Alone in the world – Prartana Rattana

There is a load of emotions in this story, as a young woman who loves to hate her mother feels with selfish blindness. MB

คนเดียวในโลก

Alone in the world

chopper2 chopper1

ปรารถนา รัตนะ

PRARTANA RATTANA

TRANSLATOR’S KITCHEN
แม่โกรธฉันอีกแล้ว ฉันก็โกรธแม่เหมือนกัน เราจะไม่พูดกันใช่ไหมแม่ ฉันอึดอัดนะแม่รู้ไหม ฉันลุกขึ้นหยิบกางเกงยีนส์ที่กองอยู่กับพื้นขึ้นมาสวมใส่ สกปรกสิ้นดี แต่ช่างมันเถอะ ก็คนซักผ้าของฉันเขาหนีฉันไปแล้วนี่ หยิบเสื้อยืดสีดำที่แม่เกลียดนักเกลียดหนาขึ้นมาใส่ ฉันไว้ทุกข์ให้กับแม่และตัวเอง ไว้ทุกข์ให้กับความทุกข์ทั้งมวลที่เราเกิดมาเป็นแม่ลูกกัน Mum is angry with me again and I’m angry with her as well. We won’t speak to each other, right, mum? I’m ill at ease, you know, mum. I get up and pick up the jeans in a pile on the floor and put them on. So damn dirty but never mind. The man washing clothes for me has fled, so… I pick up the black t-shirt you hate and put it on. I’m in mourning for you, mum, and for myself, in mourning for the sorrows of all kinds at having been born mother and child.
บิดลูกบิดประตู เปิดกรงขังให้อิสระกับตัวเอง มองหาแม่ โน่น นั่งซึมอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นหูกวางแววตาสิ้นหวังท้อแท้ คงจะผิดหวังในตัวฉันอีกตามเคย แต่แม่ก็ผิดหวังมาตลอดอยู่แล้วนี่ แล้วทำไมแม่ไม่รู้จักเคยชินกับมันเสียที ฉันเดินตรงไปที่ชั้นวางรองเท้า หยิบคู่โปรดที่ใส่มากว่าห้าปี เลือกให้มันไปกับฉันวันนี้ อดหันไปมองหน้าแม่ไม่ได้ โอ๊ย! มองหน้าแม่ทีไรรู้สึกหดหู่สิ้นดี ก็ไหนว่าชอบทำบุญ ธรรมะธัมโมนักหนาแล้วทีเวลาแบบนี้ทำไมไม่รู้จักใช้ธรรมะให้ถูกทาง ฉันกลืนน้ำลายด้วยความอึดอัด แม่นั่งเงียบตัวแข็งเหมือนหิน ไม่มองด้วยซ้ำไปว่าฉันกำลังจะออกไปข้างนอกอีกแล้ว โธ่ … แม่ มีกันอยู่สองคนแม่ลูกแท้ๆ แล้วทำไมแม่ต้องตั้งแง่แสนงอน ทำไมต้องมากดดันกันนะ I turn the doorknob, open the cage to give myself freedom, look for mum. There, sitting drowsily at the marble table under the Indian almond tree, looking hopeless, discouraged, no doubt disappointed in me as usual, but you’re always disappointed, and why can’t you get used to it for a change? I walk straight to the shoe rack, pick up my favourite pair I’ve been wearing for the past five years, choosing to have them come along with me today. I can’t help turning round to look at mum. Oh, every time I look at her I feel so damn depressed. Doesn’t she say she likes to make merit? She’s fiendishly dharma-minded, and then in a moment like this why doesn’t she know how to use dharma correctly? I swallow my saliva in unease. Mum sits silent, hard as stone, not even looking at me as I’m about to go out again. Gee, mum, there’s just the two of us mother and child truly, then why do you have to sulk like this? Why so much pressure? ==

=

=

=

=

=

=

=

ธรรมะธัมโม = churchy; what the French call ‘une grenouille de bénitier’. Here, the word ‘dharma’ had to be used to make sense of the rest of the sentence.

“แม่อายชาวบ้านเค้า” ‘I’m ashamed of what people might say.’
“โธ่เอ๊ย … แม่!” ฉันตะโกนสุดเสียง ปัดชามข้าวที่แม่บรรจงวางบนโต๊ะเมื่อครู่ลงไปกองแตกละเอียดอยู่ที่พื้นทั้งข้าวทั้งแกงและเศษถ้วยจานเละเทะรวมกัน แม่ทรุดตัวนั่งลงร้องไห้ เสียงสะอึกสะอื้นอย่างเจ็บปวดของแม่สามารถฆ่าฉันได้ ฉันเดินเข้าห้องปิดประตู เลือกเทปม้วนที่เกรี้ยวกราดที่สุดใส่เข้าไปในเครื่องเล่น เสียงดนตรีแผดคำรามกึกก้องเหมือนห้องทั้งห้องเป็นนรกจำลอง ฉันไม่ได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นคร่ำครวญของแม่อีกเลย ‘Good grief, mum!’ I shout at the top of my voice, with a flick send the plate of food mum painstakingly placed on the table a moment ago crashing to the floor, in a mess of rice, curry and broken china. Mum collapses in tears. Mum’s painful sobs can still kill me. I walk into the room and close the door, choose the most enraged tape and slip it into the player. The blast of music turns the room into an ersatz hell. I don’t hear mum’s plaintive sobs any longer. ==

=

=

=

เกรี้ยวกราด: angrily (to scold), furiously.

=
รู้สึกตัวตื่นขึ้น แต่พอลืมตาก็ต้องตกใจเมื่อพบกับใบหน้าคมๆ ของผู้ชายคนหนึ่งกำลังขยับร่างของเขาอยู่บนร่างของฉัน ฉันหลับตาตั้งสติอีกครั้ง นึกทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืน ใครกันหนอมานอนกับฉัน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นพิจารณาที่ใบหน้าคมเข้มนั้น ยกมือขึ้นลากนิ้วไปบนขนคิ้วดกดำ ผมของเขายาวสลวยห้อยลงมาระใบหน้าของฉัน ฉันลูบเสยผมของเขารวบไปไว้ด้านหลัง ยิ้มให้เขาก่อนจะใช้ลิ้นสัมผัสริมฝีปากของเขา “ปวดหัวจังเลย” ฉันบอกเขาเพื่อยุติบทพิศวาสที่กำลังดำเนินอยู่ เขาเป็นใคร มาจากไหน ชื่ออะไร โอย! งงสิ้นดี ฉันลุกขึ้นเสยผมเผ้ายุ่งเหยิง มองไปยังกระจกบานใหญ่ในห้อง มองร่างเปลือยเปล่าของตัวเอง เห็นใบหน้าที่รู้สึกว่าโทรมเหลือกำลัง “ไปอาบน้ำกันดีกว่า หิวข้าวแล้วด้วย” ฉันบอกเขาในขณะที่เขากำลังเงี่ยหูฟังเสียงกุกกักนอกห้อง “อ้าว ไหนว่าอยู่คนเดียว” “ก็ฉันอยู่คนเดียวจริงๆ” ฉันไม่ชอบตอบคำถามแบบนี้เลย “แล้วใครอยู่ข้างนอก” “ก็แม่ฉัน” “เมื่อคืนบอกว่าอยู่คนเดียว” I come to but upon opening my eyes am shocked to see the sharp face of a man whose body is moving over mine. I close my eyes to compose myself once again, to recall last night’s events. Who the heck is sleeping with me? I slowly open my eyes, consider those sharp features, raise my hand to follow with a finger the bushy black eyebrows. His long flowing hair keeps brushing against my face. I stroke his hair through my fingers and push it back, smile at him before using my tongue to touch his lips. ‘I have a splitting headache,’ I tell him to put an end to the hanky-panky underway.  Who is he? Where does he come from? What’s his name? Gosh! Total blank. I get up, rake my dishevelled hair with my fingers, look at the large mirror in the room, look at my naked body, see a face which I find terribly rundown. ‘We’d better shower now. I’m terribly hungry as well,’ I tell him as he strains to hear the halting voice outside the room. ‘Well now! Didn’t you say you were alone?’ ‘But I do live alone!’ I don’t like answering this sort of question. ‘Then who is that outside?’ ‘My mum.’ ‘Last night you told me you were alone.’
ให้ตายเถอะ ฉันพาต้นเสาหรือก้อนหินเข้าบ้านมาด้วยนะ ฉันบอกเขาว่าฉันอยู่คนเดียว แต่เขาก็พยายามจะบอกว่าฉันอยู่กับแม่ มีแม่อยู่กับฉันในบ้าน ก็ใช่ … แต่ฉันอยู่คนเดียวนี่ … ฉันอยู่ตัวคนเดียวในโลก! Damn! I’ve taken a pillar or a stone into the house. I told him I lived alone, but he’s trying to tell me I live with my mother. My mother is with me in the house. Well, yes … but I do live alone … I live all by myself in the world!
ชายคนนั้นเดินตามฉันเข้าห้องน้ำ เขาตัวสูง หน้าตาดี คมเข้มจนดูดุน่ากลัว ผมยาวถึงเอว ฉันมองหน้าเขาผ่านสายน้ำจากฝักบัว มีเคราเขียวๆ มีหนวดบางๆ ริมฝีปากได้รูปแดงน่าจูบ เรายืนมองหน้ากันอยู่อย่างนั้น เขาก็คงเหมือนฉันที่เมื่อคืนมืดมากเลยมองหน้ากันไม่ชัด ฉันยังนึกขำตัวเองที่เพิ่งจะมารู้เมื่อกี้ว่า เขาผมยาว แถมดำเป็นมันสวยเชียว ฉันเขย่งเท้าน้อยๆ ขึ้นสัมผัสริมฝีปากแดงๆ น่ารักนั่นด้วยริมฝีปากของฉัน “เราจะได้อาบน้ำกันไหมเนี่ย” เขายิ้ม แล้วหยิบสบู่ขึ้นมาฟอกไปตามตัว ฉันเบียดร่างเข้าไปชิดเขา เขาโอบฉันไว้แล้วฟอกถูสบู่ลูบไล้ไปบนเนื้อตัวของฉันอย่างนุ่มนวล The man follows me into the bathroom. He’s tall, good-looking, with features so sharp he looks fierce even scary, hair down to his waist. I look at his face through the water jet from the shower head. He has a dense beard and a thin moustache, well-drawn, red, kiss-me lips. We stand staring at each other like that. He’s probably like me, as last night it was very dark so we couldn’t see each other clearly. I’m even amused at myself for finding out just now that his hair is long, and shiny black and damn cute too. I tiptoe to reach his lovely red lips with my lips. ‘Are we going to shower or not?’ He smiles and then grabs the soap and soaps himself. I push my body against his. He enfolds me in his arms and then runs the soap all over my flesh gently.
“นิ่ม! นิ่ม!” เสียงแม่ตะโกนเรียกฉันพร้อมกับทุบประตูปังๆ ฉันเลิกคิ้วแล้วหันไปบอกกับเขาว่า “แม่เรียก” แล้วตะโกนตอบแม่ว่ากำลังอาบน้ำ “แม่เรียกคุณว่าอะไรนะ นิ่มเหรอ” เขาหัวเราะลั่นอย่างขบขันเสียเหลือเกิน ฉันทุบแรงๆ บนหน้าอกของเขาแล้วถามเขาว่าทำไม มันตลกนักหรือ เขาบอกว่ามันขัดกับบุคลิกของฉันอย่างแรง ฉันเองเคยคิดเหมือนกันว่า แม่เรียกฉันว่านิ่มมาตลอด แม่คงจะแฝงความรู้สึกอะไรบางอย่างไว้ “แล้วคุณล่ะชื่ออะไร” “โหย! ผมบอกคุณไม่รู้กี่รอบแล้ว เขียนไว้ในสมุดขอบคุณด้วยไง” “เหรอ ก็จำไม่ได้นี่นา ชื่ออะไรล่ะบอกหน่อยซิ” ฉันพูดขณะดึงผ้ามาเช็ดตัว เปิดประตูออกไปสวมใส่เสื้อผ้า “เดี๋ยวผมเปิดสมุดของคุณที่ผมเขียนไว้เมื่อคืนให้ดู” เขาเปิดกระเป๋าของฉันอย่างถือวิสาสะ หยิบสมุดไดอารี่ออกมาเปิดอย่างกับเป็นสมุดของตัวเอง เขาเปิดหน้าที่มีลายมือของเขา เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ ที่ทำงาน โห! มาเขียนไว้เมื่อไหร่กันเนี่ย อ้อม โอ๊ยชื่ออ้อมจะบ้าตาย ฉันหัวเราะล้มกลิ้งลงบนเตียง เขาทำหน้าตากรุ้มกริ่มน่ารักเป็นบ้า มองดูเขาหยิบกางเกงในขึ้นมาสวม ผู้ชายนี่เวลานุ่งกางเกงในมีเสน่ห์จริงๆ ฉันดึงตัวเขาเข้ามาใกล้ซุกหน้าไปบนแผงขนดกเหนือสะดือ ก่อนจะกัดอย่างมันเขี้ยวเข้าทีหนึ่ง “เดี๋ยวออกไปกินข้าวกัน แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้วละ” “แล้วแม่เขาจะไม่ว่าผมหรือ” “ว่าเรื่องอะไร” ฉันเลิกคิ้วด้วยความรำคาญ “เร็วๆ เหอะน่าหิว” ‘Nim! Nim!’ Mum shouts out my name as she pummels the door with her fists. I raise my eyebrows and then turn to tell him, ‘It’s my mum calling,’ and then shout in answer to my mother that I’m taking a shower. ‘What is it your mother calls you? Nim?’ He bursts out laughing, highly amused. I punch his chest hard and ask him what’s so funny. He tells me ‘soft’ is radically at odds with my personality. I myself have often thought that mum calls me ‘soft’ all the time to conceal feelings of some kind. ‘What’s your name, then?’ ‘What! I don’t know how many times I’ve told you already. I even wrote it down in your thank-you book.’ ‘Really? Well, I don’t remember. So, what’s your name? Tell me,’ I say as I take the towel to dry myself, open the door to go and get dressed. ‘I’ll open your book where I wrote it down last night and show you.’ He takes the liberty to open my bag, picks up my diary and opens it as if it were his. He finds the page with his handwriting, phone number, address, workplace. Oh! When the heck did he write all this? Orm. His name’s Orm, ‘get around’, how absurd! I burst out laughing and fall back on the bed. He makes absolutely lovely bedroom eyes. I watch him pick up his briefs and put them on. Men, when they put on their briefs I fall for them. I draw him close, sink my face into the hairy stretch above his navel before biting it playfully. ‘Let’s go out and eat. Mum’s cooked for us.’ ‘Won’t she shout at me?’ ‘Why should she?’ I raise my eyebrows in irritation. ‘Hurry up. I’m hungry.’
“แม่ มีอะไรกินมั่ง” ‘Mum, what is there to eat?’
“ของชอบของนิ่มทั้งนั้นเลย เมื่อคืนกลับมากี่โมงล่ะลูก” ‘All dishes you like. What time did you come back last night, darling?’
แม่บรรจงจัดโต๊ะอาหารและพูดเจื้อยแจ้ว ยังไม่ได้หันมามองว่าฉันเดินออกมาจากห้องพร้อมกับใคร ฉันถอนใจที่จะต้องทะเลาะกับแม่อีกแล้ว ตอนนี้แม่กำลังอารมณ์ดีอยู่เชียว แต่ให้ตายเถอะ เมื่อไหร่ฉันจะได้อยู่คนเดียวในโลกจริงๆ โดยไม่ต้องมีใครมาคอยพร่ำเพ้อว่าห่วงใย ว่ารักนักรักหนาว่าจะมาฝากผีฝากไข้กับคนอย่างฉัน Mum is carefully setting the table and prattling sweetly. She hasn’t turned around yet and seen who I’m walking out of the room with. I’m discouraged at having to quarrel with her once again. Right now, she’s in a bloody good mood, but damn it, when will I really be alone in the world without having someone always around to claim she worries about me, to love me and be dependent on a person like me?
แม่หันมา ฉันจับจ้องใบหน้าของแม่ สีหน้าที่ยิ้มสดชื่นอยู่เมื่อครู่ค่อยๆ สลดและซีดเผือดลงเมื่อมองเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉัน “สวัสดีครับแม่” เขายกมือไหว้ “เพื่อนหนูเองแม่ เมื่อคืนเขามาส่ง” ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยสิแม่ ฉันอยากจะบอกแม่อย่างนั้น แต่ช้าไปแล้วเมื่อแม่เอ่ยขึ้นมา “กินกันตามสบายเลยนะ เดี๋ยวแม่จะออกไปข้างนอก” “แม่ไม่กินข้าวด้วยกันก่อนเหรอ” แม่ส่ายหัวเหมือนคนไร้สติ เดินตัวแข็งเกร็งออกจากประตูบ้านไป โธ่ … แม่ ฉันจะกินข้าวอร่อยได้ยังไง ถ้าแม่มีกิริยาอาการแบบนี้ Mum turns round. I watch her face. The fresh smiling expression slowly turns sad and pale when she sees the person that stands next to me. ‘Good morning, mother.’ He raises his hands and bows to her. ‘This is my friend, mum. He drove me home last night.’ Come on, mum, be nice to him: that’s what I’d like to tell her, but it’s too late when she says, ‘Enjoy the food. I’m going out.’ ‘Won’t you eat with us first?’ Mum shakes her head as if she has lost it, walks stiffly out of the main door and is gone. Good grief, mum! How can I enjoy the food if you behave like this?
=
ฉันเดินไปส่งเขาที่ชอปเปอร์บริเวณหน้าบ้าน เฮ้อ เมื่อคืนฉันซ้อนชอปเปอร์มาเหรอนี่ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย ดีนะที่ไม่ตกลงมาตาย เขาหันมาเอามือบีบหัวไหล่ของฉัน ฉันสบตากับเขาตรงๆ นัยน์ตานั้นช่างแสนซื่อและจริงใจ “เดี๋ยวผมโทร.มาหานะ” I walk him back to the chopper parked in front of the house. Wow! So I rode that monster last night, did I? I had no idea. Lucky I didn’t fall and die. He turns round and with his hand presses my shoulder. I look straight into his eyes. His eyes are so honest and candid. ‘I’ll call you,’ he says. ‘Monster’ to avoid the repetition of ‘chopper’ while staying in the spirit of the context.
ฉันไม่สนใจหรอกว่าเขาจะโทร.มา จะมาหา ไม่มาหา หรือจะไปขึ้นสวรรค์ลงนรกที่ไหน เดินกลับเข้าบ้านมาทรุดนั่งที่โซฟา เตรียมทำสงครามอารมณ์กับผู้ให้กำเนิด ทำไมนิ่มไม่เหมือนแม่ แม่เคยถามอย่างนั้น แม่เป็นบ้าไปแล้วหรือไง ฉันจะไปเหมือนแม่ได้ยังไง แม่เป็นหม้ายมายี่สิบปีอยู่กับฉันมาสองคนในบ้าน แม่ไม่เคยมองผู้ชาย ไม่เคยสนใจใคร เพราะแม่รักลูก แม่บอกอย่างนั้น ฉันไม่เข้าใจ รักลูกมันจะตื่นเต้นตรงไหน ฉันเปิดโอกาสให้แม่คบกับผู้ชายเสมอ แต่แม่กลับสนใจอยู่แต่กับฉัน คอยสนใจว่าวันๆ ฉันจะไปไหน จะทำอะไร กินอยู่อย่างไร เบื่อจะบ้าตาย I don’t care whether he calls me or comes and sees me or not or goes to paradise or to hell. I walk back into the house and let myself down on the sofa, getting ready for a mood war with the person that gave birth to me. Why aren’t you like me, mum once asked me. Is she mad or what? How could I be like her? She’s been a widow for twenty years, the two of us alone in the house. She’s never looked at a man, never shown interest in anyone because she loves her child, that’s what she told me. I don’t understand: what’s so exciting about loving one’s child? I’m always giving her the opportunity to meet men, but she’s only interested in me, only wants to know day after day where I’m going, what I’m doing, how I’m eating and sleeping, so damn boring! ==

=

=

=

=

แม่หม้าย: widow or divorcee (also แม่ร้าง).

