ้นไปอีก หลังจากนั้นเธอฉีกขาดออกจากคุณโดยสมบูรณ์ และหลังจากนั้นโดยไม่มีใครรู้ บางครั้งคุณสวมชุดนักเรียนของเธอ เก็บเงินค่าขนมมาซื้อวิกผมปลอมๆ และยกทรงเสริมฟองน้ำ คุณค่อยๆกลายเป็นเธอ คุณสร้างคนที่ทิ้งคุณไปขึ้นด้วยตัวคุณเอง ในชื่อของเธอบนอกเสื้อ ในวิกผมปลอมๆ คุณได้กลับมารวมเข้ากับร่างของเธออีกครั้ง เป็นคนเต็มคน คนที่สมบูรณ์แบบ ในบางสุดสัปดาห์คุณออกไปเดินเล่นเช่นนั้น ซ่อนเสื้อผ้าของเธอในเป้หลัง เปลี่ยนในห้องน้ำห้างสรรพสินค้า คุณดูหนังในร่างของเธอ เดินเที่ยวในร่างของเธอ กลายเป็นสตรีที่สมบูรณ์แบบ งอกงามจากบุรุษที่ชำรุดซึ่งสำเร็จความใคร่ลำพังในห้องมืดตื้อทุกคืนค่ำ ถวิลเพียงร่างของน้องสาวที่ไม่อาจตอบรับ It was only one night the two of you spent together, in darkness darker than darkness itself. She didn’t come back to see you again, as if the night that was was a goodbye kiss. Afterwards she sparkled even more. Afterwards she tore herself from you completely, and afterwards, without anyone know- ing, sometimes you put on her school uniform, saved your pocket money to buy a wig and a stuffed bra. You slowly became her. You built someone who ditched you by yourself. In her name on the front of your shirt, in the wig of fake hair, you reunited with her body once again, were a full person, a complete person. On some weekends you went out like that, her clothes hidden in your backpack, changed in the toilets of a department store. You watched films in her body, walked in her body, became a complete lady, growing out of the damaged gentleman who climaxed alone in a darkened room every night, craving only the body of his sister who couldn’t respond.
เธอมีคนรักมากหน้า จุดไฟริษยาหึงหวงจนคุณร้อนทุรน คุณร่วมความรู้สึกกับเธอ คุณรู้ว่าเธอเสียตัวครั้งแรกเมื่อไหร่ เพราะคุณกับเธอมีปลั๊กและเต้าเสียบซึ่งเชื่อมโยงกันราวกับอนุกรมของสายไฟฟ้า ใครสักคนกดสวิทช์เปิด คุณและเธอจะสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน คุณกระสันต์หลั่งไหลในห้องมืดในคืนลอยกระทงที่เธออยู่ในโอบกอดของรุ่นพี่มัธยมหก เธอเกลียดคุณเชื่องช้าในเรื่องนี้ เพราะคุณรู้โดยไม่ต้องสืบค้นเกี่ยวกับเรื่องของเธอ และเธอรู้ว่าคุณรู้ เธอรู้ด้วยว่าคุณรู้สึกมากกว่าที่คุณรู้ คนน่ารังเกียจที่เป็นร่างของเธอ ส่วนเกินที่แยกออกจากกันไม่ได้ ราวกับแขนที่ถูกตัดขาดไปนานแต่ยังปวดแปลบอยู่ ความรักเผาไหม้คุณจนเปราะบางลงไปอีก คุณกลายเป็นบ่อกักเก็บความทุกข์ จนในที่สุดคุณตัดสินใจย้ายออกจากบ้าน She had lots of lovers, sources of jealousy that made you restless. You shared feelings with her. You knew when she made love for the first time because you and she had male and female plugs that fitted like an electricity sequence. Whoever pushed the switch, you and she turned bright together. You climaxed in the darkened room on Loi Krathong night* when she was in the arms of a senior in his last year of high school. She came to hate you for this, because you knew without having to investigate and she knew that you knew. She also knew that you felt more than you knew. You were odious for being her body, the extra part that couldn’t be set apart, like an arm long cut off that still hurt. Love burnt you up to further fragility. You became a well retaining sorrow until finally you decided to leave the house. =

=

=

=

=

* A November festival centred on floating little baskets containing flowers, a candle and incense in honour of the Goddess of Water.

krathong

มันเป็นไปเช่นนั้นจนกระทั่งทุกสิ่งจบลง โดยที่เธอไม่รู้ว่าคุณกลายเป็นชายแต่งหญิง แม่ตายลงในปลายฤดูหนาวหนึ่งหลังจากเธอเรียนจบ ถึงตอนนั้นคุณซึ่งแยกออกไปเรียนพาณิชยศาสตร์ ไม่ได้อยู่บ้านแล้ว อาศัยในหอพักแคบทึบ ตู้เสื้อผ้าอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าสตรี และชุดทำงานสำหรับบุรุษ ทำงานเสมียนในบริษัทเล็กๆ เธอเป็นคนแจ้งข่าวนี้แก่คุณ ในงานศพของมารดา คุณกลับมาอยู่ร่วมกับเธออีกครั้ง บ้านทั้งหลังเวิ้งว้างเมื่อไม่มีแม่ เธออาศัยอยู่กับเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่อาจจะเป็นคู่แท้  กล่าวให้ถูกต้องเด็กหนุ่มซึ่งละม้ายกับเธอ และกับคุณ เด็กหนุ่มที่เป็นเหมือนร่างบุรุษสมบูรณ์แบบของคุณที่คุณไม่มีวันได้ครอบครอง คุณบอกว่าคุณจะอยู่ที่นี่จนงานศพเสร็จสิ้นลงแต่เพียงเท่านั้น ร่องรอยสุดท้ายปริแยก เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดคุณจะหลุดร่วงลงในหลุมดำลึกลับนิรันดร It was like that until everything stop- ped, without her knowing that you had become a transvestite. Your mother died at the end of the cold season after your sister had finished her studies. Until then you, who had parted ways to learn commerce and didn’t live at home any longer, stayed in a stifling dormitory, the wardrobe stuffed with women’s clothes and a man’s working outfit. She worked as a clerk in a small company. She was the one who informed you of this at your mother’s funeral. You resumed living with her. The whole house looked empty without Mother. She stayed with a handsome young lad who might be her true partner. To put it correctly, a young fellow who looked like her and like you, a young man who was like a perfect model of male body which you would never possess. You said to her that you’d stay here only until the funeral was over. The last clue broke forth. When everything was finished, you would tumble down into an everlasting mysterious black hole.
กลางคืนมืดตื้อ คุณสวมชุดนอนของสตรีและวิกผม เสียบหูฟังเพลงเต้นรำอันระทมทุกข์ของนางตัวประหลาดที่คุณชื่นชูบูชาดื่มด่ำกำซาบเด็กหนุ่ม โดยไม่ได้ตั้งใจ เขาเมาและสำคัญตัวคุณเธอเป็นเธอ สัมผัสโอบไล้ของเธอแผ่มาจากร่างของเด็กหนุ่ม กลิ่นของเธอร่องรอยของเธอ เธอโอบรัดครอบครองและเป็นเจ้าของเขา คุณถวิลหาเธอและได้เขามาครอบครองในความมืดอันโอฬาร ซึ่งขยับเคลื่อนในริมฝีปากของคุณจวบจนไฟสว่างวาบ สวิทช์ของเธอที่ถูกเปิดขึ้นพร้อมกันกับคุณ In the pitch-dark night you put on a woman’s nightgown and wig, and ear- phones to your ears to listen to dance music that expressed the grief of the weird woman you venerate which per- meated the young man in you without meaning to. He was drunk and, what mattered to you, she was she. Percep- tion of her embrace issued from the body of a young man, as did her smell, her traces. She hugged, possessed and owned him. You craved her and took possession of him in the colossal darkness which moved in your lips until there was a burst of light, her switch being pushed at the same time as yours. [This is about the trickiest (and murkiest) paragraph I’ve ever had to translate. Unfamiliar with such practices, I hope I got all of it right.]
พวกคุณฉีกขาดออกจากกันโดยสมบูรณ์ผ่านทางปากของคุณที่ถูกปิดอยู่และปากของเธอซึ่งกรีดร้องถ้อยคำผรุสวาทใส่คุณ นับจากนี้เราไม่ใช่คนคนเดียวกันอีกแล้ว ฉันฉีกขาดออกจากแกอย่างสมบูรณ์ จากนี้แกเป็นเพียงติ่งเนื้อยื่นยาวไร้ประโยชน์เท่านั้น You tore one another to pieces, you with your tightly closed mouth, she with obscenities aimed at you pouring out of her mouth. From then on we were no longer the same person. I tore away from you entirely. From then on you were merely a useless long excres- cence of flesh. The switch to ‘you’, ‘I’ and ‘we’, shocking as it might be, is in the original.
คุณไม่ได้พบเธออีกเลย ไม่ได้พบเธออีกแล้ว แผลเป็นมากมายเกินไป คุณยังคงแต่งหญิงออกไปข้างนอก เมื่อพวกเขาถาม คุณบอกชื่อของเธอ คุณยังคงรู้สึกสิ่งที่เธอรู้สึก ความเจ็บปวดของเธอโบยตีคุณ  ขาดออกจากกันคุณทวนคำพลางหัวเราะในลำคอ และคิดถึงสายซึ่งครอบศรีษะโยงคุณเข้าหาเธอในตอนเจ็ดขวบ คิดถึงอย่างเศร้าๆเพราะถึงที่สุดคุณไม่มีทางจะทำให้มันขาดออกจากกันได้จริงๆ ตราบเท่าที่คุณยังแบกรับความกระสันต์ของกันและกัน และเหนืออื่นใดความทุกข์ระทมของกันและกัน ความทุกข์ที่ไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นสอง แต่กลับเพิ่มเป็นทวีคูณ เผาไหม้กันและกันเชื่องช้าจนกว่าจะดับสูญจากกันไป You never met her again. You never came together again. There were too many scars. You still went out dressed as a woman. When people asked, you gave them her name. You still felt what she felt, her pain lashed at you. Torn away from each other, you repeated what you had said and had a throaty laugh and thought of the thread round your head linking you to her when you were seven, thought with sadness because, when all was said and done, you had no way of really disconnecting as long as you carried your lust for each other and above all the worry for each other, a worry that wasn’t divided into two but was instead growing, burning you up slowly until you would both die as one.
= Sent by the author in late April 2013
Wiwat Lertwiwatwongsa, a well-known film critic under the pen name Filmsick, is at the forefront of modern Thai writing with such works as Alphaville Hotel, A tale without a name and A damaged utopia (all available from thaifiction.com). See also ‘Made of glass’, ‘A world behind eyelids’ and ‘Life is a slow curse’ published here. =wiwat filmsick1 

Find my glasses, please – Vachara Sajasarasin

Chart Korbjitti was here before (‘October’, 1976) but this new impish take on politics in times of trouble is always welcome when handled with talent – and a comparison of the two stories would be most instructive in terms of literary treatment as well as of the evolution of social values over a forty-year period. MB

หาแว่นให้หน่อย

Find my glasses, please

glasses glasses1

วัชระ
สัจจะสารสิน

VACHARA SAJASARASIN

TRANSLATOR’S KITCHEN
= ==
“ตายแล้ว! ทีวีเป็นบ้าอะไรขึ้นมาล่ะนี่ ละครกำลังสนุกเชียว” เสียงแนนลั่นขึ้น เขาสะดุ้งตื่นหลังเผลองีบไปพักใหญ่ ขยี้ตา ปากร้องถาม “ทำไมเหรอ” ‘Oh no! What’s the matter with the telly? So much for the play!’ Naen’s voice startles him awake from a long nap. He rubs his eyes and asks, ‘What’s wrong?’ ละครกำลังสนุกเชียว: literally, ‘The play is real fun now.’
แนนนั่งจ้องทีวี เขาคลำหาแว่น Naen sits staring at the TV. He fumbles for his glasses.
“เห็นแว่นผมไหม” แนนยังเงียบเหมือนไม่ได้ยิน เขานึกฉุน จำไม่ได้ว่าวางแว่นตาไว้ตรงไหน ‘Have you seen my glasses?’ Naen is still silent as if she hasn’t heard. He feels annoyed, can’t remember where he left his glasses.
“แนน! เห็นแว่นผมไหม ช่วยหาให้หน่อยสิ” หล่อนยังเงียบ เขายกตัวขึ้นจึงรู้ว่าตัวเองนอนทับอยู่ รีบหยิบมันขึ้นมา โชคดีมันแค่บิดเบี้ยวไม่ถึงกับหัก ‘Naen! Have you seen my glasses? Help me find them, please.’ She is still silent. He raises himself and finds he was sitting on them. He picks them up in a hurry. Luckily, they are not broken, only misshapen.
“เกิดอะไรขึ้น” เขาถามขณะสวมแว่น กระเถิบเข้าใกล้แนน ‘What happened,’ he asks as he puts them on and moves closer to Naen.
“ดูสิ” แนนชี้ไปที่จอทีวี เขาเพ่งมอง ภาพละครหายไปแล้ว เขาพยายามอ่านตัวอักษรเล็กๆ บนจอสีน้ำเงิน ‘Look at that.’ Naen points at the TV screen. He squints at it. The play is no longer showing. He tries to read the small letters on the dark-blue screen. If I remember well, the ‘small letters’ in the September 2006 coup had the cheek to say ‘Sorry for the inconvenience’.
“เฮ้ย! นี่มันปฏิวัตินี่หว่า” เขาอุทานลั่น ลุกจากโซฟา ‘Hey! That’s a coup, damn it!’ he exclaims, getting up from the sofa.
“ปฏิวัติ” แนนทวนคำ ทำหน้างงๆ ‘A coup?’ Naen repeats, looking puzzled.
“ห่าเอ๊ย! ปฏิวัติจริงๆ ด้วย” เขาหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง แนนลุกเข้าห้องน้ำเหมือนไม่สบอารมณ์ ‘For fuck’s sake, it really is a coup!’ He’s no longer drowsy. Naen gets up and goes into the bathroom as if displeased.
เขาเดินไปหยิบมือถือ ตายจริง สายเข้าสิบกว่าสาย เขาไม่น่าปิดเสียงมือถือ พยายามไล่โทร.กลับทีละคน ส่วนมากเพื่อนจะแจ้งข่าวปฏิวัติเข้ามาและอยากถามถึงสาเหตุการปฏิวัติ เขาบอกไปว่าเขาไม่รู้อะไรเลย เพิ่งจะตื่นเมื่อกี้นี้เอง ยังไม่รู้เลยว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายปฏิวัติ He walks over to take the remote. Damn it! All the channels. He shouldn’t have turned off his cell phone. Tries to call his friends one by one. Most of them report there has been a coup and ask about the reasons for the coup. He tells them he doesn’t know anything, he’s just woken up, doesn’t even know yet which side has made the move. สายเข้าสิบกว่าสาย: literally, ‘(all) more than ten channels’.
เขาหันมากดรีโมตไล่ไปแต่ละช่อง ไม่มีข่าวใดๆ ให้รับทราบ รู้สึกอึดอัด นึกเจ็บใจตัวเองที่ไม่ได้ติดเคเบิลทีวี เพื่อนๆ หลายคนคงอึดอัดเช่นกัน แต่ไม่รู้จะทำยังไง แนนออกมาจากห้องน้ำและถามขึ้น “ตกลงมันยังไงกันคะ” He goes back to clicking the remote, station after station. There’s no news to be learned. He feels uneasy, blaming himself for not opting for cable TV. Many of his friends must feel uneasy too, but he doesn’t know what to do. Naen comes out of the bathroom and asks, ‘So, what’s the score?’
“รู้แต่ว่าทหารปฏิวัติ แต่ไม่รู้รายละเอียดอะไรมาก” เขาเดินเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ ‘We know only that there’s been a military coup d’état but we don’t have any details.’ He steps into the bathroom to wash his face.
“ทีวีเหมือนกันทุกช่องเลย” แนนตะโกนบอก ‘All the channels are the same,’ Naen shouts at him.
“สงสัยผมต้องออกไปข้างนอกแล้วล่ะ” เขาเอ่ยขึ้น “ไม่งั้นต้องอกแตกตายเป็นแน่” ‘I think I must go out,’ he says. ‘Otherwise I’ll die of frustration here.’
“คุณจะออกไปทำไม” แนนถาม ‘What do you want to go out for,’ Naen asks.
“ก็ออกไปให้รู้เรื่องน่ะสิว่าเกิดอะไรขึ้น” ‘To find out what’s happening, of course.’
“จะบ้าเรอะ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานยังงี้จะออกไปทำไม รอดูข่าวก่อนเถอะ เดี๋ยวก็คงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร” ‘Are you mad? With such a dicey situation, why go out? Wait for news first. We’ll soon know what’s going on.’
“คุณคิดดู นี่ก็ตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีอะไรเลย เพื่อนผมมันบอกว่าซีเอ็นเอ็น บีบีซี มีข่าวตรึมไปหมด มีภาพรถถังวิ่งกันพล่านทั่วเมือง” ‘Think about it. It’s been a while already and there’s no news. My friends say CNN and the BBC are giving the coup full live coverage, with pictures of tanks speeding all over town.’
“น่ากลัวออก” แนนหน้าตาตื่น “คุณอย่าเพิ่งออกไปเลย ปล่อยให้สถานการณ์เรียบร้อยก่อนดีกว่า” ‘How dreadful!’ Naen looks un- nerved. ‘Don’t go out just yet. Wait until the situation returns to normal.’
“คงไม่มีอะไรหรอก” เขายืนจ้องทีวีอีกครั้ง “เราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาสักหน่อย ทหารคงไม่กล้าทำอะไรหรอก เชื่อผมเถอะ” ‘There’s nothing to fear.’ He stares at the television once again. ‘This has nothing to do with us at all. The sold- iers won’t dare to do anything, believe me.’
“นี่ตกลงคุณจะออกไปจริงๆ เหรอ ฝนตกไม่เห็นเหรอไง” แนนทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง” คุณนี่มันพวกบ้าข่าวเสียเหลือเกิน ทำตัวเป็นนักข่าวไปได้” ‘So you’re determined to go out? Can’t you see it’s raining?’ Naen’s eyes are focused outside the window. ‘You are news crazy, acting like a journalist.’
“ไม่ใช่อะไรหรอก ผมอึดอัด ผมอยากรู้ข้อมูลก็เท่านั้น คุณนอนเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก” เขาเดินไปหยิบกุญแจรถและกระเป๋าเงิน ‘Not at all. I’m uneasy. I only want to have some information. You go to bed. Don’t worry about me.’ He walks over to pick up the car keys and his purse.
“ระวังตัวด้วยล่ะ ถ้าดูท่าว่าอันตรายยังไงก็กลับมาก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” ‘Be careful. If there’s any sign of danger, come back here. Tomorrow’s another day.’
“ไม่ต้องห่วง ผมไปบ้านเพื่อนแถวนี้แหละ พอรู้อะไรเป็นอะไรเดี๋ยวก็กลับแล้ว” ‘Don’t worry. I’m going to a friend’s house nearby. When I know what’s what I’ll be back.
= =
ข้างนอกฝนยังตกพรำๆ บรรยากาศดูเงียบเชียบ ผู้คนในซอยหายไปไหนกันหมด เขาเหลือบมองนาฬิกา สี่ทุ่มกว่าแล้ว รถเลื้อยออกมาถึงถนนใหญ่ รถราด้านนอกยังวิ่งปกติ บรรยกาศโดยรวมไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าเกิดการปฏิวัติ เขาขับรถช้าๆ พยายามส่ายตามองสองข้างทางว่ามีอะไรผิดปกติบ้าง รถผ่านหน้าห้างพาต้า มีคนกำลังยืนรอรถบางตา ไฟหน้าห้างปิดสนิท แท็กซี่จอดเข้าคิวรอรับผู้โดยสารเป็นแถวยาว เพื่อนบอกว่าทหารแถวราชดำเนินจะเยอะกว่าที่อื่น เขาไม่ได้ออกมาเพื่อดูทหารหรือรถถัง แต่อยากดูข่าวปฏิวัติมากกว่า เขาตัดสินใจไม่ขึ้นสะพานปิ่นเกล้าไปถนนราชดำเนิน แต่กลับเลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ ผ่านศิริราช มุ่งหน้าสู่วงเวียนใหญ่ Outside it’s still drizzling. The atmo- sphere is dead quiet. There’s no one in the street. He glances at his watch. Past ten p.m. already. The car slides to the main road. The traffic there is still normal. Nothing in the air indicates that there has been a coup. He drives slow- ly, his eyes sweeping both sides of the road to see whether there’s anything unusual. The car goes past the Pata department store. A few people stand waiting for transportation. All the lights in front of the store are out. Taxis stop in a long file to take on passengers. His friends have told him that around Rat- chadamnoen there are more soldiers than anywhere else. He hasn’t come out to see soldiers or tanks but to watch the news about the coup. He decides not to take the Pinklao bridge to go to Ratchadamnoen, but turns right to go over the Arun Amarin bridge and past Siriraj hospital on the way to Wongwian Yai. =

=

=

=

The Pata department store, the Arun Amarin bridge, Siriraj Hospital and Wongwian Yai (‘large roundabout’) are landmarks of Thon Buri on the western side of the Chao Phraya river. Ratchadamnoen Avenue (below), on the opposite bank, is the Champs-Élysées of old Bangkok. ratchadamnoenavenuedemocracymonument

เขาหยิบมือถือขึ้นมากด ฝนยังโปรยพอฉ่ำเย็น เขาประคองรถช้าๆ เข้าเลนซ้าย คุยเสร็จแล้วปิดเครื่อง รู้สึกอุ่นใจ คืนนี้คงได้ดูข่าวปฏิวัติเต็มอิ่ม เขาเร่งเครื่องเร็วขึ้น หากช้าไป สถานการณ์ข้างหน้าอาจทำให้เขาไปไหนไม่ได้ หรือไม่อาจต้องย้อนกลับบ้าน He grabs the cell phone and pushes a button. It is still raining enough to keep the air cool. He handles the car gently, driving slowly and sticking to the left lane. When he has finished speak- ing he closes the phone and feels better. Tonight he’ll have his fill of coup news. He speeds up. If he is too slow maybe conditions ahead will prevent him from going anywhere or else force him to go back home.
รถบนถนนน้อยทำให้เขามาถึงวงเวียนใหญ่เร็วกว่าปกติ แวะซื้อบะหมี่เกี๊ยวแยกน้ำตรงปากซอย ผู้คนหน้าปากซอยดูเยอะเป็นพิเศษ จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันออกรส เขาเลื้อยรถเข้าจอดในโรงรถอพาร์ตเมนต์ แวะเข้ามินิมาร์ตซื้อเบียร์กระป๋องครึ่งโหลพร้อมขนมขบเคี้ยวอีกถุงใหญ่ระหว่างรอจ่ายเงิน เขาชำเลืองไปมองทีวีในมินิมาร์ต เป็นภาพข่าวจากซีเอ็นเอ็น มีรถถังวิ่งพล่านไปหมด ตัววิ่งภาษาอังกฤษบ่งบอกสถานการณ์ปฏิวัติในเมืองไทย เขารู้สึกตื่นเต้น ยิ้มที่มุมปากคงไม่ผิดหวังที่เลือกมาที่นี่ The traffic is light and he reaches Wongwian Yai faster than usual. He stops at the entrance to the street to buy egg noodles with dumplings and separate broth. There seem to be more people there than usual, forming groups that chatter animatedly. He slithers the car into the parking lot of a block of flats, stops by the minimart to buy a six-pack and a big bag of munchies. While waiting to pay the bill, he glances at the television in the minimart broadcasting a CNN report showing tanks rushing about, the ticker at the bottom of the screen saying in English that there has been a military coup in Thailand. He feels excited, a smile flickers around his mouth. He was right to decide to come here. =

วงเวียนใหญ่
Wongwian Yai
บะหมี่เกี๊ยวแยกน้ำ

Egg noodles with broth

เขาเคาะประตู มีสายตาแนบตรงตาแมว สักครู่ประตูเปิดออก แอร์เย็นฉ่ำวาบเข้าสัมผัสหน้า พร้อมกลิ่นน้ำหอมอวลเข้าจมูก He knocks on the door. An eye comes to the peephole. A moment later, the door opens. Cold air and a heady perfume blast his face and nostrils.
หล่อนยิ้มกว้างโผเข้ากอด เขาดันร่างหล่อนเข้าห้อง ยื่นของให้ หล่อนรับแล้วไปวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กหลังห้อง ยัดเบียร์เข้าตู้เย็น ทีวีปิดสนิท หล่อนกลับมาโผกอดเขาอีกครั้ง พยายามไซ้ซอกคอ เขาก้มลงไซ้กลับบ้าง กลิ่นน้ำหอมกรุ่นอยู่ปลายจมูก She grins as she rushes into his arms. Pushing her forward he enters the room, hands over what he has brought. She takes the bags of food and puts them on a small table at the back of the room, stuffs the beer into the fridge. The TV isn’t on. She comes back to hug him once again, nuzzles the nook of his neck. He lowers himself to nestle in hers in turn, her powerful perfume at the tip of his nose. =

ยื่นของให้ หล่อนรับ (he hands things over | she receives): note how English has to be more specific than the Thai in this context.

“ใจเย็นๆ สิ” เขากระซิบปรามเมื่อริมฝีปากหล่อนไล้มาถึงติ่งหู หล่อนผละออก หัวเราะขึ้น เขาถอยมานั่งบนเตียงสีชมพูสะอาดสะอ้าน ‘Take it easy,’ he whispers when her lips slide to the tip of his ear. She pulls out and laughs. He steps back and goes to sit on the impeccably clean pink bed.
“เอารีโมตมาให้หน่อยสิ” เขาร้องสั่ง หล่อนยื่นให้แล้วโผกอดเขาอีก เขากดรีโมตเปิดทีวีช่องปกติยังไม่มีข่าวใดๆ เขาไล่กดไปยังเคเบิลทีวีเมืองนอก แช่ไว้ตรงช่องบีบีซี หล่อนยังคงสนุกอยู่ตรงซอกคอ ‘Give me the remote, will you,’ he orders. She hands it over and then hugs him anew. He clicks on the remote to switch the television on. The national channels still have no news. He switches to the foreign cable TV channels, settles on the BBC. She’s still having fun with the nook of his neck.
“คืนนี้ไม่ทำงานเหรอ” เขาถาม ตายังจ้องทีวี ‘Aren’t you working tonight,’ she asks, staring at the screen.
“ไม่รู้เป็นไร เฮียไล่ให้กลับแต่หัววัน” เขาเอนหลังลงบนหมอนนุ่มๆ รู้สึกขำสำเนียงพูดไทยไม่ชัดของหล่อน หล่อนคงมาจากดอยที่ไหนสักแห่ง เขาเองก็จำชื่อไม่ได้เสียที ‘I don’t know why, the boss drove us out before dark.’ He leans his back on a soft pillow. He’s amused by her funny accent in Thai. She must be from some distant mountain whose name he wouldn’t remember anyway.+ =

=

+ An awkward remark: as if he has never asked her where she is from. The rest of the story says otherwise.

“ผมยังไม่อาบน้ำเลยนะ” เขาปลดกระดุมเม็ดบน เปลี่ยนช่องไปยังซีเอ็นเอ็น ‘I haven’t showered yet, you know.’ He undoes the top button, changes to CNN.
“เดี๋ยวจัดการให้” หล่อนผงกหัวขึ้นมายิ้ม เขาหันมาสบตาหล่อนจังๆ แล้วเหลือบไปจ้องอกคู่งามที่ผงาดอยู่ในเสื้อสายเดี่ยวตัวน้อย หล่อยหลบตาแล้วฟุบลงไปกับอกเขา เขาลากมือลูบไล้โคนขาขาวผ่องที่โผล่พ้นขอบกางเกงขาสั้นสีเขียว หากตัดสำเนียงพูดออกไป คงไม่มีใครรู้ว่าหล่อนเป็นชาวเขาชาวดอย รูปร่างหล่อนสมส่วน สะโพกเต่งตึง หน้าอกได้รูปกลมกลืน ผิวขาวเนียนละเอียด ‘Let me do it.’ She nods and raises her head with a smile. He turns and his eyes meet hers briefly then shift to her beautiful breasts stretching her spaghetti string blouse. She looks away and then flops down on his chest. His hand creeps across her white thighs emerging from her green shorts. Other than the accent, there is no way of knowing she is a mountain girl. She’s well-proportioned, with ample hips, well-rounded breasts and fine white skin.
เขาปล่อยให้หล่อนซุกซนอยู่บนร่างเขาไปเรื่อยๆ มือข้างหนึ่งกำรีโมตแน่น ตามองไปหน้าจอทีวี กดรีโมตสลับไปมาระหว่างช่องเคเบิลในประเทศและต่างประเทศ เปิดเสียงดังลั่นเมื่อมีข่าวสถานการณ์ใหม่ๆ เข้ามา เขาฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ภาพข่าวที่ออกมาทำให้เขาเข้าใจสถานการณ์ในบ้านเมืองดีขึ้น รู้สึกผ่อนคลายลงเมื่อเห็นความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเขาสลับไปดูทีวีช่องปกติ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีภาพข่าวใดๆ ให้รับรู้ หากมีอยู่บ้างก็เป็นแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติที่ปรากฏออกมาเป็นระยะๆ นานๆ ครั้ง He lets her play tricks on his body at length, one hand firmly holding the remote, his eyes on the TV screen. He keeps switching between domestic and foreign cable channels, turns up the sound whenever there is news of new developments. He doesn’t always listen, but the pictures that come out make him understand the political situation better. He feels relieved when he sees the reality of what has happened. At times he goes back to look at the national channels: everything is as before, there are no pictures to look at, only proclamations from the ‘revolutionary council’ which appear at long intervals. (การ)ปฏิวัติ: strictly speaking, ‘revolution’ (hence คณะปฏิวัติ, ‘revolutionary council’); in common parlance, however, it means a military coup d’état.
“ถอดเสื้อผ้าให้หน่อย” เขาบอกหล่อนแล้วนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ‘Undress me,’ he tells her and then lies still like that.
หล่อนแกะกระดุมเสื้ออย่างชำนาญ ดึงเข็มขัดกางเกงออก ปลดตะขอกางเกงแล้วลากถอดออกจากเขา เขาแค่เผยอตัวขึ้น ไม่นานก็เหลือแค่ลิงตัวน้อย หล่อนเอาเสื้อกางเกงไปแขวนไว้อย่างดี แล้วกลับมาฟุบกับอกเขาอีก She unbuttons his shirt expertly, un- fastens his belt, unhooks his trousers and peels them off his legs. He simply props himself up a little. Before long only his little monkey is left. She takes the shirt and trousers and hangs them up properly and then comes back and drops down onto his chest again.
“ผมยังไม่อาบน้ำนะ ไม่เหม็นเหรอ” หล่อนส่ายหน้า เอามือลูบไล้แผ่นอกเขาไปมา ซุกหน้าไปที่ใบหู ‘I still haven’t showered, you know. Don’t I stink?’ She shakes her head, strokes his chest back and forth with her hand, pressing her face against his ear.
“เดี๋ยวทำความสะอาดให้” เขายิ้ม หล่อนลากมือลงไปตรงลานหน้าท้อง วนปลายเล็บเล่นรอบๆ สะดือ คืบคลานแผ่วเบาเข้าไปในลิงน้อยตัวนั้น เค้นคลึงไปมา เขาหลับตาพริ้ม แทบลืมเลือนทุกสิ่งอย่าง มือเริ่มคลายจากรีโมต มือหล่อนยังซุกซนอยู่ในลิงตัวน้อย ริมฝีปากลากละไปบนแผ่นอก ไล้ลิ้นทั่วร่าง หล่อนเริ่มไต่วนลงข้างล่าง ผ่านลานหน้าท้อง ไต่วนเวียนอยู่แถวขอบลิงตัวน้อย เขาหายใจไม่เป็นจังหวะ ละจากหน้าจอทีวี รีโมตโดนทิ้งไว้ข้างๆ เสียงรายงานข่าวภาษาอังกฤษยังลั่นมาให้ได้ยิน ‘I’ll wash you.’ He smiles. She draws her hand to the flat of his belly, circles his navel with the tip of her fingers, lightly crawls to the little monkey, presses it back and forth. He closes his eyes, almost forgets everything. His hand begins to let go of the remote. Her hands are still naughty with the little monkey, her lips prowl around his chest, her tongue licks him all over. She begins to wriggle down past his belly and to draw circles around his crotch. He is breathing by fits and starts, ignoring the screen, the remote abandoned to one side, the loud news report in English rambling on.
หล่อนกระชากเจ้าลิงตัวน้อยหลุดจากร่าง… She jerks the little monkey out of its nest…
ภาพข่าวในทีวียังคงเคลื่อนไหว เขาจับต้นชนปลายไม่ถูก จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หล่อนพลิกร่างขึ้นทาบทับ ก้มลงไซ้ซอกคออีกรอบ เขาจู่โจมกลับพลิกร่างขึ้นข้างบน ซบหน้าลงแนบอกอิ่ม กอดรัดฟัดเหวี่ยงเกลือกกลิ้งไปมาบนเตียงอ่อนนุ่ม เขาไม่นึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มต้นรวดเร็วปานนี้ ทำไมเป็นอย่างนี้เสมอนะ หล่อนมักเซอร์ไพรส์ด้วยการจู่โจมหนักหน่วงอย่างนี้เสมอ หล่อนจะเป็นอย่างนี้กับแขกทุกคนหรือเปล่า เขานึก The pictures on the screen are still moving, he can’t make heads or tails of them, his heart is no longer in it. She turns her body to straddle him, bends over to nuzzle his throat once more. He suddenly flips her over and ends up on top of her, buries his face into her full breasts, hugging, swinging, circling, wallowing back and forth on the soft bed. He hadn’t thought everything would begin so fast. Why is it always like this? She always surprises him by attacking him wildly. Is she like this with all her guests, he wonders.
หล่อนโผขึ้นบนร่างเขาอีกครั้ง เริ่มขยับตัวเนิบช้า อกอิ่มส่ายไหวกระเพื่อมตามแรงเคลื่อน เขาเอื้อมตะปบเคล้าคลึงเต็มอุ้งมือ หล่อนเริ่มขยับร่างแรงขึ้น ส่ายไหวร่อนร่ายไปมามิหยุดยั้ง เขารู้สึกเหมือนหัวใจจะวาย She reasserts herself on top once more, begins to sway slowly, her full breasts oscillating under the strength of the waves. He stretches out to caress and knead them in his paws. She begins to move her body more firmly, swerving and swaying cease- lessly. He feels as if his heart is going to explode.
“เห็นแว่นผมไหม” เขาร้องหาแว่น ป่ายมือเปะปะไปทั่ว เขาอยากเห็นร่างหล่อนชัดๆ หล่อนชะงัก พยายามหาแว่นให้เขา ‘Have you seen my glasses?’ he shouts, looking for his glasses, patting with his hands all around. He wants to see her body clearly. She is startled, tries to find his glasses.
“ไม่รู้ว่าผมทับอยู่หรือเปล่า” เขาเอี้ยวตัวแต่ไม่เจอ ‘I wonder if I’m not lying on them.’ He twists to the side but doesn’t see them.
“นี่ไง” หล่อนเอี้ยวตัวหยิบแว่นที่หมิ่นเหม่ตรงขอบเตียง “จะใส่ทำไม เกะกะ ‘They’re here.’ She twists and grabs the glasses resting precariously on the bedstead. ‘Why put them on? They’ll be in the way. =

เกะกะ: usually, ‘messy’, ‘disorderly’, ‘in a jumble’.

“อยากเห็นคุณชัดๆ” หล่อนสวมแว่นให้ เขาเผยอตัวโอบสะโพกกลมกลึงที่เริ่มขยับอีกครั้ง ร่างหล่อนบังทีวีมิด เสียงภาษาอังกฤษยังแว่วแทรกขึ้นมา เขาเอี้ยวตัวจากร่างหล่อน เหลือบมองจอทีวี ภาพข่าวเก่าเหมือนจะวนซ้ำมาอีกรอบ ‘I want to see you clearly.’ She puts them on him. He raises himself slightly to hug her haunches which begin to sway once again. Her body masks the television. The commentary in English is still going on loudly. He twists side- ways to glance at the screen. An old news sequence seems to be shown again in a loop.
หล่อนเริ่มขยับร่างหนักหน่วงขึ้น เขาสะดุ้งเสียวซ่านไปทั้งร่าง ตาเหลือบมองร่างหล่อนสลับกับหน้าจอทีวี ภาพใหม่เริ่มปรากฏขึ้น เขาเห็นรถถังวิ่งว่อนไปมากลางถนนเยอะขึ้น ริมถนนทหารถือปืนรายรอบท่ามไฟสลัวกลางฝนปรอย บางจังหวะหล่อนเล่นเอาเขาผวาสะดุ้งจิกเล็บลงบนสะโพกหล่อน She begins to move fast and hard. He is startled and thrilled through and through. His eyes look alternately at her body and at the TV screen. A new scene appears. He sees a greater number of tanks speeding through the roads. On the roadsides soldiers hold- ing weapons are moving around in the dim light under light rain. Her rhythm is such at times that she stuns him and he scratches her hips with his nails.
เขาทนไม่ไหวแล้ว หล่อนดูไม่มีทีท่าจะหมดพิษสงลงง่ายๆ หน้าจอทีวีเปลี่ยนไป ผู้ประกาศแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติออกมาอีกแล้ว เขาเหลือบไปมอง แล้วกลับมาหาหล่อน หล่อนเหมือนรู้ เร่งเครื่องจนเขาพังพาบฟุบนิ่งไปกับอกหล่อน เขากอดหล่อนแน่นเหมือนจะหลอมละลายเข้าด้วยกัน ต่างคนต่างเหนื่อยหอบไม่แพ้กัน เขายังค้างอยู่กับร่างหล่อน แว่นบิดเบี้ยวจะหลุดมิหลุดแหล่ ผู้ประกาศยังคงอ่านแถลงการณ์ เขาจับใจความไม่ได้แม้แต่น้อย He can’t bear it any longer. She doesn’t look as though she’s about to give up her ministrations. In front of the screen the picture changes. The news- reader of the revolutionary council comes on again. He looks at him and then looks again at her. It’s as if she knew; she speeds up until he explodes and collapses on her chest. He hugs her tight as if they are going to melt together. They are each as tired and panting as the other. He still stays in her. His distorted glasses are about to slip off. The newsreader is still reading out a proclamation. He can’t under- stand what he is saying, not the slightest. พิษสง: usually, ‘dangerous’, ‘vicious’; ‘destructive power’, ‘harmful effect’.
เขาผละจากหล่อน เหยียดร่างนอนนิ่งใกล้ๆ กัน สักพักหล่อนลุกเข้าห้องน้ำ เขายังแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น หยิบหมอนขึ้นหนุนหัว พยายามจดจ่อไปที่ผู้ประกาศ แต่ไม่ทันจะรับรู้อะไร ภาพตรงหน้ากลับหายไป เขาก้มหารีโมต กดไล่ช่องไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก เขาทิ้งรีโมตนอนนิ่งลงไปอีก เสียงน้ำจากฝักบัวแว่วแข่งเสียงฝนข้างนอก He comes out of her and they lie still side by side. After a while she gets up and goes to the bathroom. He still stays still like that, picks up the pillow and slips it behind his head, tries to concentrate on the newsreader, but before he can understand anything the picture in front of him disappears. He bends over looking for the remote, changes channels. Nothing much is happening. He drops the remote and lies back motionless once more. The sound of the shower competes with that of the rain outside.
เขาเพิ่งรู้จักหล่อนไม่กี่เดือนนี่เอง หล่อนทำงานในอาบอบนวดมีคลาสแห่งหนึ่ง เผอิญเขาเข้าไปเป็นลูกค้า จากนั้นเลยติดต่อเป็นการส่วนตัวเรื่อยมา หล่อนมีท่าทีโอเคกับเขา หลังๆ หากมีโอกาสเขาจะมาหาหล่อนที่ห้องเสมอ เมื่อสัมผัสลึกๆ หล่อนเป็นคนน่าสงสารคนหนึ่ง หล่อนเล่าว่าทำงานอย่างนี้มาตั้งแต่สาวๆ บ้านเดิมอยู่บนดอย ต้องลงมาทำงานในเมืองเพื่อชดใช้หนี้ให้ที่บ้าน หล่อนต้องตระเวนทำงานไปทั่วหัวเมืองใหญ่ๆ สลับกันไป จริงไม่จริงเขาไม่แน่ใจนัก เรื่องเล่าทำนองนี้มักได้ยินจากพวกหล่อนบ่อยๆ He met her only a few months ago. She worked in a classy massage par- lour which he happened to patronise. After that they started meeting pri- vately. She seems to fancy him. Lately, whenever there is an opportunity he comes and visits her here. When you know her well, she is to be pitied. She has told him she has worked like this ever since she was a young woman. Before, she lived on the mountain. She had to come down to work in town to pay for the debts at home. She had to travel for work in all the big towns, one after the other. True or not, he isn’t quite sure. This kind of tale you can always hear from women like her. =

=

=

หล่อนมีท่าทีโอเคกับเขา: alternative translation: ‘She seems OK with him,’ which is ambiguous.

เขาเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบเบียร์กระป๋องขึ้นมาซด ความเย็นซ่านแผ่ทั่วร่าง ความเหนื่อยหอบแทบปลิดทิ้ง กำลังวังชาคล้ายกลับมาอีกครั้ง เสียงน้ำจากฝักบัวยังแว่วมา รู้สึกหล่อนอาบน้ำนานเหลือเกิน He walks over to open the fridge, picks up a can of beer he opens and drinks. Its coolness spreads all over his body. The panting is almost over, his strength is returning. He can still hear the shower, feels she’s taking a long time showering.
หลังเบียร์หมดไปครึ่งกระป๋อง หล่อนพาร่างเปลือยเปล่าออกมาจากห้องน้ำ เม็ดน้ำยังพราวร่าง หล่อนหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดใบหน้า ไล่ลงมาตามต้นคอ วนไปมาตรงอกอิ่ม หล่อนส่งสายตาขี้เล่นมายังเขา He has drunk half the can by the time she comes out of the bathroom naked, still studded with drops of water. She picks up a small towel to wipe her face, then her neck and back and forth across her full breasts. She looks at him with playful eyes.
“มานี่สิ” เขาเรียก “เดี๋ยวเช็ดตัวให้” ‘Come here,’ he calls. ‘Let me dry you.’
หล่อนเดินมาหา โยนผ้าขนหนูคลุมหน้าเขา เขาส่งเบียร์กระป๋องให้ หล่อนซดเบียร์อึกใหญ่นั่งลงข้างๆ เขายกตัวขึ้นนั่ง เช็ดแผ่นหลังหล่อน เขาให้หล่อนยืนขึ้น เช็ดตรงสะโพกไปมา สักครู่เขาโยนผ้าขนหนูทิ้ง She walks to him, throws the towel over his face. He hands over the can of beer to her. She takes a big swig, sits down beside him. He sits up, wipes her back. He makes her stand up, wipes her breasts from side to side. After a while he throws the towel away.
“ขี้เกียจแล้ว” เขารวบหล่อนมาไว้ในอ้อมแขน ระดมจูบพรมทั่วร่าง กรุ่นหอมไปด้วยครีมอาบน้ำที่เขาไม่คุ้นนัก คราวนี้เขาเป็นฝ่ายรุกบ้าง หล่อนทอดร่างลง ขณะไซ้อกคู่งาม หล่อนไถลตัวลง แนบปากกระซิบข้างหู “จะดูหนังไหม” ‘Fed up.’ He gathers her in his arms, kisses her all over. She is fragrant from some shower cream, a scent he isn’t quite familiar with. This time he is the one to start the round. She stretches out. As he nuzzles her beautiful breasts, she eases herself down, brings her mouth to his ear and whispers, ‘How about a movie?’
“ไม่ล่ะ จะดูข่าว” หล่อนเงียบไป ‘No, I want to watch the news.’ She is silent.
เขากับหล่อนสนุกกันอย่างคลั่งบ้าอีกครั้ง จบลงด้วยความสุขทะลักล้น เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองเอาพลังมาจากไหน ไม่รู้สิ เขานึกแปลกใจตัวเอง หล่อนก็คงแปลกใจตัวเขาเช่นกัน ปกติเขาไม่เคยคึกคักเช่นนี้ He and she have another session of hectic fun that ends in overflowing happiness. He’s not sure where he gets his energy from. Really. He wonders about himself. She must be wondering too. Usually he isn’t that ebullient.
ระหว่างหยุดพักกินเบียร์แกล้มบะหมี่เกี๊ยว เขาหันไปสนใจข่าวปฏิวัติอีกครั้ง ทีวีช่องทั่วไปยังไม่มีรายงานปกติ เขายังพึ่งพาช่องเคเบิลจากเมืองนอก สลับฟังแถลง- การณ์ตามช่องทั่วไป ยิ่งดึกรู้สึกแถลงการณ์ยิ่งเข้มข้นขึ้น รัฐธรรมนูญถูกฉีกไปแล้ว เขารู้สึกสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก กฎหมายหลายๆ ฉบับถูกตราขึ้นโดยแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติ และเมื่อแถลง- การณ์ฉบับหนึ่งประกาศให้พรุ่งนี้เป็นวันหยุดราชการ เขารู้สึกเบียร์ลื่นคอขึ้น อาการผ่อนคลายเกิดขึ้น ครั้นเบียร์ครึ่งโหลหมดลง อาการคึกก็เริ่มซ่านขึ้นมาอีก เขาเลยสนุกกับหล่อนอีกรอบ ก่อนผล็อยหลับคาพับกับทีวีที่ยังเปิดค้างไว้ As they take a break with beer and the noodles snack, he turns his interest to news of the coup again. The Thai channels still aren’t back to normal programming. He still relies on the foreign cable channels interspersed with the proclamations broadcast by the national channels, which are increasingly harsh as the hours pass. The constitution has been torn. He feels oddly hurt. Several edicts have been issued by the revolutionary council and when one communique announces that tomorrow is decreed a public holiday, he feels the beer go easier down his throat. He can now relax. When the half-dozen cans of beer are empty, he feels high-spirited again, so he has fun with her once more before drifting into sleep right in front of the TV still switched on. =

=

=

=

=

=

=

=

กฎหมายหลายๆ ฉบับ cannot be translated as ‘several laws’ in this context: they are edicts (คำสั่ง, คำประกาศ).

=
เขาตื่นขึ้นเมื่อหล่อนเขย่าตัวปลุก เขางัวเงียเปิดเปลือกตาอย่างยากลำบาก ปวดหนึบตรงขมับ รู้สึกงวยงงว่ากำลังนอนอยู่ที่ไหน เมื่อคืนเขาเพลียเอามาก หลับฟุบเหมือนนักมวยถูกน็อก สติเขาเริ่มกลับมาแล้ว จำได้ว่าตัวเองยังนอนอยู่ห้องของหล่อน ใช่แล้ว วันนี้คณะปฏิวัติประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ เขาเลยยังไม่ได้กลับบ้าน หล่อนเขย่าตัวเขาแรงขึ้น He wakes up when she shakes him to get him up. Drowsy, he opens his eyelids with difficulty, throbbing pain in his temples. He feels puzzled as to where he has slept. Last night he was very weak, sank into sleep like a knocked-out boxer. He’s beginning to recover his lucidity, can remember he is in her room. That’s right, the revolu- tionary council has proclaimed today a holiday, so he hasn’t gone back home yet. She shakes him more strongly.
“ตื่นเถอะ ซื้อหนังสือพิมพ์มาให้แล้ว” หล่อนวางหนังสือพิมพ์สองฉบับบนร่างเขา เขากวาดไปไว้ข้างตัว อาการงัวเงียยังไม่เปิดโอกาสให้เขาทำอะไร ได้แต่ส่งเสียงเออออออกไปอย่างพ้นไปที หล่อนช่างน่ารักเสียจริง เมื่อคืน ก่อนผล็อยหลับ เขาบอกหล่อนว่าหากตื่นก่อนช่วยออกไปซื้อหนังสือพิมพ์ให้ด้วย เชื่อแน่ วันนี้ผู้คนคงแห่กันไปซื้อหนังสือพิมพ์จนเกลี้ยงแผง เขาอุ่นใจขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของหล่อน ‘Wake up. I’ve bought the papers.’ She places two newspapers on his chest. He sweeps them aside. He’s still too drowsy to do anything, merely uttering a few uh-huh just like that. She’s really lovely. Last night before falling asleep he told her if she woke up first to go out and buy the newspapers. For sure, today people would scramble for newspapers and they would be sold out in no time. He feels better when he hears what she says.
“มีน้ำเต้าหู้ให้กินด้วย” เขาแว่วเสียงหล่อนก่อนหลับพับลงไปอีก ‘There’s tofu for breakfast too,’ he hears her say before he drifts into sleep again.
เขาตื่นขึ้นมาหลังงีบพักหนึ่ง สมองปลอดโปร่งขึ้น อาการงัวเงียหายไปแล้ว เขารีบหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมา กวาดสายตาอ่าน เป็นหนังสือพิมพ์หัวสีที่เขาไม่ค่อยได้อ่านนัก หยิบหมอนหนุนหัวในท่าถนัด อย่างที่คาดไว้จริงๆ คำว่า “ปฏิวัติ” ถูกพาดหัวไม้ตัวเบ้อเร่อเหมือนกันทั้งสองฉบับ และคงเหมือนกับอีกหลายๆ ฉบับอย่างไม่ต้องสงสัย He wakes up again after a while with a clearer brain. He’s no longer drowsy. He hurriedly grabs a newspaper and scans it. It’s a popular newspaper he doesn’t normally read. He takes the pillow and adjusts it behind his head to read in a comfortable position. As he expected really, the word ‘coup’ is printed in huge letters on both papers and no doubt in many others.
“ฉบับที่สั่งล่ะ” เขาถามขึ้น ‘What about the one I told you to buy,’ he asks.
“หมดแล้ว มีแค่นี้แหละ” หล่อนเดินมาหาเขา “กินนี่สิ” หล่อนยื่นแก้วให้ ‘Sold out. That’s all there was.’ She walks up to him. ‘Eat.’ She holds out a bowl.
“อะไรเหรอ” ‘What is it?’
“น้ำเต้าหู้” ‘Tofu.’
“กาแฟน่าจะดีกว่า” หล่อนเลี่ยงไปชงกาแฟ เขาวางหนังสือพิมพ์ เดินเข้าห้องน้ำ ฉี่เสร็จกดชักโครกลั่น ออกมาจุดบุหรี่สูบ กาแฟหอมกรุ่นคอยท่าอยู่แล้ว หล่อนนอนเล่นอยู่บนเตียงหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาดู ‘Coffee would be better.’ She sneaks away to make coffee. He puts down the newspapers, goes into the bathroom, takes a leak and flushes the noisy toilet, comes out and lights up a cigarette. Fragrant coffee is already waiting. She lies down on the bed, picks up a newspaper and has a look.
“อ่านให้ฟังหน่อยสิ” เขาแกล้งแซวหล่อน เพราะรู้ว่าหล่อนอ่านหนังสือไม่ค่อยออก เวลาเขามาที่นี่ หากมีเวลาว่างเขาจะสอนให้หล่อนอ่านหนังสือเสมอ หล่อนบอก ว่าตอนอยู่บนดอยได้เรียนหนังสือน้อยมาก หากเปรียบเทียบกับการพูด ทักษะการอ่านยังเป็นรองหลายขุม เขาขำเสมอเมื่อหล่อนเปล่งเสียงอ่านหนังสือแบบผิดๆ ถูกๆ ถึงอย่างไรหล่อนก็มีความพยา- ยามเป็นเยี่ยม รักการอ่าน ไม่เคยท้อในการสะกดคำ ‘Read it out loud, will you,’ he taunts her because he knows she can’t quite read. Whenever he comes here, if he can spare the time he teaches her how to read. She has told him that when she was on the mountain she studied very little. Compared with speaking, her reading skill is much inferior. He’s always amused when she endeavours to read, making plenty of mistakes. For all that, she’s really eager, she likes to read and is never reluctant to spell.
“เอาสิ” เขากระตุ้นอีกครั้ง เหมือนหล่อนกำลังรอคำพูดนี้อยู่ หล่อนเพ่งสายตาไปบนหน้าหนังสือพิมพ์ ลากนิ้วมือไปบนแถวอักษร พยายามสะกดคำสลับไปมา แต่ไม่เป็นผล เขาพยายามลุ้น เฝ้าดูพัฒนาการของหล่อนจากที่เขาเคยสอนให้ ‘Do it,’ he prods her again. As if she was waiting for those words, she brings her eyes to the newspaper, one finger following the alignment of words, trying to spell the words back and forth but not succeeding. He tries to cheer her, observing her progress from what he has taught her.
“คำนั้นแหละ ตัวใหญ่ๆ น่ะ อ่านสิ” เขาบอกให้หล่อนอ่านคำว่า “ปฏิวัติ” ออกจะเป็นคำยากอยู่สักหน่อย หล่อนจ้องเขม็งเข้าไปอีก บางจังหวะคล้ายจะหลุดคำบางคำออกมา ในที่สุดหล่อนตัดสินใจเปล่งเสียงออกมา ‘That word, yes, that one. Read it.’ He tells her to read the word ‘patiwat’ which is rather difficult to spell and pronounce*. She peers at it again. Several times she’s on the verge of mouthing something. Finally she decides to produce a sound. =

=

* The word is spelt ‘ptiwati’ with two different letters for the ‘t’ sound.

“ติ…ติ… อ่านได้แค่นี้แหละ ยากจัง” หล่อนยอมแพ้ ส่ายหน้าไปมา เขาหัวเราะขึ้น หล่อนคงคุ้นเฉพาะตัวหลัง ‘Ti … ti … that’s all I can read. It’s so difficult!’ She acknowledges defeat, shakes her head. He laughs. She can only read the last syllable.
“ไม่ใช่อย่างนั้น นั่นมันแค่เฉพาะตัวหลัง ไม่ใช่คำทั้งหมด ลองดูใหม่ซิ” เขายังคงหัวเราะ หล่อนหัวเราะขึ้นมาเช่นกัน แล้วก้มหน้าลงไปอีก ‘It isn’t like that. That’s only the last letters, not the whole word. Try again.’ He’s still laughing. She laughs too, then lowers her head again.
เขาสูบบุหรี่จนหมดมวนแล้วเดินกลับไปที่หล่อน He smokes his cigarette entirely then walks back to her.
“เป็นไง ได้ไหม” หล่อนส่ายหน้า ‘So? How is it going?’ She shakes her head.
“ไม่เป็นไรหรอก คำนี้มันยากไปหน่อย” ‘Never mind. That word is rather difficult.’
“แล้วอ่านว่าอะไรล่ะ” ‘So how do you read it?’
“อ่านว่า ปะ-ติ-วัด” เขาลากเสียงช้าๆ หล่อนพยายามจำ ‘It reads “pa-ti-wat”.’ He pronounces each syllable slowly. She tries to remember.
“ปา-ตี-วัด” ‘Par-tee-wat.’
“ไม่ใช่ เอาใหม่ จำดีๆ นะ อ่านว่า ปะ-ติ-วัด” ‘Wrong. Try again and remember, okay? It reads “pa-ti-wat”.’
“หมายถึงอะไรล่ะ” หล่อนแทรกถามขึ้น ‘What does it mean?’ she interrupts.
“ก็…” เขาพยายามนึก “การเข้าไปยึดอำนาจจากรัฐบาลมาเป็นของตัวเอง” เขาไม่อยากอธิบายอะไรมาก เลยบอกออกไปอย่างนั้น ‘Well…’ He tries to think. ‘It means taking away the power from the government for oneself.’ He doesn’t want to explain much, so he leaves it at that.
“ใครเป็นคนยึดล่ะ” ‘Who is it that’s taking it away?’
“ก็ทหารน่ะสิ” ‘The military, of course.’
“ทหารเหรอ เมื่อกี้ก็เห็นทหารที่ปากซอย ถือปืนด้วย” ‘Soldiers, is it? Just now I saw soldiers at the entrance to the street. They had weapons too.’
“นั่นแหละ พวกปฏิวัติล่ะ” หล่อนนิ่งไป ก้มดูหนังสือพิมพ์อีกรอบ หล่อนชี้ไปที่รูปอดีตนายกรัฐมนตรี ‘That’s it. They are the coup makers.’ She’s silent, bends over for another look at the newspaper. She points to a picture of the former prime minister.
“งั้นก็คนนี้สิที่ถูก…” ‘So it’s him who was…’
“ใช่ คนนี้แหละ” เขาแทรกขึ้น หล่อนเงียบไปนาน แล้วเงยหน้าขึ้น ‘Yes, this man,’ he breaks in. She’s silent for a long while then raises her head.
“หนูชอบ คนบ้านเดียวกับหนู” เขาเงียบไปบ้าง จิบกาแฟแล้วอัดบุหรี่ ‘I like him. He’s from the same village as me.’* It’s his turn to be silent, sipping coffee and smoking. * That would be San Kamphaeng, in Chiang Mai province.
“ทำไมเขาโดนปฏิวัติล่ะ” หล่อนยังเซ้าซี้ถาม เขาชักรำคาญ ขี้เกียจยุ่งกับหล่อนอีก หันไปกดรีโมตเปิดทีวี ทีวีช่องทั่วไปยังไม่มีรายการปกติ เขากดไล่ไปตามช่องเคเบิลต่างๆ ยังไม่มีข่าวคืบหน้าอะไรมาก ส่วนใหญ่จะเป็นภาพข่าวเดิมๆ ตั้งแต่เมื่อคืน เคเบิลเมืองนอกเสนอข่าวตามปกติ ไม่เกาะติดเหมือนเมื่อคืน มีแค่ตัววิ่งสั้นๆ บอกสถานการณ์ในเมืองไทยโดยรวม ‘Why did they take his power away?’ she persists, annoying him. Fed up with her, he turns to punch the remote to turn on the TV. The national channels still don’t run their normal programmes. He switches to the cable TV channels and goes through them. They don’t have much news about new develop- ments. For the most part, they are still broadcasting newsreels from last night. The foreign cable channels are broadcasting the news as usual, with no live takes like last night, only short ticker notes on the general situation in the country.
เขากลับมาอ่านหนังสือพิมพ์ หล่อนนอนอยู่ใกล้ๆ ดึงเซกชันบันเทิงไปอ่าน เขาผล็อยหลับไปอีก ตื่นขึ้นมารู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้น เดินเข้าห้องน้ำ เช้ามากแล้ว เขาควรจะกลับเสียที หากเลยไปถึงเที่ยวเดี๋ยวจะยุ่งกันใหญ่ He goes back to reading the news- papers. She lies next to him, reading the entertainment sections. He drifts into sleep again, wakes up feeling energetic, goes to the bathroom. Much of the morning is gone, he should go back home. If he gets there after noon, he’ll be in trouble.
เมื่อน้ำอุ่นๆ จากฝักบัวกระทบร่าง เขาเริ่มคึกคักขึ้นมาอีก แง้มประตูเรียกหล่อนให้เข้ามาอาบน้ำด้วยกัน หล่อนทำหน้างงๆ เขาพยักหน้าคะยั้นคะยอ หล่อนยิ้มขึ้น เดินรี่เข้ามาหา พร้อมเปลื้องผ้าทีละชิ้น เขาอาบน้ำกับหล่อนอย่างสนุก ยาวนานและต่อเนื่อง ก่อนจะมาปิดเรื่องบนเตียงอ่อนนุ่ม When the warm water from the shower strikes his body, he becomes frisky again, opens the door slightly and calls her to come and shower with him. She looks puzzled. He nods eagerly. She smiles, walks straight to him, discarding her clothes one by one. He and she have fun together showering, taking their time, before ending the chapter on the soft bed.
เขาเข้าห้องน้ำอีกรอบ กลับออกมาอย่างอ่อนระโหย เช็ดเนื้อเช็ดตัว สวมเสื้อผ้าด้วยมือไม้อ่อนล้ากว่าปกติ แข้งขาชักเริ่มสั่น เขาพยายามเก็บอาการให้ดูปกติ หันไปมองกระจก เห็นหน้าตัวเองไม่ชัดนัก เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ He enters the bathroom once more, returns exhausted, towels himself, dresses with hands wearier than usual, his legs beginning to wobble. He tries to prevent his symptoms from showing, turns to look at the mirror, sees his face rather blurred, so stands closer.
“ช่วยหาแว่นให้หน่อย” เขาบอกหล่อน ตายังจ้องกระจก หน้าเขาออกจะซีด หล่อนสาละวนควานหาแว่นบนเตียง ‘Find my glasses, will you,’ he tells her, his eyes still on the mirror. His face is wan. She feverishly looks for his glasses on the bed.
“ไม่เห็นมี” ‘I can’t find them.’
“หรือหล่นใต้เตียง ลองดูในซอกเตียงสิ” หล่อนเอี้ยวตัวล้วงมือลงไป ควานไปมาก่อนชูแว่นขึ้น หล่อนเช็ดเลนส์แว่นกับเสื้อยืด ยื่นให้เขา เขารับมาสวม รู้สึกแปลกๆ ไม่ลงตัวเหมือนเดิม โครงแว่นบิดเบี้ยวไม่ได้รูป เขาดึงออกมาใหม่ ดัดโครงแว่นให้เข้ากับรูปหน้า เขาอาจเผลอทับมันตอนนอนหรือขณะสนุกอยู่กับหล่อน หรืออาจหล่นกระแทกพื้น เขาสวมกลับเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้ดีขึ้นหน่อย แต่ยังหลวมๆ ไม่กระชับแน่นเหมือนเดิม ‘Maybe they fell under the bed. Look into the corners.’ She leans over and her stretched hand swipes underneath and eventually retrieves the glasses. She cleans them with her t-shirt, hands them over to him. He takes them and puts them on, feeling strange. They don’t fit as before. The frame is out of shape. He takes them off, bends the frame to fit the shape of his head. He must have squashed them without realising it when he was sleeping or when he was having his fling with her or they may have got out of shape when falling to the floor. He puts them back on again. This time it’s much better, but they are still loose, not as tight-fitting as before.
เขาเห็นหน้าตัวเองในกระจกชัดขึ้น หน้าซูบเซียวกว่าเดิม เขายกมือลูบหน้าไปมา พยายามปรับสีหน้าให้ปกติ ตกแต่งผมเผ้าเข้าที่เข้าทาง สลัดคอ กระดูกลั่นกรุบกรับ ทุกอย่างดูท่าจะเรียบร้อยลงตัว เขาเก็บบุหรี่ กุญแจรถ ใส่กระเป๋าเสื้อ หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นหนีบแขน เปิดกระเป๋าเงิน หยิบเงินก้อนหนึ่งส่งให้หล่อน หล่อนยื่นมือมารับ ยิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณ He sees his face in the mirror more clearly. His face is paler than before. He raises his hand and strokes his face back and forth, trying to make it return to its normal complexion, tidies his hair, flexes his neck, making bones crack. Everything seems to be working normally. He gathers his cigarettes and the car keys, puts them in his shirt pocket, picks up the newspapers and slips them in his armpit, opens his purse, takes out a few banknotes and gives them to her. She holds out her hand to receive the money and smiles as she says thank you.
=
เขาเคลื่อนรถออกจากอพาร์ตเมนต์ เปิดมือถือ แวะตลาดใกล้บ้าน ซื้อกับข้าวถุงติดไม้ติดมือไปฝากลูกเมีย แม่ค้าคุยกันลั่นตลาดเกี่ยวกับสถานการณ์เมื่อคืน เขาเห็นทหารยืนประจำการแถวสะพานข้ามแม่น้ำเต็มไปหมด รถฮัมวีติดปืนกลวิ่งว่อนไปวนมาชวนผวายิ่ง ผู้คนดูจะสนุกสนานกับมันมากกว่าขยาดขลาดกลัว He drives away from the block of flats, opens his cell phone, stops by the market near his house, buys bags of food to share with his wife and chil- dren. Female vendors all over the market are jabbering about last night’s events. He sees lots of soldiers stand- ing all over the bridge across the river. Humvees with automatic weapons speed back and forth in a most scary way. People seem to be having fun rather than looking horrified.
เขากลับถึงบ้านในตอนทีวีเริ่มมีรายการปกติ ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ แนนนั่งดูทีวีแต่เช้า ลูกๆ ไม่แน่ใจว่าตื่นกันหรือยัง เขาหอบข้าวของที่ซื้อมาไปไว้ในครัว เดินกลับมาที่โซฟาหน้าทีวี แนนละจากจอทีวีหันมาทางเขา When he arrives home, the tele- vision has begun to resume normal programming. Everything is getting back to normal. Naen has sat watching television all morning. He isn’t sure whether the children are up or not yet. He takes the foodstuffs he has bought to the kitchen, walks back to the sofa in front of the television. Naen’s eyes leave the screen to look at him.
“เป็นไงล่ะ ท่าจะเสียล่ะสิ” แนนทักยิ้มๆ แล้วหันกลับไปที่หน้าจอทีวี เขาผุดยิ้มขึ้นทุกอย่างเป็นไปตามคาด หล่อนเข้าใจมาโดยตลอดว่าที่เขาหายไปทั้งคืน เขาจะไม่ไปไหนไกล นอกเสียจากตั้งวงเล่นไพ่ที่บ้านเพื่อนคนใดคนหนึ่ง ‘So how was it? Did you lose much?’ she greets him with a smile and then turns back to the TV. He smiles. Everything is going as expected. She has understood all along that having disappeared all night he didn’t go very far but played cards at some friend’s house.
“แล้วลูกๆ ล่ะ” เขาเอนหลังลงนอนบนโซฟายาว หยิบหมอนหนุนหัว ถอดแว่นวางไว้ตรงหน้าอก หลับตาปริ่ม หาวหวอดใหญ่ หูแว่วเสียงจากทีวี ‘What about the kids?’ He eases himself down on the sofa, takes a pillow to support his head, takes off his glasses and places them on his chest, closes his eyes, has a mighty yawn, the noise of the TV in his ears.
“ออกไปแต่เช้าแล้ว เห็นบอกเพื่อนๆ ชวนไปดูรถถัง” ‘Oh, they left early this morning. They said their friends invited them to go and see the tanks.’
“เออ ไอ้เด็กพวกนี้ยังไม่เคยเห็นรถถังออกมาวิ่งบนถนนล่ะสิ คงตื่นเต้นบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหมือนรุ่นเราหรอก ชินเสียแล้ว” ‘Right. These children have never seen tanks out in the streets before, so it’s normal they’re excited, unlike us: our generation is used to them.’* * There have been some twenty coups or coup attempts in Thailand since 1932 but the previous one was fifteen years earlier.
“แล้วข้างนอกเป็นไงบ้าง” แนนหันมาถาม ‘What is it like outside,’ Naen turns to ask.
“ก็ปกติดี ไม่เห็นมีอะไร มีก็แต่ทหารรักษาความปลอดภัยตามจุดต่างๆ เต็มไปหมด ตำรวจดูท่าจะหงอยไปเลย” ‘As usual. Nothing much. Only soldiers to ensure security in various spots. As for the police, they’ve made themselves scarce.’
“เมื่อคืนฉันอดห่วงคุณไม่ได้ แต่พอหัวถึงหมอนก็หลับยาวเลยล่ะ ม้วนเดียวจบ ตื่นมาเช้าเลย” ‘Last night I couldn’t help worrying about you, but as soon as my head touched the pillow, I conked out and slept without a break until morning.’
“ก็ดี หลับง่ายๆ ไม่ต้องกังวลอะไรมาก ทุกอย่างปกติ ไม่มีอะไรหรอก” ‘Sleeping easily’s good. Nothing much to worry about. Everything’s normal. There’s nothing, really.’
เขาปิดตานิ่งกะพักสายตา แต่เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นขึ้นมาเกือบเที่ยง He keeps his eyes closed to rest them but somehow drifts into sleep. It’s almost midday when he wakes up.
“ตื่นแล้วเหรอ ไปอาบน้ำอาบท่าแล้วมากินข้าว” เสียงแนนลั่นขึ้นจากห้องครัว เขาสอดส่ายสายตาหาแว่น มันคงหล่นอยู่บนพื้น เขาลุกขึ้นมาหา ไม่มี มันไปหล่นอยู่ตรงไหนนะ ‘So you’re up, are you? Go and take a shower and then we’ll have lunch,’ Naen’s voice resounds from the kitchen. He looks for his glasses. They must have slipped to the floor. He gets up to find them. Nothing. Where can they have gone?
“แนน” เขาตะโกน ‘Naen!’ he shouts.
“อะไร” ‘What?’
“เห็นแว่นผมไหม” ‘Have you seen my glasses?’
“เอาอีกแล้วคุณนี่ เวลาถอดไม่เคยวางให้เป็นที่เป็นทาง วางมั่วซั่วสะเปะสะปะอยู่เรื่อย แล้วให้ฉันหาทุกที” หล่อนเดินบ่นออกมาจากครัว ตะหลิวติดมือมาด้วย ‘Again! Oh, you … When you take them you just discard them, you don’t pay attention to where you put them and you leave it to me to find them ev- ery time.’ She walks out of the kitchen complaining, a ladle still in her hand.
เขาสำรวจตามซอกมุมโซฟา เจอมันจนได้ เมื่อหยิบขึ้นมา เขาแทบเขวี้ยงออกจากบ้าน เขายื่นซากแว่นให้แนนดู He surveys the corners and folds of the sofa and finds them. When he picks them up, he almost throws them out of the house. He holds out their remains for Naen to see.
“เละเลย คราวนี้พังจริงๆ ด้วย” เขาโอดครวญ ‘Crushed! This time they’re broken for good,’ he laments.
“ฉันว่าแล้ว คุณนอนทับมันไม่รู้กี่รอบ มันทนได้ก็เก่งล่ะ สมน้ำหน้า ไม่เคยระวังเล้ย!” แนนยิ้มเยาะ เดินกลับเข้าครัว ‘What did I tell you? You’ve lain on them so many times it’s amazing they didn’t break earlier. Serves you right. You’re never careful.’ Naen, smiling mockingly, walks back into the kitchen.
“จะทำไงดีล่ะคราวนี้” เขาบ่นขึ้น “มองอะไรไม่ชัดเลย” ‘What am I going to do this time?’ he complains. ‘I can’t see anything clearly.’
เขานอนลงไปบนโซฟาอีกรอบ พยายามเพ่งมองทีวี แต่กลับพร่ามัวไปหมด อาการปวดตาเริ่มกำเริบ เขาหลับตานิ่งฟังเสียงทีวีไปเรื่อยๆ มีเสียงประกาศของคณะปฏิวัติดังแทรกรายการปกติขึ้นมา เขาลืมตาขึ้น จ้องไปที่ทีวีอีกครั้ง เห็นเพียงภาพมัวๆ ของผู้ชายที่กำลังอ่านประกาศ เขาเอื้อมไปหยิบรีโมต เปิดเสียงดังขึ้น He lies down on the sofa once more, trying to peer at the TV, but it’s all blurred. His eyes are beginning to hurt. He closes his eyes tight and listens to the television. There’s a proclamation from the revolutionary council inter- rupting the normal programme. He opens his eyes, stares at the screen once again, sees only the blurry picture of a man reading the proclamation. He stretches out to grab the remote, turns the sound on louder.
“คุณจะบ้าเหรอไง หูแตกกันพอดี!” แนนว้ากลั่นมาจากห้องครัว ‘What’s wrong? Are you mad? You’re bursting my eardrums!’ Naen yells from the kitchen.
“ก็ผมมองไม่เห็นนี่” ‘I can’t see anything!’
“แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหน คุณนี่ท่าจะบ้า” ‘What’s that got to do with anything? You must be out of your mind.’
เขาลดเสียงลง หลับตานอนฟังนิ่ง สักพักแนนเดินออกมา He lowers the sound, closes his eyes, listens quietly. After a while Naen walks out.
“คุณไปอาบน้ำ กินข้าวกินปลาเสียก่อน เดี๋ยวฉันจะพาคุณไปตัดแว่นอันใหม่” เขารู้สึกเหมือนเสียงสวรรค์ ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรดี ‘Go and take a shower and after lunch I’ll take you to have a new pair of glasses made.’ To him this sounds like heaven. He himself doesn’t know yet what to do.
“ออกไปเลยไม่ได้เหรอ ปวดตาจะแย่อยู่แล้ว มองอะไรก็ไม่ชัด” เขาอ้อนเสียงอ่อน ‘I can’t go out. My eyes hurt a lot. I can’t see anything clearly,’ he pleads with a small voice.
“อย่าบ่นไปเลยน่า ก็แค่อาบน้ำ กินข้าว ไม่เห็นจะต้องใช้สายตาเลย คุณทำทุกวันอยู่แล้วนี่ ไม่ใช่อ่านหนังสือสักหน่อย แหม แค่นี้จะเป็นจะตาย ทีทำอย่างว่าไม่เห็นต้องใส่แว่นเลย ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้” ‘Stop complaining, will you. Just shower and eat, you don’t have to use your eyes for that, you do it every day. It’s not like reading. Gee, just that and it’s a matter of life and death! And even in bed when you perform you don’t need glasses either. Go and take a shower now.’
เขาอมยิ้มให้กับคำพูดของแนน โดยไม่ทันตั้งตัวหล่อนดึงตัวเขาขึ้นจากโซฟา เจอไม้นี้เข้าไปเขาเลยยอมทุกอย่าง คลำทางเข้าห้องน้ำอย่างทุลักทุเล He has a secret smile at Naen’s words. Before he can do anything, she pulls him out of the sofa. Being manhandled in this way, he cannot but comply, so he gropes his way to the bathroom.
จะบ้าตาย เขาต้องอาบน้ำอีกรอบหรือนี่ เขาเปิดฝักบัวทิ้งไว้ เบี่ยงตัวหลบสายน้ำรู้สึกหนาวขึ้นมาจับจิต เขาเอื้อมไปปิดฝาชักโครก นั่งลงมองสายน้ำกระทบพื้น ตาเขาพร่าไปหมด รู้สึกเหมือนตัวเองตกอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โลกที่มีแต่ความพร่ามัว เลือนราง ไม่มีอะไรชัดเจน สัญชาตญาณเดิมๆ เท่านั้นที่ประคับประคองนำพาเขาไป เมื่อไหร่เขาจะกลับสู่โลกเดิมที่สว่างไสวและคุ้นเคยเสียที เขารำพึงขณะนั่งกุมหน้าอยู่บนฝาชักโครก Damn it, he must shower anew! He turns on the shower and lets it pour down, twisting to avoid the flush of water. He feels cold to the marrow. He stretches out to lower the lavatory seat, sits down and looks at the water splashing on the floor. His vision is totally blurry. He feels as though he has fallen into another world altogether, a world of total blur, with fuzzy forms, nothing clear. Only his former instinct guides him. When will he go back to the former world that is bright and familiar, he rambles as he sits, holding his head in his hands, on the lavatory seat.
=