นั่งอ่านหนังสือก็แล้ว ดูทีวีก็แล้ว แม่ยังไม่กลับเข้ามา ฉันเริ่มรู้สึกมึนหัวเลยเดินเข้าไปนอนในห้องและหลับลงอย่างง่ายดายด้วยความอ่อนเพลีย I sit reading a book then look at TV and mum is still not back. I’m beginning to feel giddy so I step into the bedroom and easily fall asleep out of weakness.
ตื่นขึ้นมาอีกทีตอนหัวค่ำ ได้ยินเสียงแม่ทำอะไรกุกกักอยู่ข้างนอก แม่กลับเข้ามาแล้วหรือ นอกหน้าต่างมืดสนิท ฉันนอนลืมตาโพลง คิดอยู่ว่าจะออกไปพูดกับแม่ว่าอย่างไรดี แต่อย่าเลย ทำไมแม่ไม่เข้ามาคุยกับฉันในห้องล่ะ เสียงฝีเท้าของแม่เงียบไป แม่ไม่มาซักถามอะไรฉันจริงๆ ด้วย แม่เป็นอะไรไป แม่ไม่เคยเก็บความรู้สึกกับฉันแบบนี้มาก่อน ไม่เป็นไรหรอกหลับต่อก่อนเถอะ ยังไงแม่ก็ยังอยู่ในบ้านนี้วันยังค่ำ อาจจะกำลังงอนรอให้ฉันไปง้อละมัง โธ่! ไม่มีทาง แม่ก็รู้จักฉัน… I wake up again at dusk, hear some sort of clattering from mum outside. So she’s come back, has she? Out of the window it’s totally dark. I lie eyes wide open, thinking about what to say when I go out and talk to her, but better not. Why doesn’t she come and talk to me in here? The sound of her footsteps stops. She really isn’t com- ing in to ask me questions. What’s the matter with her? She’s never kept her feelings from me like this before. Never mind. Go on sleeping. No matter what she’s still in this house morning, noon and night. Maybe she’s sulking, waiting for me to try to make up. Goodness! No way. She knows me…
=
เสียงเคาะประตูเบาๆ ปลุกให้ฉันตื่น “นิ่มออกมากินข้าวเถอะลูก” ฉันเปิดประตู เห็นแม่หน้าซีด “ยาของแม่หมดแล้ว เดี๋ยวนิ่มไปซื้อให้หน่อยนะ” แม่มีโรคประจำตัวที่ขาดยาไม่ได้ ต้องกินเหมือนเป็นยาเสพติด เห็นหน้าแม่แล้วรู้สึกสงสาร แต่ในความสงสารก็กลัวว่าแม่จะพูดอะไรทำลายบรรยากาศยามเช้าตรู่ A light knock on the door wakes me up. ‘Come out and eat, Nim darling.’ I open the door, see mum’s livid face. ‘I’ve run out of medicine again. Go and buy me some, will you.’ Mum has a chronic disease that can’t go without medicine. She has to take it as if it were a drug. Seeing her face I feel pity, but in that pity I fear she’ll say something that will destroy the early morning atmosphere. ==

=

=

เหมือนเป็นยาเสพติด: ‘as if she were addicted’ is an alternative translation.

“ไม่สงสารปุ้มเขาเหรอถึงได้ทำแบบนี้” แม่เปิดฉากจนได้ “มันจบไปแล้ว ปุ้มกับหนูน่ะ” ฉันขึ้นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์แล้วเดินหนีออกจากห้องไปนั่งที่โต๊ะอาหาร แม่ค่อยทยอยหยิบกับข้าวมาวาง กับข้าวน่ากิน แต่ … ฉันถอนใจ มองกับข้าวพวกนั้นรู้สึกเหมือนทุกจานมีหนอนดิ้นยั้วเยี้ยว “แต่นิ่มจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ เราอยู่ในสังคม เรามีพี่มีน้อง มีญาติ มีตระกูล ปู่ย่าเขาสร้างสมกันมานาน” แม่สาธยายยืดยาวเหมือนเขื่อนที่กักน้ำไว้เต็มปรี่แล้วแตกร้าวมีรอยรั่ว น้ำค่อยๆ ซึมไหลออกมาจนเขื่อนพังทลาย ฉันนิ่งฟังเงียบ ฉันจะไม่เถียง … หยุดนะแม่ หยุดเดี๋ยวนี้ ถ้อยคำเหล่านั้นลอยเข้าหู ข้ามหัว วนเวียนกึกก้องอยู่ภายในบ้าน ก็ได้แม่ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าฉันเป็นคนที่มีความอดทนอยู่ตื้นลึกขนาดไหน … แม่ยังพูดต่อไป … พูด … พูด … หมดแล้ว ความอดทนของฉันอดอยู่ได้แค่ประโยค “แม่อายชาวบ้านเค้า” ‘Don’t you feel pity for Pum behaving like this?’ Mum manages to start hostilities. ‘It’s finished between Pum and me.’ I raise my voice moodily and walk out of the room to go and sit at the breakfast table. Mum follows with the food tray she puts down. The food looks delicious but I’m disheartened, look at those dishes and feel as if they have worms wriggling in them. ‘But you can’t act like this, Nim. We are in society, we have siblings, we have relatives, we have a name our grandparents have long established.’ Mum discourses at length like a dam full to the brim that develops a leakage with the first crack. The water keeps seeping out until the dam crumbles. I listen quietly without moving. I will not argue … Stop, mum! Stop right now! Those words flow into one ear, across the head, resound around the house. So be it, mum. I myself would like to know how patient I can be … Mum keeps speaking, speaking, speaking. Enough! My patience gives up with her ‘I’m ashamed of what people might say’. [We gather that Pum [short ‘oo’ sound] is the previous boyfriend – would that be ‘the man washing clothes for me’ that has fled?]
อายชาวบ้านหรือ… Ashamed of what people might say…
=
โทรศัพท์ดังขึ้นแทรกผ่านสรรพเสียงในนรกจำลองของฉัน “อินทร์ นี่ผมเองนะ แม่ว่ายังไงบ้าง” “เค้าไม่ได้ว่าอะไรหรอก จะสนใจไปทำไม” “เออ คืนนี้เพื่อนๆ ผมเขาจะขับรถไปสมุยกัน อินทร์จะไปกับผมไหม” “ไปซิ” ฉันตอบโดยที่ยังไม่มีสมองส่วนไหนสั่งการ ไปทั้งนั้น ไปไหนก็ได้ นรก สวรรค์ ไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้ ไปให้พ้นจากแม่ “ตอนนี้สิบโมงเช้าเดี๋ยวบ่ายๆ ผมไปรับนะ” ฉันวางหูโทรศัพท์ลงอย่างไม่ยินดียินร้าย แม่คิดว่าฉันมีความสุขหรือที่ทำให้แม่โกรธ ทำให้แม่ร้องไห้ แม่โกรธฉัน ฉันก็โกรธแม่ โกรธที่แม่ยืนอยู่แต่บนมุมมองของแม่เอง The phone rings, cutting through the voice in this ersatz hell of mine. ‘It’s me. What did your mum say?’ ‘She didn’t say anything. Why should you care?’ ‘Uh, tonight my friends and I are riding to Samui*. Will you come with me?’ ‘Sure,’ I answer before any part of my brain gives instructions. Of course I’ll go, whatever the scenario, anywhere, hell or paradise, so long as it’s away from this house, away from mum. ‘It’s ten a. m. now. I’ll come and fetch you in early afternoon.’ I put down the handset without feeling anything. Does mum think I’m happy to make her angry, to make her cry? Mum is angry with me, I’m angry with her, angry that she won’t budge from her own viewpoint. ==

=

=

* Samui is the main island in mid-South on the Gulf of Thailand side.

ฉันหยิบของใส่กระเป๋าติดตัวไปไม่กี่ชิ้น ไม่มีอะไรมีความหมายกับฉันเลย ฉันมีชีวิตว่างเปล่า ใส่รองเท้าเสร็จ ฉันเดินเลี่ยงจากมุมที่แม่นั่งอยู่ไปนั่งรออ้อมที่ใต้ซุ้มต้นการเวกอีกด้านหนึ่ง อดชำเลืองดูแม่ไม่ได้ คืนนี้ฉันคงไม่กลับบ้าน แม่คงต้องคอยฉันทั้งคืน นึกอยากเดินไปบอกแม่ไปกอด ไปขอโทษแต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อแม่กำลังผิดหวัง เป็นความผิดซ้ำซากที่แม่ไม่เคยคิดหนีห่างจากมัน ไม่เห็นยากเลยแม่ เพียงแค่แม่ละทิ้งความหวังทั้งหลายลงเสียเท่านั้น แม่ก็จะไม่ต้องผิดหวังอีกต่อไป I put only a few things in a bag to take along. Nothing has meaning for me. My life is empty. When I’ve put on my shoes, I sneak away from the corner where mum is sitting and go and sit to wait for Orm under the ylang-ylang vine on the other side. I can’t help casting glances at mum. Tonight I won’t be home; she’ll wait for me all night. I think of walking over to tell her, to hug her, to apologise, but what good would that be when she is disappointed? It’s a mistake she keeps making and never thinks of fleeing from. It isn’t difficult, you know, mum. Just give up all hopes and you’ll never be disappointed again.
=
ชอปเปอร์รูปร่างแปลกตาหลายคันแล่นตามกันไปบนทางหลวง ผ่านแสงไฟที่สาดส่องยามเข้าตัวเมือง บางช่วงเปลี่ยวมืดน่ากลัว เสียงแผดสนั่นของเครื่องยนต์ประสานกันคำรามลั่น ตลอดทางฉันนั่งกอดเอวหนุ่มผมยาวแน่น เอาหน้าแนบชิดแผ่นหลังของเขา ปล่อยน้ำตาไหลรินปลิวกระเซ็นไปตามแรงลมที่ปะทะมาแรงๆ ทุกคราวที่หยุดพัก จนเมื่อขึ้นเฟอร์รี่ลงถึงเกาะ ฉันจะปาดน้ำตาออกเพื่อคอยตอบรับรอยยิ้มและถ้อยคำเอาอกเอาใจจากเขาและเพื่อนๆ ยิ้ม หัวเราะ มึนเมาเหมือนกับสนุกสนาน เหมือนหลุดจากโลกของตัวเองเข้าไปผสมปนเปเป็นสมาชิกของพวกเขาเหล่านั้น คงไม่มีใครสังเกตเห็นแววตาว่างเปล่าของฉันที่ฉายวูบวาบฉาบทาอยู่บนร่างของพวกเขา เสียงหัวเราะดังลั่นเป็นระยะ ฉันยิ่งต้องกรีดเสียงให้กึกก้องกว่า ถึงอย่างไร ฉันก็ยังอยู่ในโลกตัวคนเดียว Oddly shaped choppers are speeding along the highway, past pools of lights marking the entrances to towns, some areas frighteningly desolate and dark, the noise of the engines building to a resounding roar. All the way I sit hugging the waist of the long-haired man tight, my face pressed against his back, letting tears, which are scattered by the wind that blows hard as we ride, flow freely every time we stop to rest. When we step onto the ferry to the island, I wipe out the tears to answer the smiles and words of concern of Orm and his friends, smile, laugh, tipsy as if from fun, as if I have slipped out of my own world to mix with them as a member of their group. Nobody notices the emptiness in my eyes, for all their twinkle as they linger over their bodies. Loud laughter resounds at times. I must pitch my voice higher to be heard. No matter what, I’m still alone in the world.
อ้อมแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของฉันต่อหน้าเพื่อนๆ จนออกนอกหน้า พยายามจะเข้าถึงและแทรกตัวเข้ามาในโลกของฉัน เขากำลังเข้าใจฉันผิดอีกมากมาย แต่ฉันจะให้โอกาสเขา ถึงอย่างไร ฉันก็มีความรู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อนที่มีอัธยาศัยดีคนหนึ่ง In front of his friends Orm behaves openly as if he owns me. He tries to reach and insert himself into my world. He misunderstands me in many other ways, but I’ll give him a chance. No matter what, I have the feeling he’s a friend with an amiable nature.
ค้างคืนที่สมุยผ่านไปสองคืนฉันก็เริ่มเบื่อ เบื่อบทสนทนาซ้ำซาก อ้อมคงจะรู้ได้จากอาการของฉันจึงคอยถามอยู่เรื่อยว่าเบื่อหรือ จะกลับไหม ฉันประทับใจผู้ชายคนนี้ เขาพาฉันกลับคืนนั้นทันทีเมื่อฉันบอกว่าเบื่อ โดยที่เพื่อนๆ ของเขายังอยู่กันต่ออีกหลายคืน ฉันจะเที่ยวอย่างสนุกสนานได้อย่างไรในเมื่อแม่ไม่รู้ว่าฉันหายไปไหน โอ๊ย เซ็งจริงๆ ทำไมฉันต้องรู้สึกผิดด้วย After two nights on Samui I’m beginning to be bored, bored with the conversation which is always the same. Orm must realise this from my behaviour so he keeps asking me if I’m fed up, do I want to go back. I’m impressed by this man. He takes me back that night at once when I tell him I’ve had enough, even though his friends will stay on for many more nights. How can I enjoy myself travel- ling around when mum doesn’t know where I have disappeared? Oh, how boring! Why do I have to feel guilty as well?
=
เขาเลี้ยวรถเข้าไปจอดชิดประตูบ้าน บ้านปิดเงียบ แม่ไปไหนนะ เราสองคนเดินเข้าไปในบ้าน ทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน ฉันล้มตัวนอนลง เอาขาทั้งสองข้างพาดไว้บนตักของเขา เขาขยับมือค่อยๆ บีบนวดไปตามน่องของฉันที่กำลังปวดเมื่อยพอดี ฉันส่ายหัวมองหน้าเขา อยากจะบอกเขาว่า คุณกำลังอยากทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใช่ไหม หยุดเถอะ ไม่สำเร็จหรอก He turns to park the bike right in front of the main door. The house is closed and silent. Where’s mum? The two of us step into the house, let ourselves drop onto the sofa, weak with tiredness. I lie down, my legs across his lap. He moves his hand to slowly massage my calves which are aching right now. I shake my head staring at him. I’d like to tell him you’re trying to make me feel I’m not alone in the world, aren’t you. Stop. You won’t succeed.
แล้วแม่ … แม่ไปไหน เอื้อมมือไปดึงผมของเขาเล่น ผมเขาสวยจริงๆ มีเสียงคนเดินเข้ามา ป้านั่นเอง ถือวิสาสะอะไรกันเนี่ย ป้าเปิดประตูบ้านเข้ามายืนจังก้าตรงหน้าเราสองคน “นิ่ม เอ็งนี่มันเลวจริงๆ มานอนกอดกับผู้ชายอยู่ได้ แม่เอ็งตายแล้วรู้ไหม ตอนนี้ตั้งสวดอยู่ที่วัด” แม่ตายก็แม่ฉัน แต่ป้า … ป้าไม่มีสิทธิมาด่าฉัน “หายไปไหนมา แม่เอ็งไม่มียากิน จนอาการกำเริบชักตาตั้ง ตอนกลางคืนฝนตกก็ออกมานั่งตากฝนรอเอ็งอยู่หน้าบ้านทุกคืน จนไม่สบายเพราะโรคแทรกซ้อน ช็อกตายเอาไปส่งโรงพยาบาลไม่ทัน หัวจิตหัวใจของเอ็งทำด้วยอะไรวะ ทำไมถึงใจจืดใจดำอย่างนี้” เสียงของป้าที่เกรี้ยวกราดอยู่ตอนแรกค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสะอื้น “ข้าสงสารแม่เอ็งจริงๆ เอ็งเคยรักเขาบ้างไหมวะ” น้ำตาของฉันค่อยๆ ไหลรินลงอาบแก้ม ฉันลุกขึ้นเดินเข้าไปหาป้า โอบกอดป้าไว้แน่น “ป้า แม่ไปไหน” ฉันหลับตา โลกทั้งโลกหมุนคว้าง ค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น เขาค่อยๆ พยุงฉันขึ้นนั่งบนโซฟา “ไปไหว้แม่ซะ ศพอยู่ที่วัดเจ็ด” ป้าสั่งด้วยเสียงสะอื้นก่อนจะหันหลังเดินออกไป ฉันกรีดร้องเสียงดังและนานที่สุด And then mum … where is she? I stretch out my hand to pull his hair playfully. His hair is really beautiful. There’s the sound of someone walking in. It’s auntie. How dare she? She opens the main door, enters and stands with her fists on her hips in front of the two of us. ‘Nim, you’re really bad, coming here to lie hugging a man. Your mother’s dead, you know. There’s prayer service going on at the temple right now.’ Mum’s dead, she’s my mum, but auntie … auntie has no right to scold me. ‘Where have you been? Your mother didn’t have her medicine so her condition worsened, and at night it rained and she came out and sat under the rain waiting for you in front of the house every night, until she fell ill because she suffered complications and died of shock before she could be sent to hospital. What is your heart made of? Why are you so callous like that?’ Auntie’s voice, enraged at first, slowly turns to sobbing. ‘I really pitied your mother. Did you ever love her at all?’ My tears slowly flow down flooding my cheeks. I get up, walk up to auntie and hug her tight. ‘Auntie, where is mum?’ I close my eyes. The whole world is whirling. I slowly let myself down and sit on the floor. He slowly helps me up to sit on the sofa. ‘Go and pay your respects to your mother, the body is at the seventh temple,’ auntie orders in a voice full of sobs before she turns her back and walks out. I shout the longest shout at the top of my voice.
=
เลือกเสื้อยืดสีชมพูที่แม่เคยซื้อให้ แม่ชมฉันทุกครั้งว่าฉันใส่เสื้อตัวนี้แล้วดูน่ารักสดใส ฉันค่อยๆ สวมมันช้าๆ ฉันไม่ต้องไว้ทุกข์อีกแล้ว แม่ไปสบายแล้ว หมดสิ้นความทุกข์ความทรมานใดๆ ที่ฉันเป็นคนก่อ แม่ไม่ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเผชิญกับความผิดหวังอีกต่อไป I choose the pink t-shirt mum once bought for me. She praised me every time saying that wearing that t-shirt made me look lovely and fresh. I put it on slowly. I don’t have to be in mourning any longer. Mum is fine now, free from any sorrow and torment because of me. She doesn’t have to live to face disappointment any longer.
อ้อมเดินตามฉันเข้าไปในศาลาวัด ร่างกายโกโรโกโสของเราทั้งสอง พอจะทำให้คนที่นั่งอยู่หันมามอง ฉันรู้ว่าพวกเขาคงซุบซิบนินทาด่าว่าฉัน คนเหล่านี้ไงที่แม่เคยบอกว่า ‘อาย‘ เขานักหนา Orm follows me into the pavilion at the temple. The bodies of the two of us are ramshackle enough to have the people sitting there turn to look at us. I know they are whispering mean things about me. It was those people in front of whom mum used to say she felt ashamed.
ฉันทรุดนั่งลงจุดธูป เพ่งมองที่รูปแม่ แววตาของแม่ยังเปี่ยมไปด้วยความปรานีต่อฉัน “แม่ไม่โกรธนิ่มหรอก วันนี้ลูกใส่เสื้อสวยจัง” ฉันมองเห็นปากแม่ขยับพูด ยกมือพนมก้มลงกราบ ฉันกำลังจะได้อยู่คนเดียวแล้วใช่ไหมแม่ น้ำตาของฉันไหลพรั่งพรู I sit down to light a stick of incense, gaze at the picture of mum. Her eyes are still full of compassion for me. ‘I’m not angry with you, Nim. Today you’re so pretty in that t-shirt.’ I watch mum’s mouth moving, I raise my hands and prostrate myself. I’m going to be alone now, aren’t I, mum? My tears pour forth.
ฉันนั่งนิ่งมองรูปแม่ สะอื้นไห้เนิ่นนาน ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหยุดยืนที่รูป เอื้อมมือสัมผัสใบหน้าแม่ ยื่นจมูกสัมผัสแก้ม I sit still looking at mum’s picture, sob for a long time before standing up and walking up to the picture, stretching out my hand to feel her face, poking my nose to feel her cheek.
ฉันได้อยู่คนเดียวแล้วใช่ไหมแม่ I’m alone now, aren’t I, mum?
=

‘Khon Diao Nai Loak’ in Chor Karrakeit 38, 1998

Prartana Rattana, born in 1970 in Chachoengsao, east of Bangkok, is, among other occupations, a columnist, a consultant and a writer with three collections of short stories and a novel under her belt and another novel in the pipeline. .prartana2

The blind man – Taratip

Joseph Heller said it first: ‘Just because you’re paranoid doesn’t mean they aren’t after you’. A marvellously depressing story. MB

คนตาบอด

THE BLIND MAN

blind1 blindflip

ธราธิป

TARATIP

TRANSLATOR’S KITCHEN
= ==
คุณมองรถเมล์ที่แล่นผ่านป้ายด้วยความกระวนกระวายใจ แต่ละคันผู้คนแทบล้นทะลักออกนอกประตู คุณเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากรถเมล์ธรรมดามาเป็นรถเมล์ปรับอากาศ หรือรถ ปอ.พ. แต่คุณก็ยังไม่สมหวัง คุณเริ่มไม่มั่นใจว่าจะได้ขึ้นรถเมล์กลับบ้านทันดูรายการวาไรตี้ที่คุณชอบ คุณเริ่มกระสับกระส่าย สายตาที่หวาดระแวงของคุณยังปรายๆ ไปทางชายหน้าเหี้ยม คุณเชื่อว่าเขาลอบมองคุณด้วยแววตาหื่นกระหาย คุณเชื่อของคุณเช่นนั้น คุณเชื่อมาตลอดถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตว่านับวันจะทวีมากขึ้น คุณเริ่มนึกถึงพี่พร You look at the buses that come to the bus stop with wariness. With each bus, people almost spill out of the doors. You’re beginning to change target from an ordinary bus to an air-conditioned bus but keep being disappointed. You’re beginning to doubt a bus will take you home on time for the variety programme you like. You’re beginning to fidget. You cast suspicious eyes on a man with a ruthless face. You believe he’s peeping at you with lust in his eyes. That’s what you believe. You’ve always thought that insecurity in life can only increase with every passing day. You’re beginning to think of Big Sister Phorn.
พี่พรเป็นผู้หญิงที่คุณชื่นชอบ เป็นทั้งหัวหน้างานและพี่สาวแสนดี Phorn was a woman you admired. She was both your chief at work and your elder sister. Change of tense, made imperative by the context: Phorn is dead.
“พี่พรไม่กลัวหรือคะ กลับดึกๆ ดื่นๆ แถมบ้านพี่ยังเข้าไปลึกมากด้วย” คุณถามพี่พรในคืนหนึ่งขณะแกขับรถมาส่งคุณที่บ้าน ‘With your house deep down the street, aren’t you afraid going back home so late at night,’ you asked your sister one night as she was driving you back home. The inversion in the terms of the question is forced by the use of the verb ‘asked’ late in the sentence.
คุณและพี่พรอยู่ทำงานจนดึก คุณอยู่เพราะเกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธพี่พรซึ่งต้องการเพียงคนอยู่เป็นเพื่อนแก้เหงา อีกอย่างคุณยังไม่พ้นการทดลองงานสามเดือน คนเพิ่งจบมาใหม่ๆ อย่างคุณยังหิวกระหายในการทำงานมากเหลือเกิน คุณคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าเพื่อนหลายคน เพียงเดินทางเข้ามาแสวงหางานในเมืองหลวงไม่นานก็ได้รับการเรียกตัว You and she stayed working late. You stayed late out of consideration for her, not daring to refuse while she merely wanted someone to keep her company so she didn’t feel alone. Besides, you aren’t through the three months’ trial period at work yet. Those that are just out of school like you are eager for work. You think you’re luckier than many of your friends. Shortly after travelling to the capital to look for work you were called on. คนเพิ่งจบมาใหม่ๆ: literally, ‘those who have just finished’ – ‘their studies’ is implicit.
คุณยังจำได้ว่าพี่พรหัวเราะเสียงใส “พี่จะไปกลัวอะไร พี่ไม่เคยคิดร้ายกับใคร พี่สวดมนต์แผ่เมตตาทุกคืน คนอย่างพี่อย่าว่าแต่โจรเลย แม้แต่ผียังต้องรักพี่คุ้มครองพี่” You still remember that Phorn laughed gaily. ‘What is there for me to be afraid of? I never wish to do anybody any harm. I pray and share the merit every night. Someone like me, it’s not just the bandits: the spirits themselves must love and protect me.’
พี่พรเชื่อและมั่นใจในการเป็นนักปฏิบัติธรรมของแกมาก แกเชื่อในกฎที่ว่าแรงตกเท่ากับแรงสะท้อนกระแสแห่งความเมตตาการุณย์ที่พี่พรพร่ำแผ่เป็นรัศมีกว้างไพศาลครอบคลุมโลกตามคำบอกของแกจะเป็นเกราะคุ้มภัยที่ดีกว่าอาวุธใดๆ Phorn believed in the practice of dharma she followed scrupulously. She believed in the rule that says that an impulsive force is equal to its counter effect. The flow of loving kindness that she kept pouring out had a huge spread protecting the world. According to her, it was armour against danger better than any weapon.
“เมตตาชนะทุกสิ่งทุกอย่าง” พี่พรมักจะพูดเช่นนั้น แต่คุณไม่เคยเชื่อ ‘Goodwill wins over everything.’ That’s what she kept saying but you’ve never believed this.
คุณเชื่อในระบบรักษาความปลอดภัยที่ต้องระวังตัวแจจนเกือบเป็นวิตกจริต ก่อนนอนคุณจะตรวจสอบกลอนประตูซ้ำๆ เวลาเดินในเส้นทางที่มืดค่ำหน่อย คุณจะหันหน้าหันหลังจนกว่าจะถึงที่หมาย คุณไม่เคยวางใจอะไรเลยนอกจากตัวเอง คุณไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น เพราะทุกเช้าที่อ่านหนังสือพิมพ์คุณจะพบแต่ข่าวร้ายๆ เขย่าประสาทคนขวัญอ่อนอยู่เสมอ คนที่อยู่จังหวัดเล็กๆ อย่างคุณ นานปีจะมีข่าวครึกโครมให้ตื่นเต้นตกใจ ความจริงคุณไม่อยากจากบ้านเกิดมาหรอก ถ้าหากมันมีงานให้คุณทำ อย่างที่ว่านั่นแหละ คุณเพิ่งจบ กำลังไฟแรงอยากจะสร้างตัวเลี้ยงตัวเองให้ได้ในเร็ววัน คุณไม่อยากเป็นภาระของครอบครัวอีก You believe in ensuring security sys- tematically by being extremely careful to the point of compulsive worrying. Before going to bed, you check repeatedly that all the doors are locked. When you go in a direction that is rather dark, you keep turning your head until you reach the place you were aiming to. You’ve never trusted anyone but yourself. You’re not wrong to think like this, because every morning when you read the newspaper you find only terrible news that shake the nerves of the timorous. Those who live in a small province as you did are shocked by news splashed over the media only once in a long while. Actually you didn’t want to leave your hometown if only there had been work for you to do there. It was like that: you had just fin- ished school, were enthusiastic, wanted to make something of yourself, to be able to sustain yourself rapidly. You didn’t want to be a burden for the family any longer.
คุณเคยตกใจมากในครั้งที่ทราบว่าบังอรเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยมัธยมฯ ของคุณซึ่งมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ถูกฆ่าข่มขืน ตั้งแต่นั้นคุณเริ่มกลัวและไม่วางใจในคนแปลกหน้า บางครั้งกับคนเคยเห็นหน้าคุณยังไม่วางใจ You were really shocked when you learned that Bang-orn, your classmate in high school who had gone on to study further in Bangkok, had been raped and killed. From then on you began to be scared and to distrust strangers. Some- times even people you had known before you no longer trusted.
“มองโลกในแง่ดีเสียบ้างสิ เดี๋ยวประสาทกินหรอก” บางคนเคยบอกคุณ แต่คุณจะยิ้มเหยียดๆ ที่คนคนนั้นไม่รู้จักระมัดระวังรักษาตัวเอง สักวันจะต้องเสียใจ ‘Look at the bright side of things, or you’ll suffer a nervous breakdown,’ some people told you, but you would smile contemptuously that they didn’t know enough to be careful and protect themselves and would regret it one day.
คุณเชื่อเช่นนั้นและเชื่อมากขึ้น เมื่อพี่พรมาประสบเหตุถูกฆ่าชิงทรัพย์ในซอยที่แกเข้าออกมาเป็นสิบๆ ปี อานุภาพพระคาถาและรัศมีแห่งความเมตตาไม่อาจปกปักรักษาพี่พรให้รอดปลอดภัยได้ That’s what you believed and you believed it even more when Phorn was robbed and killed in the street she had walked in and out of for dozens of years. The power of incantations and the radiance of goodwill didn’t protect her and keep her safe from danger.
ถ้าพี่พรไม่ตายแต่บาดเจ็บ แกอาจจะบอกว่า “มันเป็นกรรมเก่าของพี่เอง” เหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตของพี่พรมีที่มาจากแหล่งเดียวคือกรรมเก่า ส่วนจะเคยทำไว้ในชาตินี้หรือชาติก่อนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พนักงานส่งเอกสารคนก่อนลาออกไปพร้อมกับเงินที่ขอยืมพี่พรหลายพันบาท พี่พรโทร. ตามหาจนทราบแน่นอนว่าไม่มีโอกาสได้พบตัวอีกแล้ว แกก็ยกมือท่วมหัว กล่าวคำอโหสิกรรมให้กับเขา พี่พรคิดว่าตัวเองคงเคยเอาของเขามาก่อน และรายนี้ไม่ใช่รายแรก If she hadn’t died but had been merely hurt, maybe she’d have told you, ‘It’s my own past karma’. Everything that happened in Phorn’s life had a single source, which was her past karma. Whether this karma was from this life or from the one or ones before, that was another matter. The previous employee in charge of dispatching documents had resigned and left with several thousand baht he had borrowed from Phorn. Phorn had gone after him by phone until she knew for sure that she’d never see that money again. She had raised her joined hands above her head and proclaimed she forgave him. Phorn thought that she herself must have taken money from him before and this wasn’t the first case.
คุณคิดว่าพี่พรทั้งโง่และงมงาย ไม่เคยหลาบจำกับการถูกขอยืมเงินแล้วเชิดหาย คุณอยากเป็นคนเห็นแก่ได้ ยืมเงินพี่พรแล้วไม่คืนบ้าง แต่คุณก็อายใจที่คิดอย่างนั้น You thought Phorn was stupid and credulous, never chastened by being asked for money and then making off with it. You wanted to be greedy, to borrow from her and not return the money, but you felt ashamed to think like this.
พี่พรเหมือนกับยายของคุณที่ให้ศีลให้พรและมอบพระองค์เล็กๆ กับสายสร้อยทองคล้องคอคุณ พร่ำบอกให้คุณหมั่นอาราธนาคุณพระคุณเจ้าให้คุ้มภัย ยายมีเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์มอบให้ คุณหัวเราะเพราะดีใจที่ได้สร้อยและขำอุปกรณ์รักษาชีวิตของยาย คุณอยากได้ปืนสักกระบอกเหมือนวีณา – ลูกสาวนายตำรวจเพื่อนคุณ น่าเสียดายที่พ่อคุณเป็นแค่พ่อค้าผลไม้ธรรมดาไม่ใช่ข้าราชการ Phorn was like your grandmother, who had blessed you and given you a small Buddha pendant and a golden chain she hung to your neck, repeatedly telling you to keep inviting the gods to protect you from danger. She only had sacred things to bestow. You laughed because you were glad to be given a necklace and you found her implements to take care of life funny. You wished you had a gun like Weena, a friend of yours who is the daughter of a police officer. Too bad your father is only an ordinary fruit seller, not a civil servant.
ชีวิตที่ผ่านมาของคุณ คุณรักษาตัวรอดได้เพราะการระวังตัว คุณไม่เคยไปที่เปลี่ยวๆ คุณไม่เคยวางใจแม้แต่เพื่อนนักศึกษาชายที่คุณเรียนร่วมกันมากับพวกเขา คุณรักตัวเอง คุณไม่เคยรักคนอื่น ดวงตาคุณมีแต่เครื่องหมายลบ In your life so far, you’ve kept safe thanks to your caution. You’ve never ventured into isolated places; you’ve never trusted even those male students with whom you studied. You love your- self; you’ve never loved anyone else. Your eyes have only negative symbols.
“แจงดีทุกอย่างจริงๆ นะ” เพื่อนชายที่หมายปองคุณคนหนึ่งเคยพูด “ถ้าแจงจะให้โอกาสใครต่อใครพิสูจน์ตัวเองบ้าง ผมว่าแจงมองโลกในแง่ร้ายเกินไป” ‘You’re good in everything, Jaeng,’ one of your male friends who has a soft spot for you once said. ‘If you require of everyone to prove their worth, I think you’re looking at the world too neg- atively.’
คุณยิ้ม ไม่ตอบ คุณรู้สึกชอบพอเขามากกว่าใคร แต่คุณจำได้ว่าเมื่อปีก่อนเขาเคยประพฤติเช่นนี้กับเพื่อนหญิงคนหนึ่งของคุณ แล้วทอดทิ้งให้เพื่อนคุณผิดหวังกับความฝันลมๆ แล้งๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา คุณไม่อยากเป็นเหยื่อรายต่อไปของเขาหรือของใคร You smiled, didn’t answer. You felt you liked him more than anyone else, but you remembered that the year before he had behaved like this with a friend of yours and then ditched her and left her disappointed with the empty dream he had generated. You didn’t want to be his or anyone else’s next prey. เพื่อนหญิงคนหนึ่งของคุณ: no need to specify it’s a female friend as ‘her’ will do the job of sexing the character.
คุณยังจำความรู้สึกพิเศษที่มีต่อเพื่อนชายครั้งเรียนชั้นมัธยมฯ ได้ คุณชื่นชมในความเรียนเก่งและความสุภาพเรียบร้อยของเขา แต่วันหนึ่งคุณแทบช็อกเมื่อเขาถูกจับได้ว่าแอบดูคนข้างบ้านอาบน้ำ คุณเสียความรู้สึกอย่างมาก จนปรักปรำว่าในหัวมนุษย์ผู้ชายมีแต่เรื่องอย่างนั้น บางทีคุณน่าจะบวชชี แต่ที่วัดก็มีสมีอยู่มาก You still remember the special feeling you had for this male friend when you studied together in high school. You admired his ability to learn and his good manners, but one day you almost had a seizure when he was caught peeping at a neighbour bathing. This made you feel real bad, to the point of alleging that in the head of the human male there were only stories like that. Maybe you should become a nun, but in the monasteries there were many miscreant monks.
เมื่อคุณต้องมาเรียนในสถาบันราชภัฏที่จังหวัดใกล้บ้าน ระยะทางเจ็ดสิบกว่ากิโลฯ คุณเลือกที่จะนั่งรถเมล์โดยสารไปกลับแทนการอยู่หอพัก นอกจากจำเป็นจริงๆ คุณจึงจะนอนค้างกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง คุณรู้สึกปลอดภัยกับการเดินทาง แต่คุณรู้สึกหวาดกลัวกับการอยู่หอพัก เพื่อนๆ หัวเราะเยาะคุณ แต่คุณไม่โกรธเพราะคุณรู้สึกปลอดภัยในความคิด When you had to go and study in a teachers’ training college in a neigh- bouring province, more than seventy kilometres away, you chose to take the bus back and forth every day rather than staying in the dormitory. When it was absolutely necessary, you would stay overnight with a very close friend. You felt safe commuting by bus but you felt scared at the idea of staying in the dormitory. Your friends laughed at you but you weren’t angry because you felt secure in your thoughts.
ถ้าจะถามว่า นอกจากพ่อแม่พี่น้อง คุณไว้ใจสัตว์เพศผู้อื่นๆ บ้างไหม ก็คงเป็นไอ้ยอด – หมาพันทางที่คุณเลี้ยงมันมาตั้งแต่เป็นลูกหมา มันจะวิ่งมารอที่ทางเข้าบ้านทุกเย็นเวลาคุณกลับจากการเรียน และเดินมาส่งคุณทุกเช้าเพื่อเฝ้ามองคุณขึ้นรถโดยสารไป มันไม่เคยทำให้คุณเสียความไว้วางใจ If you were asked whom apart from your parents and siblings you trusted among the males of the species, it must be Yort, the dog you’d bred since it was a puppy. It would run out and wait at the head of the lane leading to the house every afternoon when you came back from school and walk you there every morning to watch you get onto the bus. It can be said it never made you lose your trust in it. [Strange formulation as mother and sister are not male; not to mention the use of the word สัตว์, ‘animal’.]
=
คุณหลบสายฝนที่โปรยปรายลงมา เข้าชิดด้านในหลังคาที่พักผู้โดยสาร ผู้ชายคนนั้นเขยิบใกล้เข้ามา คุณรีบฉากออกมาอีกด้านซึ่งไกลจากเขา แต่ไม่มากพอจะรู้สึกปลอดภัย คุณมองเขาเป็นระยะๆ พลางภาวนาให้รถอะไรมาก็ได้ สายที่จะพาคุณกลับไปบ้านของญาติซึ่งคุณมาอาศัยอยู่ด้วย ยิ่งมืดค่ำมากขึ้นเรื่อยๆ คุณนึกเสียดายที่น่าจะซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของสมชายกลับไปลงบริเวณที่ใกล้บ้านป้ามากกว่านี้ แต่สมชายเพิ่งมาทำงานใหม่ แทนคนเก่าที่เชิดเงินพี่พรนั่นแหละ รอยสักยันต์ที่คอและที่หลังมือของเขาดูน่ากลัวพอที่คุณจะไม่ไว้วางใจเขา ไม่ต้องรอการลงความเห็นจากใครหรอก ความรู้สึกของตัวเองนั่นแหละดีที่สุด To protect yourself from the falling rain, you move deeper inside the bus shelter. That man moves closer to you. You hurriedly shift to the other side away from him, but not enough to feel safe. You look at him by snatches, while wishing for some bus to come, one that will take you back to the relative’s house where you are staying now. It’s getting increasingly dark. You regret you didn’t ride pillion on Somchai’s motorcycle to be dropped off in the vicinity of your aunt’s house, but Somchai is a new worker, replacing the one who abscond- ed with Phorn’s money. The tattoos on his neck and the back of his hands are too frightening for you to trust him. You don’t have to wait for anyone’s opinion. What you feel is the best.
อารมณ์หนึ่งคุณคิดถึงพี่พร รูปถ่ายของแกที่ตั้งอยู่หน้าศพยังดูเบิกบานวางใจในเพื่อนมนุษย์ พี่พรตายเพราะความเชื่อถือคนแท้ๆ มีพยานรู้เห็นบอกตำรวจว่า พี่พรยืนคุยตกลงกับผู้ชายสองคนหลังจากที่รถเฉี่ยวกัน (ถ้าเป็นคุณ คุณจะไม่มีวันทำเช่นนั้นในซอยลึก แม้จะเป็นซอยที่คุณอยู่มากว่าสิบปีก็เถอะ) แล้วพี่พรก็ถูกอุบายตื้นๆ ของทรชนลวงลงมาจากรถยนต์ ฆ่าชิงทรัพย์ ทำไมอานิสงส์ที่พี่พรปฏิบัติศีล สมาธิ ภาวนา ทำบุญสุนทานมากมายไม่ช่วยคุ้มครองแกแล้วยังพระคาถาต่างๆ ที่พี่พรเคยนำหนังสือมาให้คุณเพื่อสวดท่องบ่นอีก ทำไมไม่อาจคุ้มชีวิตแกได้ พี่พรตายอย่างงมงาย คุณเชื่อเช่นนั้น In one mood you miss Phorn, your big sister. Her photograph placed in front of the body still looked cheerful, trusting in the fellow man. Phorn really died be- cause of her trust in people. A witness told the police that she stood chatting amiably with two men after being grazed by a car (if it were you, there’s no way you’d do that deep into the street, even though you might have lived in that street for more than ten years) and then she was victim of the simple trick of a criminal who slipped out of the car and robbed and killed her. What was the advantage for Phorn of observ- ing the precepts? Meditating, praying, making merit of all kinds didn’t help to protect her, and then again the various incantations in a book your sister had brought for you to learn by rote: why didn’t they protect her life? Phorn died for her credulity, that’s what you believe.
คุณมาร่วมงานศพพี่พรเป็นคืนแรก และจะมาอีกครั้งในวันเผาซึ่งคงไม่ต้องกลับมืดอย่างนี้ คุณไม่อยากมาหรอก บ้านพี่พรอยู่ไกลจากบ้านป้าคุณมาก คุณไม่ชำนาญถนนหนทางในกรุงเทพฯ นัก แต่คุณเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นความผูกพันและมารยาททางสังคมที่ต้องมาแสดงความเสียใจต่อศพ เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ แยกย้ายไปคนละสายรถเมล์ คุณยังยืนคอยรถเมล์สายที่ต้องการอยู่ รถขาดระยะนานเหลือเกิน แต่ละคันที่มาก็แน่นทะลักเกินกว่าคุณจะเบียดแทรกขึ้นไปได้ รถ ปอ.พ.ซึ่งราคาแพงที่นั่งก็เต็มทุกคัน คุณเริ่มลังเลใจ อยากจะเรียกรถแท็กซี่แต่คุณยังกลัวอยู่ ในรถแท็กซี่ คุณหนีไปไหนไม่ได้ ถ้ามันขับเร็วๆ ออกไปนอกเขตตัวเมือง คุณจะทำอย่างไรถ้ามันโปะยาสลบคุณ คุณจะทำอย่างไรคุณลังเล You just went to Phorn’s funeral on the first night and you’ll be present again on cremation day when you won’t have to go back at night like now. You didn’t want to go. Phorn’s house is very far from your aunt’s. You’re not familiar with Bangkok roads, but you couldn’t avoid it. For the sake of blood ties and social manners you had to come and show sorrow to the body. Your work col- leagues have all gone each in their bus lines but you are still standing waiting for the bus you want. There’s a very long time between two buses, and each is too crowded for you to make your way inside. The expensive air-conditioned buses have all their seats taken. You’re beginning to hesitate. You’d like to call a taxi but you’re still fearful. In a taxi, you can’t escape anywhere. If it drives fast and goes out of town, what will you do? If you’re given an anaesthetic what will you do? You hesitate.
เสียงกักๆ ดังมาจากด้านหนึ่ง คุณหันขวับ ชายกลางคนสะพายแผงพับสำหรับขายสลากกินแบ่งเดินเคาะไม้เท้าเข้ามาที่ป้ายรถเมล์ คุณรู้สึกดีขึ้นที่ไม่ต้องยืนกับชายหน้าเหี้ยมตามลำพัง ชายตาบอดหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเม็ดฝนบนหน้า กลิ่นบุหรี่ที่ชายหน้าเหี้ยมสูบทำให้เขารู้ว่ามีคนอื่นอยู่ใกล้ ชายตาบอดหันมาทางทิศของควัน A series of taps are heard on one side. You turn to look. A middle-aged man shouldering a folding tray filled with lottery tickets and walking tapping the ground with his cane is reaching the bus stop. You feel better that you don’t have to stand alone with the man with the harsh face. The blind man takes out his handkerchief and wipes the rain off his face. The smell of the cigarette smoked by the man with the harsh face lets him know there is someone standing near- by. The blind man turns in the direction of the smoke.
“สาย 01 มาช่วยบอกผมด้วยนะครับ” เสียงเขานุ่มทุ้ม ‘The 01 line. Please let me know when it’s here.’ His voice is soft and deep-toned.
“ได้สิ จะไปไหนหรือ” ชายหน้าเหี้ยมถาม แล้วทั้งสองก็ยืนคุยกันเหมือนรู้จักกันมานาน ‘Sure. Where are you going,’ the man with the ruthless face asks and then the two of them stand chatting as if they had known each other for a long time.
คุณเริ่มมองเห็นมิตรภาพที่ป้ายรถเมล์ You’re beginning to see friendship at the bus stop.
เขาตาบอดมองไม่เห็นอะไร เขาไม่รู้ว่าชายคนนี้หน้าตาน่ากลัวอย่างไร เขาไม่รู้ว่าชายคนนี้คือใคร เป็นโจรหรือพลเมืองดี แต่เขากล้าที่จะมอบความไว้วางใจของตัวเองผ่านสายตาของชายคนนี้ เขาเชื่อมั่นในความดีมีน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ He’s blind and can’t see anything. He doesn’t know how scary that man’s face is. He doesn’t know who he is, a bandit or a good citizen, but he dares to put his trust in that man’s eyesight. He’s confident in the goodness and goodwill of the fellow man.
คุณยืดไหล่ยืนตัวตรง ความรู้สึกเริ่มผ่อนคลาย ทั้งสองคนคุยกันปรับทุกข์เรื่องเศรษฐกิจ ด่ารัฐบาลบ้างฝ่ายค้านบ้าง คุณเริ่มถอยจากมุมป้ายรถเมล์เข้ามากลางๆ หลังคาหลบฝอยฝนที่กระเซ็นมาเปียกแขน คุณเริ่มหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ฝนตกหนักกว่าเดิม เวลาก็ค่ำมืดลงเรื่อยๆ คุณคิดถึงห้องพักที่แสนจะปลอดภัยและเป็นส่วนตัว คุณอยากจะอาบน้ำสวมชุดนอน แล้วดูรายการโทรทัศน์ อาหารเย็นนั้นคุณกินข้าวต้มไก่มาแล้วจากบ้านงานศพ You square your shoulders and stand straight. You’re beginning to feel relax- ed. The two of them commiserate about the economy, curse the government as well as the opposition. You step out of the corner of the bus stop to stand in the middle of the roof to avoid the spatter- ing raindrops that have wetted your arm. You’re beginning to try to justify yourself. It’s raining harder than before and it’s getting darker and darker. You think of the room which is so safe and private. You’d like to shower, put on your night- gown and then watch the TV program. For dinner you’ve already eaten rice porridge in the house where the funeral is taking place.
คุณมองดูชายหน้าเหี้ยม เห็นเขาหัวเราะเสียงดัง ดูเปิดเผย ไม่ดูน่ากลัวเหมือนอย่างที่คุณเห็นครั้งแรก เสียงรถเมล์แล่นมา ชายตาบอดถามชายหน้าเหี้ยมบอกไม่ใช่ คันนี้สาย 04 แล้วพวกเขาก็คุยกันต่อ You look at the man with the ruthless face, you see him laughing out loudly, looking candid, not scary as when you saw him first. There’s the sound of a bus approaching. The blind man asks the other man who says no, this one is the 04, and then they go on talking.
คุณมองรถแท็กซี่ซึ่งเปิดไฟแดงว่างที่กระจกหน้ารถ นึกถึงความตายของพี่พร นึกถึงข่าวร้ายๆ ที่เคยอ่านจากหนังสือพิมพ์ แล้วมองชายตาบอดซึ่งยืนถือไม้เท้าพูดคุยอย่างสบายใจ You look at a taxi with the wang sign on the windscreen lit up in red. You think of Phorn’s death, think of the terrible news you’ve read in the papers and then look at the blind man who stands holding his cane and talking at ease. .???????????????????????????????
คนตาบอดยังมองเห็นความดีของเพื่อนมนุษย์ มองเห็นสีสันสวยงามของโลกมากกว่าคนตาดีอย่างคุณ คุณรู้สึกละอายใจ บวกกับเหตุผลต่างๆ ที่คุณคิดขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจตัวเอง ทำให้คุณเริ่มเปลี่ยนท่าที คุณนึกถึงสิ่งดีๆ ในชีวิตที่เคยได้รับตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพฯ จิ๊กโก๋ผมยาวหนวดเครารุงรังลุกให้คุณนั่งบนรถเมล์เมื่อคุณหอบข้าวของเต็มอ้อมแขน คุณนึกถึงน้ำใจหลายๆ อย่างที่คนแปลกหน้ามอบให้คุณ คุณนึกถึงอะไรต่อมิอะไร แล้วก็รู้สึกขอบคุณคนตาบอดที่ช่วยทำให้คุณตาสว่าง มองเห็นโลกในอีกแง่มุม บางทีคุณอาจจะยอมให้อนันต์เพื่อนร่วมงานไปส่งคุณที่บ้านป้า หรือตกลงดูหนังกับเขา หรือไปเดินดูของที่สวนจตุจักรตามคำชวน คุณอยากจะทำอะไรอีกมากมายที่คุณไม่เคยยอมให้ตัวเองทำ และคุณอยากจะขอบคุณชายตาบอดคนนี้ The blind man still sees goodness in the fellow man, sees the beautiful col- ours of the world better than people with good eyes like you. You feel ashamed. Added to the various justifications you’ve thought up to give yourself courage, your outlook is beginning to change. You think of the good things in life you have received since you moved to Bangkok. A young punk with long hair and bushy beard and moustache got up to give you his seat on the bus when he saw you with your hands full of things. You think of the many tokens of gener- osity towards you from strangers, you think of this and that and then feel thankful to the blind man for helping you open your eyes and look at the world from another perspective. Maybe you’ll allow Anan, a friend at work, to drive you to your aunt’s house or accept to watch a film with him or go and look at things at the Chatuchak market as he has invited you. There are many other things you’d like to do that you’ve never allowed yourself to do and you would like to thank this blind man.
ไฟสีแดงบอกว่าว่างเห็นแต่ไกล คุณโบกมือ รถแท็กซี่แล่นมาจอดตรงหน้าคุณ กระจกถูกไขลดลง คนขับหน้าตาดูเป็นมิตรดี มีอายุพอสมควร คุณหายใจเต็มปอด บอกสถานที่ เขาพยักหน้า คุณเปิดประตูหลังก้าวเข้าไปนั่ง ถอนหายใจอย่างโล่งอก … คราวนี้ได้กลับถึงบ้านเสียที รถแล่นออกมาจากป้ายรถเมล์ คุณหันกลับไปมองคนตาบอดกับชายหน้าเหี้ยม แล้วยิ้มให้กับตัวเอง The red sign upfront means empty and can be seen from afar. You flag the taxi down. It comes to a stop in front of you. Its window is wound down. The driver’s face looks friendly, rather elderly. You take a deep breath. You open the back door, get in and sit down, and sigh as if in relief … This time you’ll finally make it back to the house. The car moves away from the bus stop. You turn round to look at the blind man and the man with the ruthless face and then you smile at yourself.
คนขับแท็กซี่มองกระจกมองหลังลอบมองหน้าใสๆ ของคุณ คุณไม่รู้หรอกว่ารูปร่างหน้าตาของคุณชวนมองพอควร และที่คุณไม่รู้อีกอย่างคือ คนขับแท็กซี่ลดมือลงคลำใต้เบาะที่เขานั่ง สัมผัสเครื่องช็อตไฟฟ้าชนิดพกพาที่เขาซ่อนไว้ The taxi driver looks into the rear- view mirror and shoots furtive glances at your cute face. You don’t know that your features are rather attractive and something else you don’t know is that the taxi driver is slipping his hand under the cushion on which he sits and fingers the portable Taser he has hidden there.
คุณรอเวลาที่จะถึงบ้านป้า ส่วนเขารอเวลาที่จะถึงสถานที่เหมาะๆ คุณไม่รู้หรอก You’re waiting for the time to reach your aunt’s house. As for him he’s waiting for the time to reach the right spot. You don’t know that.
= ‘Khon Ta Bot’ in Chor Karrakeit 40, 1998
Taratip (king, lord of the land) is one pen name of Tharathip Choptham. This graduate in political science went through a string of petty jobs before joining  the editorial board of several magazines and penning five collections of short stories during the last fifteen years of the twentieth century. ????????????????????????????????