‘Ha Waen Hai Noi’ in Chor Karrakeit 43, 2008

Vachara Sajasarasin is the pen name of Watchara Phetchphromsorn. Born 1975 in a district of Surat province in the South, Vachara works at the Administrative Court
in Bangkok and writes short stories
in his spare time. His first collection
of short stories, Things we forget, earned him the SEA Write Award in 2008.
=watchara

The innocent – Saowaree

Here is a classic example of a Thai story under the dominant Buddhist ideology, down to its feel-good, faith-restoring denouement. It’s also, I swear, the last story on abortion I’ll inflict on you here. MB

ผู้บริสุทธิ์

The innocent

 
Blue-Eyed-Catrev Blue-Eyed-Cat  

เสาวรี

SAOWAREE

 
    TRANSLATOR’S KITCHEN
= =  
บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้หลังนั้นซ่อนตัวอยู่ในดงไม้หนาทึบ ดูรกครึ้มมากกว่าร่มรื่น ลมพัดแรงจนรู้สึกหนาว คืนนี้พระจันทร์ครึ่งซีก เว้าแหว่ง ดูน่ากลัว กลิ่นดอกการเวกริมรั้วหอมเอียนๆ ขึ้นมาอย่างประหลาด The house, built of wood above concrete, was hidden in a thick grove which looked wild rather than shady. The wind was so strong we felt cold. Tonight the moon was cut in half, with one half missing. It looked scary. Odd- ly, the smell of the climbing ylang- ylang near the fence was sickly sweet. ครึ่งตึกครึ่งไม้: literally, ‘half building, half wood’.
“เข้ามาสิ” พี่ต้อยกวักมือเรียก ‘Come in,’ Toi called out, beckoning with her hand.  
รั้วไม้ระแนงเตี้ยๆ เพียงใช้ลวดคล้องไว้หลวมๆ ถูกปลดออกโดยง่ายเมื่อก้าวล่วงเข้าเขตรั้วบ้าน ขณะนั้นโลกทั้งโลกดูเหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ The low lath fence had a loose wire bolt easy to open. When we stepped into the compound, it seemed the whole world had stopped revolving for a while. [Wonderful alliterations in the first part of this paragraph which can’t be duplicated.]
เราสองคนเดินตามพี่ต้อยเข้าไปข้างในกระทั่งถึงหน้าห้องเล็กๆ ฉันชะงักเท้าไว้แค่นั้น จับมือเธอบีบเบาๆ เธอยืนนิ่ง มือเย็นเฉียบ พี่ต้อยพาเธอหายเข้าไปในห้องเล็กๆ นั้น The two of us followed Toi inside into a small room. I stopped right there, grabbed her hand and pressed it lightly. She stood still. Her hand was icy cold. Toi took her inside that small room.  
ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ไม่มีใครและอะไรที่จะมาทำให้วิตกกังวล There was nothing to hear any longer. There was no one and nothing to worry about.  
ฉันนั่งริมระเบียง รู้สึกผ่อนคลาย นังแมวท้องแก่เดินอุ้ยอ้ายผ่านไป ฉันเรียกมัน “เหมียว … เหมียว” มันหยุดจ้องหน้า ดวงตาสีฟ้าของมันใสแจ๋วเหมือนลูกแก้ว มันรู้เรื่องนี่นา I sat at the edge of the veranda, feeling relaxed. A heavily pregnant cat lumbered by. I called it. ‘Miao! … Miao!’ It stopped and stared. Its light- blue eyes were as clear as crystal balls and had that knowing look.  
“เมี้ยว” มันร้องคำเดียว ดวงตาสีฟ้าใสยังจ้องเป๋ง ‘Miao.’ It cried once, the light-blue eyes still staring insistently.  
ฉันรู้สึกหวาดระแวง มันรู้อะไรบ้างแล้วในบ้านหลังนี้ I felt mistrustful. It must know what went on in this house.  
“ไป ไปให้พ้น” ฉันโบกมือไล่ กระทืบเท้าเบาๆ ‘Shoo! Go away!’ I shook my hand to chase it away, tapped my feet lightly.  
เสียงประตูเปิด พี่ต้อยโผล่หน้าดำๆ ออกมาพร้อมกับกวักมือเรียก Sound of a door opening. Toi’s swarthy face peered out as she beckoned with her hand.  
“เสร็จแล้วหรือคะ” ‘Are you through?’  
“ยัง … เข้าใจคุยกับเขาหน่อย” มือใหญ่เทอะทะของพี่ต้องเอื้อมมาตบไหล่ฉันเบาๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะ ‘Not yet … Know how to talk to her.’ Toi’s big, dumpy hand stretched out to tap me on the shoulder lightly as her laugh resounded.  
ฉันรู้สึกขยะแขยง นัยน์ตาของพี่ต้อยดูต่ำช้า ผิวพรรณก็ดูสกปรกชวนคลื่นเหียน I felt disgusted. Toi’s eyes looked low and mean, and her skin looked dirty, nauseating.  
ภายในห้องแคบๆ นั้นเล็กและแคบ เธอนอนอยู่บนเตียงเหล็กค่อนข้างสูงเหมือนเตียงที่ใช้ในโรงพยาบาล ดวงตาแห้งแล้งมีน้ำตาไหลพราก พี่ต้อยยักไหล่หนาเทอะของตัวเอง The room was stuffy, small and cramped. She lay on a rather high iron bed like those used in hospitals. Her parched eyes were crying a river. Toi shook her thick shoulders.

=

=

[Parched eyes that cry a river? Oh, well…]

“เราต้องให้น้ำเกลือเธอหน่อย เธออดอาหารมาหลายชั่วโมงทีเดียว” พี่ต้อยพูด ‘We must give her a saline solution. She hasn’t eaten anything for hours,’ Toi said.  
ฉันมองไปรอบๆ ข้าง ที่นี่มันขุมนรกชัดๆ มีแต่ความร้อนรุ่มและทุกขเวทนาอยู่รอบตัว I looked around the room. This was really the bottom of hell. There was only vehemence and suffering all around.  
“ไม่มีอะไรเลวร้ายอีกแล้ว มันกำลังจบ แล้วก็เริ่มต้นกันใหม่อีกครั้งกับสิ่งดีๆ ฉันไม่คิดว่าจะต้อนรับคนที่มาที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง” ‘There’s nothing evil any longer. It’s about to end and good things will start all over again. I don’t think I’ll welcome those who come here a second time.’  
ฉันมองพี่ต้อยอย่างรังเกียจ เธอกำลังทำตัวเหมือนเป็นพระเจ้าผู้มีความเมตตา I looked at Toi with dislike. She was acting as if she were a god full of loving kindness.  
“อยู่เป็นเพื่อนฉันนะ” ร่างโทรมๆ บนเตียงพึมพำออกมา ‘Please stay to keep me company,’ the ramshackle body on the bed mum- bled.  
ฉันพยักหน้าช้าๆ I nodded my head slowly.  
พี่ต้อยฮัมเพลงเบาๆ ขณะใส่ถุงมือ Toi hummed a song as she put on gloves.  
“ฉันจะให้แวเลี่ยมเธอสักหน่อย เธอจะได้สบายขึ้น ผ่อนคลายไปกับกล้ามเนื้อที่คลายตัว” เธอยักไหล่อีก เสียงเพลงปีศาจยังคงล่วงผ่านลำคอของเธอออกมาเบาๆ นัยน์ตาเล็กหยีดูกลอกกลิ้ง “และมันอาจจะมีการเจ็บปวดบ้าง ฉันจะให้ยาระงับปวดเธอด้วย” ‘I’ll give her some Valium. She’ll feel better as her muscles relax.’ She shrugged her shoulders again. Her throat kept humming that damn song. Her small, screwed-up eyes looked shifty. ‘And there may be some pain. I’ll give her pills to take care of that too.’  
พี่ต้อยทำงานอย่างคล่องแคล่ว “มาสิ มาเป็นลูกมือให้ฉันหน่อย บางทีเธอเองก็น่าจะเรียนรู้ไว้บ้างนะ ไม่มีอะไรยากเลย สิ่งที่ยากก็คือการตัดสินใจเท่านั้นเอง” Toi worked smoothly. ‘Come here. Come and be my assistant. It’d be good for you to learn, actually. There’s nothing difficult. What’s difficult is coming to a decision, that’s all.’  
ฉันยืนนิ่ง กัดริมฝีปาก รู้สึกเหมือนกำลังตกนรก I stood still, bit my lips, feeling as if I’d fallen into hell.  
“เธอสนใจบ้างไหมล่ะ หรือว่าอยู่กับพวกเด็กเล็กๆ จนทำมันไม่ลง … ฮ่ะฮ่ะ ฉันแหย่เธอเล่นเท่านั้นน่ะ” ’Are you interested or have you been with little kids so long you can’t do it? … Ah ha, I’m only teasing you, you know.’  
ฉันปิดปากนิ่งสนิท ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะพูดมาก I held my mouth closed tight. There was no point saying anything much.  
พี่ต้อยเป็นพยาบาล เคยทำงานที่เดียวกับฉัน เธออยู่ห้องคลอดขณะที่ฉันอยู่กับเด็กทารกตั้งแต่แรกเกิด เด็กทารกที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจเพื่อทวงสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่และต้องได้รับการดูแลอย่างดี เด็กๆ เหล่านี้จะถูกส่งมาจากห้องคลอดเป็นส่วนใหญ่ บางรายก็เป็นเด็กที่มาจากการทำแท้งไม่สำเร็จ คลอดก่อนกำหนด หรือพิกลพิการมาจากการทำแท้ง ดูเหมือนเวลานี้จะเป็นทีของพี่ต้อย ที่ผ่านมาเราไม่เคยพูดกันมากไปกว่าการทักทายกันตามมารยาท แต่โดยลึกๆ แล้วฉันรังเกียจการทำงานของพี่ต้อย เธอลาออกมาหลายปีแล้ว หลังการถูกสอบสวนเกี่ยวกับกรณีรับจ้างทำแท้งเถื่อน ฉันไม่เคยนึกถึงเธอเลย กระทั่งวันที่ฉันรับปากกับผู้หญิงคนหนึ่ง Toi was a nurse. She used to work in the same place as I did. She was in the delivery room while I stayed with the babies since they were born, babies that had to be under breathing apparatus to make good their right to live and who had to receive good care. Most of those children would be sent from the delivery room. Some came from failed abortions, were premature babies or were crippled from butcher- ed abortions. It looked as though now was Toi’s time. Before that we had never talked to each other other than exchanging polite greetings, but deep down I disliked her work. She had re- signed years ago after being investig- ated for being hired to practise illegal abortions. I never thought about her until I made a promise to a woman friend.  
เธอมาหาฉันด้วยความวิตกกังวล แก้มตอบและมีสิวขึ้นเต็มสองแก้ม She came to see me with worry, her cheeks hollow and full of pimples.  
“ช่วยหาสถานที่และอยู่เป็นเพื่อนฉันเท่านั้น” เธอพูด ‘Help me find the place and keep me company, that’s all I ask,’ she said.  
“เธอจะทำอย่างนั้นได้หรือ มันบาปนะ” ฉันพูดด้วยความตระหนก ‘Are you really going to do that? It’s a sin, you know,’ I said with alarm.  
เธอโบกมือ “ใครๆ ก็พูดอย่างนี้ พูดเหมือนที่เธอพูดทุกคำนั่นแหละ” เธอหันมามองหน้าฉัน ริมฝีปากสั่นระริก “ฉันขอร้องนะ คิดว่าฉันขอร้อง” เธอทอดกายลงอย่างอ่อนแรง ดวงตาอ้างว้าง หม่นมัว She waved her hand. ‘That’s what everybody says, just like you, word for word.’ She turned to stare at me, her lips quaking. ‘I’m begging you. You can’t refuse me that much.’ She stretched herself down wearily, her eyes empty, gloomy.  
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง เราเป็นเพื่อนกันมานาน แต่ฉันก็ลำบากใจเหลือเกิน I looked out of the window. We had been friends for a long time but I was most distressed.  
“แค่ไปเป็นเพื่อนนะ ความเลวร้ายทั้งหมดจะอยู่ที่นี่…” เธอชี้หน้าตัวเอง “อยู่ที่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น” ‘Just going there to keep me company, you know. All of the vileness will stay here.’ She pointed to herself. ‘With me alone.’  
ฉันไม่ยอมรับปาก จนกระทั่งเธอสารภาพว่าเด็กในท้องนั้นคือเลือดเนื้อเชื้อไขของใคร … ฉันตกอยู่ในสภาพช็อก I refused to promise until she confessed who the father of the child in her womb was … I fell in a state of shock.  
ในยุคที่ศีลธรรมเสื่อมทรามลง สถาบันครอบครัวอาจถูกทำลายโดยบุคคลที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ความรักที่บริสุทธิ์ค่อยอันตรธานไป เหลือเพียงร่องรอยของความรักที่สกปรก นับวันเรื่องราวที่ไม่เคยได้ยินหรือได้ยินนานๆ ครั้งก็จะได้ยินบ่อยขึ้น และกลับกลายเป็นเรื่องเล่าธรรมดาๆ … ฉันช็อกเกินกว่าที่จะบอกอะไรได้มากกว่านี้ In an era when morality is decaying, the family institution was harmed by an individual who was head of the family. Pure love had vanished, leaving behind traces of a love that was dirty. What had never been heard of or only once in a long while was being heard increasingly often and was becoming an ordinary tale … I was too shocked to say more than this. An alternative translation: In an era when morality was decaying, it was [those individuals that were] heads of families that were destroying the family institution. Too wide-encompassing to my taste.
ามกลางคืนค่ำที่มืดสนิท ขณะนั้นดวงใจดวงหนึ่งกลับมืดสนิทยิ่งกว่า In the middle of a totally dark night, right then, one heart had become even darker.  
= =  
พี่ต้อยเปลี่ยนถุงมือคู่ใหม่ เธอหยุดฮัมเพลงปีศาจนั่นแล้ว สีหน้าเธอดูเครียดและจริงจังขึ้น “เพียงใช้น้ำเกลือฉีดเข้าไปในมดลูกเท่านั้นน่ะ เคยใช้พวกโพรสธาแกลนดิน แต่เลือดออกมากไปหน่อย” Toi put on a new pair of gloves. She stopped humming that damn song. She looked tense and increasingly serious. ‘Injecting saline solution in the uterus is enough. I used to use prosta- glandins but there was too much blood…’  
“หนูจะออกไปรอข้างนอก” ฉันพูด ไม่ต้องการรับรู้อะไรมากไปกว่านี้ ‘I’ll go and wait outside,’ I said, not wanting to know anymore than this.  
พี่ต้อยชะงักมือเล็กน้อยแล้วก็เริ่มฮัมเพลงต่อ ก่อนจะหยุดและมองหน้าฉัน Toi stayed her hand a little and then resumed humming her song before stopping and staring at me.  
“มีอะไรอีกหลายอย่างที่เธอน่าจะรู้ไว้” ‘There are many other things you should know.’  
“แต่หนูไม่ต้องการรู้อะไรเลย” ‘But I don’t want to know anything at all.’  
เราประสานสายตากัน Our eyes met.  
“เธอไม่ใช่นักต่อต้านการทำแท้งนี่นา ตั้งแต่เธอพาลูกค้าคนแรกมาให้ฉันนั่นแหละ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีความสบายใจเอาเสียเลย ฟังอะไรนี่แน่ะ…” เธอถอดถุงมือที่ยังไม่ได้ทำอะไรลงแช่ในน้ำยา และเดินไปหยิบหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งบนโต๊ะ ฉันเห็นบนหน้าปกสีฟ้าอ่อนเขียนว่า คู่มือการทำแท้ง “นี่เป็นความจริง ฉันคิดว่าการทำแท้งน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายได้ ในหนังสือนี้บอกว่า ผู้หญิงที่แนะนำว่าเราจะต้องรู้สึกโหดร้ายและทารุณภายหลังจากการทำแท้งอย่างแน่นอนนั้น ก็คือผู้หญิงที่มีทรัพยากรอย่างเพียงพอแล้ว ไม่ค่อยจะมีโอกาสเจ็บป่วย และไม่เคยนึกถึงเด็กที่หิวโหยและหนาวเหน็บเลย” ‘You’re no longer an anti-abortion militant from the moment you brought me this first client. But it seems you’re not in the least pacified. So listen.’ She took off the gloves she had done nothing with yet and dipped them into some medicated water and then walked over to take a small book on the table. I saw on the light-blue cover the words Abortion Manual. ‘This is the truth. I think abortion should be legalised. In this book it says that women who advocate that we must feel cruel and heartless after an abortion for sure are women that have enough wherewithal and are seldom ill and never think of children that are famished and freezing.’  
ฉันผลักประตูออกมานอกห้อง ข้างนอกเงียบสนิท บ้านนี้ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากพี่ต้อย มันอาจจะมีดวงวิญญาณเล็กๆ ของพวกเด็กๆ มากมายอยู่ที่นี่ด้วยก็ได้ ฉันรู้สึกหนาวยะเยือก I pushed the door and went out of the room. Outside it was totally quiet. No one lived in this house apart from Toi, though it might be peopled with the little souls of many, many children. I shivered with cold.  
ดูเหมือนเวลาจะผ่านไปช้ามาก… It seemed time was passing very slowly…  
พี่ต้อยเปิดประตูออกมาอีกครั้ง เธอหัวเราะเบาๆ ก่อนจะปิดประตูไว้ดังเดิม ฉันถลาไปที่ประตู พี่ต้อยยกมือห้ามไว้ Toi opened the door and came out again. She laughed softly before closing the door as before. I rushed to the door. Toi raised her hand to prevent me.  
“ให้เธอได้พักผ่อน ฉันให้นมอุ่นๆ เธอกินไปเมื่อครู่นี้” ‘Let her rest. I gave her warm milk; she drank it a moment ago.’  
“เธอเป็นอย่างไรบ้าง” ‘How is she?’  
“ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป เธอตัดสินใจด้วยตัวเอง…จำเอาไว้ เธอตัดสินใจด้วยตัวเอง และอีกประมาณสองหรือสามชั่วโมงเธอก็จะตื่น” ‘There’s nothing to worry about any longer. She decided by herself … remember that. She decided by herself and two or three hours from now she’ll wake up.’  
ฉันทรุดตัวลงนั่งริมระเบียง อ่อนล้า หวั่นไหว I sat myself down by the edge of the veranda, weary, shaken.  
“เธอจะดื่มอะไรสักหน่อยไหม” พี่ต้อยถาม ‘Do you want to drink something?’ Toi asked.  
ฉันสั่นหน้า I shook my head.  
“ดูเธอไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย ลังเล สงสัย และหวาดระแวง สังคมวันนี้คงทำให้เธอสับสนพอดูทีเดียว บางครั้งเราก็ต้องฝืนทำในสิ่งที่ตัวเองเคยเกลียดมันอย่างเข้ากระดูกดำ เหมือนอย่างที่เธอได้ทำมันลงไปแล้ว อาจจะไม่ใช่กระทำเพื่อความรัก … บางทีมันอาจไม่มีเหตุผลอะไรเลยด้วยซ้ำ ขอบใจนะที่พาลูกค้ามาให้ฉัน นี่เธอเปลี่ยนความคิดของเธอไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ” พี่ต้อยหัวเราะ ‘You don’t look confident at all. You hesitate, you wonder, you’re suspi- cious. Society these days must make you feel very confused. Sometimes we must force ourselves to do things we positively hate, as you’ve already done, perhaps not out of love … Sometimes there isn’t even any reason. I thank you for bringing me this client. When did you change your mind?’ Toi laughed.  
ฉันรู้ดีว่ามันเป็นเสียงหัวเราะเยาะ ฉันแค้นใจ ตอบเธอกลับไปว่า “พี่ทำแท้งมาตั้งมากมาย พี่ไม่กลัวบาปกลัวกรรมเลยหรือ พวกเด็กๆ ที่พี่ฆ่าทิ้งเคยมาทวงชีวิตคืนจากพี่บ้างไหม” ฉันรู้สึกสะใจที่สามารถกล่าววาจาเหล่านี้ออกมาได้ อย่างน้อยก็รู้สึกผิดน้อยลง I knew very well that her laughter was mocking me. I felt resentful and answered by saying, ‘You’ve practised so many abortions: aren’t you afraid of sin at all? All of those children you’ve killed, haven’t they come back to claim their lives back?’ I felt satisfied to be able to express myself like this. At least I felt less guilty.  
เธอนั่งเงียบ สายตาเหม่อมองออกไปในความมืด กลิ่นดอกการเวกยังคงหอมเอียน She sat quietly, her eyes staring into the dark. The scent of ylang-ylang was still cloying.  
“มโนธรรมของใครที่กำลังโจมตีเธอ” พี่ต้อยหันกลับมาจ้องหน้าฉัน “เธอกลัวใครจะรู้ล่ะ” ‘Whose conscience is it that’s lamb- asting you?’ Toi turned back to stare at me. ‘You’re afraid people will know.’  
“เปล่าละ” ฉันละล่ำละลัก ‘Not at all,’ I sputtered.  
“เธอควรจะแน่วแน่กับมโนธรรมของเธอเสียตั้งแต่แรก” เธอหัวเราะหึหึ “หมายความว่าเป็นมโนธรรมของเธอจริงๆ นะ ไม่ใช่ของใคร แต่เธอก็เพียงกลัวว่าคนอื่นจะรู้เท่านั้น เธอกลัวสังคมของเธอจะประณามความคิดเช่นนี้ ขณะที่เธอก็ดูเหมือนจะยินดีเงียบๆ ถ้าเรื่องราวมันจะจบลงเช่นนั้น ครั้งแรกเธออาจจะผลีผลามไปหน่อย เธอตกใจกับสิ่งที่ได้ยินได้ฟังละสิ แล้วเธอก็ไม่อยากแม้แต่จะคิดถึงเรื่องราวอันน่าบัดสีนั่น เธอชอบที่จะทำตัวลับๆ ล่อๆ ผู้ชายต่างหากที่เธอควรจะประณาม” ‘You should have cleared things with your conscience from the first.’ She chuckled. ‘I mean, it’s truly your con- science, you know. But you’re just afraid other people will know. You’re afraid the circles in which you move will condemn this kind of thinking, while you seem happy to keep quiet if the story stops like that. At first you were a bit hasty, you were shocked by what you heard and you didn’t want to even think about something disgrace- ful like that. You like to be secretive. It’s men instead you should condemn.’  
ฉันยืนนิ่ง รู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรง I stood still, feeling nauseous.  
“เราอยู่กับความโหดร้ายและไร้ปรานีของสังคมมาโดยตลอด เธอลองก้าวออกไปข้างนอกที่ถนนนั่นสิ อันตรายทุกอย่างรอเธออยู่ตั้งแต่ก้าวแรก เพียงแต่ว่าวันนี้หรือวันพรุ่งนี้เธออาจจะโชคดี ความชั่วร้ายมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่เฉพาะแต่ในบ้านหลังนี้หรอก ในใจเธอ…” ‘The cruelty and mercilessness of society has always been with us. Just step outside to the road there. All sorts of danger are waiting from the first step, except that today or tomorrow you’ll be lucky. There’s evil every- where, in every corner, not just in this house. In your heart…’  
ฉันหันหลังให้พี่ต้อย ละอายแก่ใจ แล้วก็เปลี่ยนเป็นความโกรธ I turned my back to her, feeling ashamed, and then the shame turned to anger.  
พี่ต้อยยังคงพูดต่อ “ฟังนะ เธอไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์หรอก เด็กๆ พวกนั้นล่ะ เขาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชั่วร้ายของสังคม…” Toi went on talking. ‘Listen. You’re not an innocent person. Those chil- dren, they are the by-products of evil in society…’  
“พอเถอะ” ฉันโบกมือ ได้ยินเหมือนเสียงเด็กร้องมาไกลๆ ‘Enough.’ I waved my hand, heard like a child’s voice from afar.  
“ฉันเพียงอยากบอกอะไรเธอบ้างเท่านั้น คนที่มีมโนธรรมเพียงพอเท่านั้นที่มีสิทธิ์มายืนชี้หน้าประณามคนอื่นเขาได้” ‘I merely want to tell you a few things. Only those that have enough conscience have the right to stand pointing their finger at others.’  
“หนูจะเข้าไปดูเธอได้หรือยัง” ฉันพูด ‘May I go in yet to have a look at her?’ I said.  
“ก็ได้ … หวังว่าเธอคงจะตื่นแล้ว” ‘Why not … Let’s hope she’s awake.’  
ฉันเพียงต้องการพาเธอออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่านั้น ไม่มีที่ใดที่จะชั่วร้ายไปกว่าสถานที่นี้อีกแล้ว พี่ต้อยไม่ใช่คน เธอต้องเป็นนังแม่มด นังปีศาจ ฉันผิดเอง ผิดตั้งแต่แรก ฉันเปิดประตูห้องเข้าไปอย่างรีบร้อน แว่วเสียงหัวเราะของพี่ต้อยลอยตามเข้ามาเบาๆ I just wanted to take her out of here as soon as possible. There was no place worse than this one any longer. Toi wasn’t a person. She must be a witch, a female devil. It was my fault, my fault from the beginning. I opened the door of the room and entered in haste. Low laughter from Toi followed me in.  
เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ริมฝีปากแห้งเหมือนขาดน้ำ She opened her eyes slowly. Her lips were parched. ริมฝีปากแห้งเหมือนขาดน้ำ: literally, ‘lips dry as if missing water’.
“เรียบร้อยแล้วใช่ไหม เธอพอมีแรงหรือยัง” ฉันถาม ‘It’s over, right? Are you strong enough yet,’ I asked.  
เธอพยักหน้า มีแต่ความเงียบ เธออาจจะเสียใจ ฉันเองก็เสียใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเธอ She nodded. There was only silence. Maybe she was sorry. I was no less sorry than she was.  
รอบๆ ห้องทุกสิ่งยังคงอยู่ในสภาพเดิม น้ำเกลือหมดไปเพียงครึ่งขวด มันถูกถอดออกและเลื่อนเสาไปไว้ด้านข้าง บนโต๊ะมีแก้วนมเหลือติดก้นแก้วอยู่เพียงเล็กน้อย ที่ปลายเตียงมีถังขยะปิดฝามิดชิด … ความชั่วร้ายคงอยู่ในนั้น Around the room everything was the same as before. The pouch of saline solution was still half full. It had been unplugged and hung on a pole on one side of the bed. On the table was a glass of milk with a little milk left at the bottom. At the foot of the bed was a rubbish bin, tightly closed … the terrible stuff was in there!  
“พี่ต้อยบอกว่า มีเด็กๆ มารวมกันอยู่ที่นี่มากมาย พวกเขาร้องไห้กันทุกคืน” เธอพูด ‘Toi said there are lots of children gathered here. They all cry every night,’ she said.  
ฉันจับตัวเธอเขย่าอย่างแรง เธอคงเพ้อ ทว่าเธอค่อยๆ หลับตาลงและเริ่มพูดอีกครั้ง I grabbed her and shook her forcefully. She must be raving, but she slowly closed her eyes and resumed speaking.  
“พี่ต้อยบอกว่าฉันยังมีโอกาสเปลี่ยนใจ มดลูกของฉันยังปกติ เธอว่ามีเด็กๆ มากมายแล้วที่นี่ เด็กๆ เหล่านี้คือผู้บริสุทธิ์ ฉันควรจะไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง และเริ่มต้นใหม่ด้วยการลืมเรื่องราวทั้งหมดเสีย มีสิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้นกับชีวิตเรามากพอแล้ว เราจะไม่เพิ่มมันอีก ฉันมีโอกาสเล็กน้อยเท่านั้น พี่ต้อยบอกว่า เป็นการง่ายนิดเดียวที่เธอจะจัดการกับเด็กเสียเดี๋ยวนี้ เธอพูดย้ำว่าเดี๋ยวนี้…” เธอปล่อยให้น้ำตาไหลริน “ฉันเปลี่ยนใจ ฉันเลือกที่จะเอาเด็กไว้ พี่ต้อยบอกว่า ขอบใจ คืนนี้เธอจะนอนหลับสนิท เด็กๆ จะไม่มารบกวนเธอ จากนั้นเธอให้ฉันกินนมพร้อมกับยานอนหลับ” ‘Toi said I still could change my mind. My uterus is still normal. She said there are lots of children here. These children are innocent. I should go someplace and begin again and forget all that happened. Enough terrible things have happened in my life, we shouldn’t add to them. I had only a small window of opportunity. Toi told me it was easy enough for her to take care of the child right now. She repeated “right now”…’ She let her tears flow out. ‘I’ve changed my mind. I’ve chosen to keep the child. Toi thanked me, she said tonight she’ll sleep soundly, the children won’t come and disturb her. After that, she gave me milk to drink and a sleeping pill.’  
ฉันรีบผลักประตูออกมานอกห้อง มองหาพี่ต้อย ไม่มีร่างของเธออยู่ที่นั่น ฉันเดินออกไปที่ระเบียง ในความชั่วร้ายมีความงดงามแฝงอยู่ ขณะที่ในความงดงามกลับมีความชั่วร้ายแฝงอยู่เช่นกัน กลิ่นดอกการเวกหอมอบอวลมาตามสายลม แมวท้องแก่เดินอุ้ยอ้ายผ่านไปช้าๆ… I hastily pushed the door and went out of the room, looking for Toi. She wasn’t there. I went out to the veranda. In evil beauty is hidden, while in beauty evil is hidden too. The wind carried the fragrance of the ylang-ylang. The heavily pregnant cat lumbered by…  
  ‘Phoo Borrisut’
in Chor Karrakeit 19, 1994
 