Don’t tell anyone – Chart Korbjitti

Some writers will go to any lengths to come up with a good story. Are you a smoker and a paunchy fat slob? Then this one is for you, and good luck to you too. MB

อย่าบอกใคร

Don’t tell anyone

chart maddogs chart maddogs

ชาติ กอบจิตติ

CHART KORBJITTI

TRANSLATOR’S KITCHEN
= ==
เมื่อปีที่แล้วผมเข้าโรงพยาบาลในเดือนนี้ (มีนาคม) หนึ่งปีพอดี ตอนนั้นหมอวินิจฉัยว่าเป็นเส้นโลหิตในสมองตีบ A year ago in this same month of March, I entered hospital. The doctor diagnosed a brain infarction. Literally: ‘Last year, I entered hospital in this month (March), one full year.’ Needs work.
โดยส่วนตัว ผมเป็นคนดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะทราบว่าชีวิตแต่หนหลังของผมเป็นมาอย่างไร ในเรื่องทำลายสุขภาพ ทุกวันนี้จึงต้องดูแลเขา พูดจากับเขาดีๆ ผมตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี กินยาตามหมอสั่ง (แม้บางมื้อจะลืมบ้าง) แต่ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมาเป็นโรคนี้ ซึ่งนับว่าโชคดี Usually I take care of my health myself because I know how bad to my health my life has been lately, so now I must pamper it and talk to it nicely. I have an annual medical check-up, take whatever pills the doctor prescribes (though I sometimes forget) but I’d never thought until then I’d be struck with this illness, which I believe was a godsend. โดยส่วนตัว: literally, ‘Personally’, but that would be redundant here.
อาการของโรคที่ว่า มันเกิดกับผมได้สักระยะหนึ่ง นานพอสมควร แต่ผมไม่รู้สึกว่าเป็นอาการเตือนของโรค รู้สึกมึนหัว ตาพร่า และง่วงนอน สามารถนอนได้ทั้งวัน(ซึ่งผมชอบ) ใจผมไม่คิดอะไร คิดว่าเป็นเพราะเราเพลีย (เพราะรับศึกหนักมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่) และสังเกตดูตัวเองระยะหลังนี้ตอนดื่มจะเดินเซ ควบคุมทิศทางไม่ค่อยได้ ซึ่งในใจรู้ว่าเรายังไม่ถึงขั้นเมาที่จะเดินเซได้ขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ระแคะระคายกับร่องรอยนี้ คิดว่าแก่แล้ว คงกินได้น้อยลง ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพ The symptoms of that illness happened to me over a period of time, a fairly long one, but I didn’t feel that they were warning signs of illness. I felt groggy, blurry-eyed and sleepy. I could sleep all day (which I like). I thought nothing of it. I thought it was because I was exhausted (as I had been much embattled since before the new year) and I noticed that lately when I drank I staggered when I walked, wasn’t quite able to control my direction, even though I knew I wasn’t drunk to the point that I should stagger to that extent. But I didn’t take the hint, merely thought I was getting old and sort of drank less, which was good for my health. Note the use of brackets by Chart Korbjitti, perhaps the only Thai writer to use them (almost always) consistently.
วันหนึ่ง ขณะผมเข็นรถซื้อของอยู่ในห้างฯในเมือง จู่ๆขาอ่อนยวบลงไปเหมือนไม่มีแรง โชคดีที่มือผมยังจับอยู่กับคันเข็นรถ จึงไม่ล้มฟาดลงไปกับพื้น มันมาวูบเดียวแล้วก็จากไป หลังจากนั้นผมก็เดินเข็นรถได้เป็นปรกติ One day, as I pushed a caddy in a supermarket in town, all of a sudden my legs gave in as if devoid of strength. Luckily my hands still held the caddy handlebar so I didn’t collapse to the ground. It happened for only a moment. After that I walked pushing the caddy as usual.
ซื้อของเสร็จแล้ว ผมขับรถไปหาหมอ เป็นโรงพยาบาลเอกชนอยู่ในเมือง ผมต้องมารับยาความดันเป็นประจำทุกเดือนที่นี่ หมอตรวจดูความดันของผมก็เรียบร้อยดี ไม่มีอะไร อาจจะเป็นเพราะอ่อนเพลีย หมอว่า ซึ่งผมก็เชื่อเช่นนั้น The shopping done, I drove to a private hospital in town where I had to get my blood pressure pills every month. The doctor found that my blood pressure was fine, there was nothing wrong. It must have been exhaustion, the doctor said, and I thought so too. I’ve rewritten the first two sentences into one to avoid the misleading thought that, if he ‘drives to see the doctor’, it’s because he’s scared by the experience, whereas he has to go there anyway to pick up his pills.
ต้นเดือนมีนาคม ผมมีนัดคุยงานกันกับเพื่อนที่ในเมือง เสร็จงานแล้วก็นั่งกินเบียร์คุยกัน เพื่อนรุ่นน้องขับรถมาส่งผมที่บ้าน ถึงบ้านแล้ว ก็นอนหลับ In early March, I had a meeting with a friend in town over some work. The meeting over we ate and drank beer. My friend drove me back home. Once there, I went to sleep.
ตอนเช้ามืดราวตีห้า ผมตื่นขึ้นมาเพื่อจะเข้าห้องน้ำ รู้สึกหนักหัวลุกจากเตียงไม่ขึ้น ต้องใช้มือสองข้างดึงขอบที่นอนช่วยพยุงตัวเพื่อจะลุกขึ้นนั่ง ยกหัวขึ้นห่างจากหมอนได้ไม่มากนัก ผมรู้ว่าต้องใช้แรงมากกว่านี้จึงจะสามารถลุกขึ้นนั่งได้ ผมไม่อยากฝืนมัน เพราะไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น จึงปล่อยตัวลงนอนอย่างเดิม ผมเรียกโส่ย ผมว่า เธอแต่งตัวเถอะ เราไม่ค่อยดี ไม่รู้เป็นอะไร เตรียมไปโรงพยาบาลกัน ปรึกษากันว่าจะโทรถามหมอ (ซึ่งเป็นเพื่อนและเป็นผู้ดูแล) แต่ก็เกรงใจเพื่อนเพราะยังเช้ามืดอยู่มาก กะว่าสว่างหน่อยจึงค่อยโทร สักพักหนึ่ง ผมก็ลุกเดินได้ เข้าห้องน้ำได้เหมือนปรกติ ผมอาบน้ำแต่งตัวรอเตรียมพร้อม เพราะรู้ว่าไม่ปรกติสำหรับผม แต่งตัวแล้วก็นอนเล่นอยู่บนเตียง เจ็ดโมงกว่า คิดว่าหมอคงตื่นแล้ว ผมโทรไปหา ผมเล่าอาการให้หมอฟัง หมอว่า มาเลย มาเดี๋ยวนี้ คุณอยู่กับใคร มีคนมาส่งหรือเปล่า ผมบอกอยู่กับโส่ย เราพูดกันยังไม่ทันจบ ลิ้นผมก็แข็งขึ้นมาเฉยๆ ตอนนั้นผมยังหัวเราะ พูดกับหมอว่า เฮ้ย ลิ้นมันเริ่มแข็งแล้วว่ะ หมอว่ามาเดี๋ยวนี้เลย The next day around five in the morning, I woke up to go to the bath- room. I felt my head so heavy I couldn’t get out of bed. I had to use my hands on both sides pulling on the bed frame to make myself sit up. I didn’t want to force it because I didn’t know what would happen, so I let myself go and lay down as before. I called my wife. I said, Get dressed, Soy, I don’t feel well, I don’t know what the matter is, get ready to take me to hospital. We discussed whether to call the doctor (who is a friend as well as my GP) but thought it was too early to phone him; we’d do that when it was light. After a while I could get up and went to the bathroom as usual. I took a shower, got dressed and got ready to go because I knew I wasn’t feeling normal. Then I lay down again on the bed to while away the time. After 7 am, I figured the doctor must be up, so I called him. I told him my symptoms. He said Come, come at once. Who are you with? Is there someone to drive you here? I told him I was with Soy. We weren’t finished speaking when my tongue got stiff. It even made me laugh and I told the doctor, Hey, my tongue’s getting hard! The doctor said Come at once. =

=

=

=

=

=

ผมเรียกโส่ย: As Chart wrote this text primarily for friends, when he mentions Soy, everyone understand he is talking about his wife: the translation must make this clear.

Slight rewrite over calling the doctor to avoid having to translate that unwieldy ‘krengjai phuean’ (เกรงใจเพื่อน).

แต่สายไปแล้ว ผมไม่สามารถลุกจากเตียงได้ เพราะซีกซ้ายของผมทั้งซีกไม่รู้สึกอะไรแล้ว โชคดีที่แต่งตัวรอไว้ก่อน ผมโทรศัพท์บอกคนงานให้เข้ามาช่วยพยุงผมหน่อย ผมจะไปโรงพยาบาล โส่ยช่วยพยุงมานั่งหน้าบ้านรอคนงาน แล้วเธอก็เตรียมตัวปิดบ้าน But it was too late. I wasn’t able to get out of bed, because the entire left side of my body didn’t feel anything anymore. Lucky that I had already got dressed. I called up my worker to come and help support me to go to hospital. Soy helped me to go and sit down in front of the house to wait for the worker and then proceeded to close down the house.
คนงานมาถึงรับรู้อาการแล้วจึงพยุงปีกด้านซ้ายขึ้น ผมเอาแขนคล้องไหล่เขาไว้ พยุงไป ระหว่างเดินนั้นต้องใช้ตีนขวาเตะตีนซ้ายไปตลอดทาง เพราะก้าวขาไม่ได้ ขาด้านซ้ายชาไปหมด ไม่รู้สึกอะไร ไม่รู้แม้แต่เวลาถูกตีนขวาเตะให้ขยับเดิน โชคดีพอขึ้นรถได้ อาการเหล่านั้นก็กลับเป็นปรกติ ปรกติดีทุกอย่าง แวะปั้ม เข้าห้องน้ำได้ จนไปถึงโรงพยาบาล หมอเตรียมทุกอย่างรอไว้แล้ว ผมนั่งรถเข็นไปวัดความดัน ระหว่างนั้นอาการชาซีกซ้ายของผมเริ่มกลับมาอีก มันชาลงทั้งแถบ และผมรู้สึกถึงว่า ลูกที่มาใหม่ครั้งนี้น่ากลัว เริ่มคิดว่าถ้ามันไม่กลับมาเป็นปรกติอีก ชีวิตข้างหน้าของผมจะเป็นอย่างไร When the worker came and was told what happened, he propped me up from my left side. I put my arm across his shoulders. As I walked I had to use my right foot to kick the left foot into place all the way, because I couldn’t take normal steps. My left leg was totally numb. I felt nothing. I didn’t even feel the kick from the right foot. Luckily as soon as I got into the car, those symptoms disappeared and every- thing returned to normal. We stopped at a petrol station, I used its bathroom and we made it to the hospital. The doctor had everything ready. I was sat on a wheelchair and went to measure my blood pressure. But then the numb- ness on my left side returned, all over, and I got scared this time. I began to think if it didn’t return to normal again, what life ahead would be like for me.
ผมบอกโส่ยว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวคงหาย อย่าตกใจ แต่ในใจผมนั้น ผมกลัว ระหว่างที่ผมใช้มือข้างขวาของผม ยกแขนข้างซ้ายของตัวเองขึ้น ในใจผมตอนนั้นสามารถบรรยายได้ว่า เหมือนยกแขนศพขึ้น(เป็นศพใครก็ไม่รู้) แขนซ้ายนั้นไม่รู้เลยว่าถูกจับยกขึ้น มือขวาของผมเหมือนกำลังจับแขนคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง ช่วงนั้นมันทำให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่าง… I said to Soy Never mind, it’ll be gone in a moment, don’t worry, but inside I was afraid. While I used my right hand to lift my left arm, in my mind at that moment I was able to tell myself it was as if I was trying to lift the arm of a corpse (whose corpse I didn’t know). That left arm didn’t know it was being lifted. My right hand was grabbing the arm of someone else, someone that wasn’t me. That got me thinking and thinking…
เมื่อถึงห้องฉุกเฉินผมถูกยกขึ้นนอนบนเตียงเข็น ผมนอนอยู่ที่โรงพยาบาลของหมอ(คนที่บอกให้รีบมา)อยู่ห้าวัน โดยไม่ได้บอกใครให้รู้ เกรงใจกัน (เพราะไม่มีประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ ทั้งผมและคนมาเยี่ยม) ออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับมาบ้าน เมื่อรู้สึกสบายดีแล้ว ผมจึงเริ่มบอกคนอื่นเรื่องที่ผมไม่สบาย แต่จะเลือกเล่าเรื่องนี้เฉพาะเพื่อนที่สนิทและมีพฤติกรรมคล้ายกับผม คือ กิน ดื่ม ดูด ไม่ดูแลเรื่องอาหาร ไม่ออกกำลังกาย ผมเล่าจนถึง มือจับแขนผมที่เป็นศพ เพื่อนบางคนนั่งอยู่ในวง มันว่า มึงอย่าเล่า กูเสียว In the emergency room I was lifted onto a mobile bed. I stayed in that hospital for five days without telling anyone, as I figured it wouldn’t help either me or any visitors. Back home, when I felt well again, I began to tell others about having been unwell, but I chose to tell only close friends who have the same kind of behaviour as I do, i.e. who drink, smoke, pay no attention to what they eat and don’t exercise. When I reached the part about lifting the arm of a corpse, some of the friends sitting around said, Stop, you’re giving us the jitters. That the author loves to use brackets doesn’t mean the translator has to as well. Here are two cases where they are dismissed: the second is simply not needed and the first is a distracting reference to the doctor who owns that private hospital, otherwise known as a clinic. # Note that กิน (to eat) should not be translated, as there’s nothing wrong with eating and here the word is redundant.
ผมเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งฟัง เพราะน้องเขามีพฤติกรรมคล้ายผม และเป็นคนมีพุงด้วย ซึ่งค่อนข้างจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เล่าไปถึงว่า กำลังพิจารณาแขนตัวเองอยู่ เล่าถึงความรู้สึกตอนนั้นให้เขาฟัง เขาว่า ผมเข้าใจ ผมรู้สึกอย่างพี่ว่าจริงๆ เขาเพิ่งไปผ่าตัดมาโดยวิธีบล็อคหลัง เขาว่ามันชาไปหมดไม่รู้สึกอะไรเลย ผมว่า ความรู้สึกชานั้นเหมือนกัน แต่ของมึง มึงรู้ว่าอีกสามหรือสี่ชั่วโมง มันจะกลับคืนมาเป็นปรกติ แต่ของกู กูไม่รู้เลย ว่าจะกลับมาไหม มันต่างกันตรงนี้ I told that story to a younger friend of mine because he’s very much like me and he’s got a paunch as well, which puts him in the high-risk group. I’d reached the part about considering my arms and how I felt then when he said, I felt exactly as you say. He had just been operated on with his back blocked for hours. He said he felt everything going numb, he didn’t feel anything. I said It may be the same numbness but you knew that three or four hours later you’d be back to normal whereas I didn’t know at all whether I would or not, that’s the difference.
ระหว่างเล่านั้น ผมก็บอกเขาถึงสาเหตุที่ผมเป็น ผมเป็นความดันโลหิตสูงเป็นพื้นฐานมานาน และมีไขมันในเส้นเลือด หมอตรวจเจอนานแล้ว ตอนนั้นหมอว่า จะเอายาไปกินหรือจะลดเอง ผมบอกจะลองลดเอง แต่พฤติกรรมการกินผมไม่เปลี่ยนแปลง และก็ไม่ได้ตรวจเลือดหาไขมันอีกเลย และว่างเว้นการตรวจประจำปีไปปีหนึ่ง ชีวิตช่วงนั้นมันยุ่งๆ ความเครียดก็มีส่วนด้วยกับโรคนี้ I told him about the underlying causes of that infarction: my long- standing high blood pressure and cholesterol. The doctor found out about that long ago and told me then, Do you want to take pills or will you handle it yourself? I said I’d handle it, but my eating habits didn’t change and I never checked for cholesterol again, then one year I stopped having the yearly check-up, as my life then was taxing, and tension has a lot to do with that illness. Here again slight rewrite for the sake of brevity and clarity.
โชคดีของผม ที่หมอบอกให้รีบมา และผมเชื่อ มารู้ภายหลังว่า ถ้าหลังจากสี่ชั่วโมงแล้วอาจจะต้องนอนไปตลอด และโชคดีที่ผมว่ายน้ำอยู่บ้าง หลอดเลือดจึงได้ขยายอยู่บ่อยๆ ไม่เปราะ หลอดเลือดจึงไม่แตก ถ้าหลอดเลือดในสมองแตกก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เล่ามานี้ I was lucky in that the doctor told me to come at once and I did so. I learned later that after four hours one might have to lie in bed forever. And lucky too that I do some swimming, so my blood vessels expand often and are not brittle, so they didn’t break. If a vein in the brain breaks, it’s another story altogether, quite different from what I’m telling you here. และผมเชื่อ: literally, ‘and I believed (him)’.
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้กับตัวเอง อาการชาเป็นพักๆนี่เป็นลางบอกเหตุ บางคนไม่ทราบว่าเป็นอะไร คิดว่าเป็นปวดเมื่อยชาตามตัวธรรมดา จึงไปหาหมอนวดแผนโบราณมานวดคลายเส้น พออาการมันสำแดงเดชครั้งสุดท้าย ก็เดินไม่ได้แล้ว สายเสียแล้ว One thing I noticed about myself: the on-and-off numbness was a warning sign. Some people don’t know what it is. They think it’s a normal sign of exhaustion so they go for traditional massage to relieve nerves and tendons, and when it reaches the last stage they can’t walk any longer, it’s too late.
ท่านผู้อ่านที่ยังไม่ถึงวัยอันควรที่จะอ่านเรื่องทำนองนี้ แต่หลงผิดอ่านมาถึงตรงนี้ วานช่วยบอกผู้สูงวัยที่บ้านด้วยว่าถ้ามีอาการตามที่เล่ามา ควรไปหาหมอ อย่าคิดเองเออเอง ว่าตัวเองไม่เป็นอะไร For those readers who haven’t yet reached the age when they should read this kind of story but have mistakenly read up to this point, please tell the elderly at home that if they have symptoms as I’ve described, they shouldn’t go and think there’s nothing wrong with them.
ผมเล่าให้ฟัง เหมือนอย่างที่ผมเล่ามา และกำชับว่าอย่าไปบอกใครว่าผมไม่สบาย เพราะไม่มีประโยชน์กับใคร ถ้าผมอยากให้ใครรู้ ผมจะเป็นคนบอกเอง I’m telling it now as I told my close friends and urged them not to tell anyone that I’d been unwell because there was no point in doing that. If I wanted people to know, I’d tell them myself.
ตอนเรียนอยู่ชั้นประถม เคยเล่นเกมอยู่เกมหนึ่ง ครูใหม่ที่มาจากกรุงเทพฯนำมาให้พวกเรา(เด็กนักเรียน)เล่น เป็นครั้งแรกของพวกเราในชั้นเรียนที่ได้เล่นเกมนี้ เมื่อพวกเราเข้าแถวยาวเป็นแถวเดียวแล้ว ครูก้มกระซิบอะไรกับผมไม่รู้ผมจำไม่ได้ และให้ผมบอกต่อกับเพื่อนที่ยืนถัดไป กติกาของการเล่นเกมก็คือคนหัวแถวฟังจากครูแล้วบอกต่อกันมาเรื่อยๆ จนถึงคนท้ายแถว จากนั้นให้คนท้ายแถวตะโกนบอกสิ่งที่ตัวเองได้ยินออกมา ซึ่งผมจำได้ว่ามันไม่ตรงกับที่ผมได้ยินมาจากครู ตอนนั้นผมประหลาดใจ และจำเกมนี้ได้จนถึงทุกวันนี้ When I studied in primary school, there was a game we played. A new teacher from Bangkok taught us how to play it. It was the first time our class played this game. We formed a single, long file and then the teacher leaned over and whispered to me something I’ve forgotten and told me to whisper it to the next pupil in line and so on down the line until the last boy. Then that last boy would shout out what he’d just heard, and I remember how it wasn’t the same at all as what I’d heard from the teacher. At the time it made me wonder, and has made me remember that game to this day. =

=

=

=

=

=

Again slight rewrite for the sake of brevity. กติกาของการเล่นเกม = the rule of the game.

หลังจากข่าวออกไปรู้ว่าผมเข้าโรงพยาบาล มีคนโทรเข้ามาถามหลายคน ทุกคนถามผมว่าผมเป็นอะไรถึงเข้าไปนอนในโรงพยาบาล ผมจึงบอกให้เขาฟังว่าเป็นโรคอะไร (เพียงสั้นๆ) เพราะความตั้งใจจริงๆของผมที่เล่ามาตลอดนั้น ผมคิดว่าประสบการณ์ที่ผมประสบมา น่าจะมีประโยชน์ต่อคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเช่นผม เท่านั้นเอง จึงเล่าให้ฟังเพื่อเตือนกัน When the news came out that I’d been in hospital, several people called. They all asked me what the matter was that I had to check into a hospital. So I told them (briefly) what illness it was because my true purpose in telling that story was the thought that what I had experienced could be of use to those who had the same risky behaviour as I, that was all, so I told them to warn them. เข้ามาถาม need not be translated.
ต่อมามีเรื่องเล่ากันว่า ผมป่วยหนัก ระหว่างหามไปโรงพยาบาลนั้น ร้องห่มร้องไห้สั่งลากับต้นไม้สั่งลาบ้าน คิดว่าจะไม่ได้กลับมาอีก….ไปไกลเลย โดยเรื่องที่เล่านั้นไม่รู้ว่าผมเป็นโรคอะไร อาการเตือนของโรคเป็นอย่างไร แสดงว่าสิ่งที่ผมตั้งใจนั้นล้มเหลวมาตลอด คราวหน้าจะไม่ทำอีก Later a story made the rounds that I was very ill, that as I was being carried to hospital I was crying and saying goodbye to the trees and the house, thinking I wouldn’t come back, and other fancy stuff, and in all that nothing about what my illness was or what the warning signs were, showing that what I had meant to achieve all along had failed. Next time I won’t do that again. The use of หาม (to carry) adds a note of mischievous fun: it’s not being carried any which way but carried by two people, swinging from the middle of a pole like a trussed-up pig.
แต่สำหรับผมแล้ว การป่วยครั้งนี้เป็นเรื่องโชคดีสำหรับผม ที่ทำให้ได้คิด ได้เจออะไรดีๆหลายเรื่อง But for me, being ill this time turned out to be a good thing that gave me plenty to think about indeed.
= First published here.
National Artist Chart Korbjitti, born in 1954, twice winner of the prestigious SEA Write Award, is his generation’s Thai foremost novelist, with such works as The Judgment, Mad Dogs & Co and Time, all available (among others) from Thai Fiction in Translation =???????????????????????????????

The creeper on the mango tree – Paiboon Panmuang

What do a wayward artistic son and a creeper on a wayward mango tree have in common? There seems to be some sort of moral at work here. MB

 เถาวัลย์
บนต้นมะม่วง

THE CREEPER
on the mango tree

มะม่วงอกร่อง1 ???????????????????????????????