  .Saowaree (Saowaree Yemla-or) is a nurse in a district hospital in Ratchaburi province, where she was born. Two of her collections of short stories were short-listed for the SEA Write Award.  Also published here: ‘Love’s last lesson’ (23.03.12) and ‘The black shadow’ (08.03.13).
=saowaree1

Countless returns of death – Niwat Puttaprasart

There are times when the translator must double as an editor if he’s to do his job when the original phrasing leaves much to be desired. This is one such time: this story has a strong plot and some writing graces, but could in many instances have been written better. Hence a few deletions and editorial remarks, for which I need not apologise. MB

การกลับมานับครั้งไม่ถ้วนของความตาย

Countless returns
of death

ob-stirrups ob stirrups

นิวัต พุทธประสาท

NIWAT PUTTAPRASART

 
TRANSLATOR’S KITCHEN
= =
ฝนตกลงมาอีกครั้งตอนที่ผมออกจากบ้าน หลังจากนั้นฝนก็ตกติดกันสองวัน ก่อนที่ฟ้าจะใสราวกับไม่มีสิ่งใดเคยเกิดขึ้น เมฆสีขาวบางๆ ลอยเอื่อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า แดดตอนสายส่องลงมาหลังฝน อ่อนโยนเหมือนทารก ผมเดินฝ่าสายฝนเย็นเฉียบมายังฟุตปาธค่อนข้างสกปรก ต้นไม้ริมถนนแกว่งใบเล็กน้อย ทำให้รู้สึกถึงความชุ่มฉ่ำกว่าปกติ เสียงรถวิ่งผ่านสองสามคัน เมื่อหันกลับไปดู ผมค่อนข้างประหลาดใจกับความเงียบที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ผมยังนึกอยู่ว่าวันนี้จะมีใครตายเพิ่มขึ้นหรือไม่ It was raining again when I left home. After that it rained steadily for two days before the sky was clear as if nothing had happened. Thin white clouds drifted by slowly. The late morning sun shone after the rain, as soft as an infant. I walked through the ice-cold rain until I came to a ra- ther dirty footpath. The trees along the road wiggled their small leaves around, making the unusual humidity palpable. I heard a few cars speed- ing by. When I turned to look, I was rather surprised by the silence, which didn’t happen often. I even wondered whether there would be more deaths today or not.
เดินมาถึงหน้าตึกเก่าๆ ทาด้วยสีขาวฉาบฉวย มันเป็นอาคารสองชั้นของโรงพยาบาล มีเนื้อที่เพียงสามคูหา ตั้งอยู่ริมถนนซึ่งรายล้อมด้วยอาคารใหญ่น้อย ตรงด้านข้างของกำแพงสีหลุดล่อนออกมาเป็นแผ่นๆ บางแห่งมีรอยร้าวเป็นทางยาว ตรงประตูทางเข้าเป็นกระจก ติดฟิล์มกรองแสงสีดำมืด หากมองผ่านเข้าไปคงไม่เห็นอะไรนอกจากร่างเงาของผู้มอง I came to an old building sloppily painted white. It was a two-storey hospital, stretching over three compartments. It stood by a road lined with tall and small buildings. On the side walls paint was peeling off in large strips. In some places there were elongated cracks. The entrance door was of glass with a dark light protection film. When you looked through it you saw nothing but yourself. The writing here is awkward: that ‘old building’ the narrator has worked in for years shouldn’t be prefaced by the article ‘an’, which hints at anonymity.=

=

สีดำมืด: literally, ‘dark/opaque black’.

ครั้นเมื่อผลักประตูบานนั้นเข้าไป ผมก็ได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อฉุนขึ้นมาอย่างรุนแรง ผมบอกกับแม่บ้านหลายครั้งแล้วว่าไม่ควรทำความสะอาดห้องก่อนเปิดประตู ผมเกลียดกลิ่นยาฆ่าเชื้อเป็นที่สุด When I pushed that door open and entered, I got a strong smell of antiseptic. I’ve told the housekeeper several times she shouldn’t clean the room before opening the door. I hate the smell of antiseptic to the utmost.
บางครั้งผมทนไม่ไหว ถึงกับปั้นสำลีอุดจมูกจนหายใจไม่ออก Sometimes I can’t stand it to the point of stuffing my nose with cotton wool, which makes it hard for me to breathe.
เมื่อมองดูรอบๆ ห้องซึ่งคุ้นตา ผมรู้สึกประหลาดใจ โซฟาสีแดงสำหรับคนไข้นั่งรอมีไส้เบาะทะลักออกมา มันตั้งอยู่ริมห้อง กระเบื้องยางสีขาวสลับดำดูไขว้กันสับสนอลหม่าน เสียงเครื่องปรับอากาศครางกระหึ่มอยู่มุมใดมุมหนึ่ง ผมประหลาดใจกับความไม่คุ้นเคย แม้ผมจะเดินผ่านประตูเข้ามาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน ราวกับว่ามีตัวตนบางอย่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาสิงสู่และจ้องมองผมอยู่ตลอดเวลา ผมเคยสอบถามเพื่อนหมอด้วยกันหลายครั้ง แต่ไม่มีใครรู้สึกเช่นเดียวกับผม กระนั้นผมก็ยังไม่อยากด่วนสรุปเอาว่าตัวเองกำลังมีอาการหลอนทางประสาท When I looked around the familiar room I felt strange. The cushions of the red sofa there for patients to sit and wait had their stuffing showing. The sofa was on one side of the room. The white and black rubber tiles looked out of kilter. The air- conditioner was purring in one corner. It felt surprisingly unfamiliar. Although I’d walked through this door countless times, it was as if there was something that kept changing to spook me all the time. I’ve asked the other doctors many times, but none of them feel the way I do. Thus, I still don’t want to conclude hastily that I’m suffering from a nervous condition.
เคาน์เตอร์รับบัตรคนไข้ขวางอยู่ทางด้านซ้ายมือเยื้องกับประตู ดูขวางตาอย่างไรชอบกล วันนั้นเป็นวันอังคารที่สิบสามมิถุนายน ก่อนหน้านั้นสองวันผมพบว่ามีคนตายอย่างน้อยสองคนที่นี่ หลังจากฝนเทกระหน่ำลงมาไม่หยุด คนไข้ติดฝนอยู่คนหนึ่ง ขณะนั้นผมยังไม่ออกเวร เป็นครั้งแรกที่ผมถูกสายฝนกักขังเอาไว้ พอเปิดประตูฝ่าสายฝนออกไปผมกลับชะงักเท้า แล้วหันหลังกลับเข้าไปในตัวอาคาร มีบางอย่างฉุดรั้งผมไว้ ความอ่อนแรงทั้งหลายประดังเข้ามา นั่นเป็นครั้งแรกที่ความไร้เหตุผลเดินทางมาพร้อมกับปาฏิหาริย์ The registration counter stretches to the left of the door at an angle. It looked oddly cumbersome. That day was Tuesday June 13. Two days earlier I had found that there were at least two deaths here. As it kept raining hard, one patient couldn’t leave. At the time I hadn’t finished my shift. For the first time I was being confined by the rain. As soon as I opened the door to brave the downpour, I stopped short, turned round and went back inside. Something was restraining me. All sorts of weaknesses flooded in. For the first time the unreasonable came along with a miracle. =

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

What unreasonable? What miracle? Delete.

สองนาทีต่อมา หลังดึงสติกลับคืน ผมก็เดินไปตามทางเดินเล็กๆ ผ่านห้องต่างๆ ที่แบ่งกั้นด้วยกระจกฝ้า มันมีอยู่ด้วยกันสามห้อง พอสุดทางเดินเลี้ยวขวาจะพบบันไดไปชั้นสอง ก่อนจะก้าวขึ้นไป ผมพบน้ำไหลนองลงจากบันไดเป็นทางยาว คงจะมีรอยรั่วบนหลังคา ทางโรงพยาบาลเคยจ้างช่างมาเปลี่ยนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พวกช่างคงจะแกล้งตอกตะปูให้เป็นรอยรั่ว ผมไม่รู้ว่าพวกเขาทำเช่นนั้นเพราะสาเหตุใด มันกลายเป็นเรื่องไร้สาระที่หาเหตุผลมาอ้างอิงไม่ได้ แต่มันก็บังเกิดขึ้นแล้ว ผมควรจะหาเศษผ้ามาสักผืนเพื่อซับน้ำบริเวณนี้เสียก่อน อาจมีใครสักคนลื่นหกล้มและเกิดการบาดเจ็บ แต่ผมก็หาผ้าไม่ได้เลย แม่บ้านคงจะมาทำความสะอาดอีกครั้งตอนเก้าโมง ถ้าหล่อนมาผมจะบอกให้หล่อนนำผ้าไปเช็ด แล้วหาถังมารองน้ำ พื้นจะได้ไม่ลื่น Two minutes later, when I was lucid again, I walked along the small walkway going past the various rooms separated by glass partitions. There were altogether three rooms. At the end of the walkway, turning right you came upon the staircase going to the second floor. Before stepping up, I found that water was streaming down the stairs in a long flow. There must be a leak in the roof.  The hospital had hired crafts- men to change it only a few months ago. Maybe they had deliberately nailed it so as to produce leaks. I don’t know why they’d do this. It was something absurd for which no reason could be found, but it was real enough.* I should find some piece of cloth to mop up the water with first; someone could slip and fall and get hurt. But I couldn’t lay my hand on any piece of cloth. The housekeeper would be here at nine to clean the place anyway. If she came I’d tell her to find a piece of cloth and mop it all up and wring the water into some can so the floor wouldn’t be slippery. =

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

* This is typical loose writing: the first ‘it’ refers to the notion of a faulty nailing while the second ‘it’ refers to the leak.

=

=

=

=

Is that woman such a simpleton that she has to be told the basics of her job? Delete.

ผมตัดสินใจเดินขึ้นบันได ห้องทำงานของผมอยู่ด้านในสุดของตัวตึกติดกับห้องผ่าตัด ผมเคยขอย้ายมาอยู่ชั้นล่างเพราะทนสู้รบกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อไม่ไหว แต่ไม่มีใครเอาด้วย โดยให้เหตุผลว่ามันดูโดดเดี่ยว ผมเลยต้องสิงอยู่ที่นั่นต่อไป I decided to walk up the stairs. My office is at the far end of the building, next to the surgery room. I asked to move to the ground floor because I can’t keep fighting the smell of antiseptic, but nobody agreed, arguing it would be too isolated. So I’ve had to remain there.
ห้องของผมไม่ค่อยได้ให้ใครเข้าไปทำความสะอาด ผมมักจะวางเอกสารกับหนังสือเอาไว้ทั่วห้อง บางครั้งคนไข้ค่อนข้างที่จะกลัวและสับสน เมื่อเข้ามาเห็นห้องของผมครั้งแรกเขาจะไม่ไว้ใจ มันเป็นเรื่องน่ารำคาญ แต่ผมก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ I don’t often allow anyone to enter my room to clean it. I keep my documents and books scattered all over. Sometimes the patients are rather scared and confused when they enter and see my room for the first time. They don’t trust me. It’s annoying, but I can’t help it. =

=

=

=

=

The text says ‘I can’t help them’, which is awkward.

ผมเดินอ้อมโต๊ะเข้ามานั่ง ฝนยังตกอยู่พรำๆ เบื้องนอกมืดดำเหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง อาจจะมีใครสาปแช่งการกระทำของเราอยู่ลึกๆ ภายในอุ้งมือของผม ซอกเล็บทุกนิ้วมีกลิ่นเหม็นคาว ผมต้องล้างด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนกินข้าวจนติดเป็นนิสัย แต่กลิ่นคาวยังติดอยู่ไม่รู้คลาย ผมมองทอดออกไปยังเบื้องนอกหน้าต่าง ผ้าม่านสีเหลืองตุ่นๆ ถูกรวบเอาไว้อย่างหยาบๆ ตัวตึกฝั่งตรงข้ามปิดหน้าต่างแน่นหนา ผมไม่ค่อยจะแน่ใจว่าวันนี้ทำไมถึงเงียบกว่าปกติ มีบางครั้งที่เสียงลมกระหน่ำขึ้นมาอย่างหนัก บรรยากาศคล้ายงานศพสักเจ็ดแปดรายเกิดขึ้นทีเดียวพร้อมๆ กัน ความรื่นรมย์ของวันต่างสูญสลายไปจากผู้คน I walked around the desk to go and sit down. It was still raining in a drizzle. Outside it was dark as if the sky had it in for us. Maybe someone had put a secret curse on our act- ivities. The cuticles of my fingernails smelled fishy. I had to wash them with soap before every meal so it had become a habit, but the fishy smell remained. I peered through the window. The dirty yellow curtains were bunched up roughly. The windows of the building across were closed tight. I wasn’t quite sure why it was quieter than usual. There were times when the wind howled. The atmo- sphere was as of seven or eight funerals taking place at the same time. The pleasantness of the day had disappeared for everyone. =

Again มืดดำ, dark black!

=

ภายในอุ้งมือของผม: Literally, ‘within my paws’, which sounds weird for fingernails. Better not translate.

จนกระทั่งเข็มนาฬิกาเคลื่อนมาถึงเลขเก้า ผมอยากรู้ว่าแม่บ้านมาเช็ดพื้นหรือยัง จึงเปิดประตูออกไปดู ปรากฏว่าพื้นแห้งสนิท ไม่มีน้ำไหลเลอะเทอะเหมือนเมื่อเช้า สักครู่พยาบาลที่เข้าเวรเดินสวนกับผมลงไปข้างล่าง ผมไม่ชอบพูดกับใครมากนัก เลยไม่ได้ทักทาย ผมหันหลังเดินกลับเข้าห้อง ยังคงคิดคำนึงอยู่ว่าฝนตกอย่างนี้คงไม่มีใครเสี่ยงเดินตากฝนมาหาหมอหรอกจนกว่าฝนจะหยุดตก การรอคอยจะสิ้นสุดลง… Until the clock handle reached the figure nine. I wished to know if the housekeeper had come and wiped the floor or not yet, so I opened the door and went out to have a look. It turned out the floor was totally dry. There was no messy water flowing like before. A moment later the nurse whose shift was starting walked past me on the way down. I don’t like to speak to anyone much, so I didn’t greet her. I turned round and went back to my room, still thinking that with rain falling like this there wouldn’t be anyone to brave it to come and see the doctor. When the rain stopped, the wait would end. =

=

=

เหเหมือนเมื่อเช้า: literally, ‘like this morning’ – for goodness’ sake, it’s only 9am!

=

=

=

=

=

Statement contrary to logic: if no one is to come during the rain, there’s no need to wait; wait will start when the rain stops.

เวลาถูกปล่อยให้เดินต่อไป ถึงอย่างไรผมก็ยังรู้สึกว่าเวลาจริงเดินช้าลงกว่าเดิมหลายนาที มีครั้งหนึ่งผมปรับนาฬิกาข้อมือให้เดินเร็วขึ้นสิบห้านาที ส่วนเวลาจริงที่อยู่ในห้องยังเดินตามปกติ เมื่อถึงตอนเที่ยง ผมเดินลงไปกินข้าว มีนางพยาบาลทักขึ้นว่าผมจะไปไหน ผมตอบกลับไปว่าจะไปกินข้าว หล่อนค่อนข้างจะงง โดยปกติผมจะเป็นคนตรงต่อเวลาเสมอ ดังนั้นหล่อนจึงถามขึ้น “ยังไม่เที่ยงเลยนะคะ?” Time was left to pass. No matter what, I still felt that real time passed more slowly than before by many minutes. At one point I adjusted my wristwatch forward by fifteen minutes. As for the real time in the room, it still passed as usual. At midday I went down to eat. A nurse asked me where I was going. I answered that I was going out to eat. She was rather puzzled. I am always punctual, so she objected, ‘But it isn’t midday yet.’ =

=

=

=

=

=

=

=

=

The text says ‘she asked’ – this is not a question.

ผมอธิบายว่านาฬิกาของผมเที่ยงตรงพอดี นางพยาบาลมองไปที่นาฬิกาบนผนัง เวลายังขาดอยู่อีกสิบห้านาทีอย่างที่หล่อนเห็น นั่นคือสภาวะที่หล่อนรับรู้ ทว่าภาพมายาในอีกมิติหนึ่งซึ่งไม่สามารถหักล้างได้ด้วยข้อเท็จจริงยังฝังแน่นอยู่ในใจ หล่อนคงคิดว่าผมละเมอและยอมโกหกที่จะบอกว่านาฬิกาของผมเดินอย่างเที่ยงตรง นั่นเป็นเรื่องของปัจเจก บางครั้งการหาเหตุผลไม่ได้ยังจะดีเสียกว่า เพราะชีวิตมันตั้งอยู่บนความขมขื่น บางครั้งเจ็บปวดมากกว่ามีความสุข การมีชีวิตที่โดดเดี่ยวลงไปมากกว่านี้เปรียบได้ดังความตายที่มองไม่เห็น I explained that it was exactly midday by my watch. The nurse looked at the clock on the wall. From what she could see, there were still fifteen minutes to go to reach midday. That was the condition she perceived. But illusions in another dimension can’t be refuted with facts still buried deep in the mind. She probably thought I was delirious and willing to deceive her with my watch marking midday. That concerned the personal. Sometimes not being able to find reasons is still better, because life is based on bitterness, sometimes one suffers more than one is happy. Having a life more lonely than this is comparable to invisible death.
ระหว่างที่ผมกำลังตกอยู่ในอาการกึ่งคิดกึ่งฝัน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นทำลายสมาธิ While I was musing, a knock on the door disrupted my train of thought.
ผู้ที่ผลักประตูเข้ามาคือนางพยาบาลที่เพิ่งพบเมื่อครู่ ติดตามมาด้วยคนไข้ตั้งครรภ์ ท้องของคนไข้ไม่ใหญ่นัก อาจเป็นได้ว่าหล่อนเพิ่งมีท้องแรก หล่อนใส่เสื้อสีดำปล่อยชายเหมือนคนไว้ทุกข์ เอาผ้าลายรัดตรงหน้าท้องเพื่ออำพรางสิ่งที่กำลังเติบโตขึ้นมาจนดูผิดสังเกต ท่าทางของหล่อนกล้าๆ กลัวๆ คนไข้เกือบทุกคนที่มาที่นี่มักมีอาการเช่นนี้ ผมไม่ใส่ใจกับอาการหวาดๆ ของพวกคนไข้มากนัก เพราะอีกสักเดี๋ยว หล่อนจะเริ่มคุ้นไปเอง และในบางครั้งอาจจะคุ้นมากกว่าผมที่สิงสถิตอยู่ในห้องนี้มานานนับปี The person that came through the door was the nurse I’d met a moment ago, followed by a pregnant patient. The patient’s belly wasn’t very big; this must be her first pregnancy. She was wearing a loose black blouse as if in mourning and let the material cover her belly to hide what was growing in a conspicuous way. She looked half daring half scared, like almost all patients that come here. I don’t pay much attention to patients’ apprehension because in a moment they get used to it and in some cases get used to it more than I do, I who have dwelt in this room for years.
นางพยาบาลส่งตัวคนไข้มาถึงห้องแล้วก็ออกไป เสียงปิดประตูดังไล่หลัง แต่มันกลับสะท้อนอยู่ในหัวของผม เสียงฝนดังลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง คราวนี้ดูรุนแรงมากเสียจนได้ยินเสียงของมันอย่างชัดเจนและเร้าใจ The nurse after leading the patient into the room went out. The sound of the door closing behind her resounded in my head. The sound of the rain came through the window. This time the downpour was so severe I could hear it clearly, an exciting sound.
การมาของหล่อนทำให้ผมรู้สึกผิดคาด ไม่คิดว่าหล่อนจะลุยฝนบ้าคลั่งมาอย่างนี้ นอกจากเรื่องด่วนที่หล่อนต้องการจะให้มันสิ้นสุดลงโดยเร็วแล้ว อาจยังมีเหตุผลอันน่าสยดสยองแฝงเร้นอยู่ด้วยก็ได้ Her arrival aroused a feeling of disappointment. I hadn’t thought she’d dare come through such a demented downpour. Besides the urgent matter that she wanted dealt with promptly, maybe there was some other hidden horrifying reason to it.
หลายนาทีผ่านไป หล่อนยังไม่ยอมเอ่ยปาก ผมเองก็ไม่ได้ปริปากเช่นกัน ดูเหมือนว่าเรากำลังตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน ต่างกันเพียงแค่เหตุผลและหลักการ ผมไม่ได้รับคนไข้มาแล้วสองวัน ช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้ผมรู้สึกสบายใจ Several minutes went by. She still didn’t want to speak out. I didn’t say anything either. It seemed we’d fallen into the same condition, differing only in terms of reasons and prin- ciples. I hadn’t had any patients for two days. The period that had gone by made me feel satisfied.
“รู้หรือเปล่า ท้องมากี่เดือนแล้ว” ผมตัดสินใจถาม เพื่อทำลายความเงียบ ‘Do you know how many months you’ve been pregnant,’ I decided to ask to put an end to the silence.
หล่อนส่ายหน้า ผมจึงบอกให้หล่อนเดินไปที่เตียงตรวจไข้ หล่อนเดินไปอย่างเซื่องๆ คล้ายลูกแมว อันที่จริงหล่อนเองก็เข้าใจว่าหล่อนมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์ใด เพียงแต่ทว่าหล่อนกลัว She shook her head, so I told her to walk over to the examination table. She walked to it sluggishly like a kitten. Actually, she understood what she’d come here for but she was afraid.
หล่อนก้าวขึ้นไปบนเตียงอย่างเนิบนาบ สังเกตอาการอุ้ยอ้ายของหล่อน ผมก็พอจะรู้ว่าเด็กที่อยู่ในท้องคงเริ่มจะมีแขนมีขาแล้ว อย่างต่ำๆ คงไม่เกินไปกว่าสี่เดือน ผ่านขั้นตอนพัฒนามาเป็นตัวเป็นตนและเฉียดเข้าใกล้ความเป็นคนขึ้นเป็นลำดับ หล่อนคงรู้ว่าลูกในท้องกี่เดือน แต่หล่อนไม่พูดออกมา คนที่กำลังจะเป็นแม่มักไม่พูดหรอกว่าตัวเองมาที่นี่เพื่อจะเอาเด็กออก นั่นคือความจริงที่เราต่างรับรู้ มันสื่อถึงกันได้ไม่ยากเย็น เรื่องนี้เป็นความผิดของใคร ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น ความผิดมันตกอยู่ที่ผู้พ่ายแพ้ คนชนะก็คือคนแพ้ ฆาตกรถูกนำไปแขวนคอ … แต่นี่มันยุคไหนกันแล้ว ยุคแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน ยุคของสิทธิเสรีภาพ บางทีอาชญากรอาจกลับกลายเป็นนักมนุษยธรรมก็เป็นได้? She stepped onto the table unhur- riedly. I noticed her sluggishness. I could tell that the child in her belly had arms and legs. At the very least, she was no less than four months’ pregnant, time enough for it to have taken shape and be about to grad- ually turn into a human being. She must have known how many months the child had been in her womb but she wasn’t saying. Those who are about to be mothers usually don’t say they’ve come here to get rid of the child. This was a truth each of us acknowledged and could share with- out difficulty. Whose fault was this? It was nobody’s fault. The fault falls on the defeated. The winner is the loser. Murderers are taken to be hanged … But which era is this? The era of communications without borders, the era of liberty and rights. Sometimes criminals become hu- manitarians – why not?
มือของผมคลำอยู่บนท้องของหล่อน ความร้อนอวลขึ้นมาปะทะอย่างน่าประหลาด My hands palpated her belly. Strange heat emanated from it.
“ทำไมมาเอาจนป่านนี้” ผมถาม ‘Why did you wait so long,’ I asked.
หล่อนไม่ยอมตอบ ดวงหน้าของหล่อนเศร้า ดวงตาคล้ำเขียวจนเห็นแววบอบช้ำ อายุของหล่อนเพิ่งจะไม่เท่าไหร่เอง แต่ริ้วรอยของความมีอายุกลับหนักหน่วงเกินกว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องแบกรับ She wouldn’t answer. Her face was sad. Her eyes had bruised orbits. She wasn’t that old but the lines of age were more deeply etched than a frail woman should bear. =

=

=

ตัวเล็กๆ means ‘small’, ‘small-sized’, ‘small-bodied’. What’s that got to do with ‘the lines of age’?

“วันนี้หมอคงทำอะไรไม่ได้มาก” ผมหยุดเพื่อครุ่นคิดคำตอบ “อย่างมากก็ตรวจให้ แล้วหมอจะนัดอีกที ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นอันตรายไปทั้งแม่ทั้งลูก” ผมบอกกับหล่อน ‘Today there’s nothing much I can do.’ I stopped to think of an answer. ‘I’ll give you a check-up and then make an appointment. Otherwise it might be dangerous for you and your child.’ =

=

=

ผมบอกกับหล่อน, ‘I told her’, is redundant.

ผมสังเกตเห็นเสื้อของหล่อนมีรอยชื้น หล่อนคงกางร่มเดินเข้ามา ฝ่าสายฝนหนาวเหน็บ และเปียกชุ่มมากับความปรารถนาที่เฝ้าต่อสู้อยู่ระหว่างความเลวกับความดี จนที่สุดความต้องการอันรุนแรงซึ่งฝังอยู่ภายในก็ตัดสินให้หล่อนเอาเด็กออกไปจากท้องก่อนกำหนด นี่เป็นสูตรสำเร็จของเสียงร้องคร่ำครวญจากภายใน I noticed that her blouse had wet splodges. She must have walked under an umbrella, through the icy- cold rain, and got drenched while her volition kept fighting between good and evil until finally a strong need deep inside decided for her to get rid of the child in her womb before time. This is the standard formula of the lamenting inner voice.
เมื่อฟังคำตอบจากผม ท่าทางของหล่อนผิดหวังเป็นอันมาก หล่อนคงคิดว่าตัวเองต้องเดินตากฝนกลับไปโดยฝันร้ายถึงเรื่องซ้ำๆ กัน หล่อนอาจจะนอนไม่หลับมาหลายคืนเพราะตัดสินใจไม่ได้ แต่แล้วเมื่อมาถึงที่นี่พบกับหมอทำแท้งมือเปื้อนเลือด หล่อนกลับได้รับคำตอบในด้านตรงข้าม ซึ่งหล่อนไม่อาจทำความเข้าใจได้แจ่มแจ้ง When she heard what I said, she looked very disappointed. She must have thought she’d have to go back through the rain and through the same nightmare again. She must have gone through many sleepless nights because she couldn’t decide, but now that she had come here and met an abortionist with blood on his hands, she was getting the opposite answer, which she couldn’t quite understand. เมื่อฟัง: literally, ‘when she listened to’.
หลายวันที่ผ่านมา มีทารกถูกฆ่าอย่างน้อยสองคน เมื่อฝนเทลงมาติดต่อกัน ไม่มีผู้ใดเดินผ่านประตูเข้ามา กระทั่งหล่อนเดินมาพร้อมความเปียกชุ่ม ผมสัญญากับตัวเองหลายครั้งว่าจะไม่ฆ่าใครอีก แต่ทุกๆ วันจะมีคนเดินผ่านประตูเข้ามา เคาะประตูด้วยความกังวลเพื่อให้ผมเปิดรับพวกเขาแล้วเอามีดจ้วงแทงลงบนร่างกาย บางครั้งกลิ่นยาฆ่าเชื้อกลับรุนแรงน้อยกว่ากลิ่นคาวเลือด In the past few days, at least two babies had been killed. While it rained non-stop nobody walked through the door – until she came in drenched. I’ve promised myself many times I won’t kill any more, but every day women come through the door, knock at the door anxious for me to open and receive them and then stab their bodies with a knife. Sometimes the smell of antiseptic is less strong than the smell of mucilage and blood.
“ฉันจะกลับมาได้อีกครั้งเมื่อไหร่” หล่อนยอมพูดขึ้นเป็นประโยคแรก ‘When must I come back again?’ she finally said, speaking for the first time.
ผมเสมองออกไปนอกหน้าต่าง อยากจะสารภาพกับหล่อนว่ารอจนกว่าผมจะพร้อม แต่ก็ไม่กล้าพอจะพูดตามความรู้สึก ม่านฝนสีเทาครอบคลุมอยู่ทั่วอาณาบริเวณ กระจกจับเป็นฝ้าเพราะไอน้ำเกาะ อากาศภายนอกดูน่าอึดอัด แมลงปีกแข็งกรีดปีกดังขึ้นในความเงียบ ผมเพิ่งรู้ว่ามีแมลงชนิดนี้ซุกซ่อนตัวอยู่ในห้อง ผมหันกลับไปที่หล่อน หล่อนค่อยๆ พยุงร่างอันเชื่องช้าขึ้นจากเตียง I looked sideways out of the window. I wanted to confess to her to wait until I was ready, but I didn’t dare to speak according to my feel- ings. The grey curtain of rain cov- ered the entire surroundings. The window was misty. The atmosphere outside looked oppressive. A hard- winged insect rubbed its wings in the silence. I was just noticing there was such an insect hidden in the room. I turned back to her. She slowly raised her body on the table.
“คุณมาอีกครั้งวันเสาร์ตอนเก้าโมงเช้า” ผมตัดสินใจนัดหล่อน ก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน หล่อนติดตามลงมาจากเตียง ‘Come back again Saturday at nine.’ I decided on an appointment for her before walking back to my desk. She slipped down from the table accordingly.
“ขอหมอลงประวัติคนไข้หน่อย” ผมพูด ‘I must ask you a few background questions for the record,’ I said.
หล่อนพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะบอกชื่อของหล่อนด้วยน้ำเสียงเครือๆ ผมฟังไม่ค่อยชัดจึงยื่นปากกาให้หล่อนเขียน หล่อนรับปากกาไปและเขียนด้วยมือซ้าย ผมมองดูลายมือหวัดๆ ของหล่อน ลายเส้นเบาบางมาก ดูหล่อนไม่ค่อยมั่นใจอะไรบางอย่าง She nodded in agreement before telling me her name in a hoarse voice. I didn’t quite catch it so I held a pen out for her to write it down. She took the pen and wrote with her left hand. I looked at her shaky handwriting whose lines were very thin. It looked as though she wasn’t quite certain of anything.
พอเขียนเสร็จ หล่อนยื่นปากกาคืนกลับให้ผม สักครู่ผมก็ลุกขึ้นจากโต๊ะเดินนำหล่อนลงมาข้างล่าง สายฝนซัดลงมาอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง หล่อนเดินไปหยิบร่มสีแดงที่วางไว้บนโซฟา ผมมองดูร่างของหล่อนก่อนที่หล่อนจะผลักบานประตูติดฟิล์มกรองแสงออกไปเบื้องนอก บรรยากาศไม่ต่างไปจากงานศพ เสียงแตรสังข์อันน่าขนลุกขนพองดังกังวานแทรกผ่านโสตประสาท บางครั้งดังกว่าเสียงฝนเสียด้วยซ้ำ ครั้นเมื่อหล่อนพ้นไปจากประตู ภาพสุดท้ายที่ยังติดตาผมจนกระทั่งวันนี้ก็คือภาพที่หล่อนกางร่มสีแดงฝ่าสายฝนหายลับไปในม่านหมอกสีเทา… When she had finished writing, she handed the pen back. After a while I got up from my desk and took her downstairs. The rain was pour- ing like mad again. She walked over to the sofa and took the red um- brella placed on it.* I looked at her before she pushed the door with the dark film and went out. The atmo- sphere was no different from that of a funeral. The hair-raising screech of a conch resounded through the nerves, at times even louder than the sound of the rain. Once she was past the door the last picture that has lingered in my eyes up until today was of her opening her red umbrella to brave the rain and fading into the grey curtain of haze. =

=

=

=

=

* A little reshuffle of things for the sake of fluency.