ไพบูลย์ พันธ์เมือง

PAIBOON PANMUANG

TRANSLATOR’S KITCHEN
= ==
นานๆ ลูกชายซึ่งทำงานวาดภาพหากินอยู่ในกรุงเทพฯ กับกลุ่มเพื่อนที่เรียนจบศิลปะมาด้วยกันจะกลับบ้านมาเยี่ยมพ่อแม่สักครั้งหนึ่ง ทุกครั้งที่มา ลูกชายจะหอบเอาจานสีและผ้าใบขึงกรอบออกไปวาดรูปตามที่ต่างๆ ในละแวกบ้าน บางวันขึ้นเขา บางวันไปตามชายหาดริมทะเล วาดเสร็จก็เอามาตั้งพิงฝาแล้วยืนดูไกลๆ Once in a while his son who earned a living as a painter in Bangkok with a group of friends who had studied art together would return home to visit his parents. Every time he came he would bring along his clutter of implements to paint pictures of various places around the house. Some days he went up the mountain and some days he went down to the beach. The painting finished he would set it up on a wall and then step back to look at it. จานสีและผ้าใบขึงกรอบ: literally, ‘palette and canvas on easel’; ‘clutter of implements to paint’ (อุปกรณ์วาดรูป) is more encompassing and appropriate here.
“ผมจะส่งภาพนี้เข้าประกวดชิงรางวัลจิตรกรรมบัวหลวง เงินรางวัลตั้งหลายหมื่นเชียวนะพ่อ” ลูกชายพูดเมื่อแกมายืนดูด้วย ‘I’ll send this one to the Bualuang painting competition*. The winning prize is of tens of thousands of baht, you know, dad,’ his son said to him when he came over to stand and look too. * Sponsored by the Bangkok Bank. The top prize now is of B200,000.
แกดูภาพที่ลูกชายวาดไม่รู้เรื่องมันสวย มันงาม มันดีตรงไหน แกดูไม่เป็น แกดูเป็นแต่พวกฉากลิเก ฉากละคร และพวกโปสเตอร์หน้าโรงภาพยนตร์ แต่แกก็ไม่หัดเป็นคนขี้สงสัย ลูกชายเคยได้รางวัลและเงินจากการประกวดภาพจิตรกรรมต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง แกจึงยอมรับและเชื่อในฝีมือ แม้บางภาพของลูกชายแกจะไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจเลยก็ตาม He looked at the picture his son had painted without understanding. What was beautiful, what was great about it? He couldn’t see it. What he could see was those decors of plays and of Punch and Judy shows, and those posters in front of cinemas, but he didn’t try to be suspicious: his son had earned prizes and money in artistic competitions sev- eral times, so he accepted and believed in his son’s talent, even though some- times he couldn’t make any sense of his paintings at all.
แกนึกน้อยใจอยู่เหมือนกันที่เคยขอร้องให้ลูกชายวาดภาพเหมือนของแกกับภรรยาคู่กัน จะได้เอาไว้คุยอวดเพื่อนบ้านว่า “นี่แหละฝีมือลูกชายฉัน” แต่เขาก็ไม่วาดให้ All the same, it still rankled that he had asked his son to draw a portrait of him and his wife as a couple so that he could sing his own praises with his neighbours by telling them ‘My son did that’, but his son had never done so.
ภาพทุกภาพที่ลูกชายแกวาดประดับบ้านนั้น ชาวบ้านดูแล้วไม่เข้าใจ มันเอาไปเปรียบและนินทาว่าลูกชายแกไปเรียนมาสูงถึงระดับมหาวิทยาลัย แต่วาดรูปไม่ได้เรื่อง สู้ไอ้เหลียงลูกเจ๊จิงง้วนในตลาดไม่ได้ ไอ้เหลียงจบแค่ ป. 6 แต่แสดงฝีมือวาดรูปอาก๋ง อาม้า และเตี่ยของมันด้วยผงถ่านขาวดำไว้เต็มบ้านซึ่งเป็นห้องแถวขายกาแฟและก๋วยเตี๋ยว ตอนนี้พี่ชายไอ้เหลียงยังมาชวนมันไปเปิดร้านเขียนป้ายและออกแบบตราสินค้าอยู่ในกรุงเทพฯ มีรายได้เดือนละเป็นหมื่นเป็นแสน ไม่เคยมีใครรู้ว่าลูกชายแกมีรายได้เดือนละเท่าไหร่ กลับมาบ้านคราใดก็เห็นนุ่งแต่กางเกงยีนส์เก่าหัวเข่าขาดตัวเดิม แถมผมเผ้าหนวดเครายาวรุงรังราวกับไม่มีเงินตัด ดูๆ ไปคล้ายคนบ้าหรือขอทานมากกว่าจะเป็นศิลปิน All the pictures his son had painted that adorned his house, the villagers didn’t understand them. They would make comparisons and gossip that his son had gone as high as the university and produced nonsensical stuff that couldn’t compete with Young Liang, Jing Nguan’s son at the market. Young Liang had only gone through secondary but the charcoal portraits of his grandpa, grandma and pa all over the house which was a shop house selling coffee and noodles showed how good he was. Now his elder brother had even come to press him to go and open a shop to produce advertising panels and designs for brands of goods in Bangkok that would earn him hundreds of thousands of baht a month. Nobody knew how much his son earned. When- ever he came back home he was always seen in the same old jeans torn at the knees and what’s more, with long dishevelled hair, moustache and beard as if he didn’t have money for a haircut and a shave. He looked more of a madman or a beggar than an artist. เจ๊: ‘elder sister’ in the Teochew dialect of China, implies that Jing Nguan is a woman, a notion lost in translation. อาก๋ง, อาม้า and เตี่ย are of the same dialect.
แกเคยเปรยๆ อยากให้ลูกชายสมัครสอบเข้าเป็นครูหรือรับราชการแกจะได้พลอยมีหน้ามีตาและมีรายได้ประจำ มีเงินผ่อนรถเครื่อง ผ่อนบ้าน ผ่อนห้องแถวที่เขาเรียกทาวน์เฮาส์ไว้ให้คนเช่าอย่างครูบางคน แต่ลูกชายกลับหัวเราะกับคำเกลี้ยกล่อมของแก He had hinted at his son applying to become a teacher or enter the civil service, which would give him prestige and a steady income, enough to buy a car on instalments and a house on instalments as well, the kind of shop house they called townhouse nowadays, to rent out as some teachers did, but his son had laughed at his entreaties.
“ผมยังไม่อยากเอาตัวเข้ากรงหรอกครับพ่อ” ‘I don’t feel like entering a cage just yet, dad.’
แกได้แต่ส่ายหน้ากับคำว่า “ไม่อยากเอาตัวเข้ากรุง” ของเขา นั่นหมายถึงว่าแกยังต้องเป็นห่วงอนาคตอันไม่แน่นอนของลูกชายต่อไปอีกนาน He had merely shaken his head at this shocking turn of phrase. That meant he’d still have to worry about his son’s uncertain future for a long time to come. ‘this shocking turn of phrase’: an interpretation to avoid the repetition, fine in Thai but awkward in English.
ชาวบ้านบางคนเคยมาขอใช้ลูกชายของแกวาดรูปเหมือนคนเฒ่าคนแก่พ่อแม่ของเขา อย่างที่ไอ้เหลียงวาด จะได้เอาไว้ประดับบ้านและเอาไว้วางหน้าหีบศพเวลาพ่อแม่ตาย จะเรียกราคาเท่าใดให้บอก ลูกชายของแกปฏิเสธและพูดกับแกว่า “ผมรับวาดให้คนที่ไม่รู้จักศิลปะไม่ได้หรอก วาดไปก็ทะเลาะกันเปล่าๆ อยากได้รูปเหมือนทำไมไม่หากล้องมาถ่ายเอา” ลูกชายบอกว่าเขาวาดอย่างที่ไอ้เหลียงวาดไม่เป็น จึงพยายามบ่ายเบี่ยง แกก็เลยชักไม่แน่ใจ Some of his neighbours had come to ask his son to draw the portrait of their old parents as Young Liang did. They would decorate their house with them and put them in front of the coffins when their parents died. He could make his own price. His son refused and said to him, ‘I can’t draw for people who don’t understand art. If I did, we’d quarrel for nothing. If it’s portraits they want, why don’t they invest in a camera?’ His son told him that he painted in a way Young Liang could never match. He was left wondering. ===

=

=

=

=

จึงพยายามบ่ายเบี่ยง: ‘so he tried to be evasive’. I don’t see how this fits here so I’d rather not translate it.

วันๆ แกเห็นลูกชายป้ายสียุ่งๆ อยู่หน้าแผ่นผ้าใบขึงกรอบ บางทีป้ายสีเป็นก้อนๆ ที่แกดูเท่าไหร่ก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่วาดให้ดูง่ายๆ เหมือนอย่างที่เด็กเขียนโปสเตอร์หน้าโรงหนังวาด ยิ่งเป็นภาพที่ได้รางวัลแกยิ่งดูไม่รู้เรื่อง ได้แต่นึกปลอบใจตัวเองว่า ‘เพราะเราเกิดมาโง่ เป็นชาวนา เลยไม่มีปัญญาดูภาพที่ลูกชายวาดรู้เรื่อง’ Day after day he would see his son splashing busy colours onto a canvas on an easel, sometimes daubing thick blobs of it, and no matter how he looked he couldn’t explain how they had to be like that. Why didn’t he paint something easy on the eye, like the posters those kids drew in front of the movie house? And the most incomprehensible were those paintings that won competitions. He would merely comfort himself by telling himself ‘It’s because I was born stupid, a mere peasant, so I’m not clever enough to understand what my son paints.’
คราวนี้ลูกชายมาอยู่หลายวัน แต่แกก็ไม่ค่อยอยู่บ้านและไม่มีโอกาสได้คุยกับเขาเท่าใดนัก ทุกวันแกกับเมียต้องออกนาแต่เช้าและกลับค่ำ ด้วยสำนึกว่านับวันคนทำนาจะยิ่งมีน้อยลง ถ้าไม่ทำกันแล้วต่อไปจะเอาข้าวที่ไหนกิน ที่นาของชาวนาส่วนใหญ่ถูกขายให้นายทุนนำไปถมสร้างบ้านจัดสรร บางแห่งถูกลูกหลานเอาไปทำเป็นนากุ้ง ปีเดียวก็ล่มจม ที่นาจำนวนมากโดนน้ำเค็มที่ชักลากเข้ามาเลี้ยงกุ้งทำให้ทำนาต่อไปไม่ได้ สุดท้ายก็กลายเป็นที่รกร้าง ชาวนาบ้านแกเหลืออยู่น้อยเต็มที ส่วนใหญ่ละทิ้งที่นาเดินหน้าเข้าหาตลาด เข้าหาตัวเมือง เพิ่งจะมาตอนเศรษฐกิจตกต่ำนี่แหละที่แกเห็นพวกในเมืองใหญ่พากันซมซานกลับบ้าน This time his son had come to stay for several days but he himself was often out and they didn’t have the opportunity to talk. Every day he and his wife had to go to the paddy field early in the morning and they came back at nightfall, well aware that the more time passed the fewer rice farmers there were. If they didn’t grow it then where would they find rice to eat in the end? Most paddy fields were being sold to capitalists who levelled them to build housing estates. Some, their children or grandchildren converted into shrimp farms that went bankrupt within a year. Many paddy fields were flooded with seawater brought in to raise shrimps, making them improper to grow rice ever after, and they ended up fallow. There were very few rice farmers in his village. Most had given up their fields to go to the market, to go into town. They had just returned now that the economy had taken a turn for the worse. That’s when he saw those fellows come back from the capital ignominiously.
กลับมาทำอะไร … ที่นาก็ขายกันไปหมดแล้ว Come back to do what? All their paddy fields had been sold.
= ==
สายวันหนึ่ง ลูกชายของแกบุกพงหญ้าเข้าไปในสวนรก เก็บมะม่วงซึ่งยังไม่แก่จัดมาสองสามผล แล้วถามแกว่าเป็นมะม่วงอะไร In late morning one day, his son cut across the tall grass of an overgrown orchard, picked up a few mangoes that weren’t too ripe and then asked him what sort of mango they were.
แกเห็นลักษณะผลมะม่วงที่อยู่ในมือลูกชายก็ยังตอบทันทีไม่ได้ เพราะไม่เคยเข้าไปเดินดูในสวนเสียนาน He looked at the characteristics of the mangoes in his son’s hands and couldn’t answer at once, because he hadn’t gone into the orchard and inspected it for a long time.
“ผมเก็บมาคิดว่าเป็นมะม่วงมัน แต่พอชิมดูเปรี้ยวจี๊ด” ‘I plucked them because I thought it was the kind that can be eaten green, but they are terribly sour.’
แกถามว่า “ต้นมันอยู่ตรงร่องไหน” ‘Where exactly did the tree grow,’ he asked.
ลูกชายกลับพูดเฉไปอีกทาง “มะม่วงต้นนี้พ่อไม่ได้ปลูกหรอก มันงอกขึ้นเอง” His son equivocated. ‘You didn’t plant that tree, dad. It came up by itself.’
แกแสดงสีหน้าไม่พอใจ ต้นไม้ในสวนทุกต้นแกปลูกด้วยมือและหัวใจ เหน็ดเหนื่อยกับมันมามากมายก่อนจะโดนพายุ “เกย์” พัดจนสวนเสียหายไปเกือบหมด Dissatisfaction showed on his face. Every single tree in the orchard he had planted with his own hands and heart, and exhausting labour it had been before typhoon Gay had destroyed the orchard almost entirely.
คำถามของลูกชายทำให้แกระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว … แกเพิ่งย้ายจากต่างจังหวัดมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ตอนนั้นการทำสวนของแกมีปัญหามากมาย His son’s question made him recall that event of over ten years earlier … He had just moved from another province to grow new roots here. At the time, there had been many problems tending the orchard.
หลังจากปลูกกระท่อมชั่วคราวขึ้นมาหลังหนึ่ง แกก็เริ่มบุกเบิก ที่ดินครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของเมียที่พ่อตาแม่ยายยกให้ อีกส่วนแกซื้อเพิ่มจากชาวบ้านในราคาถูกๆ ต่อเป็นผืนเดียวกัน After building a temporary hut, he began to expand. Half of the land was inherited from his wife’s parents. The other half he bought at a low price from a villager to form a single unit.
ปัญหาแรกคือสภาพดินตรงนี้ไม่ค่อยดี มีทรายมาก ปัญหาต่อมามีน้ำขังตลอดช่วงหน้าฝน เจ้าของที่ดินติดกันซึ่งอยู่มานานก่อนแกจึงไม่มีใครคิดปลูกคิดทำอะไร พวกเขาบอกว่าดินเลวปลูกอะไรไม่ขึ้น เลยปล่อยไว้เป็นดงหญ้าคาสลับกับไม้ใหญ่แซมด้วยป่าไผ่รวก แต่แกกลับคิดไม่เหมือนคนพวกนั้น The first problem was that the soil there wasn’t good; there was too much sand. The next problem was that there was stagnant water throughout the rainy season. None of the owners of adjacent plots who had been there long before him thought of planting anything on them. They told him the soil was no good, nothing grew on it, so they let it turn into elephant grass around big trees and groves of wild bamboo. But he didn’t think the same they did.
“ต้นหญ้า ต้นไผ่ และไม้ป่าทำไมมันขึ้นงอกงามดี เมื่อต้นหญ้าต้นไม้ป่าขึ้นได้ ต้นไม้ปลูกไม้ผลก็ต้องขึ้นได้…” ‘Grass, bamboo and wild trees: how come they can prosper? If wild trees can grow, so can fruit trees if we plant them.’
แกลงมือขุดคูยกร่องจนเต็มเนื้อที่เพื่อมิให้มีน้ำขัง เหลือไว้เฉพาะบริเวณบ้าน จากนั้นแกปลูกทุเรียน มังคุด เงาะ ฝรั่ง ลองกอง ชมพู่ มะม่วง อะไรต่อมิอะไรลงไปจนเต็มเนื้อที่ โดยไปซื้อกิ่งพันธุ์ที่เขาเพาะชำและตอนไว้ขายมาปลูก ความที่เป็นคนรักต้นไม้ ผลไม้อะไรที่แกซื้อมากินแล้วทิ้งเมล็ดให้งอกขึ้นข้างๆ บ้าน แกจะขุดเอาไปฝังๆ ไว้ในสวน แต่เพราะดินทุกร่องเต็มไปด้วยกิ่งไม้พันธุ์ดีเสียแล้ว แกจึงต้องปลูกต้นที่เกิดจากเมล็ดแบบไม่หวังผลโดยเอาไปแปะๆ ไว้ริมคูริมร่อง เพื่อจะได้ไม่แย่งอาหารต้นพันธุ์ราคาแพงที่ซื้อกิ่งมาปลูก He set about digging furrows over the whole area to prevent water from stag- nating, except in the vicinity of the house. After that he planted durian trees, mangosteen, rambutan, guava, longkong, rose apple, mango and so on by purchasing expensive shoots he first planted as nursery stock before trans- planting them. As he loved trees, when- ever he bought fruit to eat he threw their seeds or stones around the house for them to grow, and dug up whatever shoots came up to replant them in the orchard, but as all the troughs were already taken by the good shoots he had purchased, he had to plant the newcomers on the sides of the ditches so that they didn’t impede the growth of the expensive shoots. จนเต็มเนื้อที่: all over the ground/until there was no space left; omitted here as it would overload the sentence and the fact is stated anyway in the next sentence.==

=

=

ไม่แย่งอาหาร: literally, ‘didn’t fight over food with’.

ทุกครั้งที่แกมาดายหญ้า ใส่ปุ๋ยคอก รดน้ำในหน้าแล้ง จึงเป็นพวกต้นไม้ที่ปลูกไว้กลางร่องเท่านั้นที่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล ต้นไม้ข้างๆ ร่องไม่มีสิทธิ์ แต่ก็น่าแปลก … พวกพันธุ์ไม้ราคาแพงที่แกปลูกอย่างเอาใจใส่ไม่ค่อยงอกงาม แต่ต้นไม้ที่ปลูกทิ้งๆ ขว้างๆ ไว้กลับเติบโตดี แกเดาว่าต้นริมคูคงยื่นรากไปแย่งปุ๋ยจากต้นที่อยู่กลางร่อง รากของมันจึงยาวและแข็งแรงกว่า Every time he came to weed, spread manure, or water in the dry season, it was only the trees planted in the middle of the troughs that were taken care of. The trees on the sides had no rights, but strangely enough the expensive shoots he had carefully nurtured didn’t prosper so well, whereas the shoots he had stuffed in haphazardly thrived. He guessed that the plants by the side of the ditches had spread out their roots to dispute the fertiliser with the trees that stood in the middle of the channels, so their roots were longer and stronger.
แล้วอีกปัญหาก็มาถึง … หลังจากปลูกพืชได้ประมาณปีเศษๆ คืนวันหนึ่งมี  ‘มือเลว’ เข้ามาลักลอบตัดฟันต้นไม้ที่อยู่กลางร่องของแกหมด เหลือไว้แต่ต้นที่ปลูกแปะๆ ริมคู แกสืบรู้ทีหลังว่า  ‘มือเลว’ คนนี้คือนายหวัดเพื่อนบ้านของแกนั่นเอง And then another problem cropped up: a little more than one year after the planting, one day an evil hand cut off all of the trees that stood in the middle of the troughs, leaving untouched the trees planted at random on the sides. He soon found out that the evil hand in question was that of Mr Wat’s, one of his neighbours. ===

=

แกสืบรู้ทีหลัง: literally ‘He investigated and learned later’.