หลายวันต่อมาหลังพายุฝนสิ้นสุดลง ผมรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก มีอยู่คืนหนึ่งผมนอนไม่หลับ เสียงกรีดปีกของแมลงดังอยู่ในความมืด ผมพลิกตัวไปมาบนเตียงหลายครั้ง จวบรุ่งสางได้ยินเสียงฝนตกกระทบหลังคาห่าใหญ่ สักครู่ก็เงียบหาย ระหว่างรอคอย ผมภาวนาขอให้หล่อนเปลี่ยนใจไม่กลับไปที่โรงพยา- บาล แต่ความคิดเหล่านี้ขาดแรงดลใจและสิ้นไร้ลางสังหรณ์เกินกว่าจะเชื่อว่าปาฏิหาริย์มีอยู่จริง Several days later when the rainstorm was over, I felt unspeak- ably depressed. There was one night I couldn’t sleep. The insect rubbed its wings in the dark. I kept turning and tossing on the bed. Close to dawn I heard the pelting of the rain on the roof. After a while it stopped. As I waited I prayed she’d change her mind and wouldn’t be back to hospital, but these thoughts lacked inspiration and premonition too much for me to believe in miracles.
ครั้นถึงวันเสาร์ ผมใช้เวลาทั้งหมดไปกับการนั่งรำพึงรำพัน ฟ้ามืดมัวอีกครั้งตอนรุ่งสาง เมฆจับตัวเป็นกลุ่มใหญ่เห็นได้ชัดเจน สักครู่หมู่เมฆก็เริ่มแผ่รัศมีออกไปทั่วบริเวณ เมื่อผลักประตูเข้าไปสู่อาคาร ฝนก็ตกลงมาปรอยๆ สภาพฟ้าเช่นนี้ฝนคงตกนานกว่าสามเดือนหรือมากกว่านั้น หากมันตกต้องตามฤดูกาลที่คลาดเคลื่อนของมันต่อไป น้ำจากท่อระบายน้ำด้านหน้าของถนนจะเอ่อท่วมขึ้นมาและลุกลามไปยังถนนสายต่างๆ ผมมองดูปฏิทินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ คิดว่าวันนี้น่าจะเป็นวันศุกร์ เพราะถ้าหากวันนี้เป็นวันเสาร์ตอนเก้าโมงเช้านางพยาบาลจะต้องมาเคาะประตูห้อง When Saturday arrived, I spent the whole time bemoaning. The sky was dark and blurry once again at dawn. The clouds gathered in big, highly visible masses. After a while they began to spread over the whole sky. When I pushed the door to enter the building, it was drizzling. With a sky like this, it’d keep on raining for three months or longer. If it went on raining beyond the season, the water from the ducts in front of the road would overflow and invade the other roads. I looked at the calendar placed on the desk, thinking that today should be Friday because if today was Saturday at nine o’clock the nurse would come and knock on the door of the room.
ผมรู้สึกหิวขึ้นมาจึงเดินไปหากาแฟดื่ม กระติกต้มน้ำร้อนตั้งอยู่ที่ชั้นล่าง ผมเดินลงบันไดไปอย่างคนไร้เรี่ยวแรง นางพยาบาลคนเดิมกำลังง่วนอยู่กับเอกสารมากมายหน้าเคาน์เตอร์รับบัตร เมื่อผมได้กาแฟก็กลับไปที่ห้อง ความรู้สึกเจ็บปวดพุ่งตรงมาอย่างแรงเกินกว่าจะข่มมันลงได้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าตั้งเค้าพายุมากขึ้นเป็นลำดับ ผมลองนึกทบทวนดูว่าเหตุใดผมจึงเลือกมานั่งอยู่ตรงนี้ เพื่อเงิน หรือเพื่ออะไรที่ยังคิดไม่ตก ผมอาจยังไม่เข้าใจถึงความคลางแคลงที่เคลือบอยู่ในหัวใจของตนเอง I felt hungry, so I went looking for a coffee. The thermos flask was downstairs. I walked down the stairs as if devoid of strength. The same nurse was busy with lots of doc- uments in front of* the registration counter. When I had a coffee I returned to the room. I suddenly felt acute pain I could do nothing about. When I looked out of the window, the sky was gradually whipping up a storm. I undertook to review the reasons why I’d chosen to come and sit here – for money or for what I couldn’t think of yet. Maybe I still didn’t understand the suspicion that glazed my own heart. =

=

=

=

* Shouldn’t that be ‘behind’?

ขณะนี้เก้าโมงสิบสองนาที หากวันนี้ไม่ใช่วันศุกร์ นั่นย่อมหมายความว่าปาฏิหาริย์ได้บังเกิดขึ้นจริง ทว่าเสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นในนาทีถัดมา ผมยกนาฬิกาข้อมือดูอีกครั้ง “เก้าโมงสิบห้า” ผมรำพึงขึ้นเบาๆ มันตอกย้ำว่าวันเสาร์เดินทางมาถึงนับครั้งไม่ถ้วน พร้อมสายฝนและความหนาวเหน็บ Now it was twelve minutes past nine. If today wasn’t Friday, it should mean that a miracle had indeed taken place, but then there was a knock on the door in the next minute. I raised my wrist to look at the watch once again. ‘A quarter past nine,’ I mumbled. It confirmed that Saturday had come round yet again along with rain and piercing cold.
นางพยาบาลเปิดประตูเดินเข้ามา หล่อนบอกว่าคนไข้รออยู่ที่ห้องผ่าตัด ผมใช้เวลาเตรียมตัวไม่มากนัก ไม่มีอะไรวุ่นวาย ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกลไกแผนการเอาเด็กออกจากท้องแม่ไม่มีอะไรยุ่งยาก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าผู้หญิงเคยเอาเด็กออกมาก่อนคงไม่รู้สึกทรมานมากเท่าไหร่ มันก็เหมือนการทำคลอดนั่นเอง แตกต่างเพียงว่าเด็กมีชีวิตอยู่กับตายไปโดยไม่ทราบว่าการมีชีวิตคืออะไร The nurse opened the door and entered. She said the patient was waiting in the surgery room. It didn’t take me long to get ready. There was nothing complicated. Everything was like clockwork. Taking a child from a mother’s womb is nothing difficult. It all depends on the situ- ation. If the woman has already had an abortion, she doesn’t feel much torment. It’s like giving birth. It differs only in that the child is alive or dies without knowing what being alive is.
จิตใจของผมไม่สงบ แม้ผมจะผ่านการฆ่ามาแล้วมากครั้ง พอเปิดประตูห้องทำงานเข้าไปสู่ห้องผ่าตัด ฝนก็ตกลงมาอีกครั้ง แมลงเม่านับหมื่นตัวหนีฝนบินขึ้นมาจากดิน รุมล้อมเล่นไฟตลอดทางเดิน My mind wasn’t peaceful even though I’d gone through many, many killings. When I opened the door to the surgery room, it was raining again. Tens of thousands of winged termites fleeing the rain flew out of the ground and mobbed the lights all along the walkway.
ในห้องผ่าตัดไม่ได้สว่างกว่าห้องอื่น แทบจะสลัวด้วยซ้ำ หล่อนเปลี่ยนชุดคนไข้นอนคอยอยู่บนขาหยั่งเรียบร้อย ไม่ต่างไปจากนักโทษประหารรอคอยอยู่บนตะแลงแกง หล่อนเป็นเหยื่อของเทคโนโลยีในสังคมไร้ระเบียบ The surgery room was not lit brighter than the other rooms. It was actually rather dim. She had changed to patient clothes and lay waiting on the stirrups*, no different from a convicted woman waiting at the execution ground. She was the prey of technology in a society devoid of order. =

=

=

* The Thai word is usually translated as ‘tripod’ or ‘trestle’ or ‘easel’! I guess the word required here is simply (ที่)วางเท้า, footrests.

นางพยาบาลผู้ช่วยเดินตามเข้ามา เวลาในข้อมือของผมบอกเวลาเก้าโมงสี่สิบห้า หากย้อนไปเมื่อสองวันก่อน ผมจะทอดตัวอยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน และมองออกไปนอกหน้าต่างทุกๆ สามนาที ผมเฝ้าภาวนาให้หล่อนเปลี่ยนใจ แต่แล้วหล่อนก็กลับมา เพื่อร่วมพิธีฝังศพทารกของหล่อนเอง The assistant nurse walked in. The time on my wrist read 9:45. Two days earlier, I was stretching myself on a chair lazily and looking out of the window every three minutes. I kept wishing for her to change her mind but then she had returned for the ceremony of burying her own baby.
ผมพิศใบหน้าของหล่อนอีกครั้ง ขณะนี้มันคล้ายใบหน้าของเด็กทารกไม่มีผิด ผมรีบบอกนางพยาบาลเตรียมเครื่องมือ ดูหล่อนค่อนข้างจะชำนาญและรู้หน้าที่เป็นพิเศษ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโชยมาอีกครั้ง ผมฉีดยาขับให้หล่อนช้าๆ ตอนที่ทิ่มเข็มลงไปบนเนื้อหนังสีขาวซีดๆ เลือดสีแดงทะเล็ดออกมาหลายหยด ผมรู้สึกวิงเวียน รีบเอาสำลีกดลงไปที่บาดแผล เมื่อมองโยนีของหล่อนลอดผ่านขาหยั่ง ตอนนั้นผมรู้สึกสิ้นหวัง… I stared at her once again. By now she looked exactly like a baby. I hastily told the nurse to get the instruments ready. She looked rather expert and knew her duty precisely. The smell of antiseptic arose once again. I slowly injected her with an emetic. When the needle pierced her pale skin several drops of blood surfaced. I felt dizzy, hastily took a slab of cotton wool I applied to the puncture. When I looked at her yoni through the stirrups, I felt hopeless. =

=

=

A disconcerting remark: is this a new nurse or what?

สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาอย่างหนัก สิบเอ็ดโมงครึ่ง ผมจับเวลาเอาไว้ตอนเสร็จสิ้นการทำแท้ง เมื่อออกมาจากห้องผ่าตัด ผมเดินไปอาเจียนที่ห้องน้ำ อาการพะอืดพะอมเป็นอยู่นานกว่าสามอาทิตย์ ผมกินข้าวได้น้อยลงหลายเท่า น้ำหนักลดฮวบฮาบ ใบหน้าอิดโรย ตอนกลางคืนผมนอนไม่หลับ เสียงแมลงกรีดปีกดังอยู่ในสมอง It was still pelting with rain. Half past eleven. I noted the time when the abortion was completed. When I came out of the surgery room I went to vomit in the bathroom. I’d been feeling nauseous for over three weeks. I hardly ate anything at all. My weight had gone down suddenly. My face was gaunt. At night I couldn’t sleep. The rubbing of insect wings resounded in my brain.
ตอนที่ผมถอดถุงมือทิ้ง กลิ่นคาวเลือดโชยเข้าจมูก มันติดอยู่ในลมหายใจกระทั่งฝนหยุดตก As I peeled off my gloves, the odour of blood entered my nose and stuck to my breath until it stopped raining. =

=

A beautiful non sequitur.

ผมให้หล่อนนอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างน้อยสามวัน กลัวว่าหล่อนจะติดเชื้อ เครื่องมือที่นี่ไม่ค่อยสะอาดนัก แม่เด็กเคยเสียชีวิตพร้อมกันที่นี่ไม่ต่ำกว่าปีละสามราย ทารกที่ผมดูดออกมาจากช่องคลอดเริ่มงอกแขนงอกขาออกมาให้เห็นแล้ว ผมทิ้งซากทารกลงในถุงดำ สั่งให้พยาบาลมัดให้แน่นแล้วนำไปเผาที่เตาของวัด เด็กที่ยังไม่เกิดหากต้องเสียชีวิตก่อนลืมตาดูโลกคงจะมีความบริสุทธิ์กว่ามนุษย์คนใด แต่ผมสงสัยว่าวิญญาณของเด็กจะไปสิงสถิตอยู่แห่งหนไหน อาจจะเป็นดินแดนที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดเดินทางไปถึงก็ได้ I had her stay recovering in hos- pital for at least three days, afraid she’d get infected. Instruments here are not very clean. No fewer than three mothers a year lose their lives here. The babies I suck out of the wombs have visible limbs. I throw their corpses into a black bag, order the nurse to shut it tight and then take it to burn in the temple’s fur- nace. Unborn children, if they have to lose their lives before they open their eyes to the world*, are more innocent than any other human beings, but I wonder where their souls go and rest, maybe a land to which no human being has ever travelled. =

=

=

=

=

=

=

=

=

=

Here, I feel compelled to translate word by word the Thai expression, which is a hackneyed formula meaning ‘to be born’, to avoid a repetition.

ความเงียบกลับเข้าครอบคลุมทุกซอกหลืบของอาคารอีกครั้ง เสียงร้องของหล่อนยังก้องดังอยู่ในใจ บางครั้งแม้เสียงฝนจะแทรกเข้ามา ทว่ากลับไม่มีอิทธิพลใดๆ โยกคลอนความรู้สึกอีกเลย Silence reigned over every nook and cranny of the building once again. Her crying was still loud in the mind, sometimes even though the sound of the rain interfered. It had no power to sway feelings again at all.
ห้าโมงเย็น ผมเดินลงมาชั้นล่างด้วยอาการล่องลอย ตรงบันไดน้ำเจิ่งนองไปทั่ว ผมย่ำลงมาชั้นล่าง พบว่าระดับน้ำบนถนนสูงขึ้นกว่าเดิม นางพยาบาลเห็นผมเดินลงมาจึงเหลือบมองด้วยหางตา โซฟาสีแดงลอยอยู่เหนือน้ำที่กำลังท่วมพื้นห้อง นางพยาบาลต้องยืนอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะออกเวร ถึงเวลานั้น … น้ำอาจท่วมถึงหัวเข่าของหล่อน Five p.m. I went downstairs, feel- ing as if I was floating. The front of the stairs was flooded. I tramped down the stairs and found that the level of the water on the road was higher than before. The nurse saw me coming down so she watched me from the corner of her eyes. The red sofa was floating over the water which flooded the room. The nurse had to stand right there until the end of her shift. By then, maybe the water would reach her knees.
“จะกลับแล้วหรือคะ” หล่อนถาม ‘Going back,’ she asked.
ผมพยักหน้า หล่อนหันไปมองนาฬิกา เหลือเวลาอีกสิบห้านาทีก่อนห้าโมง แต่กว่าหล่อนจะพูดอะไรออกมา ผมก็ผลักประตูเดินตากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องออกไป I nodded. She turned to look at the clock. There were still fifteen minutes to go to five o’clock, but before she could say anything I pushed the door and walked under the rain which fell steadily.
ผมเดินลุยน้ำที่กำลังจะท่วมถึงหัวเข่า… I waded through water that was almost knee high.
=

‘Kan Klap Ma Nap Khrang Mai Thuan Khong Khwamtai’
in Chor Karrakeit 20, 1994

Niwat Puttaprasart, born in Bangkok in 1972, founded a small publishing house and the (now defunct) first Thai literary website. Now a freelance writer, he has published so far four collections of short stories and four novels. =niwat

The bespoke pickup truck – Darunee Dechanusorn

There are echoes of Dokmai Sot in this subtle, tongue-in-cheek and ultimately feel-good exposure of village life in the South in the throes of consumerism. MB

รถออกปาก

The bespoke
pickup truck

thai pickup truck thai pickup truck

ดรุณี เดชานุสรณ์

Darunee Dechanusorn

TRANSLATOR’S KITCHEN
= ==
รถกระบะกลางเก่ากลางใหม่สีเทาเข้มบุกทะยานไปตามทางขรุขระ ลงหลุมแต่ละทีเด็กๆ ส่งเสียงหวีดร้องด้วยความสนุกตื่นเต้น คนขับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากราวกับตนเองเป็นฮีโร่ขับขี่ ทั้งที่เพิ่งขึ้นขับรถได้ไม่ถึงสามเดือน เจอหลุมลึกก็จอด เด็กๆ เฮโลลงจากกระบะช่วยกันเข็นรถ The dark grey pickup truck past its prime was storming the bumpy road. With each jolt, the children shrieked with excitement and fun. The driver laughed uproariously as if he was a driving hero, even though he had only started driving three months earlier. For the bigger holes, he stopped and the flock of children scrambled out to push the truck. กลางเก่ากลางใหม่: literally, ‘half old, half new’…
“เทาเอ๋ยเทา เทาต้องไปให้ถึง ฮุยเลฮุย ลุยๆๆ” ‘Turtle, oh, turtle, make it you must. Heave-ho! Across, across, across you go.’
รถเคลื่อนพ้นหลุมไปได้ก็กระโดดพรึ่บขึ้นกระบะ ไม่มีวี่แววว่าจะเหนื่อย ต่างมุ่งหวังไปให้ถึงเป้าหมายเป็นพอ When the hole was cleared, they all jumped back in, none the worse for wear, each merely hoping to reach their destination. ไม่มีวี่แววว่าจะเหนื่อย: literally, ‘with no signs of fatigue’.
เทพจำใจยอมให้ลูกๆ ของเพื่อนบ้านยืมรถกระบะ เวทนาแววตาใส่ซื่อที่มาออกปากขอยืมรถ อาศัยบารมีพ่อเป็นข้ออ้างเพื่อให้เจ้าของรถเกิดความเกรงใจ Thep had been reluctant to allow his neighbour’s children the use of his pickup truck, yet had pitied the honest eyes that came to ask to borrow it, trusting in their fathers’ standing for the owner of the vehicle to oblige.
“ลุงเทพ พ่อว่าช่วยออกค่าน้ำมันรถ” เด็กๆ กำเงินมายื่นให้ตั้งแต่วันศุกร์ ‘Uncle Thep, dad says we should pay for the fuel.’ The children had come and stood with money in their hands right from Friday.
“ถ้าพ่อจะไปด้วยก็ไปสิ ลุงจะรอรับ เอาเงินไปคืนพ่อซะ” เขาแสดงความเอื้อเฟื้อ ‘If your parents are going, I’ll pick them up. Take the money back to them.’ He was being generous. จะรอรับ: literally, ‘I’ll wait for them’.
“พ่อน่ะไม่ไป แต่พวกเราไป มั่นใจเกินร้อย” ลูกของเพื่อนบ้านตอบ ‘Dad won’t go but we will, over a hundred per cent sure,’ one of his neighbour’s children said.
“อะไรของเอ็งวะ มั่นใจอะไร” เขาถามทั้งที่รู้คำตอบ ‘What do you mean? Sure of what,’ he asked, although he knew the answer.
“มั่นใจว่าจะไปโลตัส” เด็กๆ พร้อมใจกันตอบราวนัดกันไว้ ‘Sure we’ll go to Lotus,’ they all replied at the same time as if they had re- hearsed.
“อ้าว! ตกลงพวกเอ็งไปขอตังค์พ่อมาล่ะซี เวรกรรมอ้ายลูกเวร” ‘Well, if you’re so sure you’re going, then go and get money from your parents, you little rascals!’
เด็กๆ หัวเราะชอบใจ คะยั้นคะยอต่อ The children laughed, delighted, and went on wheedling.
“นะ นะ นะ ลุงให้พวกเราไปด้วย อยากไปโลตัส” ‘Please, please, say you’ll take us there, uncle, we want to go to Lotus.’
“เออ! เวร หายใจเข้าหายใจออกเป็นโลตัส ไม่อยู่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้างเรอะ” ‘Lotus, Lotus, heck, you’ve only got that word ‘Lotus’ in your mouths. Why don’t you stay and help your parents instead?’
“ช่วยเสร็จแล้วนี่แหละ ได้เงินค่าเหนื่อย เลยเอามาให้ลุง น้ำมันแพงอาศัยรถลุงบ่อยๆ เกรงใจครับ พอดีพ่อกะแม่เพิ่งไปมาเมื่อเสาร์ที่แล้ว เสาร์นี้เราขอจอง” พูดพลางยักคิ้วหลิ่วตาแผล็บๆ ‘We’ve done just that! We got some pocket money, so we give it to you. Petrol is expensive. It wouldn’t do to use your pickup often. As it is, dad and mum went there last Saturday, so we want to book for this Saturday’ – said with raised eyebrows and a wink.
“เสาร์นี้ลุงไม่ขับเองนา ให้น้าโป่งขับ” เขาต่อรองเผื่อเด็กๆ เปลี่ยนใจแล้วก็ผิดคาด ‘This Saturday, I can’t drive you there. How about Pong driving you instead?’ he ventured for the children to change their minds but was disappointed.
“น้าโป่งขับก็ได้ เราไม่กลัว เชื่อเหอะน่า…แกขับได้ ขับไปช้าๆ ถึงโลตัสแน่นอน” ‘Sure Uncle Pong can drive, we’re not afraid. Believe us … he can drive, he’ll reach Lotus slowly but surely.’
ตั้งแต่ห้างโลตัสเปิดที่นี่ รถกระบะไม่เคยว่าง ประเดี๋ยวครอบครัวนี้จอง ประเดี๋ยวครอบครัวนั้นชวน จริงอยู่แม้ว่าจะช่วยออกค่าน้ำมัน แต่มันก็ไม่คุ้มถ้าเกิดอุบัติเหตุ Since the opening of the Lotus store, the pickup was never idle. Now this family reserved it, now that one did. Sure, they helped with the cost of petrol but it wasn’t worth it if some accident were to happen.
เทพซื้อรถกระบะมือสองมาจากลูกชายของเถ้าแก่ เป็นรถที่ถูกใช้มาอย่างสมบุกสมบัน เขาซื้อรถมีจุดประสงค์เพื่อใช้งานยามจำเป็น ด้วยเหตุที่เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยกลางค่ำกลางคืน คนในหมู่บ้านถูกงูกัดจะได้ส่งคนเจ็บถึงมือหมอเร็วขึ้น ใครเจ็บท้องเกิดลูกจะได้ส่งโรงพยาบาลทันที Thep had bought the truck second- hand from the son of the thaokae*. It had been used to the full. He had bought it for the purpose of using it when necessary, if someone was sick in the night time or if some villager was bitten by a snake to get him faster to the doctor or take to hospital some woman about to give birth. * Local godfather, usually a wealthy and influential Chinese businessman or trader.
ชีวิตในชนบทรถเป็นปัจจัยที่ห้าก็จริง แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยถ้าคิดจะมี เริ่มจากเงินซื้อรถก็กระเบียดกระเสียรซื้อ ไหนจะค่าน้ำมัน ไหนจะค่าซ่อม มีรถประจำบ้านเหมือนมีภาระติดตัวมาด้วย นอกจากให้ยืมรถแล้วยังขอยืมคนขับอีกต่างหาก ครั้นจะปฏิเสธก็ไม่สบายใจ คนหมู่บ้านเดียวกันยังต้องคบหากันอีกนาน การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีมาช้านาน เข้าทำนองน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า Sure, a motor vehicle was the fifth requisite* of country life, but thinking of having one wasn’t easy, starting with scraping enough money to purchase it and then what with the cost of fuel and the cost of repairs. Having a motorcar at home was like taking up a duty, not only by having it borrowed but by being conscripted as its driver as well. If you refused you felt bad. People of the same village you had to go on living with. Relying on one another had been the way of life of villagers since old times, in the manner of water and boat or tiger and jungle. * The four requisites (for Buddhist monks) are food, clothing, housing and medicine – in other words, a bowl, a robe, an umbrella and herbs.
แต่ระยะหลังนี้ความจำเป็นขอยืมรถชักจะเกินความจำเป็น กลายเป็นหน้าที่ของเขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มันซึมซับเข้ามาอย่างชนิดไม่รู้ตัว เริ่มแรกเขามีค่าในฐานะเจ้าของรถร้อยเปอร์เซ็นต์ มีสิทธิปฏิเสธหรือตอบรับก็ได้ แต่หลังจากที่เพื่อนบ้านชวนไปงานศพญาติที่พัทลุงช่วยออกค่าน้ำมันรถ ส่วนเขาไปในฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีน้ำใจไปร่วมงานศพ วันนั้นเจ้าภาพช่วยค่าน้ำมันรถ บรรดาผู้ที่ไปร่วมงานศพเต็มรถกระบะไม่ต้องร่วมหุ้นจ่าย จ่ายเฉพาะเงินใส่ซองช่วยงานศพ But lately the need to borrow the pickup had gone beyond necessity. Since when it had become his duty he had no idea; it had come gradually without his realising it. At first his value as the owner of the pickup was one hundred per cent; he had the right to refuse or to agree, but one day his neighbours trapped him into driving them to the funeral of a relative in Pattalung by paying for the petrol. He went there as a fellow villager willing to join the funeral. That day the host paid for the petrol. The other passengers that crowded into the car didn’t have to contribute to the trip expenses, only slip banknotes into envelopes to help defray funeral costs. =
=

=

=

=

Pattalung, Thung Song: the story takes place in the Buddhist South.

“ไหนๆ ผมก็ไปร่วมงานอยู่แล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันหรอก เพื่อนบ้านกันทั้งนั้น” เขาแสดงความเอื้อเฟื้อ ‘Since I’m going to the funeral anyway, you don’t have to pay for the petrol. We’re all neighbours.’ He was being generous.
“ไม่ได้ๆ รับไปเถอะ ถ้าไม่ได้รถของบ่าวเทพ เราก็ต้องเหมารถหกล้อของเถ้าแก่ แกคิดเป็นรายวัน วันละพันสอง ค่าน้ำมันรถคนเหมาต้องจ่ายนอกอีกต่างหาก” ‘No way! No way! Take it. If we didn’t have your truck, we’d have to hire the thaokae’s six-wheeler. He charges by the day, one thousand two hundred a day, plus the cost of petrol.’
“แต่ผมไม่ใช่รถรับเหมา ทำอย่างนั้นไม่ได้” ‘But I’m not into chartering. I can’t do that.’ รถรับเหมา: literally, ‘car on hire’.
“ถึงเป็นรถออกปากมันก็กินน้ำมัน เมื่อบ่าวเทพมีน้ำใจมา เราก็มีน้ำใจตอบรับค่าน้ำมันรถเถอะนะ ไม่น่าเกลียดหรอก เราคนกันเองทั้งนั้น” ‘Even though it’s at our request, it consumes petrol. You’ve got goodwill. We must show goodwill too and pay for the petrol. There’s nothing to it. We help one another.’ รถออกปาก: literally, ‘car on demand’, which could have been the title of this piece.
เขาจึงยอมรับค่าน้ำมันรถ ถ้าหากวันนั้นเขายืนกรานไม่ยอมรับค่าน้ำมันรถ ชีวิตน่าจะมีอิสระมากกว่านี้ เจ้าภาพทั้งหลายคงจะเกรงใจไม่กล้ามาขอยืมรถบ่อยๆ แบบนี้ รถกระบะของเขาจึงกลายเป็นรถออกปากประจำหมู่บ้านนับตั้งแต่บัดนั้นดูเหมือนว่าเขาเองก็กลายเป็นคนขับรถออกปากไปโดยปริยาย So he accepted money for the petrol. If that day he had persisted in turning that money down, his life would be freer than it was. Any party host would think twice before asking to borrow the truck every so often. So his truck had become the village truck since that time, and it looked as if he was its bespoke driver by the same token. =

=

=

จะเกรงใจไม่กล้ามาขอ: would think twice before asking – another way of translating เกรงใจ.