นายหวัดเข้ามาฟันต้นไม้ของแก เนื่องจากเขาคิดว่าแกขุดคูยกร่องล้ำเข้าไปในที่ดินของเขา สุดท้ายแกต้องไปพาพนักงานที่ดินอำเภอมารังวัดใหม่ จนตกลงยอมรับกันทั้งสองฝ่าย แกเสียเงินให้พนักงานที่คอยโยกโย้ไปหลายพันเรื่องจึงได้ยุติ นายหวัดบุกเข้ามาตอนกลางคืน เขารู้ว่ากลางร่องปลูกต้นไม้พันธุ์ดีราคาแพงจึงจัดการทำลายเสีย ปล่อยพวกต้นไม้ริมคูไว้ หรือไม่นายหวัดอาจคิดว่าต้นไม้ริมคูแกไม่ได้ปลูกจึงไม่ฟันทิ้ง Mr Wat had come and destroyed his trees because he thought that his digging had encroached upon his own land. Finally he had to bring in Land Department district officials to proceed to new measurements agreeable to both parties. He had to lose several thousand baht to the officials who were beating about the bush for the case to be settled.  Mr Wat had trespassed at night. He knew that in the middle of the ditches were the good expensive trees, so he undertook to destroy them, leaving alone the trees growing on the sides, or maybe he thought that they hadn’t been planted by him so he spared them.
แกเสียเวลาเป็นปีในการหาซื้อต้นพันธุ์เดิมๆ เท่าจำนวนที่ถูกฟันทิ้งมาปลูกใหม่ He spent an entire year purchasing as many plants of the same species as had been destroyed and replanting them.
แต่ปัญหาก็ยังไม่หมด ปลูกมาได้ปีที่ 5 พายุก็ถล่ม ต้นไม้ที่แกปลูกไว้กลางร่องล้มระเนระนาด บ้างสูญหายไปกับสายลมสายน้ำ แต่น่าประหลาด ต้นที่ปลูกแปะๆ ไว้ข้างร่องและไม่เคยได้รับการใส่ใจกลับยังอยู่ครบ แกเดาว่าเพราะแกปลูกแบบธรรมชาติ มันจึงพยายามต่อสู้เอาตัวรอด But there was more trouble coming. In the fifth year after the planting, a storm raged. The trees he had planted in the middle of the furrows toppled in all directions, some were swept away by wind or water, but strangely enough, those that had been planted sideways were still all there. He guessed it was because he had planted them in a natural way, so they had tried to struggle for their survival. แต่ปัญหาก็ยังไม่หมด: alternative translation: ‘But the problems were not finished.’=และไม่เคยได้รับการใส่ใจ: and were never paid attention to; not translated because repetitious.
หลังจากวาตภัยผ่านไปได้ห้าหกเดือน แกได้ต้นพันธุ์ต่างๆ ที่ทางราชการแจกมาปลูกทดแทนลงไปอีก ปลูกแทนเฉพาะต้นที่อยู่กลางร่อง สี่ห้าปีหลังนี้แกหันไปยุ่งกับการทำนามาก กว่าเพราะข้าวเริ่มได้ราคาดี แกจึงไม่มีทั้งเงินทุนและเวลามาดูแลผลไม้ในสวน พวกต้นพันธุ์ดีๆ ค่อยๆ ทรุดโทรม และแกก็แทบไม่รู้ว่าพวกต้นไม้พันธุ์ไม่ดีที่แกปลูกไว้โดยไม่หวังผลนั้น ตอนนี้เติบโตแตกดอกออกผลแล้ว Five or six months after the storm, he was provided by the local authorities with shoots to replace those in the middle of the furrows. Four or five years later, he turned his attention to paddy growing because rice was fetching a good price, so he no longer had the capital or the time to take care of the fruits in the orchard. The good trees progressively wasted away and he had no idea why those fluky varieties he had planted without much hope had by now grown enough to flower and bear fruit.
“มะม่วงอกร่องหรือนี่” แกเห็นส่วนนูนของผลมะม่วงเป็นร่อง แต่ก็นับว่าแปลกที่ผลของมันกลมมน ไม่แบนเหมือนมะม่วงอกร่องที่ขายกันทั่วไป มันคงได้อาหารจากคูที่หมัก- หมมด้วยปุ๋ยธรรมชาติในหน้าฝน พอหน้าแล้งโคลนในคูแห้งป่นเป็นปุ๋ย ผลของมันจึงอวบ ‘This is an ok rong mango, by Jove!’ He could see from the convex part of the mango that it came from a furrow, but strangely enough the fruit was round, not flattened like ok rong mangoes on sale everywhere. It must have been fed from the ditch macerated with natural fertil- iser during the rainy season and in the dry season the mud had dried into fertiliser so the fruit had put on weight and curves.
“ต้นไม้ในสวนพ่อปลูกมันเองทุกต้น” ‘Every single tree in the orchard I planted myself.’
ลูกชายรับแก้ “ที่ผมว่ามันงอกเอง เพราะมันขึ้นอยู่ข้างๆ ร่อง ต้นไม้ที่พ่อปลูกอยู่กลางร่องไม่ใช่หรือ” His son hastened to correct himself: ‘I mean it has grown by itself, because it’s by the side of the furrow. The trees you planted are in the middle of the furrow, right?’
แกจึงเล่าความเป็นมาเรื่องการปลูกมะม่วงให้ลูกชายฟัง เพราะตอนนั้นลูกๆ ไปเรียนหนังสืออยู่ต่างจังหวัด So he told his son the story of how those mango came about because at the time his son was away studying in another province.
“มะม่วงต้นนี้อายุครบสิบปีพอดี มันจึงออกลูก” ‘This mango tree is ten years old. That’s why it’s producing fruit.’
แกนั่งนับนิ้ว รู้สึกเหมือนคนทำผิด มะม่วงต้นนี้และอีกหลายต้นที่เหลืออยู่เหมือนลูกชังหรือลูกขี้เหร่ที่แกไม่เคยสนใจไยดี ปล่อยทิ้งๆ ขว้างๆ ไว้จนโต แต่มันก็ยังอุตส่าห์ทดแทนบุญคุณ มะม่วงอกร่องสุกกับข้าวเหนียวราดน้ำกะทิเป็นของที่แกโปรดปราน ซึ่งกินได้กินดีมาทุกปี He sat counting on his fingers, feeling as if he had made a mistake. It was this mango tree and the many others that remained like hated or ugly children that he had never taken care of, neglecting them until they were grown, but they still endeavoured to show gratitude. Ripe ok rong mango with sticky rice ladled with coconut cream was a favourite of his which he bought and enjoyed year after year.
ทั้งที่ปลูกทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่หวังผลมันยังให้แกได้พึ่งพาอาศัย ต่างกับต้นไม้ที่แกรักและทะนุถนอม กลับมีแต่ความอ่อนแอ มีแต่ภาระให้ตลอด มันคอยแต่รับปุ๋ยและน้ำจากแก เมื่อไม่มีเวลาดูแลก็ทรุดโทรมเหลือแต่ใบกับต้น ไม่เคยออกผล หรือบ้างก็ตาย… Even though he had planted them at random, not expecting them to produce fruit reliably, it was different from the trees he had loved and nurtured only to see them turn weak, always a burden, wanting only fertiliser and water from him, and when he didn’t have time to take care of them they wasted away, producing only leaves but no fruit, and some of them died…
เห็นลูกชายหอบขาหยั่ง กรอบไม้ขึงผ้าใบและอุปกรณ์วาดรูปเดินเข้าไปในสวน แกร้องสั่งว่า “ต้นที่ลูกเก็บผลมาโคนมันคงรกช่วยเอามีดถางให้ด้วย พวกนกหนูกระรอกจะได้ไม่ไปรบกวนกัดกินผลของมัน” กล่าวจบแกก็รีบออกไปทุ่ง He saw his son walking into the orchard with easel, canvas, brush and paint in his arms. He shouted after him: ‘The tree you took the fruit from, its trunk is probably overgrown. Take a machete to cut the grass around it, so the birds, squirrels and mice don’t bother it to eat its fruit.’ This said he hastened to leave for the fields. Here, in a reversal of the trick used in the second sentence of the text, อุปกรณ์วาดรูป is not translated as ‘implements to paint’ but itemised with the addition of ‘brush and paint’.
= =
แกกลับถึงบ้านเกือบห้าโมงเย็น หยิบมีดพร้าจากห้องเก็บของถือเดินเข้าไปในสวน ใกล้กับต้นมะม่วงอกร่อง แกเห็นลูกชายยืนมองภาพที่เพิ่งวาดเสร็จเป็นภาพต้นมะม่วงที่มีเถาวัลย์ขึ้นปกคลุม และพืชเถาชนิดนั้นกำลังออกดอกขาวสะพรั่ง He went back to the house at almost five, picked up a machete from the store room and went into the orchard. Near the ok rong mango tree he saw his son who stood looking at the picture he had just painted – the picture of a mango tree whose trunk was covered up by a creeper and that vine was producing flowers of a stark white. =creeper2
ลูกชายพูดกับแกว่า “ภาพนี้สวยมากเลยพ่อ ต้นเป็นมะม่วง แต่ดอกเป็นอีกอย่าง ภาพอย่างนี้หาดูยาก” His son said to him, ‘This picture is great, dad. The tree is a mango tree, but its flowers are from something else. A picture like this is hard to find.’
แกได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบ แกไม่มีความรู้เรื่องปรัชญาความงาม He merely smiled, didn’t answer. Beauty wasn’t his bowl of rice. แกไม่มีความรู้เรื่องปรัชญาความงาม: >
มะม่วงอกร่องต้นที่ลูกชายเก็บผลไปให้ดูเมื่อเช้ามีผลอยู่ประมาณร้อยผล ทุกผลห้อยอยู่ส่วนล่างนอกทรงพุ่มที่แดดพอจะส่องถึง แต่เบื้องบนทรงพุ่มมีเถาวัลย์ขึ้นแผ่เต็ม แถมยังออกดอกขาวคลุมจนมองไม่เห็นใบมะม่วง The ok rong mango tree on which his son had picked a few fruits to look at in the morning had about a hundred fruits. All those that hung in the lower part of the tree were far enough from the trunk for sunshine to reach them, but in the upper part of the tree the creeper had spread out fully. Besides, it had clusters of white flowers so that the mango couldn’t be seen. > literally, ‘He had no knowledge about the philosophy of beauty.’ My translation is a bit more flamboyant.
เพียงไม่กี่เดือนที่แกไม่ได้เข้ามาโคนเถาวัลย์โตกว่าหัวแม่เท้า รากเหง้าของมันโตเท่าฝ่ามือ แกลงมือตัดโคนเถาและขุดเหง้าขึ้นมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ อย่างโกรธแค้น จากนั้นก็ลุกขึ้นกระชากเถาย่านของมันลงจากพุ่มต้นมะม่วง ใช้มีดพร้าเขี่ยไปรวมกองกับใบมะม่วงแห้งแล้วจุดไฟเผา In the few months he had not come here, the creeper had grown a stem thicker than his big toe and roots as big as the palm of his hand. He undertook to cut off the main stem and dig up the rootstock and then cut the roots into small pieces out of anger and resent- ment. After that he stood up and pulling at it tore the creeper off the mango tree and used his machete to prod it to a pile of dead mango leaves he then lit to burn it.
ลูกชายดูจะไม่สนใจกับการกระทำของแก เขากำลังยิ้มและพึงพอใจกับภาพที่เพิ่งวาดเสร็จ It seemed his son paid no attention to what he was doing. He was smiling, happy with the picture he had just painted.
=

‘Thaowan Bon Ton Mamuang’
in Chor Karrakeit 39, 1998

Paiboon Panmuang, a native
of the South and a former teacher,
is an artist and a writer
of short stories and novels
under various pen names.
He lives in Chumphon.
=paiboon panmueang

At play – Arunwadee Arunmart

The enfant terrible of contemporary Thai fiction isn’t the best stylist around but she has lost none of her punch since her shocking first novel. MB

เล่น

AT PLAY

light switch

light switch

อรุณวดี อรุณมาศ

ARUNWADEE ARUNMART

TRANSLATOR’S KITCHEN
“นอนลง” เขาสั่งพลางชี้ก้านมะยมเล็กๆ ที่ยังพอมีใบติดอยู่ลงบนลานดิน “ตรงนี้แหละ” ‘Lie down,’ he ordered as he pointed at the ground with a small branch of star gooseberry that still had leaves. ‘Right here.’
เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้งเพื่อย้ำคำสั่งเมื่อเด็กหญิงมองหน้าเขาอย่างไม่ค่อยเข้าใจ The voice was raised again to con- firm the order when the young girl stared at him rather uncomprehending- ly.
เขาใช้ก้านมะยมในมือปัดดินจนเตียนเพื่อแสดงให้เด็กหญิงเห็นพื้นที่ “ตรงนี้” เด็กวัยไล่เลี่ยกันทั้งหญิงชายร่วมสิบคนยืนล้อมเป็นวง เว้นพื้นที่ตรงกลางให้เด็กหญิงและเด็กชายอายุน้อยที่สุดในกลุ่มยืนอยู่ตรงกลาง He used the star gooseberry branch in his hand to smooth out the ground for the little girl to see the patch ‘right here’. Ten children, boys and girls of about the same age, stood in a circle and in the middle of that space were the little girl and a little boy, the youngest of them all. ==

=

Note the modification of the sentence to avoid repeating ‘in the middle of’.

ในวงล้อม เด็กทั้งสองสบตากัน แต่ต่างไม่รู้ความหมายจากแววตาใสซื่อของอีกคน ขณะเดียวกันสายตาทุกคู่กำลังมองเด็กทั้งสองด้วยความคาดหวัง – อะไรสักอย่าง Inside the circle, the two of them looked at each other, but each was unable to read the other’s clear, innocent stare. At the same time, all the others looked at the pair with some sort of expectation.
เด็กชายตัวโตที่ออกคำสั่งเมื่อครู่ดึงแขนเด็กหญิงตัวเล็กที่ยืนอยู่ตรงกลางวงล้อมให้ค่อยๆ ล้มตัวลงนอนราบบนลานดินที่ปัดไว้ พร้อมกับออกคำสั่ง “แกนอนลงไปก่อน” The big boy who had just given the order pulled the little girl in the middle of the circle by the arm to make her lie down flat on the ground he had smoothed out and ordered again, ‘Just lie still first.’
สิ้นคำ เด็กหญิงก็นอนหงายอยู่ตรงหน้านั้น เธอมองเห็นดวงตาทุกคู่ รวมไปถึงใบหน้าอาบด้วยรอยยิ้มของเพื่อนรุ่นพี่พวกนั้น พวกเขาต่างพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะดำเนินไปตามขั้นตอนด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ระคนด้วยความหวาดระแวง เด็กหญิงพยายามสดับฟังถ้อยคำเหล่านั้นอย่างตั้งใจ เพียงหวังจะเข้าใจบ้างว่าพวกเขากำลังพูดกันถึงเรื่องอะไร กำลังจะทำอะไร เท่าที่เธอรู้ก็เพียง “นอนอยู่เฉยๆ” ตามคำสั่ง At those words, the little girl lay on her back in front of all. She looked at all those eyes, as well as at the smile-drenched faces of those older friends. They talked about what was going to happen step by step with a feeling of excitement mixed with wariness. The little girl tried her best to listen to what they were saying in the hope of finding out what they were talking about and what they were going to do. All she knew was to ‘lie still’ as ordered.
=
ท่ามกลางความมืดในห้องนอน ยังพอมีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้านอกบ้านเล็ดลอดบานเกล็ดเข้ามากระทบม่านซึ่งกั้นระหว่างเตียงนอนของเธอกับอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นเตียงนอนของแม่ เธอนอนมองม่านด้วยความรู้สึกขัดใจ ด้วยมันคือกำแพงขวางกั้นระหว่างเธอกับแม่ สิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นร่างของแม่ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย เธอนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายและเริ่มมีความรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมาทีละน้อย แต่ก็พยายามไม่สนใจและนึกถึงอะไรไปเรื่อยเปื่อย In the darkness of the bedroom, there was enough light from the electric lamp outside the house slipping through the louvers to reach the curtain that parted her bed from her mother’s. She lay looking at the curtain with a feeling of frustration as it formed a wide wall between her and her mother, the only thing that prevented her from seeing her mother which made her feel safe. She kept tossing and turning restlessly and began to feel the need to pee but she tried not to pay attention and think of something else. ==

=

=

=

=

=

เริ่มมีความรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมาทีละน้อย is a bit of an overkill: no need to add ‘a little at a time’ to ‘began to feel the need to pee’.

คืนนี้แม่ของเธอจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นในบ้านเพื่อฉลองอายุครบ 5 ขวบของเธอ มีเพื่อนของแม่มากันหลายคน เพื่อนๆ ของเธอก็มากันครบทุกคน เธอมีความสุขกับการได้รับของขวัญ เสียงปรบมือเมื่อเทียน 6 เล่มดับสนิท เมื่องานเลี้ยงเล็กๆ ดำเนินไปได้พอสมควรแก่เวลา เพื่อนๆ ของเธอก็เริ่มทยอยกลับบ้านใครบ้านมัน เหลือเพียงเพื่อนของแม่ไม่กี่คนที่อยู่ฉลองกันต่อจนดึกดื่น Tonight her mother had organised a small party in the house to celebrate her fifth birthday. There were several of her mother’s friends. Her own friends had all come. She was happy to receive presents, and applause when the six candles were blown out. When the small party had run its course, her friends had gone back home one after the other, leaving only a few of her mother’s friends to go on partying until late at night. ==

=

[Six candles for a fifth birthday? That’s what the text says. Actually, some uncouth farang tribes do add an extra ‘one to go on’.]

แม่ส่งเธอเข้านอนเมื่อเลยเวลานอนตามปกติไม่นานนัก แม่นั่งอยู่ข้างตัวเธอเมื่อตอนกล่าวคำอวยพรให้ เธอมีความสุขที่สุดแม้ว่าปีนี้พ่อจะมาร่วมอวยพรด้วยไม่ได้ เพราะ “พ่องานยุ่ง” Her mother had taken her to bed a little past the usual hour. She had sat beside her as she gave her her blessings. She was utterly happy, even though this year her father didn’t join in because ‘dad has work to do’.
แม่กระชับผ้าห่มให้แล้วก้มลงหอมแก้มเธอเบาๆ เธอยิ้มให้แม่ด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุข แม้จะได้กลิ่นฉุนๆ ของเครื่องดื่มซึ่งไม่อนุญาตให้เด็กดื่มโชยมาจากลมหายใจของแม่ ก็ยังเป็นลมหายใจที่ให้ความอบอุ่นล้ำลึก Mum had tucked her in and then bent down and kissed her gently on the cheek. She had smiled at mum with a feeling of bliss. Even though the smell of drink forbidden to children that came out of her mother’s breath was pungent, it was still the breath that gave her warmth deep inside. ==

หอมแก้ม: Thais don’t kiss cheeks to show affection; they sniff them.

แม่กล่าว “ราตรีสวัสดิ์” แล้วผละจากเตียงไป Mum had said ‘Goodnight’ and then risen from the bed and left.
เธอหลับตาลงเมื่อร่างแม่ลับม่านไฟในห้องใหญ่ก็ดับวูบลง She had closed her eyes when mum disappeared behind the curtain and the light in the bedroom went off. ร่างแม่: ‘the body of the mother’; this would sound ridiculous in English.
ดึกมากแล้ว…เมื่อเธอตื่นขึ้นลืมตาโพลง เริ่มปวดฉี่มากขึ้นทุกทีๆ แต่ไม่กล้าลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำคนเดียวด้วยความกลัวตามประสาเด็ก เธอจะรอจนกว่าจะได้ยินเสียงแม่พลิกตัวแรงๆ หรือไม่ก็เสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ดังขึ้น จึงจะเรียกแม่ Much later at night, when she woke up and opened her eyes wide, she felt a pressing need to pee but didn’t dare get up to go to the bathroom alone because the little child she was was afraid. She’d wait until she heard her mother toss around or else the alarm- clock ring to call her. เริ่มปวดฉี่มากขึ้นทุกทีๆ: another absurd formulation (‘began to want to pee increasingly every time’), that needed to be rewritten.
เธอนอนกลั้นอยู่อย่างนั้น ตาเพ่งมองผ่านม่านกั้นห้องอย่างชั่งใจ ความมืดทำให้เกิดความรู้สึกหวาดๆ และนึกถึงภาพต่างๆ ที่เคยได้ยินมาว่าน่ากลัวนัก ยังความเงียบอีกนั้นเล่ามันทำให้เธอได้ยินเสียงประหลาดๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งเสียงหนูวิ่งกุกกักๆ เป็นครั้งคราวแถวหลังตู้ และเสียงกรนเบาๆ ของแม่ซึ่งฟังคล้ายจะขาดห้วงลงทุกที She lay holding back like that, her eyes peering through the curtain partitioning the room, thinking things over. The darkness scared her and prompted various pictures she had heard were scary. And the silence made her hear strange sounds more sharply, the pattering of mice at times behind the wardrobe and mum’s light snoring which sounded as if it would fail to resume with every breath. ชั่งใจ: to consider carefully, weigh (possibilities), deliberate, think things over.
แต่เมื่อตั้งใจฟัง เสียงแม่กลับเหมือนกำลังถอนหายใจถี่ๆ และมีเสียงพูดคล้ายคนละเมอฟังไม่เข้าใจว่าแม่พูดอะไร บางทีแม่อาจจะตื่นแล้ว But upon listening intently, mum sounded as if she kept holding her breath and also was talking in her sleep, uttering words she couldn’t understand. Maybe mum was already awake.
ไม่นานเกินกลั้น เธอตัดสินใจเดินฝ่าความมืดไป… Before she could hold back no long- er, she decided to brave the darkness.
=
เพื่อนรุ่นพี่ผู้ชายอีกคนหนึ่งขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วนั่งลงข้างๆ เธอ พลางยื่นมือมาปลดตะขอกางเกงของเธออย่างรวดเร็ว Another older boy moved near her and then sat down beside her and stretching his hand undid the clasp of her trousers swiftly.
“จะทำอะไรเค้า…” เธอสงสัย ‘What are you doing?’ she wonder- ed.
เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่แสดงให้เห็นว่ารำคาญเต็มที He looked up at her with eyes that showed irritation plainly.
“อยู่เฉยๆ เถอะน่า” ‘Keep still, will you.’
เสียงนั่นแสดงอำนาจ There was power in that voice.
“ทำอะไรให้ดูหน่อย” เขาพูดต่อ มือก็พยายามแกะมือน้อยๆ สองมือของเธอที่ปิดป้อง ‘We must get a better view,’ he added as his hand tried to unclasp the little hands pinned in protection.
“จะถอดทำไม” เด็กหญิงถามอีก แต่เขาไม่สนใจตอบต่อไปแล้ว กางเกงตัวเล็กๆ ของเด็กหญิงถูกดึงออกพ้นขาติดมือเขาแล้วก็ไปวางแหมะอยู่ปลายเท้าของเธอ เขายิ้มให้เธอและบอกว่า “จะลองเล่นคนเอากัน ‘Why do you want to take them off me,’ the little girl asked, but he was no longer interested in answering. The small trousers of the little girl were pulled off her legs by his hands and then dropped at her feet. He smiled at her and told her, ‘We’ll play screwing.’ ==

=

เอากัน: to make love, have sex, mate. In colloquial slang, ‘to screw’.