“มีงานแต่งงานที่ทุ่งสง ว่าจะออกปากขอยืมรถสักหน่อย ช่วยจ่ายค่าน้ำมันให้ เชิญบ่าวเทพไปร่วมงานด้วย ไปกันไม่กี่คนหรอก กะว่าเต็มกระบะพอดี บ่าวเทพขับเองค่อยเบาใจหน่อย เจ้าของรถขับระวังเต็มที่อยู่แล้ว ไม่เมาไม่ใช่เรอะ” รายนี้ออกปากขอยืมรถไปงานแต่งงาน ‘There’s a wedding at Thung Song. I’m thinking of using your truck. I’ll pay for the petrol and invite you to join us. We aren’t that many, just enough to fill the truck. Having you drive will be a relief: an owner driving is very careful and doesn’t drink, right?’ This fellow was asking for help to go to a wedding.
“ทางสายลัดถนนดินแดงขรุขระจะนั่งกระบะกันไหวหรือ” ‘The red-earth shortcut is full of holes; won’t sitting at the back of the truck be too tough?’
“ไม่เป็นไรหรอก ทางสายนอกมันอ้อม เปลืองค่าน้ำมันด้วย คลุกขี้ฝุ่นบ้างพอทนได้” ‘Never mind. The outer road would take too long, it’d waste petrol. We can cope with a little dust.’
“ไปงานแต่งงานคนไทย หัวแดงเป็นฝรั่งขี้นก ตลกดีเหมือนกัน” เทพเปรียบเปรย ‘You’re going to a Thai wedding. By the time you get there, you’ll have red hair like the farang. Funny, wouldn’t you say?’
“ฉันซื้อหมวกอาบน้ำให้ครอบผมคนละใบ พอใกล้ถึง เราก็จอดรถปัดฝุ่น ถอดหมวกอาบน้ำ หวีผมใหม่ โอ๊ย! เท่จะตายน่ะไม่ว่า” เจ้าภาพวางแผนไว้เสร็จสรรพ ‘I’ve bought shower caps for every- one. When we’ve almost reached the place, we stop the truck to dust ourselves, take off the caps and comb our hair again. Won’t that be cool?’ The man had planned everything.
“นั่งกระบะท้ายกันหลายคน ขากลับถ้าไม่เมาก็ดี” ‘Those that sit at the back, they’d better not be drunk on the way back.’
“คนอื่นจะเมาก็ช่างมันเถอะ บ่าวเทพไม่เมาคนเดียก็พอ” ‘Never mind if the others are drunk. All we need is for you not to be.’
กลายเป็นว่าเขาจะต้องรับผิดชอบชีวิตคนที่ไปร่วมงานอีกหน้าที่หนึ่ง คุณสมบัติเมาไม่ขับรับภาระเพิ่มขึ้น ต้องช่วยดูแลผู้ดื่มน้ำเปลี่ยนนิสัยไม่ให้นั่งบนขอบกระบะ ควบคุมไม่ให้ส่งเสียงเอะอะโวยวายเมื่อผ่านป้อมตำรวจ หน้าที่แค่นั้นยังไม่พอ กลับถึงหมู่บ้านต่างคนต่างรีบลงจากรถ กลับเข้าบ้านตนเองแล้ว แต่เขายังไม่หมดหน้าที่ต้องกวาดเปลือกถั่วต้ม เปลือกเงาะ เปลือกผลส้มในกระบะ เก็บขวดเบียร์ ขวดเหล้าทิ้งลงถังขยะ ที่แสบมากกว่านั้นต้องล้างเศษอาหารที่เพื่อนบ้านอ้วกใส่รถกลิ่นเหม็นคลุ้ง เข้าทำนองเจ้าภาพแกงอะไรก็ได้กลิ่นแกงนั้นผสมเหล้าเบียร์ This meant he had to be responsible for so many lives as another duty, with the burden of driving sober, making sure that those who drank intoxicating liquor didn’t sit on the slatted sides of the back platform and control them so that they didn’t holler when driving past police kiosks. Just that wasn’t enough: back in the village, they each got out of the truck in a hurry to return home, but his duties weren’t over, he had to sweep the boiled peanut shells and rambutan and tangerine peels in the truck and collect the beer and whisky bottles and throw them on the trash heap. What was even more irking was having to wash away the vomit that pervaded the whole truck with a nasty stink. It was like offering a dish and being stuck with the smell of that dish mixed with alcoholic fumes.
ในหมู่บ้านเมื่อใครจะไปร่วมงานมงคลสมรส งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวช งานสู่ขอลูกสาว และงานศพ ซึ่งจำเป็นต้องใช้รถ ต่างมุ่งหน้ามายืมรถออกปากของเขา เจ้าภาพบอกต่อๆ กันไปว่า “รถบ่าวเทพมี ออกค่าน้ำมันรถให้แล้วยืมทั้งรถทั้งคนขับ สะดวกกว่าเหมารถ ราคาถูกกว่าด้วย บ่าวเทพเองก็ได้อาชีพเสริมผ่อนรถได้สบายๆ” In the village whenever anyone went to a wedding, a house-warming party, an ordination, a betrothal parley or a funeral for which it was necessary to use a motor vehicle, each turned to him to borrow his pickup, each saying every time, ‘Thep has a pickup. I pay for the petrol and I borrow both the pickup and the driver. It’s more convenient than hiring a truck. It’s cheaper too. Thep himself gets an extra job which helps toward the payment of his pickup.’
“สร้างรถกระบะหารายได้แบบบ่าวเทพ พอผ่อนหมดก็ได้รถเป็นของตัวเอง เราออกปากยืมรถก็จริง แต่ช่วยออกค่าน้ำมันให้ทุกครั้ง เงินมันไม่เข้าใครออกใคร ไปยืมเถอะมันไม่ขัดข้องหรอก” ‘By having a pickup to get more income as Thep does, when he’s through paying the bills, the pickup is his. Sure we borrow his pickup, but we pay for petrol every time. Money doesn’t change hands. Go and ask. He won’t refuse.’ [A lovely set of self-serving, warped reasoning.]
“เกรงใจมันเหมือนกัน ได้แต่ค่าน้ำมัน ค่ารถสึกหรอยังไม่ได้คิด บวกเข้าไปนะ” ‘But it isn’t fair to him. He only gets the cost of the petrol. How about depre- ciation? That should be added.’
“ไม่เป็นไรหรอก เราคนกันเอง รถในหมู่บ้านก็มีของบ่าวเทพกับเถ้าแก่ อุดหนุนบ่าวเทพไว้ไม่เสียหลายหรอก ได้ข่าวว่าห้างใหญ่จะมาเปิดบ้านเรา คราวนี้แหละได้เที่ยวกันสนุก อยากไปวันไหนหุ้นค่าน้ำมันรถกัน ออกปากบ่าวเทพให้พาไป” ‘Never mind, it’s between us. There are only two trucks in the village, Thep’s and the taokae’s. By supporting Thep there’s nothing to lose. I’ve heard a big department store is going to open here. That’s when we’ll be having fun. When- ever we want to go, we share the cost of petrol and have Thep take us there.’
พวกจัดการสมบัติชาวบ้าน ผ่านมากี่ยุคกี่สมัยไม่เคยสูญพันธุ์ เจ้าของทรัพย์สินจะคิดอย่างไรไม่เกี่ยว ขอคิดแทนหมด เขาเองก็เคยรำคาญกับพวกจัดการสมบัติคนอื่น แต่ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากกลับเห็นดีเห็นงามด้วย หล่อนให้เหตุผลว่า “รถถ้าจอดไว้เฉยๆ ไม่มีรายได้เข้ามาบ้างมันก็ไม่มีค่า อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เรามีหน้ามีตา ใครจะไปไหนมาไหนเรียกหารถเราทั้งนั้น” Those that dispose of the property of villagers are a race that has survived every era. Whatever the owners think is irrelevant: they do the thinking for them. He himself had been irritated by those that managed other people’s properties, but his wife agreed with them. She argued that ‘if the pickup stays idle it doesn’t bring money in, it’s worthless. At least it helps us have face. Whoever wants to go somewhere calls on none other than us.’ =

=

=

=

คู่ทุกข์คู่ยาก = married partner in adversity, mate. With ภรรยา here, no need to translate the expression, except perhaps on the flippant mode: his worthy wife…

“มันจะคุ้มเรอะ” เขาเคยขัดคอ ‘Is it worth it?’ he’d interrupt.
“แล้วถ้าเขาออกปากฟรีเราก็ต้องไปอยู่ดี งานออกปากมันเป็นธรรมเนียมของท้องถิ่นพี่ก็รู้ ผลัดกันไปผลัดกันมา งานเขาเราไป งานเราเขามา แล้วจะมัวคิดเรื่องเสียเปรียบได้เปรียบทำไมกัน” ‘Well, if they just ask, we must go anyway. Asking for help is a local custom, as you know. It’s a two-way street: when they ask we go, when we ask they come. So how can you think of who’s taking advantage of whom?’
“ตกลงกันแล้วนี่นา ว่ารถนี้ไว้ใช้ยามจำเป็น เจ็บไข้ได้ป่วยก็ว่ากันไปอย่าง แต่นี่มันกลายเป็นรถออกปากเพื่องานสารพัด ดูๆ ไปยิ่งยุ่งนา” ‘But we did agree we’d use the truck only when necessary. When someone is sick that’s one thing, but now it’s be- come a free-for-all for all kinds of activi- ties, and it looks as though it’s getting worse.’
“ความจำเป็นนี่มันครอบจักรวาลนะพี่ ไปซื้อของในห้างมันก็จำเป็น” ภรรยาอ้างเหตุผล ‘Necessity rules the universe, darling. Buying things at the department store is a necessity,’ his wife reasoned.
“ของใช้จำเป็นตลาดนัดก็มีขาย ร้านในหมู่บ้านก็มี จำเป็นอะไรต้องไปซื้อในห้าง” ‘The things we need are for sale at the market. There are shops in the village. What’s the necessity of going and buying at the store?’
“แต่ฉันนัดกับคนข้างบ้านไว้แล้ว ว่าจะไปเดินห้างกันสักวัน เราออกรถ เขาออกค่าน้ำมันก็ยุติธรรมดีแล้วนี่” ‘But I’ve already agreed with the neighbours to go shopping at the store. We provide the pickup, they pay for the petrol, that’s fair, isn’t it?’
เมียรักกลับมองต่างมุม มีความภาคภูมิใจมากเมื่อมีคนเห็นความสำคัญของรถออกปาก นางแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่านอกจากเมียเถ้าแก่แล้ว ไม่เห็นมีใครที่เชิดคอได้สง่างามเท่าตนเอง His beloved wife had another view- point. She was very proud when some- one saw the need to ask for the truck. Conveniently, she secretly thought that, besides the thaokae’s wife, no woman she could see could bear her head high in a way as dignified as she did. เข้าข้างตัวเอง: literally, ‘took her own side’, ‘self-serving’.
“ไม่ยุติธรรมหรอก ลองหักค่ารถสึกหรอ ค่ากิน ค่าเสียเวลา ก็พอๆ กัน ซื้อแถวบ้านเราก็ได้” ‘No, it isn’t fair at all. Think of the depreciation, the cost of food, the time wasted. We can just as well buy here.’
“พูดกันไม่รู้เรื่องแบบนี้ หยุดพูดดีกว่า เดี๋ยวได้ทะเลาะกัน” ‘We’re talking at cross purposes. We’d better stop or we will quarrel.’
เขาจนแต้มทุกครั้งเมื่อภรรยาตัดบทแบบงอนๆ ห้างโลตัสเข้ามา ภรรยาของเขาและเพื่อนบ้านมีโปรแกรมจ่ายแทบทุกสัปดาห์ ถั่วต้มในหมู่บ้านก็มีขายไม่ยอมซื้อ อ้างว่าแพงถ้วยเล็กนิดเดียวราคาห้าบาท แต่พอถั่วต้มในห้างกิโลละหกสิบกว่าบาท เจ้าหล่อนซื้อได้ง่ายดาย เพื่อนบ้านก็เช่นกัน ซื้อพิซซ่าถาดละเกือบร้อยทดลองกิน พบกับรสชาติไม่คุ้นลิ้นก็บ่นพลางกินพลาง He was cornered every time his wife cut the matter short petulantly like that. The Lotus department store had open- ed. His wife and the neighbours had shopping plans almost every week. Boiled peanuts for sale in the village there were; they wouldn’t buy them, claiming they were expensive, five baht for a small cup, but boiled peanuts in the store at sixty baht a kilo the village women bought without batting an eyelid. The men were the same: they bought pizzas at almost a hundred baht a plate to try and complained about the strange taste as they ate.
“เหมือนกินรากหมา จืดๆ เละๆ แบบนี้ ขายได้ยังไงวะ เออ … แต่ถ้าไม่ลองชิมดู เดี๋ยวเชยว่ะ” ‘It’s like eating dog vomit, tasteless and soggy like this. How can they sell this? Gosh … but if we don’t try, we’re passé.’
เออ … กูก็เหมือนกันแหละ ทดลองชิมดูให้รู้แล้วรู้รอดว่าพิซซ่า หน้าตาเหมือนรากหมานี่อร่อยจริงหรือเปล่า ช่างเถอะ … กินได้หรือไม่ได้ก็อย่าพูด เขาจะหาว่าไม่ทันสมัย เงียบไว้เพื่อน” ‘Right, same with me. Just trying it to see if it tastes good or not; it does look like dog vomit. Never mind. Whether you can eat it or not, don’t say anything or they’ll say you’re not modern. So, better keep quiet, man.’
กลุ่มพ่อบ้านเคยเล่าให้เขาฟังแล้วหัวเราะกันอย่างขบขัน ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนอยากลองเพราะเห็นโฆษณาในโทรทัศน์ ได้ฟังลูกๆ โม้กันจึงอยากชิมบ้างเพื่อให้ทันสมัยทันยุคกับเด็กรุ่นใหม่ A group of homeowners told him so and then laughed in mirth. Everyone wanted to try because they had seen it advertised on TV and had listened to the bragging of their children, so they wanted to try to be trendy in tune with the new generation.
ดูเหมือนภรรยาจะมีความสุขเป็นพิเศษในคืนวันศุกร์ นางจะจัดการรีดเสื้อผ้าให้เขาและตัวเอง จัดหาสมาชิกร่วมหุ้นไปห้างกันเอง เขามีหน้าที่คือขับรถแล้วก็นั่งรอหน้าห้าง ฆ่าเวลาด้วยการคุยกับพ่อบ้านหมู่บ้านอื่น กว่ากลุ่มแม่บ้านจะเดินห้างเสร็จก็ตกเย็นพอดี ขึ้นรถก็คุยกันไม่จบ It seemed his wife was especially happy on Friday nights. She set about ironing his clothes and hers and finding partners to go to the department store together. His duty was to drive the pick- up and then sit waiting in front of the store, kill time by talking with other homeowners. By the time the ladies came out of the store, night was falling, they went into the truck and chattered nonstop.
“ฉันดูโทรศัพท์มือถือรุ่นนั้นไว้แล้ว งวดหน้าขายยางได้ค่อยมาเอา” ‘I’ve seen that new generation of cell phone. Next sale of latex I’ll get one.’
“ฉันดูกล้องดิจิตอลไว้แล้ว ราคาเก้าพันกว่าเอง ถามลูกบ่าวมันก่อน เปียแชร์ได้ค่อยมาซื้อ” ‘I saw that digital camera. It’s only a little over nine thousand. I asked my son first. When my bid for the chit fund comes through, I’ll buy it.’
“แม่ … วันเสาร์หน้า ฉลองเป็ดย่างเอ็มเคนาแม่นา” เด็กชายกอดแขนอ้อนแม่ ‘Mum, next Saturday, let’s have roast duck at MK, okay?’ The son held his mother’s arm as he whimpered.
“ขอเงินพ่อมาแล้วกัน หน็อยแน่ ฉลองเอ็มเค มันไม่ใช่สามบาทห้าสิบนะเอ็ง” ‘Ask your father for money. My goodness! A meal at MK, it isn’t three baht fifty, you know.’
“เด็กมันอยากลอง ซื้อให้กินเถอะ ฉันว่าดีกว่าวอนให้มันกินตอนไข้” ‘The kids want to try. Buy it for them. I think it’s better than having them working up a fever pleading for it.’
“ของกินแพงทั้งนั้น ข้าวราดแกงจานละสี่สิบ ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าหมูนิดเดียวเอง สู้ของเจ๊บวบไม่ได้ มีตับ มีหมึก อร่อยกว่าด้วย” ‘Food is expensive. Forty baht for a single dish of curry. A little bowl of fried noodles with pork can’t beat Old Buap’s, which has got liver and cuttlefish as well and tastes better too.’
“พูดกันแต่เราได้นะ อย่าพูดให้ผัวฉันได้ยิน ประเดี๋ยวอดมากันแหละ” ‘Let’s keep this between us, shall we. Not a word to our husbands or they’ll give us hell.’
“จ้า … เข้าใจ ฉันบ่นไปยังงั้นเอง แต่ไม่เป็นไรหรอก รถคันนี้ยังออกปากได้ เมียบ่าวเทพใจดี บ่าวเทพก็ตามใจเมีย ที่ฉันกล้านินทาเพราะเขานั่งหน้าทั้งผัวทั้งเมีย เข้าใจมะ” ‘All right … I understand. I was just saying. But it doesn’t matter. We can still use this truck. Phet’s wife is generous. Phet won’t say no to his wife. If I dared to badmouth, it’s because husband and wife sit upfront, you understand?’
“ที่จริงเราหุ้นค่าน้ำมันน่าจะได้นั่งหน้ารถมั่ง นี่เบียดกันมาในกระบะไม่มีหลังคา” ‘Actually, we share in the cost of petrol, we should sit in the cabin too. Here we sit cramped on a platform without a roof.’
“ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา ซื้อรถเองสิยะจะได้ไม่ต้องนั่งรถออกปาก” ‘Give an inch and you’ll take a yard. Buy your own car, dear, if you don’t want to sit in someone else’s truck.’
“ถูกรางวัลที่หนึ่งงวดนี้ซื้อแน่ แถมให้นั่งฟรี” เจ้าตัวพูดแล้วก็หัวเราะฮา ‘If I win the lottery this draw I’ll buy one for sure, and I’ll let you sit in it for free,’ the speaker said and then laughed out.
พูดเย้าหยอกกันไปตลอดทาง หมู่บ้านที่ไม่มีรถโดยสารประจำทาง รถออกปากนี่แหละคือที่พึ่ง เพื่อนบ้านลงจากรถขอบอกขอบใจเจ้าของรถ ภรรยาช่วยยกของเก็บไว้ในบ้าน เขามีหน้าที่กวาดกระบะโกยขยะเหมือนเดิม They teased one another all along the way. Those villages that don’t have a regular public transport service must depend on private motor vehicles. When the neighbours came out of the pickup they went and said thank you to its owner. His wife helped them lift their goods and take them into the houses. His duty was to sweep the truck and get rid of the refuse as before.
วันนี้เขาให้โป่งขับรถแทน เพราะเหนื่อยใจกับการออกปากซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด การออกปากลามมาถึงรุ่นลูกแล้ว ความรู้สึกห่วงหวงรถลดน้อยลง เขาห่วงตัวเองมากกว่า ห่วงว่าจะควบคุมอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ ลำพังผู้ใหญ่ออกปากขอยืมรถยังพอทำใจให้ยอมรับได้ แต่นี่เพื่อนบ้านกลับใช้ความเป็นกันเองให้ลูกมาเอ่ยออกปากขอยืมรถ เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกพันธนาการไว้ด้วยคำว่าไม่ได้ยืมรถฟรี มีค่าน้ำมันรถให้ Today he has allowed Pong to drive instead, because he’s fed up with the unending demand. The trend has reach- ed the children now. His feeling of poss- essiveness for the truck has diminished. He’s more concerned with himself, wor- ried he might not be able to control his temper. Were the village headman by himself to ask to use the pickup he would still humour him, but now the neighbours are using familiarity to have their children come and ask for the pickup for themselves. He feels as if he’s trussed up with the words ‘we aren’t asking for it for free, we’ll pay for the petrol’.
ค่าน้ำมันรถที่เพื่อนบ้านร่วมหุ้นกันออกกลายเป็นหนี้บุญคุณที่เขาปฏิเสธไม่ได้ ไม่อยากไปก็ต้องไป ปฏิเสธเมื่อไรเป็นได้ผิดใจกัน เมื่อปฏิเสธไม่ได้เขาก็หาทางออกให้โป่งขับแทน ความคิดนี้ ภรรยาเขาเป็นคนต้นคิดอีกเช่นกัน The cost of petrol they club to pay has become an obligation he cannot refuse. He doesn’t want to go, yet has to. Refusing means creating resentment. Since he couldn’t refuse, the way out for him was to let Pong drive instead. Again, this was his wife’s idea. Note the time change here. Although this could also have been translated as: Since he can’t refuse, the way out for him has been…
“หัดให้โป่งขับรถเป็นก็สิ้นเรื่อง มันจะได้ขับแทนบ้าง ไหนๆ มันก็เป็นญาติฉัน” ‘Have Pong learn to drive, end of story. He’ll drive instead of you. After all, he’s a relative of mine.’
เขาไม่เคยขัดใจหล่อนมาแต่ไหนแต่ไรจึงได้แต่เออออตาม โป่งกระตือรือร้นหัดขับ จำได้ว่าหลังจากเขาปล่อยมือให้ขับ โป่งไม่รีรอรีบซื้อแว่นตาดำอันโตทำเท่สวมอวดสาว เปลี่ยนทรงผมใหม่ซอยปรกหน้าเป็นกระเซิงเหมือนเอาซังรังไก่ครอบหัวไว้ ผิวปากร้องเพลง ‘ขอนไม้กับเรือ’ ของบ่าววี He has never displeased his wife so he followed her lead. Pong set about it enthusiastically. He remembers that after he let him drive on his own, Pong bought himself big sunglasses to look cool at the wheel with the girls, he changed his hairdo, raked his hair with his finger to cover his forehead in disorder as if taking the corncobs of a henhouse to cover his head, whistled and sang Bao Wee’s song ‘The log and the boat’. =

=

=

=

=

=

Bao Wee, southern Thai folk singer. Real name Flight Sergeant Wirayut Nancha, born 1974 in Trang, southern Thailand.

‘เปรียบดังพี่เป็นเช่นขอนไม้…’ ร้องซ้ำวรรคทองที่ถูกใจครั้งแล้วครั้งเล่าจนเขารำคาญซื้อหมากฝรั่งให้เคี้ยวสงบเสียงลงได้บ้าง It’s as if you’re a log…’ Repeating his favourite lines on and on which got so much on his nerves he bought chewing gum to fight the sound somewhat by chewing.
ย่ำค่ำแล้ว อีกไม่นานโป่งคงจะกลับมาถึง เขาชะเง้อมองปากทาง อดเป็นห่วงไม่ได้ ถึงอย่างไรรถออกปากคันนี้มันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นห่วงโป่งก็เป็นห่วง เป็นห่วงว่ารถจะลงคูติดบ่อหลุมกลางทาง ภรรยาคงเห็นท่าทางกระวนกระวายของเขาเข้ามานั่งใกล้ๆ เอ่ยว่า “โป่งมันขับได้ ประเดี๋ยวก็มาถึง เด็กๆ มันคงเที่ยวกันเพลิน” Dusk already. Pong should be back soon. He stretches his neck to look at the mouth of the way, can’t help feeling worried. No matter what, that pickup on demand has become part of life. Worried about Pong, that he is. He worries the truck might fall into a ditch along the way. Seeing his agitated state, his wife comes and sits down beside him and says, ‘Pong can drive. He’ll be here any minute. The children will have had a great outing.’
“รถเก่าเต็มที ถ้าออกตัวได้ก็ดีเหมือนกัน” เขาแกล้งบ่น ภรรยาโต้แย้งทันที ‘The truck is very old. A new one would be good,’ he pretends to complain. His wife counters at once.
“รถออกปากถึงเก่าก็มีค่า ออกตัวไปก็เสียดาย” ‘That truck is old but it’s still valuable. Buying a new one would be a waste.’
เขาและภรรยาดูโทรทัศน์จนละครหลังข่าวจบยังไม่มีวี่แววว่าโป่งจะกลับมา พ่อแม่ของเด็กไม่มีใครมาถามข่าวคราว ไม่เป็นห่วงลูกกันบ้างหรือไร เขานอนก่ายหน้าผากจนเผลอผล็อยหลับ รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวหัวเราะกันครื้นเครงหน้าบ้าน He and his wife watch TV until the post-evening news sitcom is over and there still is no sign of Pong’s return. None of the children’s parents have come to inquire after them. Don’t they worry about their children? He lies with his hand over his forehead until he drifts into sleep. He comes to when he hears noisy chatter and boisterous laughter in front of the house.
ใจหายวูบ รถกระบะที่จอดอยู่ล้อติดโคลน ตัวถังทั้งสองด้านเปื้อนเปรอะดิน รอยบุบบุ๋มเป็นหลุมหลายแห่ง สีถลอกคงครูดกับต้นไม้ข้างทาง ภรรยาบีบมือเขาเหมือนปลอบใจ He is dismayed. The wheels of the parked pickup truck and both sides are plastered with mud, there are bumps and scratches in many places, the paint must have been scraped off by trees along the road. His wife squeezes his hand as if to comfort him.
“ลุงเทพ … โชคดีนะที่พวกเราช่วยกันออกแรงเข็นรถออกมาได้ คิดว่าจะไม่ไหวแล้ว น้าโป่งขับลงคู กอหญ้าริมทางรก พอดีเงาไม้บังด้วยเลยแฉลบลงคู ‘Uncle Thep … Luckily we were able to get the pickup out by ourselves. We thought we couldn’t make it. Uncle Pong drove into an irrigation ditch. There was wild grass on the wayside and the shade of trees masked it, so the pickup skidded into the ditch.’
ดูจากสภาพรถแล้วไม่อธิบายก็เดารู้ เด็กๆ เล่นเหมือนผ่านการเผชิญภัยแสนสนุกและสุดระทึก ต่างคนต่างอวดวีรกรรมว่าตนเองเข็นรถอย่างไร ใครไปตามใครมาช่วย Looking at the state of the vehicle, there is no need for explanation. The children tell it as if they have gone through exceedingly funny and thrilling danger. Each of them boasts of how he has pushed the pickup and who went to ask whose help
“ทำไมไม่มาบอกเจ้าของรถสักคำ” เขาเค้นเสียงถาม ‘Why didn’t you let the truck owner know,’ he asks pointedly.
“กลัวลุงเทพไม่ให้ยืมรถอีก เราเลยออกปากขอแรงคนกันเองช่วย” เด็กตอบเสียงอ่อย ‘We were afraid you wouldn’t let us have the pickup again, so we decided to help each other out,’ a child answers with a meek voice.
เพื่อนบ้านทยอยกันมาดูสภาพรถ ไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ ได้แต่ดุด่าว่ากล่าวลูกหลาน ต่างคนต่างดึงลูกกลับบ้าน ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด Neighbours file in to look at the state of the pickup truck. No one takes responsibility. They merely berate their progeny. Each pulls his child out and goes back home with a taught face.
สองผัวเมียสบตากัน เป็นครั้งแรกที่เทพเห็นภรรยาแสดงอาการถอดใจ ถอนหายใจยาว เขาสะกดอารมณ์คุกรุ่นไว้ไม่อยากซ้ำเติม ผลัดผ้าแล้วคว้าถังน้ำ แปรง แชมพู ต่อสายยางฉีดน้ำลงมือล้างรถ มีโป่งเป็นผู้ช่วย ต่างคนต่างเงียบกริบ โป่งสิ้นลายวัยรุ่นจอมซ่า อาสาขัดสีทุกอย่าง เขาฉีดน้ำให้ ล้างเสร็จเจ้าเทารถออกปากที่เด็กเรียกขานค่อยดูดีขึ้น Husband and wife stare at each other. It’s the first time Thep sees his wife look discouraged. He heaves a sigh, forces himself to keep his temper in check, changes clothes then grabs a pail, a brush and a bottle of shampoo, takes the hose and begins to wash the truck with Pong giving a hand. They both scrub in silence. Pong is no longer the swaggering teenager. He undertakes to scrape off the paint everywhere. He hoses and washes. When it’s over, the truck on demand as the kids call it looks better. =

=

=

=

You can’t ‘grasp … shampoo’ so you need to add ‘a bottle of’…

ไม่มีใครกล้ามายืมรถอีก มีแต่บรรยากาศอึมครึม เพื่อนบ้านทักทายพูดคุยด้วยแบบกล้าๆ เกรงๆ ยิ่งเขาไม่เอ่ยปากพูดถึงเหตุการณ์คืนนั้น เพื่อนบ้านยิ่งถอยห่าง มีท่าทีเกรงขามเขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภรรยาก็เงียบขรึมลง ห่างเหินจากบรรดาแม่บ้านที่ชอบเดินห้างด้วยกัน พูดคุยกับเขานับจำนวนครั้งได้ No one dares to come and ask to use the pickup again. There is only a con- strained atmosphere. Neighbours greet and talk in a half daring half deferential manner. As he never mentions the event of that night, the neighbours keep to themselves all the more, in awe of him as never before. His wife too keeps to herself, keeps a good distance from the village ladies who like to go shopping together and the times she talks to him can be counted.
“ดีเหมือนกันไม่มากเรื่อง” เขาคิดแบบปลงตก “ขายยางงวดหน้าค่อยซ่อมรถทำสีใหม่” ‘’Just as well there’s some peace,’ he figures. ‘When I sell the next load of rubber, I can get it repaired and repainted.’
วันนี้ฟ้าแจ้งอากาศแจ่มใส เขารู้สึกสบายใจชวนภรรยาไปอู่ซ่อมรถด้วยกัน ขากลับค่อยให้รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาส่ง แต่งตัวเสร็จเตรียมตัวขึ้นรถได้ยินเสียงตะโกนถาม Today the sky is clear, the air is pure. He feels good and invites his wife to go to the garage together. They’ll take motorcycle taxis on the way back. When they are dressed and ready to get into the truck, he hears someone calling him out.
“บ่าวเทพได้ข่าวว่าจะเอารถไปซ่อมเรอะ” เพื่อนบ้านห้าหกคนยิ้มร่าตรงมาหาเขาและภรรยา ‘Thep, I hear you’re taking the pickup for repair, aren’t you?’ Five or six neigh- bours have come to see him and his wife with beaming smiles on their faces.
“ครับ” เขาตอบสั้นที่สุด ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ‘Yes,’ he answers as curtly as he can, unwilling to expand on the matter.
“เทพ อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลยนะ พวกเรารวบรวมเงินก้อนหนึ่งช่วยค่าซ่อมรถ พึ่งพารถคันนี้มาหลายครั้งแล้ว ออกปากยืมครั้งใดก็ไม่เคยขัด ให้เราออกเงินช่วยซ่อมนะ” ‘Thep, don’t argue with us. We’ve collected some money to pay for the repairs. We’ve relied on the truck many times, you’ve never refused us, so don’t refuse the money to get it fixed.’ ต่อความยาวสาวความยืด: to go on and on about (something), refuse to let (a matter) rest, to argue back and forth.
พ่อของเด็กที่มายืมรถยื่นซองให้ ส่งสายตาวิงวอน เพื่อนบ้านคนอื่นๆ ส่งยิ้มเหมือนเอาใจช่วย The father of the child who asked to use the pickup hands him an envelope with pleading eyes. The other neigh- bours smile helpfully.
เขาลังเล แต่แล้วก็ตัดใจตอบว่า He hesitates but then decides to answer.
“ไม่เป็นไรหรอก รถผม ผมซ่อมเอง เรื่องแล้วก็แล้วกันไป พี่น้องหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น” ‘Never mind. It’s my truck so I get it repaired and that’s all there is to it. We’re all a big family.’
ได้พูดระบายออกไปบ้าง หายอึดอัด บรรยากาศที่เคยอึมครึมเหมือนมีแสงสว่างรำไรส่องเยือน Having spoken his mind, he feels relieved. The atmosphere which was rather gloomy is brightening, it seems.
ภรรยายิ้มออก คราวนี้เพื่อนบ้านทยอยกันเข้ามารุมล้อมรอบเขาและภรรยา ต่างควักเงินยัดใส่มือให้เพิ่มเติม เขายิ่งปฏิเสธเพื่อนบ้านก็ยิ่งยัดเยียดให้เงินจำนวนนั้นจึงเปลี่ยนไปอยู่ในมือของภรรยาแทน ขากลับเพื่อนบ้านอาสาขับมอเตอร์ไซค์ไปรับเขาและภรรยาที่อู่รถ ไม่ต้องว่าจ้างรถมอเตอร์ไซค์ บอกว่า “อย่าคิดมากเลยเทพ รถออกปากคันนี้มันก็เหมือนเป็นรถของพวกเราทั้งหมู่บ้าน” His wife smiles. This time the neigh- bours file in to surround him and his wife. Each presses more money into his hands. The more he refuses the more they force the money into his wife’s hands instead. For the return trip, the neighbours volunteer to drive their motorcycles to go and fetch him and his wife at the garage, no need to hire motorcycles over there. They say, ‘Don’t think too much, Thep. This truck on demand it’s like having the whole village owning the truck.’
ภรรยาของเขาเชิดหน้านิดๆ ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ His wife raises her head a little, smiles with pride.
เขาหัวเราะ หึ…หึ จนถ้อยคำตอบโต้ He chuckles, at a loss for an answer.
= ‘Rot Ork Park’ in Rahoo Om Jan 5, 2008
Darunee Dechanusorn teaches Thai in Trang, southern Thailand. She has published numerous short stories in the best Thai magazines and is the recipient of half a dozen literary prizes.
=darunee dechanusorn

And then the two of them lived together – Chen Chomthawat

This was written twenty years ago. Of course, things like these don’t happen anymore, do they now? MB


แล้วทั้งสองก็
อยู่ด้วยกัน

And then the two
of them lived together

kissing shadows kissing shadowsx

เชน ชมธวัช

CHEN CHOMTHAWAT

TRANSLATOR’S KITCHEN
โลกส่วนตัว The personal world
ส่วนน้อยคนนี้ก็เช่นกัน เธอจากผมไปอย่างง่ายดายเช่นสาวอื่น ดูเหมือนทุกคนต้องการจะอยู่ในอ้อมกอดของผมเพียงชั่วคราว ไม่มีใครจริงจังต่อใครได้เนิ่นนาน เราคล้ายจะอึดอัดต่อการอยู่ร่วมกัน ทั้งที่ในขณะเวลาเหล่านั้นเราสามารถหาความสุขกันได้ไม่ยาก เราอาจกระซิบคำรักหวานหูให้กัน หยอกเอินกันด้วยถ้อยคำแห่งรักอย่างหวานชื่น มอบความสาวความหนุ่มให้กันบนเตียงอ่อนนุ่ม เต็มไปด้วยรสชาติการสัมผัส เสน่หาในแววตา ริมฝีปากเผยเผยอชื้นฉ่ำ พวงแก้มอบอุ่นน่ารัก รูปร่างได้สัดส่วนสวยงาม… As for this girl Noi, it’s the same. She left me as easily as the others. It seems they all want to stay in my arms only for a while. No one is serious with anyone for long. It’s as if we are uncomfortable being together, even though at such times we are able to find happiness easily, we whisper sweet words of love in each other’s ears, tease each other with honeyed words of love, give each other the gift of youth on a soft bed full of the flavours of touch, charm in the eyes, wet lips cracked open, cheeks full and lovely, and bodies beautiful. =

=

=

=

=

คำรักหวานหู: literally, ‘words of love sweet to the ear’.

=

=

ได้สัดส่วน = well proportioned; here, would only weigh down the sentence.

หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าเรากลัวความแก่ กลัวความจริงที่จะมาเยือนเราเร็วๆ นี้ ดูเหมือนคำรักคำสัญญาต่างๆ ไม่เคยได้ลงลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเราอย่างแท้จริง Many times I’ve felt the fear of being old, the fear of the truth that will soon come over. It seems that words of love, words of promise do not penetrate truly deep into our consciousness. =ความจริง: truth or reality.
เราอาจมองตากันอย่างซาบซึ้ง แต่ชั่วขณะเราสัมผัสได้ถึงการโกหกมดเท็จของกันและกัน ดวงตาของเราจะกะพริบใส่กันทันที ถ้อยคำเริ่มเบี่ยงเบนออกไปจากใจ ความรู้สึกถูกจับเหวี่ยงไปอย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งที่เรากระทำคือร่วมรักกัน ปล่อยให้อารมณ์บรรเลงเพลงของมันไปในขณะที่ใจยังคงคับข้องและคิดถึงบทบาทของคู่รักเก่าๆในอดีต We may look into each other’s eyes with fascination but the moment we can sense each other’s fibs, our eyes blink right away, words begin to come out of our hearts twisted out of shape, feelings are caught and cast aside at an amazing rate. What we do is make love, letting the mood perform its song while the mind is still frustrated, and think of the performance of previous partners in the past. =

=

=

=

อย่างไม่น่าเชื่อ: literally, ‘incredibly’.

เรานอนกอดก่ายกันอย่างสิ้นแรง สิ้นไร้ความรู้สึกใดๆนอกจากความเหนื่อย การสัมผัสหลังจากนั้นเป็นไปด้วยความหยาบคาย ซ่อนความรุนแรงไว้ภายในอย่างน่าเกลียด We lie hugging each other as if without strength, without any sort of feeling besides exhaustion. Contact after that takes place with coarseness, hiding violence within in a distasteful way.
เราเหนื่อยหน่ายต่อสภาพเช่นนี้ และใช้เวลาอยู่ด้วยกันในความเงียบ ต่างคนต่างมีมุมส่วนตัวของตัวเอง ทอดสายตาผ่านตัวหนังสือบนหน้ากระดาษไปอย่างเชื่องช้า รอคอย นานๆจะขยับตัว ผมได้ยินเสียงลมหายใจอันอึดอัดระหว่างเราลอยเอื่อยอยู่ในห้องอุดอู้ We are weary of a situation like this and spend our time together in silence. Each has a personal corner. We cast our eyes over the characters on the page sluggishly, waiting, moving a little once in a long while. I hear the sounds of our constrained breathing between us floating in the stuffy room.
ทำไมเราไม่แยกทางกันไปเสียที Why don’t we part ways once and for all?
ไม่ เราไม่ยอมทำเช่นนั้น เรากักขังกันและกันไว้ในกรงของความคิด ใช่เล่ห์เหลี่ยมต่อกันและกัน ทำเป็นทะนุถนอมกันและกันเหมือนคนป่าพลัดหลงเข้าไปในเมืองใหญ่ จูงมือกันไปข้ามท่อระบายน้ำเน่าเหม็น กล่าวชมฟากฟ้ายามราตรีกาลและหมู่ดาวระยิบด้วยถ้อยคำพร่ำเพ้อ เราฝันไปไกลถึงโลกอนาคต โลกแห่งความฝันและจินตนาการ เหยียดหยามคนจนอย่างสนุกสนาน พอๆกับกล่าวคำร้ายกาจต่อหน้าคนรวยอย่างไม่ยี่หระ เราทั้งคู่ (หรือเราทั้งหมด) เป็นชนชั้นกลางผู้มักมากในกามคุณ สนองตัณหาบ้าบอคอแตกให้ตัวเอง และพยายามจะทำความดีหลังจากนั้นเพื่อทดแทนความรู้สึกผิดบาปภายใน สิ่งที่ตามมาคือความขุ่นเคืองใจ ความระเริงหลงในรสชาติแห่งกามราคะ คุณค่าต่างๆ สูญสลายหายไปสิ้น และเรากลับกลายเป็นตัวมายา No, we don’t want to do this. We sequester each other in the jail of thought, use tricks with each other, pretend to cherish each other like jungle dwellers erring into the capital, holding hands to walk across a drain of stinking stagnant water, expressing admiration for the sky at dusk and for the blinking stars by talking gibberish. We reach out in a dream far out into the world of the future, the world of fancy and of imagination, and have fun despising the poor just as much as making definite judgments in front of the rich without concern. The two of us (or all of us) are middle-class sensuous creatures, satisfying our own crazy cravings and trying to do good after that to make up for the feeling of sin inside. What follows is annoyance, cheerfulness addicted to the taste of sex, all values vanished, and we return to being illusions.
ลองมาดูทีซิว่าเราอยู่ในโลกส่วนตัวของเราอย่างไร Let’s have a look this once at how we are in our personal world.
=
โลกของเธอ Her world
เธอนั่งเช็ดผมอยู่หน้ากระจก เบื้องหน้าเป็นขวดกระปุกเสริมความงามให้ใบหน้าหลายชนิด ไฟในห้องจางสลัวเร้าอารมณ์ เสียงเพลงอ่อนซ่านหวานซึ้งโปรยปรายกระจายฟุ้งอยู่ในห้องปรับอากาศ ภาพชายหนุ่มติดไว้บนกำแพง นาฬิกาปลุกส่งเสียงดังติ๊กต็อก She sits drying her hair in front of the mirror. In front of her are a variety of bottles and pots of creams and lotions for her face. The light in the room is enticingly dim. The discreet sound of sweet music pervades the air- conditioned room. Picture of a young man on a wall. Loud tic-tac of the alarm clock.
เธอไม่ได้สวมเสื้อ หน้าอกได้ขนาดตั้งชูชันเพราะเพิ่งเสร็จจากการเช็ดตัวมาหมาดๆ เธอช้อนหน้าอกข้างหนึ่งขึ้น ก้มลงมองดูมัน เส้นผมย้อยลงมาคลอเคลียอยู่บนนั้น เธอสังเกตเป็นพิเศษไปที่หัวนม จากนั้นใช้มืออีกข้างประคองเต้านมข้างที่เหลือขึ้นมา มันยกตัวขึ้นนูนดูอวบขาวอิ่มมือ เธอรู้สึกพอใจใหลหลงกับหัวนมสีชมพูอมแดงเรื่อของตัวเอง She isn’t wearing a blouse. Her breasts are well-proportioned and erect as they have just been wiped dry. She raises one breast and bows her head to examine it. Her hair droops down and flops over the breast. She pays special attention to the tit. After that she uses the opposite hand to palm and lift the other breast, holding it and looking at the white plumpness filling her hand. She feels smitten with her red-pink tits.
เธอมองตัวเองในกระจก ทำหน้าทำตาเปลี่ยนไปเรื่อย ยืดอกขึ้น สันหลังลึกลงเป็นแนว เอวคอดกระชับลงมา เธอยิ้มให้ตัวเองในกระจกอีกครั้ง เสียงเพลงยังคงบรรเลงอยู่สม่ำเสมอ She looks at herself in the mirror, taking various poses and express- ions, pushing her chest up, her backbone a straight line down, her waist narrow. She smiles at herself in the mirror once again. The song is still purring on evenly.
เธอหันมองโปสเตอร์หนุ่มนักร้องบนกำแพงอีกด้าน จ้องมองไปที่เป้ากางเกงของเขา อมยิ้มน้อยๆแล้วทำท่าคิด เธอลุกขึ้นเดินไปที่แผ่นโปสเตอร์ ใช้มือลูบไปบนแผ่นโปสเตอร์ โดยเฉพาะตรงบริเวณอวัยวะเพศและแผงหน้าอก – เขาใส่เสื้อกล้าม นุ่งกางเกงหนังรัดรูปสีดำมัน เธอใช้ใบหน้าคลุกเคล้าไปที่เนื้อตัวของเขา หลับตาพริ้ม มือข้างหนึ่งล้วงนิ้วเข้าไปในอวัยวะเพศของตัวเอง … สำเร็จความใคร่ … เสียงครางดังเบาๆเป็นระยะต่อเนื่อง เสร็จแล้วเธอทรุดกองลงบนพื้นปูพรมสีแดง หอบหายใจแรงถี่ She turns to look at the poster of a young crooner on another wall, stares at his crotch, has a little smile and then takes a thoughtful pose.  She gets up and walks over to the poster, strokes it with her hand, especially the sexual organ and the chest – he’s wearing a vest and tight, shiny black leather trousers. She uses her face to touch his flesh, shuts her eyes tight, one hand pointing her fingers to enter her own sex … and come to a climax after sustained bouts of low groans. When she’s done she collapses onto the floor covered with a red carpet, breathing hard.
ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น After a long while, the phone rings.
เธอเปิดเปลือกตา ส่ายหัวคล้ายเบื่อหน่าย สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เดินไปที่โทรศัพท์ ยกหูโทรศัพท์ She raises her eyelids, shakes her head as if fed up, takes a deep breath, walks over to the phone, lifts the handset.
“ทำอะไรอยู่เอ่ย” เป็นเสียงของเขา ‘What are you doing?’ It’s his voice.
“เปล่านี่คะ” เธอตอบ พลางมองไปที่แผ่นโปสเตอร์ ลูบผมตัวเองอย่างไม่รู้จะทำอะไร รอคอยเสียงพูดต่อไป ‘Nothing,’ she answers while looking at the poster, stroking her hair, not knowing what else to do, waiting for his voice to say something next.
“ผมคิดถึงคุณ” ‘I miss you.’
“ฉันก็ … คิดถึงคุณเหมือนกันค่ะ” ‘I … I miss you too.’
“ออกมาเจอกันได้ไหม ให้ผมไปรับก็ได้” เขาชวนเสียงนุ่ม ‘Come out and let’s meet, okay? I’ll go and fetch you,’ he entices with a soft voice.
“ไปไหนคะ … พรุ่งนี้ได้ไหม วันนี้ฉันเหนื่อย” ‘Where to? … How about tomorrow? Today I’m tired.’
“ว้า … เหนื่อยเหรอ … ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็ได้ สวัสดีครับ” ‘Oh, no! Tired? Oh well, never mind then. See you tomorrow. Goodnight.’
“สวัสดีคะ” ‘Goodnight.’
เธอวางหู ทำท่าโล่งอก เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบชุดนอนมาใส่ เดินไปปิดวิทยุ หยิบหนังสือ พิศวาสหรรษา ขึ้นมา หรี่ไฟโคมที่หัวเตียงลงครึ่งหนึ่ง อ่านหนังสือ… She puts down the handset, looks relieved, walks over to the wardrobe, takes out her nightdress and slips it on, walks over to switch off the radio, picks up the book Tender delights, reduces by half the light of the lamp at the head of her bed and reads…
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ดึงสายโทรศัพท์ออกคว่ำหนังสือลง ตาจ้องมองเพดาน สักพักตะแคงตัวหันไปดูโปสเตอร์แผ่นนั้นอีก จ้องมองเนิ่นนาน The phone rings. She frowns in irritation, unplugs the phone, puts down the book. Her eyes stare at the ceiling. After a while she lies on one side to look at the poster again and stares at it for a long time.
=
สมุดบันทึก The diary
ตีสอง … เธอหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา Two in the morning … She picks up her diary.
นี่คือสิ่งที่เธอบันทึก This is what she writes:
ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้รักฉันจริง ฉันรู้ตลอดเวลาว่าเขามีหญิงอื่นอยู่ในหัวใจ ยามที่เขาหลับนอนกับฉัน เขาเห็นใบหน้าฉันเป็นหญิงอื่น เขาร่วมรักกับฉันอย่างหยาบคาย ใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศของฉันอย่างหื่นกระหาย เขาอยากให้ฉันร้องครวญครางเพื่อให้เขามั่นใจว่าเขาเป็นผู้ชายขึ้นมาอีกนิด ฉันจะบอกให้ก็ได้ ลีลาของเขาน่ะแย่มาก สู้…ก็ไม่ได้ I know he doesn’t love me really. I’ve known all the time that he has another woman in his heart. When he sleeps with me, he sees my face as that of another woman. He makes love to me crudely, uses his tongue to lick my sex with lust. He’d like me to moan and groan to be certain he is a bit more of a man. Let me tell him, his performance is very clumsy. He can’t compare with …’
เธอปิดสมุดบันทึก She closes the diary.
=
ความฝัน The dream
คืนนั้นเธอหลับฝัน เธอฝันเห็นตัวเองถูกเขาวิ่งไล่ไปรอบภูเขาใหญ่ ในฝันนั้นหน้าตาของเธอเหมือนเขามาก เธอมาสะดุ้งอีกครั้งเมื่อดิลโด้ (เครื่องมือสั่นสะเทือนสำหรับเพศหญิง) ตามวิ่งไล่เธอมาจากที่แสนไกล มันทะลวงอวัยวะเพศของเธอจนขาดกระจุย สักพักร่างหญิงอีกคนก็ปรากฏขึ้น เป็นผู้หญิงที่เธอคิดว่าเขาฝันเห็นยามร่วมหลับนอนกับเธอ เธอจิกผมผู้หญิงคนนั้น ใช้ดิลโด้ทะลวงเข้าไปในปากผู้หญิงคนนั้น เธอรู้สึกหวาดกลัวต่อภาพของตัวเองที่ปรากฏในฝัน That night she dreams. She dreams she sees herself being chased by him around a big mountain. In that dream she looks very much like him. She is startled once again when a dildo (vibrating instrument for women) chases her from afar. It pierces through her sexual organ and tears it apart. After a moment the body of another woman appears. It’s the woman she thinks he dreams he sees when he makes love to her. She pulls that woman’s hair, uses the dildo to enter that woman’s mouth. She feels terrified by the picture of herself that appears in the dream. ===[Way back at the end of the twentieth century, it seems Thai readers still needed to be told what a dildo was. If only to have it misused in dreams.]
=
โลกของเขา His world
เธอโทรศัพท์ไปหาเขา เขาเพิ่งเสร็จจากการดูรายการโทรทัศน์ภาคดึก เธอรีบเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในความฝัน เขาซักเธอใหญ่โต ทำท่าสนอกสนใจเป็นพิเศษ เธอเล่าไปร้องไห้ไป She phones him. He has just finished looking at the late night programme on television. She hurriedly tells him what happened in her dream. He asks her many questions, pretending to look especially interested. She cries as she tells him.
“คุณเล่าให้ผมฟังใหม่ได้ไหม” เขาพูด พลางปลดกางเกงชาวเลออก ‘Can you tell me all over again?’ he says as he undoes his loose trousers.
“ทำไมหรอคะ … ฉันไม่อยากเล่าซ้ำแล้ว…” ‘Why? … I don’t want to tell you all over again…’
“เถอะนะ … ผมรู้สึกว่าเรื่องราวมันน่าสนใจ ผมคิดว่ามันเป็น…” ‘Come now … I think it’s an exciting story. I feel it’s…’
เธอเล่าให้เขาฟังอีกรอบ … ตลอดเวลานั้นเขาสำเร็จความใคร่ไปด้วย She tells him all over again … and as she does so, he masturbates.
=
โลกภายนอก The outside world
เสร็จจากการคุยโทรศัพท์ เขาหลับไปพักใหญ่ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ได้เวลาต้องไปทำงาน เขารีบอาบน้ำแต่งตัวเป็นการใหญ่ แล้วออกมายืนรอรถเมล์หน้าซอย สาวบ้านางหนึ่งวิ่งเปลือยกายออกมาจากซอย ผู้คนหลบกันกระเจิง ในมือสาวบ้ามีมีดเล่มหนึ่ง เขาเองหลบไปยืนอยู่หลังถังขยะเช่นกัน สาวบ้ามองหน้าเขาอย่างเคียดแค้น เขารู้สึกตกใจกลัว แต่ก็แอบมองไปที่ขนบริเวณอวัยวะเพศของเธอ เขาคิดเทียบขนาดหน้าอกของเธอกับสาวคนรัก สาวบ้าวิ่งเข้ามาเงื้อมีดจะแทงเขา เขาวิ่งหนี ผู้คนฮือฮากันใหญ่ เขาตกใจสุดขีดแข้งขาสั่น มีพลเมืองดีสองสามคนกับตำรวจอีกคนหนึ่งเข้ามาปล้ำแย่งมีดไปจากสาวบ้า เขายืนเหงื่อแตก ปลดปมเนกไทออก เฝ้าดูเหตุการณ์ต่อไป… Once the phone conversation is over, he sleeps for hours. When he wakes up it’s time for him to go to work. He showers and dresses in a hurry and then goes out to stand waiting for the bus at the head of the street. A naked mad woman runs out onto the street, scattering people in her flight. She holds a knife in her hand. He too retreats to stand behind a rubbish bin. The mad woman stares at him resentfully. He feels scared but steals a glance at her pubic hair. He thinks of comparing the size of her breasts with those of his lover. The mad woman rushes at him, raising her knife to strike him. He scampers. There’s pandemonium. He is in a panic, shaking all over. A few good citizens and a police officer jump on the woman to take the knife away from her. He stands sweating, loosens up his tie and watches what’s happening next…
=
โลกของเขาและเธอ The world of him and her
เขาและเธอเจอกันที่ทำงาน เธอกำลังนั่งร้องไห้ มีเพื่อนสาวสองสามคนนั่งปลอบอยู่ เขาเข้าไปหา เมื่อเธอเห็นเขา เธอร้องไห้ไม่หยุด เขาโอบกอดเธอไว้ เขาเล่าเรื่องที่ประสบมาเมื่อเช้าให้เธอฟัง เธอฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เธอบอกว่าช่วงนี้เธอรู้สึกโชคไม่ดี เธอชวนเขาไปหาหมอดู แต่เขาทักท้วงว่าไร้สาระ เธอบอกว่าก็น่าจะลองดู ไม่เสียหายอะไร เขาตกลงไปกับเธอ ทั้งสองแยกย้ายกันไปทำงาน ทั้งวันเธอและเขารู้สึกไม่สบายใจ … เธอหวังพึ่งหมอดูเป็นหลัก ส่วนเขารู้สึกเบื่อ He and she meet at work. She sits crying. A few female friends sit comforting her. He goes over to her. When she sees him, she won’t stop crying. He takes her in his arms. He tells her what happened this morning. She listens distractedly. She tells him that these days she feels out of luck. She invites him to go and see a fortune teller but he protests it’s nonsense. She tells him they should try, there’s nothing to lose. He agrees to go with her. They split to do their work. All day he and she feel unhappy … She puts her trust in fortune tellers. As for him, it bores him.
เวลาเลิกงานมาถึง เขาและเธอจับรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งหมอดูคนดังกำลังนั่งดูดวง When work is over, he and she take a taxi to go to a hotel where a well-known fortune teller sits reading the stars.
=
โชคลาง The omen
“หนูเป็นอะไรคะหมอ” เธอพูดขึ้นเมื่อเล่าเรื่องราวในฝันให้หมอฟัง ‘What’s the matter with me, master?’ she says when she has told the fortune teller her dream. หมอ: usually, ‘doctor’.
“หนูเป็นโรคอยากมีผัว” หมอดูพูดพลางยิ้ม ‘Your sickness is you want a mate,’ the fortune teller says with a smile.
เธอรู้สึกโกรธและอาย กำมือเขาแน่น She feels angry and ashamed, grabs her lover’s hand hard.
“หมอพูดดีๆนะ หมอกำลังพูดอยู่กับสุภาพสตรีนะ” เขาเตือนเสียงขุ่น ‘Please be polite, you’re talking to a lady here,’ he warns in a murky voice.
“เจ้าอย่ามาทำโอหัง … ข้าคือผู้รู้ดินฟ้ามหาสมุทร” หมอดูทำท่าคล้ายคนทรง ‘Don’t be arrogant … I’m the one who knows earth, sky and oceans.’ The seer plays it out as if he is a medium.
“แล้วจะให้ทำยังไง” เขาถาม ‘What do you want her to do,’ he asks.
“ต้องแต่งงาน … ต้องแต่งงาน แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยคืนสู่ปกติ” ‘Get married … She must get mar- ried and then everything will be back to normal.’
“แต่งงาน!” เธออุทาน ‘Get married,’ she exclaims.
“ใช่ … ต้องแต่งงาน” ‘Yes … you must get married.’
เขาและเธอเงียบ จ้องมองหน้ากัน ต่างคนต่างคิดว่า “เวลานี้มาถึงจนได้…” He and she are silent, staring at each other, each thinking ‘So the time has come…’
=
การแต่งงาน Getting married
ทั้งสองแต่งงานกันในอีกสามเดือนต่อมา แขกเหรื่อล้วนเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ของทั้งสองฝ่าย เจ้าบ่าวเจ้าสาวฉีกยิ้มต้อนรับผู้มาในงานเป็นอย่างดี The two of them get married three months later. The guests are old and new friends on both sides. The bride- groom and the bride tear off welcome smiles at those who have come to the wedding nicely.
เมื่อเลิกงานกลับเข้าเรือนหอซึ่งเป็นบ้านของเขา ตลอดเวลาที่นั่งรถกลับมา ต่างคนต่างไม่พูดอะไรกัน เธอคิดถึงดิลโด้ ส่วนเขาคิดถึงสาวบ้า ทั้งสองทุกข์ร้อนใจอยู่กับเรื่องส่วนตัวของตัวเอง ต่างคนต่างหน้าบึ้ง When the wedding is over and they return to the bridal house, which is his house, all the time they sit in the car on the way back, neither of them says anything. She thinks of the dildo. As for him, he thinks of the mad woman. Both worry about personal concerns. Each has a sullen face.
เมื่อเข้าไปในห้อง ทั้งสองดูเหนื่อยหน่าย เขาพยายามชวนเธอคุย When they enter the room they both look exhausted. He tries to make her speak.
“เป็นไงบ้างจ๊ะ … งานคืนนี้คงทำให้คุณเหนื่อยมากเลยใช่ไหม” ‘How are you, darling? The party tonight must have tired you out, mustn’t it?’
“ค่ะ … คุณก็ด้วยใช่ไหมคะ” ‘Yes … and you too, right?’
ทั้งสองพูดจาพอเป็นพิธี เขาขอตัวเข้าห้องน้ำ ขณะอาบน้ำเขาครุ่นคิดหาคำพูดที่จะใช้พูดกับเธอเมื่อออกจากห้องน้ำ เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จ้องมองตัวเองในกระจก เหลือบมองไปที่กำแพง มีโปสเตอร์รูปดาราผู้หญิงคนหนึ่งติดอยู่ เธอถอนหายใจ Having both spoken for the sake of it, he retreats into the bathroom. As he showers he ponders what he is going to say to her when he comes out of the bathroom. She sits on the chair in front of the dressing table, staring at herself in the mirror, then glancing at the wall. There is the poster of a female star. She sighs.
อาบน้ำเสร็จ เขาออกมาจากห้องน้ำ นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียว เธอมองหน้าเขา เขามองหน้าเธอ ทั้งสองรู้สึกกระอักกระอ่วน ยิ้มแห้งๆให้กัน เขาตัดบทโดยการเดินไปที่เครื่องเล่นวิดีโอ ยัดเทปเข้าไปม้วนหนึ่ง เธอมองเขาตลอดเวลา ภาพปรากฏขึ้น… Having showered he comes out of the bathroom, a towel around his waist. She stares at him. He stares at her. They both feel awkward, smile drily at each other. He cuts things short by walking over to the video set, stuffs a tape in it. She watches him all the time. An image appears…
เขานั่งลงบนเตียง พยักหน้าให้เธอเข้าไปหา เธอลุกขึ้นอย่างว่าง่าย ทั้งสองดูวิดีโอกันเงียบๆ He sits down on the bed, nods to have her join him. She gets up obediently. Both look at the video in silence.
เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปกอดเอวเธอ เธอซบหน้าที่ไหล่ของเขา เขาถกกระโปรงชุดแต่งงานของเธอ ล้วงมือเข้าไปในกางเกงใน เธอหลับตาแน่นกอดกระหวัดรัดตัวเขา จิกเล็บลงบนหัวไหล่ของเขา He slowly stretches his hand to hold her waist. She buries her face into his shoulder. He hitches up her wedding dress, slides his hand into her pants. She closes her eyes tightly, hugs him tightly, digs her nails into his shoulder.
เขาผลักเธอนอนลง … เขาทำท่าทางทุกอย่างเลียนแบบจากภาพบนจอ กระทั่งเสร็จจึงปิดเครื่องเล่น He pushes her to lie down … He does exactly everything in the same way as the pictures on screen until it’s over and he shuts the video.
ต่างฝ่ายต่างเงียบ Each side is silent.
“ราตรีสวัสดิ์” เขาพูด ‘Goodnight,’ he says.
“ราตรีสวัสดิ์” เธอพูด ‘Goodnight,’ she says.
เขาเอื้อมมือปิดไฟหัวเตียง ทั้งสองนอนหันหลังให้กัน ลืมตาโพลงในความมืด He reaches out to switch off the light at the head of the bed. They lie turning their backs to each other, eyes wide open in the dark.
= ‘Laeo thang song kor yoo dueikan’ in Chor Karrakeit 18, 1994
Chen Chomthawat, the son of a long retired senior police officer, writes poems and short stories
and is probably an artist (studies
at Silpakorn University).
No further information or picture
is available on the net.
.male silhouette

Credit – Pongwut Rujirachakorn

Sign of the times: only yesterday, it was the plight of the rice farmers fleeced of their land and livelihood; now, it’s the credit card blues, the entrapment of urban consumers into a new form of slavery. Whatever happened to the notion of living within one’s means? Debtors of the world unite! MB

สินเชื่อ

CREDIT

credit credit

ปองวุฒิ รุจิระชาคร

Pongwut Rujirachakorn

TRANSLATOR’S KITCHEN
= ==
ผมโยนจดหมายทั้งกองลงบนโต๊ะอย่างเหนื่อยหน่าย มองผ่านๆ ไม่คิดเปิดดูให้เสียเวลา ทั้งหมดคือจดหมายทวงสารพัดหนี้ ทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ บัตรเครดิต และหนี้จิปาถะอื่นๆ คำว่า ‘หนี้’ รายล้อมอยู่รอบตัวไม่ห่าง วนเวียนจนชวนอึดอัดหายใจหายคอไม่สะดวก เพราะรู้ว่าไม่มีปัญญาผ่อนชำระได้แม้แต่ยอดขั้นต่ำแล้ว I throw the whole pile of letters on the table wearily. A cursory glance and I don’t think of wasting time opening them. They are all demands for repay- ment of various debts, for the house, for the car, for credit cards and a number of other debts. The word ‘debt’ surrounds me at close quarters, circling me so that I find it difficult to breathe, because I know I don’t have what it takes to reimburse even the smallest of them.
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อผมเข้าทำงานเป็นพนักงานขายในบริษัทผลิตกระดาษชั้นนำของประเทศ เงินเดือนสำหรับเด็กจบใหม่รวมค่าคอมมิชชั่นเกือบสองหมื่นปลาย เรียกว่าพอกับค่าใช้จ่าย ถ้าหากไม่ฟุ่มเฟือย แต่ช่างเป็นความคิดในอุดมคติที่พูดง่ายทำยากเสียเหลือเกิน เพียงไม่กี่เดือนจากนั้นผมก็ได้รู้จักสภาวะเป็นหนี้จากบัตรเครดิตใบแรก It all began when I went to work as a salesman in the country’s leading paper manufacturing company. The salary of a recent graduate plus commissions amounted to almost thirty thousand baht a month, which you could say is enough for spending without luxury, but that’s an ideal easy to proclaim yet most difficult to put into practice. Only a few months later, I discovered the condition of being in debt from my first credit card. เกือบสองหมื่นปลาย: literally, ‘almost end of twenty thousand’. A strange way of making the sum sound smaller than it is.
ได้มาใหม่ๆ ผมไม่กล้าใช้เจ้าบัตรพลาสติกแข็งสีเงินใบนี้เท่าไรนักหรอก แต่พอนานๆ ไป เงินสดขาดมือก็ต้องหยิบมาใช้แทนไปพลาง จากนั้นก็ติดใจในความสะดวกง่ายดายของมัน รูดไปก่อน เงินจ่ายทีหลัง พอควักกระเป๋าสตางค์ออกมาทีไร เป็นต้องใช้บัตรเครดิตเสียทุกครั้ง When I first got it, I hardly dared to use that hard, silver piece of plastic, but in time when I ran out of cash I had to resort to it instead. From then on I yielded to the facility. You slip it in and pay later. Every time I took out my purse it was the credit card I used.
ใบแจ้งหนี้เดือนแรกไม่มากนัก ผมจัดการจ่ายทุกบาททุกสตางค์ ทว่าพอถึงเดือนต่อมา เงินชักไม่พอใช้เพราะจ่ายหนี้ไปเสียตั้งแต่ต้นเดือน เลยมีเหตุให้หยิบยืมเงินจากอนาคตมาใช้ก่อนอยู่เรื่อย ใบแจ้งหนี้เดือนต่อมาถูกส่งถึงมือ ผมก็จัดการจ่าย วนเวียนไปกระทั่งเงินเดือนชักไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่ออกไปก่อนหน้า ผมก็เริ่มกุมขมับ ตัวเลขมันเยอะเหลือเกิน แทบไม่น่าเชื่อว่าตัวเองเป็นคนใช้เงินจำนวนนั้นมากกว่าเงินเดือนผมถึงหลายเท่าตัว กลายสภาพเป็นข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงรอบตัว เพื่อเสริมฐานะคนทำงานบริษัทใหญ่โต The bill on the first month wasn’t much. I arranged for the payment of every single baht, but then in the fol- lowing month there wasn’t enough money because I had cleared the debt at the beginning of the month, so there was reason enough to borrow money from future income for current use first. When the bill of the following month reached me I arranged for its clearance, and this went on until my monthly salary suddenly wasn’t enough for expenses already incurred. So I began to worry. There were so many digits. It was al- most impossible to believe I could be the one who spent several times what I earned on a host of expensive possess- ions enhancing the status of someone working for a big company.
ผมกลุ้มใจอยู่นาน จนได้ปรึกษารุ่นพี่ ให้คำแนะนำว่า “ธรรมดานะ รุจ ส่วนใหญ่คนเขาก็ใช้วิธีผ่อนกันทั้งนั้นละ จ่ายแค่ขั้นต่ำก็พอ ใครจะมาจ่ายเต็มจำนวน เสียดายเงิน ไม่เคยได้ยินเรอะ หลักการใช้เงินอย่างฉลาด ต้องจ่ายออกให้ช้าที่สุด” I was depressed for quite a while until I consulted a senior, whose advice was, ‘That’s normal. As a rule people use the instalment system. Paying only the min- imum is enough. Who would pay in full? Your money is too precious. Haven’t you heard? The principle for a smart use of money is paying as late as possible.’
ได้ฟังอย่างนี้แล้วผมก็โล่งใจ เห็นด้วยกับหลักการของรุ่นพี่ บอกตามตรง ต่อให้อยากจ่ายทั้งหมด ผมก็หาเงินมาจ่ายไม่ได้หรอก ยิ่งตอนนี้ยอดขายของบริษัทไม่ค่อยดีนัก เพราะมีบริษัทคู่แข่งออกโปรโมชั่นดึงดูดใจลูกค้ามากกว่า ยอดขายเลยลดฮวบ แค่ยังพอมีลูกค้าเก่าให้ดูแลอยู่ได้ก็บุญโข นับประสาอะไรจะหวังค่าคอมมิชชั่นซึ่งมีแต่น้อยลงทุกวัน โบนัสปลายมือก็ดูเหมือนจะไกลเกินเอื้อม Hearing this, I felt relieved and agreed with his principle. To put it bluntly, even if I wanted to reimburse everything, I couldn’t find the money for it, especially now that the company’s sales weren’t that good because a competing comp- any had come up with a promotion which was more attractive to customers and our sales had shrunk drastically. Just keeping the old custom was a blessing. So forget about hoping for commissions which kept dwindling every day. Bonuses seemed to be out of reach.
ไม่ทันไร แฟนสาวก็เร่งรัดให้แต่งงาน ผมจำต้องกู้สินเชื่อผ่อนทาวน์โฮมหลังเล็กย่านไกลเมืองสักหลังเพื่อเตรียมไว้เป็นเรือนหอ ถึงขนาดจะเล็ก แต่ราคาไม่แปรตามไปด้วย เมื่อเทียบกับรายรับของผมขณะนี้ก็ถือว่าหนักหนา ทว่าก็ต้องยอมกัดฟันทน เป็นหนี้อีกเฮือก ไม่น่าเชื่อว่ากู้ผ่าน ได้ภาระหนี้มาครอบครองอีกหนึ่งชิ้น แต่อนิจจา พอมีบ้านแล้วแฟนสาวก็เกิดอยากแต่งงาน เลยต้องกู้เงินมาอีกก้อนเพื่อจัดงานในโรงแรมให้สมความต้องการของเธอ เมื่อทบกับหนี้เก่าแล้ว หนี้รายเดือนผ่อนจ่ายเกินครึ่งของเงินประจำเลยทีเดียว ผมจึงต้องมองหาลู่ทางใหม่ๆ มาเสริมรายได้ ประกอบกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนชักชวนลงทุนทำร้านขายกาแฟ บอกว่าเป็นพื้นที่ค้าขายเปิดใหม่ ทำเลใกล้มหาวิทยาลัย ไม่นานคงคืนทุนได้แน่ ผมก็ชักเอนเอียง เงินก็อยากได้ แต่การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง กระทั่งได้ดูโฆษณาทางโทรทัศน์ของธนาคารที่ผมเป็นลูกหนี้อยู่ ในภาพนั้นพนักงานยิ้มแย้มให้กำลังใจคนทำธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง พร้อมฝ่าฟันอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ พร้อมสโลแกน ‘เคียงข้างคนมีฝัน’ มันทำให้ผมฮึกเหิม ตกลงใจร่วมทุนทันที โดยมีผมเป็นคนกู้ร่วมในฐานะหุ้นส่วน แน่นอนว่าผ่านฉลุย ได้เงินสดก้อนใหญ่มาสานฝัน Before long, my girlfriend pressed me to get married. I had to borrow for a down payment on a small townhouse far from the city centre to get it ready as our newlywed’s home. Small it might be but the price was anything but. Compared with my current income, it was real hefty, yet I had to clench my teeth and bear with another set of debt. Incredibly, the loan was granted, giving me another burden of debt to carry, but alas, now provided with a house my girlfriend decided to get formally betrothed, so I had to borrow another amount of money to hold a party in a hotel as she wished. Added to the old debt, whose monthly servicing was more than half the available money, I had to look for a new way of increasing my income. As luck had it, an old school friend pressed me to invest in a coffee shop. He said it’d be in a new location close to the university. Before long we’d get our money back. I was all in favour of it. Indeed I wanted money, but investing was risky – or so I thought until I saw advertising on TV by the bank whose debtor I was. In it a smiling bank official encouraged small to medium-sized entrepreneurs ready to get rid of obstacles until success was achieved with the slogan ‘On the dreamers’ side’. It made me reckless. I agreed at once to invest jointly by borrowing as a shareholder. Of course the loan was approved. We got a big pile of cash to weave our dream. =

=

=

=

=

=

=

to get formally betrothed: I chose this formulation to avoid repeating the initial ‘to get married’, as the Thai ungainly does (ก็เกิดอยากแต่งงาน = suddenly felt like getting married).

ผมนึกภาพตัวเองเป็นเจ้าของกิจการ ถึงจะเหนื่อย แต่พร้อมใจสู้ อีกไม่นานคงได้ลาออกจากงานประจำ พอกันทีกับการขับฝ่ารถติดเข้าเมืองตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะกลับถึงบ้านก็ปาไปมืดค่ำ กินค่าน้ำมันไปอีกเกือบหนึ่งในสี่ของเงินเดือน เบิกก็ไม่ได้ เสียเปล่าโดยใช่เหตุแท้ๆ I could see myself as a business owner. No matter how tired, I was ready to fight. Before long I’d resign from my present work. Enough with driving into town before dawn to beat traffic jams and returning home after dusk, with petrol expenses almost one fourth of my monthly salary that could not be claimed back, an expense without real justifi-cation.
ทว่าความฝันพังทลายในเวลาแค่ครึ่งปี ทำเลร้านที่ว่าดีนักหนากลับไม่ดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน คนเดินผ่านยังแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ ผมนึกโกรธไอ้เพื่อนเวรไหนรับรองเป็นมั่นเหมาะ สุดท้ายพื้นที่เปิดใหม่นั้นกลับร้างเป็นป่าช้า มีแต่คนขายนั่งมองหน้ากันเอง ไม่มีคนซื้อ ร้านรอบข้างทยอยปิดตัวเพราะสู้ค่าเช่าไม่ไหว เปิดไปก็มีแต่ขาดทุนมากขึ้น แถวนั้นกลายเป็นเศษซากเมืองร้างยิ่งกว่าหนังผีเกรดบี ทว่าเลวร้ายกว่าเพราะมันคือชีวิตจริง สภาพโล่งร้างหมายถึงเงินที่สูญไปเปล่าปลี้ไม่มีทางถอนคืนอะไรทั้งสิ้น ท้ายที่สุดผมก็ต้องถอยทัพ โดยมีไอ้เพื่อนตัวดียิ้มแหยแก้ตัวว่าคาดการณ์ผิด มันเองก็เสียเงินไปเท่าๆ กับผม แต่ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นนัก มันไม่มีภรรยาคอยด่ากรอกหูเช้าเย็นอย่างผม เฝ้าตอกย้ำว่าผมผิดพลาดไปขนาดไหน But the dream petered out within half a year. The alleged excellent location didn’t attract customers. They walked past the shop almost as if it didn’t exist. I was angry with that damn friend who had guaranteed it’d be a hit. Finally the new location was as deserted as a graveyard, with only the sellers sitting staring at one another and no buyers. The surrounding shops closed down one after the other as they couldn’t afford the rent. Staying open would only mean further losses. The whole area turned into a ghost town as in a B-grade movie, but only worse because it was real life. This vacancy meant a total loss of money, never to be recovered. In the end I had to beat a retreat, with my good friend smiling sheepishly and apologis- ing by saying we had miscalculated. He himself was losing as much as I was, but that didn’t make me feel any better. He didn’t have a wife waiting to curse him morning, noon and night like me, always driving the point home of how big a mistake I had made.
แม้ว่าตึกของร้านจะเหลือเพียงความว่างเปล่า แต่สิ่งที่ไม่หายไปด้วยคือหนี้ก้อนใหญ่ ตอนแรกว่าจะเซ้งต่อแต่คงไม่มีคนหลงมาสนใจ ภาพลักษณ์พื้นที่ค้าขายใหม่เปลี่ยนจากเหมืองทองล้ำค่ากลายเป็นเพียงบ่อโคลนแห่งความล้มเหลว The building where the shop was ended up empty but what didn’t disappear was the huge debt. At first I thought I’d lease it out but nobody would be interested. The image of the new trading location changed from an invaluable goldmine to a mere quagmire of failure.
เมื่อเงินไม่หมุนผมก็ไม่มีมาใช้หนี้ที่ลงทุนไปได้ ไม่นานธนาคารก็เริ่มขยับตามระเบียบ ส่งทั้งจดหมายเตือนและให้พนักงานติดต่อมาทวงเงินยิกๆ ผมเริ่มกังวลว่าพวกนี้จะตามมารุกรานถึงบริษัทอย่างที่เคยได้ยินจากประสบการณ์ลูกหนี้บางคน ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงอับอายขายหน้าเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าเป็นแน่ อาจกระทบถึงการงาน พิจารณาเลื่อนขั้นและประเมินผลปลายปี จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด แรกๆ ผมก็รับปากส่งๆ ไปก่อนว่าจะจ่ายหนี้ให้ทันเวลา แต่คิดว่าธนาคารก็คงรู้แกวเหมือนกันว่าลูกหนี้อย่างผมเชื่อใจไม่ได้ When there was no circulation of money, I didn’t have any to repay the loan I had taken to invest. Before long the bank began to move according to procedure, sent me reminders as well as debt collectors. I began to worry that these fellows would follow me and bother me at the company as I had heard from other debtors’ experiences. If that was the case, I’d lose face with my co-workers and boss for sure. It might affect my work, promotion and end-of- year bonus. I couldn’t let that happen. At first I carelessly promised I’d reimburse in time but I think the bank suspected a debtor like me couldn’t be trusted.
ผมยังไม่อับโชคเสียทีเดียว ขณะเดินผ่านสาขาธนาคารแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้า พลันเห็นป้ายโฆษณาติดไฟสว่างจ้า แนะนำสินเชื่อหมวดรถแลกเงิน ภาพชายคนหนึ่งยืนข้างรถยนต์สีเงิน แต่งกายด้วยชุดรัดรูปประหลาดแบบซูเปอร์ฮีโร่ในหนังแอ่นอกตั้งท่าองอาจ ข้างๆ มีพนักงานสาวในเครื่องแบบธนาคารยืนถือพานทองเต็มล้นด้วยธนบัตรเป็นกองสูง หน้าตาเบิกบาน ตัวหนังสือสีแดงสดใหญ่โตกระแทกเข้าตา อ่านได้เป็นประโยคว่า ‘เคียงข้างฮีโร่ทางการเงิน’ ผมเผลอยิ้ม นี่แหละทางออก ผมยังเหลือทรัพย์สินอีกหนึ่งชิ้น ติดตัวมาตั้งแต่ยังไม่เป็นหนี้ใคร เรียกว่ารถคันนี้ปลอดหนี้อย่างแท้จริง และมันกำลังจะทำเงินให้กับผมได้ โดยไม่ต้องขายออกไป I wasn’t totally out of luck. As I walked past a bank branch in a department store, I saw a brightly lit advertising board about a car swap loan. There was a picture of a man standing next to a silver car dressed in weird tight-fitting gear like a movie super-hero thrusting out his chest in a bold posture. Beside him was a woman in the bank’s uniform who stood holding a golden tray heaped high with banknotes with a beaming face. In huge, bright, eye-catching red letters one could read the sentence ‘By the hero’s side with cash’. I smiled unwittingly. This was the way out. I had one piece of property left which I had acquired before I got indebted to anyone. It was called a car and was truly free of debt and it was about to make money for me without my having to sell it.
บ่ายวันนั้นผมใช้เวลาพึ่งพาเว็บไซต์กูเกิ้ลค้นหาข้อมูลสินเชื่อประเภทนี้ บังเอิญไปเจอเว็บไซต์ ‘ศูนย์รวมคนสู้หนี้’ สมาชิกทั้งขาประจำและขาจรกำลังตกอยู่ในสถานะลูกหนี้ธนาคารทั้งสิ้น ผมทั้งประหลาดใจระคนตื่นเต้น ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเว็บไซต์รวมตัวอย่างเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ เหลือบตามองเห็นตัวเลขสมาชิกกว่าแสนคน แสดงว่ามีคนแบบผมอยู่ไม่น้อย ความอุ่นใจแทรกเข้ามาอย่างน่าประหลาด ผมมีพวกพ้อง ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว ผมรีบสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ อ่านข้อความทั้งหมดคล้ายเด็กสำรวจแผนกของเล่น นอกจากข่าวสารสินเชื่อประเภทต่างๆ ของทุกธนาคารในประเทศแล้ว ยังมีเว็บบอร์ดแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิกด้วยกัน ให้คำปรึกษา ประเด็นยอดนิยมคือกลวิธีหลากหลายเพื่อเอาตัวรอดในยามโดนติดตามเร่งรัดหนี้สิน หลังอ่านกระทู้ไปสักพัก ผมก็ตัดสินใจตั้งกระทู้เป็นครั้งแรก บอกเล่าสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อขอคำปรึกษากับเขาบ้าง That afternoon, I spent time on Google searching for data about this kind of loan. By chance I found the website debtorrightscenter.com. All members, whether permanent or temp- orary, were victims of bank debts. I was surprised as well as excited. I had no idea before that there was a serious collective website of that size. A glance showed more than a hundred thousand members, which meant there were quite a lot of people like me. This was oddly reassuring. I had companions, I wasn’t alone any longer. I hastened to register as a member of the website, read all the data like a child surveying a toys department. Besides information on the various kinds of credit of all the banks in the country, there was a web board for members to exchange tips and advice. The most popular topic was the various ways to achieve safety when being hassled to reimburse debts. After I had read the entries for a while, I decided to have one of my own, telling of my current predicament and asking for advice. =

=

ศูนย์รวมคนสู้หนี้: literally, ‘centre of people fighting debts’.

ไม่นานก็มีคนมาตอบ เริ่มด้วยส่งข้อความยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ ก่อนเข้าเรื่อง Before long someone answered, beginning with welcoming the new member before addressing the topic:
ความคิดเห็นที่ 1 First entry
สถานการณ์ของคุณถือเป็นเรื่องปกติมากครับ สมาชิกส่วนใหญ่ในเว็บเป็นหนี้สินเชื่อหลายตัวเลย เยอะกว่าคุณเสียอีก เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ควรเข้าใจและยิ้มได้ครับ ค่อยๆ แก้กันไป อย่ามองว่ามันเป็นเหมือนโรคร้าย เดี๋ยวจะกลายเป็นโรคขึ้นมาจริงๆ Your situation is very common. Most members here are in debt over many loans, more than yours actually. This is something you should understand and smile about, solve little by little. Don’t think it’s a serious disease or else it’ll turn into one.
ความคิดเห็นที่ 2 Second entry
ฉันก็มีหนี้อยู่เยอะเหมือนคุณเลยค่ะ แนะนำว่าให้ลองหาเงินทางอื่น อย่างสินเชื่อรถแลกเงินก็ใช้ได้ รีบทำก่อนประวัติจะเสีย พอธนาคารเช็กเครดิตบูโรเห็นเราติดแบล็กลิสต์แล้วจะลำบากได้ค่ะ พอติดแล้วแก้ไขไม่ได้ด้วย เอาใจช่วยนะคะ I too am very much in debt like you. I suggest you look for other sources of money, such as a car swap loan. Do it fast before your history is compromised. When a bank checks with the Credit Bureau and finds out you’re blacklisted, things become difficult. Once you’re list- ed, you can’t change that. Rooting for you. Lost in translation: the writer of this second entry is a woman; the writer of the first, a man.
มีความเห็นอื่นๆ อีกร่วมสามสิบความเห็น ส่วนใหญ่ให้ข้อสรุปเดียวกันคือ สินเชื่อรถแลกเงินคือทางออกที่ผมควรกระโจนเข้าหา รีบกู้ไปโปะหนี้เก่าเอาตัวรอดก่อน ขืนปล่อยไว้นานกว่านี้จะโดนขึ้นบัญชีดำ ประวัติการชำระหนี้ของเราจะโดนบันทึกไว้ในสิ่งที่เรียกว่าเครดิตบูโร พนักงานสินเชื่อของทุกธนาคารสามารถเรียกตรวจสอบดูได้ คราวนี้จะไปกู้หนี้ที่ไหนก็ไม่ผ่าน เพราะไม่มีใครออกสินเชื่อให้แน่ There were altogether another thirty entries, most of them coming to the same conclusion, which was that a car swap loan was the way out I should rush through, hurry to borrow to service the old debts first. If I waited longer than that I’d be blacklisted. My debt repayment history would be recorded in what was called the Credit Bureau, which all bank employees were able to access to check, and then I couldn’t borrow anymore as no one would extend me a new credit. =

=

=

=

=

[Credit Bureau or Kreditburo?]

บอกตามตรง พอได้อ่านความเห็นของคนเหล่านี้แล้วผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นอีกโข การเป็นหนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ทุกคนล้วนเห็นใจกัน ให้คำแนะนำโดยไม่หวังผลตอบแทน น่าชื่นใจกว่าสังคมนอกโลกอินเทอร์เน็ตเสียอีก To tell you the truth, when I read the opinions of these people, I felt much more at ease. Being in debt was something ordinary; everybody thought so and gave advice without expecting a return. How much more pleasant than society outside of the internet world!
หลังเลิกงานผมตกลงใจติดต่อธนาคารทันที ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานเกิน ผมเดินเข้าห้างสรรพสินค้า แจ้งความจำนงกับพนักงานสาขาว่าสนใจสินเชื่อตัวดังกล่าว ตอนแรกออกจะกังวลเพราะผมเป็นหนี้ธนาคารอื่นชนิดอีนุงตุงนังไปหมด แต่สุดท้ายก็ได้รับการอนุมัติอย่างง่ายดาย ดูเหมือนว่าสินเชื่อรถแลกเงินกำลังเป็นที่นิยม ธนาคารต่างๆ ล้วนทำการตลาดแย่งลูกค้ากันอยู่ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยแท้ After work I decided to contact the bank at once. It wouldn’t do to wait too much. I walked over to the department store and told a branch employee I was interested in that particular credit. At first I was rather worried because I was in debt with other banks in a tangle, but the loan was approved easily. It seemed the car swap loan was popular. The various banks were all scrambling for customers over that market, which truly was to the advantage of consumers.
เมื่อได้เงิน ผมรีบนำไปโปะหนี้ทั้งบ้านและธุรกิจ เปรียบประหนึ่งราดน้ำดับไฟที่กำลังลุกไหม้ พนักงานเร่งรัดหนี้ถอยกลับไปราวข้าศึกแตกพ่าย ผมยืนยิ้มอย่างผู้ชนะ รู้สึกเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็เป็นได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น ผ่านไปอีกสามเดือน ธนาคารใหม่ที่ผมทำสินเชื่อรถแลกเงินด้วยก็เริ่มกระบวนการทวงหนี้ ข่มขู่ว่าถ้าไม่ยอมจ่ายก็จำเป็นต้องยึดรถคู่ชีพไปตามสัญญา เวลาเช่นนี้พนักงานหน้าแฉล้มพูดจาอ่อนหวานไพเราะอย่างที่ติดต่อกู้ครั้งแรกนั้นไม่รู้หายไปไหนกันหมด ส่งมาแต่กลุ่มชายฉกรรจ์เสียงโหด หน้าตาบอกบุญไม่รับ ร่างกายกำยำ บึกบึน ทั้งโทรศัพท์ อีเมล โผล่มาเยี่ยมเยือนถึงบ้าน ดีหน่อยยังไม่ไปที่บริษัทอย่างนึกกลัว ผมต้องคอยต่อรองขอเวลา หนักเข้าก็หนีหน้า แกล้งทำเป็นไม่อยู่บ้าน หรือบล็อกเบอร์โทรศัพท์บ้าง คนไม่มีเงินจ่ายจะให้ทำอย่างไรได้ When I had the money, I hastily took it to pay off the debts regarding the house and the failed business venture, which was like throwing water to extinguish a fire which was flaring up. The debt col- lectors fell back like defeated foes. I stood smiling like a victor, feeling extra- ordinarily relieved, but that was only a brief respite. Three months later, the new bank where I had obtained the car swap loan launched the procedure to recover the loan, threatening in case of no repayment to confiscate the car I used for work as agreed. At a time like this, I didn’t know where those pretty employees using beautiful sweet words I had first contacted for the loan had all gone. I was sent only burly men with harsh voices, unfriendly faces and stout bodies who phoned, emailed and showed up at my house. At least they hadn’t yet gone to the company as I feared. I had to plead for more time. When the going got tough, I disappear- ed, pretended not to be at home and blocked my phone number. When you don’t have money to pay, what can you do?
ทุกวันผมต้องคอยเฝ้าระวังดูรถตัวเองตลอดเวลา เพราะได้อ่านประสบการณ์จากเหล่าสมาชิกเว็บไซต์ศูนย์รวมคนสู้หนี้ไว้ว่า เมื่อถึงเวลาเร่งรัดหนี้สินเชื่อประเภทนี้ ธนาคารมักส่งพนักงานมาแอบยกรถไปโดยเจ้าของไม่ทันได้ตั้งตัว ผมศึกษากลยุทธ์มาเป็นอย่างดีเลยพร้อมรับมือทุกกระบวนท่า วันทำงานแทนที่จะจอดรถในที่จอดประจำ ผมก็ย้ายไปจอดในซอยห่างๆ ไม่ให้หาเจอ วันหยุดปิดรั้วบ้านแน่นหนา เลี้ยงข้าวหมาจรจัดสองสามตัวให้มันคอยเฝ้าหน้าบ้าน ไล่คนไม่พึงประสงค์ออกไป ส่วนผมน่ะหรือก็เก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกเสียอย่างนั้น Every day I had to keep a constant eye on my car because I had read what had happened to the members of the debtorrightscenter.com website: when the time came for a debt of this kind to be recovered, the banks would send employees to stealthily impound the car before the owner could react. I had studied the tactics carefully, so I was ready to answer any eventuality. On working days, instead of parking the car at the usual parking slot, I parked it in a distant street where it wouldn’t be found. On weekends I closed the fence of the house solidly. I gave food to a few stray dogs to have them wait in front of the house and chase away undesirable onlookers. As for me, I stayed quietly inside, pretending not to hear the shouts and calls aimed at me.
อย่างไรก็ตาม เกมแมวจับหนูอย่างนี้ไม่สามารถดำเนินไปได้ตลอด หนี้เก่าจากบ้านและธุรกิจยังมีอยู่ ผมต้องใช้วิธีการเดิมๆ ที่เคยเรียนรู้จากคราวก่อน ย้ายค่าย เปลี่ยนธนาคาร เปิดบัตรเครคิดใบใหม่เพื่อหาเงินมาชำระหนี้เก่า เน้นสถาบันการเงินหน้าใหม่ที่ยังมุ่งตีตลาด พวกนี้อนุมัติง่ายและรวดเร็ว เอกสารไม่ยุ่งยากมากความ พอได้มาผมก็กดเงินออกมาใช้ก่อน ค่อยหาเงินจากบัตรอื่นมาจ่ายขั้นต่ำเอาในเดือนต่อมา เวียนเป็นวงจรอยู่อย่างนี้ Nevertheless, this cat-and-mouse game couldn’t go on forever. The old debts from the house and the coffee- shop venture were still there. I had to use the method I had learned last time: remove camp, change bank, open a new credit card to find money to pay off old debts, with a preference for a new financial institution intending to capture the market: these people approve easily and fast, they aren’t fussy about documents. As soon as I got the card I withdrew cash, taking money from another card to pay the minimum in the following month, making it revolve like that.
ผมได้เรียนรู้ตอนนี้เองว่าหนี้ก็เหมือนกับสัตว์ในตำนาน มีหลายหัว ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย ของเก่ายังไม่ทันหมด ของใหม่ก็ผุดขึ้นมาเพิ่ม แถมยังเท่าทวีคูณอีกต่างหาก รู้ตัวอีกทีผมก็เป็นหนี้สินเชื่อสารพัด รวมได้เกือบสิบ โดนล้อมจากหนี้กลายเป็นนักสู้สิบทิศอย่างนี้ เห็นโฆษณาสินเชื่อทีไรจะพลันหงุดหงิด โกรธเคืองเหมือนถูกหลอกลวง มีอย่างที่ไหน พรีเซนเตอร์หน้าตายิ้มร่าราวกับพร้อมรับหนี้ บางคนอ้างตัวเป็นลูกค้าเก่าบอกเล่าประสบการณ์ตรงว่ากู้เงินจากธนาคารแล้วดีอย่างโน้นอย่างนี้ ผมไม่เชื่อหรอกว่ามีอยู่จริง คนพวกนี้อาศัยอยู่มุมไหนของโลก สร้างเนื้อสร้างตัวประสบความสำเร็จได้จากการกู้ยืมไปจริงหรือ ทำไมชีวิตผมจึงไม่เห็นสุขสบายอย่างนั้นบ้าง That was when I learned that debt is like the mythological beast: it has several heads. No matter how many times you kill it, it won’t die. The old one isn’t discharged when a new one crops up on top. Furthermore it keeps growing. By the time I came to my senses, I had all sorts of debt, almost ten altogether, I was surrounded by debt, I had become an all-round borrower*. Whenever I saw an advertisement for a loan, I felt grumpy and resentful as if I was being deceived. Where would you find a presenter beaming as if he was ready to get indebted? Some claimed to be old customers telling from experience how good it was that they had borrowed from the bank. I didn’t believe there were such people in real life. In which corner of the world did they live and establish themselves successfully by borrowing from banks? Why wasn’t my life nice and easy like that? =

=

=

=

=

=

* Allusion to an early 1930s popular adventure novel by Yakorp (i.e. Jacob), The all-round winner, or, more literally Winner in all ten directions as the text here has it too.

ผ่านมาเป็นเดือนๆ ผมก็ชักทนไม่ไหว เครียดแต่เรื่องหนี้สินจนทำงานไม่ได้ เจ้าหนี้ก็ตามทวงไม่เว้นแต่ละวัน จดหมายทวงหนี้กองโตวางเรียงราย ผมจึงนำสถานการณ์ปัจจุบันไปปรึกษาในเว็บไซต์อีกครั้ง เพื่อนฝูงประเภทเดียวกันแนะนำวิธีการสุดท้าย คือพยายามลดหนี้จากหลายแหล่งให้เหลือเพียงก้อนเดียวเป็นก้อนใหญ่ ผมจะทำอะไรได้เล่านอกจากทำตามกลยุทธ์ที่ชาวหนี้เสนอแนะมา ไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกแล้ว ผมติดต่อธนาคารแห่งแรก แน่นอนว่าคงกู้เพิ่มอีกไม่ได้แน่ เลยต้องใช้วิธีพลิกแพลงด้วยการขอเพิ่มวงเงินกู้บ้านหลังเดิม ได้ข่าวมาว่าธนาคารกำลังทำการตลาดแบบใหม่ให้เหมาะกับวิถีคนเมืองยุคใหม่ที่เพิ่งมีบ้านหลังแรก เรียกว่า เงินกู้เพื่อการตกแต่ง As months passed I couldn’t stand it any longer, so tense about debt I couldn’t work. The creditors came after me every single day. Letters demanding reimbursement kept piling up. So I took my current situation to the website for advice once again. Fellow debtors suggested a final way, which was to try to swap the debts from various places for a single big debt. What could I do if not adopt the tactics the debtors suggested? I had no other option any longer. I contacted the first bank. Of course I couldn’t borrow from them again so I had to use a different method, which was of asking for an increase in the loan for the house as the bank, I was told, had a new marketing approach that fitted the new-generation city dwellers who had their first homes, called ‘loans for home decoration’.
ผมลุ้นแทบตายว่าหนนี้จะกู้ผ่านหรือไม่ โชคยังดี สุดท้ายธนาคารอนุมัติให้ตามวงเงินที่ขอไว้ ถ้าหากผมเอาเงินไปตกแต่งบ้านจริงๆ คงได้บ้านหรูหรา ดีไซน์โก้เก๋ตามแบบนิตยสารบ้านแน่นอน แต่เมื่อต้องนำเงินไปใช้หนี้สินอื่นๆ ตามแผนที่วางไว้ บ้านจึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกจากเก่าโทรมลงทุกวัน I almost died wondering whether this time my loan application would be accepted or not. My luck held: the bank granted the amount of money I had requested. If I really used that money to decorate my house, I’d get a luxurious house according to the snazzy designs of home magazines, but since I had to use the money to service the other debts as planned, nothing has changed in the house except that it grows more dilapidated with every passing day.
หนี้จำนวนมากจนจำแทบไม่ไหวนั้นรวมกลายเป็นก้อนเดียวคือสินเชื่อบ้าน และตกแต่ง แต่ที่แย่คือผมถึงทางตัน จำนวนยอดชำระแต่ละเดือนสูงเกินเงินเดือนผมไปทั้งเดือน ถ้าต้องจ่ายทั้งหมดผมคงไม่มีข้าวกินแน่ ภรรยาก็ไม่มีงานทำเสียด้วยเลยแบ่งเบาภาระไม่ได้ อีกไม่นานคงได้วนเข้าสู่วงจรเดิม เปิดบัตรเครดิตและเป็นหนี้ไม่รู้จบอีกครั้ง A debt so high I almost couldn’t remember it was now a single amount, which was the loan for house decor- ation, but the bad part was that I was stuck. The amount to be reimbursed each month was higher than my entire salary. If I had to pay it all I wouldn’t have any money left to eat. Besides, my wife didn’t work so she couldn’t alleviate the burden. Before long we would enter the same vicious circle as before, open a new credit card and get even more into debt once again.
กระทั่งวันหนึ่ง ผมได้รับโทรศัพท์จากพนักงานสินเชื่อสาวที่อนุมัติเงินให้ผม Until one day I received a call from a female bank employee who had approved the loan to me.
“สวัสดีค่ะคุณพี่ อรจิราเองนะคะ” เธอทักทายเสียงหวานใส ‘Good morning, sir. Onjira speaking,’ she greeted in a bright sweet voice.
“อะไรหรือครับน้อง ถ้าเรื่องยอดเงิน งวดนี้ยังเหลืออีกหนึ่งอาทิตย์ไม่ใช่หรือ” ผมออกตัวก่อน คุ้นชินดีกับรอบเวลาของธนาคาร ‘What is it now? If it’s about the balance, there’s still one week to go, isn’t there?’ I explained first, well aware of the bank schedule.
“แหม หนูไม่ใช่พนักงานทวงหนี้นะคะคุณพี่ ที่โทรมาเพราะทางธนาคารมีข้อเสนอสำหรับลูกค้าคนสำคัญของเราค่ะ” ‘Come now, I’m no loan recovering officer. If I’m calling it’s because the bank has a suggestion for an important customer such as you.’
“ถ้าเป็นสินเชื่อใหม่พี่คงขอผ่านนะครับ แค่ที่มีอยู่ยังผ่อนไม่หมดเลย เหลืออีกตั้งยี่สิบปี” ‘If it’s a new loan, I beg to be excused. Just those I have I’m not through reimbursing. There’s another twenty years to go.’
“ไม่ใช่หรอกค่ะ อย่างอื่นน่ะ แต่เป็นข้อเสนอที่พี่ต้องสนใจแน่” ‘It’s not that. It’s something else, but it’s a proposal I’m sure you will like.’
เธอพูดกระตุ้นต่อมความสนใจผมเสียอยู่หมัด แน่นอนว่าผมหลงกลยอมฟังเธออยู่นานสองนานอีกจนได้ The way she spoke aroused my interest. Of course I fell for it and was ready to listen to her for as long as it took.
หนึ่งเดือนถัดมา ผมกับภรรยายืนอยู่หน้าบ้านทรงทันสมัยหลังใหญ่ พร้อมสวนตกแต่งอย่างสวยงาม มีศาลาริมบ่อน้ำเยื้องทางด้านหลังบ้าน โรงจอดรถขนาดสองคันมีรถซูเปอร์คาร์ราคาแปดหลักจอดขวางอยู่ด้านหน้า ผมค่อยๆ เอามือลูบไล้สัมผัสผิวเงางามของมัน ก่อนยิ้มกว้าง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ขอบคุณธนาคารไทยแท้ที่ยืนเคียงข้างผมทุกเวลา ไม่ว่าจะสร้างครอบครัว สร้างธุรกิจ หรือแม้แต่ยามฉุกเฉิน ช่วยพาไปถึงจุดหมายอย่างที่ฝันไว้” One month later, my wife and I are standing in front of a large, modern house with garden beautifully decorated. There is a pavilion by the pool at the back of the house. The garage, which can house two cars, has a car with an eight-digit price parked in front of it. I slowly stretch out my hand to caress the car’s beautiful shiny skin before smiling widely and saying in a cheerful voice, ‘I truly thank the Thai bank that has always been by my side as I built my family and my business and through emergencies, helping me along to reach the objective I always dreamt of.’ =

=

=

=

[‘eight-digit price’ (ten million baht or more) for a car seems rather excessive, but you never know these days.]

“คัท! เอาใหม่” ‘Cut! Start again.’
ผมหุบยิ้มทันทีเมื่อได้ยินเสียงจากผู้กำกับหลังกล้อง นึกหงุดหงิด อะไรนักหนา รอบที่สิบแปดแล้ว ผมต้องพูดประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา น่าจะให้ผ่านๆ ไปเสียที I cancel my smile as soon as I hear the voice of the director from behind the camera and think with annoyance, What’s the fuss? Eighteen times already! I’ve had to speak the same sentence time and time again. He should let it go.
“ยังไม่ได้อีกหรือ” ผมถาม ‘Yet again,’ I ask.
“อีกสักเทคนะครับพี่” เขาบอกผม “เมื่อกี้พี่พูดดีแล้ว แต่หน้านิ่งไปหน่อย พยายามฉีกยิ้ม ทำท่าร่าเริงแจ่มใสมีความสุขมากๆ หน่อยครับ โฆษณาคนประสบความสำเร็จนะครับ ไม่ใช่ล้มเหลว” ‘Just another take, please,’ he tells me. ‘Just now your voice was okay but your face was a bit too bland. Try to smile more, look cheerful, very happy. We’re advertising someone who achieves success, not failure.’
ผมได้แต่พยักหน้าขณะภรรยาถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย แต่จะบ่นอะไรได้ เซ็นสัญญารับงานมาแล้ว นึกถึงตอนที่พนักงานสาวโทรศัพท์มาแจ้งข้อเสนอ แปลกดีเหมือนกัน เธอบอกว่าธนาคารเล็งเห็นความสำคัญของการประชาสัมพันธ์ อยากได้พรีเซนเตอร์ที่เป็นลูกค้าอยู่แล้วเพื่อความสมจริง ผมเป็นลูกค้าชั้นดี เลยได้รับเลือกโดยมีค่าเหนื่อยให้ ถึงจะไม่มากนักก็ตาม ผมคว้าโอกาสไว้ มาถึงตอนนี้จะให้พูดหรือทำอะไรก็ยอมทั้งนั้นแหละ I merely nod while my wife heaves a sigh out of weariness but how could we complain? I’ve signed a contract to do this job. I think of when the female bank official called to make her offer. Strange but good all the same. She told me the bank, aware of the importance of public relations, wanted a presenter who was a customer for the sake of veracity. I was a good customer so I was chosen for a fee. Even though it isn’t much, I grabbed the opportunity. By now, whatever they want me to say or do I’m more than willing.
อย่างน้อยก็จะได้มีเงินมาจ่ายค่าหนี้สินเชื่อทั้งหลายของธนาคารอีกสักก้อนหนึ่ง At least I’ll have some money to pay some of the interest on the bank loan…
=

‘Sinchuea’ in Rahoo Om Jan 11, Oct-Dec 2012

Pongwut Rujirachakorn, born in Bangkok in 1982 and a Chulalongkorn graduate in commerce and accounting,
is a versatile writer who has published eight novels in the past eight years
as well as several collections
of short stories and columns.
:????????
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 475 other followers