สิ้นคำ เสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ที่ล้อมวงอยู่ก็ดังขึ้นอย่างชอบใจ แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประหลาด At those words, delighted laughter broke out all around, but she suddenly felt as if she was a curiosity.
“เบาๆ หน่อย เดี๋ยวใครมาได้ยิน” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเตือน เสียงหัวเราะจึงค่อยเงียบลง กลายเป็นเสียงพูดอ่อยๆ ของใครอีกคน ‘Not so loud or someone will hear us,’ one friend in the group warned. The laughter thus died down, replaced by the meek voice of another one of them.
“เร็วสิ เดี๋ยวใครมาเห็น…” ‘Hurry up or someone might see…’
“จริงด้วย เดี๋ยวอดดู” อีกคนเสริมขึ้น ‘That’s right … and we won’t see anything,’ another added.
เพื่อนรุ่นพี่ผู้ชายคนนั้นจึงรีบถอดกางเกงของเด็กชายคนเล็กอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ได้รับการขัดขืนจากเด็กผู้ชายแต่อย่างไร The older boy thus took the little boy’s trousers off in a jiffy. The little boy didn’t oppose any resistance.
รีบ…อย่างรวดเร็ว is pleonastic and เพราะ is not needed either.
เสียงปรบมือชอบใจดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเพื่อนรุ่นพี่คนนั้นจูงมือเด็กชายเข้ามาชิดเธอ และกดไหล่ให้นั่งลง สองมือของเธอยังปิดป้องของสงวน There was another round of applause when the older boy brought the little boy to her and, pushing on his shoulders, made him sit down next to her, who was still protecting her crotch with her hands.
=The last sentence reads literally as ‘Her two hands were still protecting her untouchables’.
“ทำอย่างที่พี่สอนนะ” เพื่อนรุ่นพี่ผู้ชายคนนั้นกำชับ ‘Do as I told you, okay,’ the older boy instructed.
“ฮื่อ” เด็กชายตัวเล็กพยักหน้ารับรู้ แล้วทำตามคำสอนเท่าที่พอจำได้ เด็กหญิงทอดตามอย่างแปลกใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น The little boy grunted and nodded in acknowledgement and then acted according to what he remembered of what he had been told. The little girl looked with wonder at what was happening.
เมื่อเด็กชายล้มทับไปทั้งตัว เธอดิ้นเพราะรู้สึกหนัก อึดอัด หูยังแว่วคำถามของเด็กชายที่ถามเพื่อนรุ่นพี่คนนั้น “แบบนี้ใช่มั้ย” When the little boy fell on top of her, she struggled because she felt oppressed by the weight. She heard the little boy ask the older boy, ‘Like this, right?’
“เออ…” เพื่อนรุ่นพี่ผู้ชายคนนั้นโพล่งออกมา ‘Yeah…’ that older friend said heed- lessly.
ในเวลาเดียวกัน เธอดิ้นรนและทำท่าเหมือนจะร้องไห้ เพื่อนรุ่นพี่อีกคนเห็นไม่เข้าท่าจึงรีบดึงตัวเด็กชายคนเล็กออกไปพร้อมกับตวาดว่า “มึงไม่เป็นเลยนี่หว่า At the same time, she struggled and made as if she was about to cry. Another older boy saw that this wouldn’t do so he hastily pulled the little boy off her, shouting at him ‘You’re no good, you twit!’ ไม่เข้าท่า: unseemly, inappropriate, senseless, idiotic, ill-timed… หว่า or นี่หว่า is always a mark of coarseness in speech and calls for a swearword…
จากนั้นเขาก็รีบถอดกางเกงเพื่อปฏิบัติการด้วยตนเองโดยมีเพื่อนอีกสองคนช่วยจับแขนขาของเด็กหญิงขึงเอาไว้ After that he peeled off his own trousers to perform himself while two friends pinioned the arms and legs of the little girl. …Otherwise, หว่า means ‘bare’, ‘void’, ‘vacant’.
เด็กหญิงดิ้นรนเมื่อถูกกดทับอีกครั้ง เพื่อนๆ ต่างส่งเสียงเชียร์ หัวเราะ และปรบมือกันอย่างสามัคคี เพียงอึดใจเสียงเชียร์ก็เงียบลง The little girl struggled when she was covered again. The friends all around were cheering, laughing and applaud- ing in solidarity. A moment later, the cheers hushed.
เด็กหญิงร้องไห้จ้าเสียงดังๆ ออกมา ทุกคนในที่นั้นมองหน้ากันเหลอหลาแล้วแตกกระจายออกจากวงล้อมเหมือนมดแตกรัง วิ่งหนีเสียงร้องไห้ของเธอไปคนละทิศละทาง The little girl burst out crying. They all looked at one another in alarm and then scattered like ants out of an anthill, fleeing from her bawling in every direction.
เหลือเพียงเด็กหญิงนั่งร้องไห้ด้วยร่างกายท่อนล่างเปล่าเปลือย มองดูเด็กชายตัวเล็กซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่วิ่งโทงๆ มือข้างหนึ่งถือกางเกงและอีกข้างถือก้านมะยมเหี่ยวๆ Left behind was the little girl who sat crying, the lower part of her body naked, looking at the little boy who was the last to run away, one hand holding his trousers and the other the withering small branch of star gooseberry.
=
เธอควานหาชายผ้าม่าน เปิดมันขึ้นและลอดตัวผ่านไปอย่างแผ่วเบา She fumbled for the hem of the curtain, pulled it open and slipped through quietly.
พับม่านออกไป เธอมองไปที่เตียงของแม่ เสียงของแม่ยังดังอยู่เช่นเดิม ทำให้เธอคิดว่าแม่กำลังตื่นอยู่ เธอมองเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างบนเตียงได้ไม่ชัดเจนและทำให้ใจของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย จึงพยายามปรับสายตาให้คุ้นกับความมืด Past the curtain, she looked at her mother’s bed. Her mother’s voice could still be heard as before, making her think mum was awake. She could see dimly some movement on the bed and this filled her mind with suspicion, so she tried to further adjust her eyesight to the darkness. ==

พยายามปรับสายตาให้คุ้นกับความมืด (tried to adjust her eyesight to get used to the darkness): this is silly without ‘further’: she has been in the dark all this time.

ในที่สุดเธอมองเห็นสวิตช์ไฟเรืองแสงอยู่ในความมืด เธอเขย่งเท้าใช้นิ้วมือเล็กๆ จิ้มลงที่สวิตช์ไฟ Finally she saw the switch glowing in the dark. She sprung on tiptoe and with her little fingers pressed the switch.
พร้อมกับเสียง “แก๊ก” ห้องนอนใหญ่ก็สว่างพรึ่บขึ้นทันที With a click, the whole bedroom burst into light.
เธอเห็นผู้ชายคนหนึ่งตลอดทั้งร่างเปล่าเปลือย แม่ของเธอนอนอยู่ใต้ร่างของเขา สีหน้าและแววตาของแม่ตื่นตระหนกไม่แตกต่างไปจากเธอ She saw a man whose entire body was naked. Her mother lay beneath that man. Her face and eyes were as panicky as her own.
“แม่!” เธอเรียกได้เพียงเท่านั้น ‘Mum!’ was all she could utter.
“ออกไป!” เสียงผู้ชายคนนั้นกราดเกรี้ยวแววตาและใบหน้าถมึงทึง “เข้ามาทำไมวะ … คนเขาจะเอากัน” ‘Get out!’ the man shouted, his eyes and face angry looking. ‘Why did you come in here? Can’t you see we’re screwing?’
= ‘Lein’ in Chor Karrakeit 32, 1997
Arunwadi Arunmart, 38, was hardly 21 when her first novel of a provincial girl playing with her own blood (La Voix du sang) shocked the straight-laced
and earned her a youthful following.
Since then, her merciless short stories
and poems have confirmed
her fiendish reputation.
.arunwadi

The black shadow – Saowaree

In this edifying tale of a child’s perception of the world, the delicacy of feelings between mother and daughters is conveyed through the subtlety of the dialogue, in contrast to a scabrous theme and the alienating behaviour of the mother. MB

เงาดำ

THE BLACK SHADOW

scorpionfly_lauren scorpionfly rev

เสาวรี

SAOWAREE

TRANSLATOR’S KITCHEN
…จากนั้นเธอได้หลับตาลง ในดวงตาที่หลับเธอมองเห็นสายหมอกขาว เห็นแม่ เห็นวัด เห็นแมงป่อง … After which she closed her eyes. Behind her resting eyelids, she saw a trail of white fog, she saw her mother, saw the temple, saw the scorpionfly.
“เธอควรจะกลับบ้าน” เขาผ่านเสียงเข้ามาในม่านหมอก ‘You should go back home.’ His voice came through the curtain of fog.
“ไม่” น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา นัยน์ตาปิดสนิท ‘No,’ said with a soft tone of voice, eyes shut tight.
“เธอจะเสียหาย” เขาว่าอีก แต่ท่าทางเขาไม่ยี่หระ “เธอจะเสียหาย” ‘That’s not good for you,’ he said again, but he sounded unperturbed. ‘Not good for you.’
=
ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และสายฝนที่กระหน่ำอยู่ข้างนอกทำให้เธอนึกถึงความอับชื้นในบ้านที่มีสายหมอกปกคลุมบางเบาในฤดูหนาว ฤดูหนาวที่พ่อได้ตายจากไป ศพของพ่ออยู่ในโลงไม้จำปาตั้งไว้ที่วัดซึ่งอยู่ข้างบ้าน … วัดซึ่งอยู่ข้างบ้าน เธอกัดเล็บตัวเองจนปลายเล็บฉีก เกลียดวัด ความรู้สึกเกลียดวัดรุนแรงมาก จนไม่แน่ใจว่าถ้านรกมีจริงเวลาตายไปเธอต้องไปอยู่ที่นั่นหรือเปล่า Lightning, thunder and rain pelting repeatedly outside made her think of the stuffiness in the house which thin fog enfolded in the cold season, the season Father passed away, Father’s body in the champak wood coffin displayed at the temple next door … the temple next door. She bit her nails until their tips were torn. She hated the temple. Her feeling of hate for the temple was so strong that she wasn’t sure, if there was a hell, whether she’d have to go there or not when she died. ===

=

=

=

=

=

=

‘when she died’: the slight inversion at the end of the sentence is needed to make it read smoothly.

ศพพ่อยังนอนอยู่ในโลงด้วยซ้ำขณะที่คนเริ่มพูดกันถึงเรื่องราวของแม่ เธอเป็นเด็กอายุสิบสองขวบ ยังเดินเกาะชายผ้าถุงแม่ ตอนที่เอาศพพ่อไปเผาแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้น พี่สาวคนโตก็เช่นกัน ตัวเธอกำชายเสื้อดำของแม่ไว้แน่นขณะที่ร่างของพ่อกำลังเผาไหม้อยู่บนเชิงตะกอน Father’s body was still in the coffin when people began to talk about Mother. She was a twelve-year-old child, still walked clinging to the stem of her mother’s wraparound. When Father’s body was taken to be cremated, Mother wept and sobbed, and so did her big sister. She clutched Mother’s black shirt tight while Father’s body was being consumed on the pyre.
ศพพ่อไหม้ไปไม่นาน ใจแม่ก็ไหม้ไปด้วยไฟโลกีย์ เปล่า … เธอไม่ได้ว่าแม่ คนอื่นๆ ต่างหากที่พูดกันเช่นนั้น เธอต้องตะโกนด่าคนอื่นๆ เหล่านั้นด้วยความโกรธ เพราะเธอรักแม่ Not long after Father’s body was burnt, Mother’s heart burnt with the fire of lust. No, she didn’t reproach Mother. It was the others that spoke like that. She had to shout cursing the others in anger be- cause she loved Mother. The repetition of ‘burnt’ is obviously meant and must be respected.
=
“พรุ่งนี้เช้าต้องไปส่งผักที่ตลาด” เขาพูดมาจากปลายเตียง ‘Tomorrow morning I have to take the greens to the market,’ he said from the foot of the bed.
“กี่โมง” เธอถามทั้งๆ ที่ยังหลับตา ‘At what time,’ she asked even though her eyes were still closed.
“ตีสี่” ‘Four.’
“แล้วจะกลับมากี่โมง” ‘What time will you be back?’
“คงประมาณหกโมง” ‘About six, I reckon.’
“อย่าลืมซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋มาฝากด้วย” ‘Don’t forget to buy soymilk and pa- thongko* for me.’ * Deep-fried dough dollops (see below).
“น้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋” เขาทวนคำ ‘Soymilk and pathongkho,’ he re- peated.
=
แม่บอกว่าเพราะอะไรแม่จึงต้องไปวัดบ่อยๆ แม่โศกเศร้า เธอรู้ แต่แม่ไม่ได้พูดเช่นนั้น แม่บอกว่าไปคุยกับหลวงพ่อ ไปคุยกับพระ แต่ป้าแก่ๆ พวกนั้นพูดว่าแม่ไปนอนกับพระ Mother told her why she had to go to the temple often. Mother was sorrowful, she knew, but Mother didn’t speak like that. Mother told her that she went to talk to the Reverend, to talk with the monk, but those old crones said Mother went to sleep with the monk. .pathongko
ฟ้าแลบเข้ามาในห้องอีก สว่างจ้า แล้วฟ้าก็ผ่าเปรี้ยง ไฟฟ้าดับพรึ่บ เหลือเพียงฝอยฝนกระทบหลังคา A flash of lightning entered the room again, dazzling, and then deafening thunder. The electricity went out, leaving only the rain pummelling the roof. ฝอยฝน gives the idea of filaments of rain as in the French expression ‘il pleut des cordes’ (it’s raining cats and dogs).
“กลัวไหม” ผู้ชายจากปลายเตียงส่งเสียงมาที่หัวเตียง เธอลืมตาขึ้นมืดสนิทยิ่งกว่าตอนที่หลับตา มองไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ ดีเหลือเกิน เธอไม่อยากเห็นอะไรอีกแล้ว ‘Are you afraid?’ The voice of the man at the foot of the bed was directed towards the head of the bed. She open- ed her eyes. It was even darker than when her eyes were closed. She couldn’t see anything at all. Great! She didn’t want to see anything any longer.
“จุดเทียนไหม มีเทียนกับไฟแช็กอยู่ที่ลิ้นชักหัวเตียง” เขาพูด ‘How about lighting a lamp? There’s a lamp and a lighter in the drawer at the head of the bed,’ he said.
“ไม่ต้อง” ‘No need.’
=
ก่อนฝนตกหนัก แม่ข้ามไปที่วัด พายุพัดแรง ต้นไม้ใหญ่ล้มระเนระนาด ในบ้านมีแสงตะเกียงวอมแวม อากาศเย็นชื้น เธอนั่งอยู่กับพี่สาว ต่างคนต่างก็ชะเง้อคอมองออกไปที่วัด พี่สาวบอกเธอว่าฝนตกหนัก แม่คงข้ามกลับมาไม่ได้ แต่นัยน์ตาของพี่สาวกลับเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง Before it pelted with rain, Mother had gone over to the temple. The windstorm made big trees fall on top of one another. In the house, a lamp light flickered. The air was dank. She sat with her big sister, each stretching their neck to look in the direction of the temple. Her sister told her it was raining so hard Mother would probably not make it back, but her eyes were full of annoyance. อากาศเย็นชื้น: here, ‘dank air’; two paragraphs down, ‘dank weather’. It’s as important to keep the adjective as to get the nouns right.
วัดอยู่ข้างบ้าน บ้านอยู่ข้างวัด แต่เธอกลับรู้สึกว่าบ้านกับวัดเวลานี้ช่างไกลห่างกันเสียเหลือเกิน คิดถึงแม่ อยากให้แม่มาอยู่ใกล้ๆ ตอนฝนตกฟ้าร้องคำรณ เธอชะเง้อคอมองออกไปที่วัดอีกครั้งและเห็นเพียงยอดโบสถ์ตอนฟ้าแลบ The temple was next to the house. The house was next to the temple. But she felt instead that house and temple right now were miles apart. She missed Mother, wanted Mother to be close by when it rained and the thunder rumbled. She stretched her neck towards the temple once again and could see only the top of the main pavilion when there were flashes of lightning.
=
มันเข้ามาพร้อมๆ กับอากาศที่ชื้นเย็น เข้ามาขณะที่แม่ไม่อยู่ ไอ้ตัวชั่วร้าย … เธอเกลียดมัน มันทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว แมงป่องตัวสีดำ หางงอนชี้ชัน มันเข้ามากัดชีวิตเธอ It came in along with the dank weather, came in while Mother wasn’t there, that nasty creature. She hated it. It made her feel scared. A black scorpionfly with a raised curved tail. It came in to bite her life. ===

กัดชีวิตเธอ: ‘bite her life’ is cute and obviously meant: a dividend of word for word translation.

ตีมันให้ตาย ตีมันให้ตายไปเลย” เธอร้องไห้และสะบัดนิ้วไปมา ‘Smash it and kill it! Kill it!’ she shouted, shaking her finger heatedly. ตีมันให้ตาย: literally, ‘beat it to death’; ไปมา, ‘back and forth’.
“มันหนีไปแล้ว” พี่สาวพูด “มาส่งมือมานี่” พี่สาวตำหัวหอมมาพอกให้ที่นิ้วมือซึ่งบวมและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ‘It’s gone,’ her sister said. ‘Show me your hand.’ Her sister sliced an onion and applied slices around the finger which was swelling and hurting more and more.
“ทำไมแม่ไม่กลับมาเสียที” เธอพร่ำพูด ‘Why isn’t Mum back yet,’ she kept asking.
“เงียบนะ เงียบเดี๋ยวนี้ ถ้ายังขืนพูดมากอยู่จะปล่อยให้แมงป่องมันกัดให้ตายอยู่ตรงนี้แหละ” ‘Quiet. Stop it now. If you keep bab- bling, I’ll have the scorpionfly bite you to death, right here.’
นิ้วมือบวมเป่งเหมือนจะแตก เธอโกรธแม่ The finger swelled as if it was about to burst. She was angry with Mother.
“แม่ไปนอนกับพระหรือ” เธอถามพี่สาว ‘She’s gone to sleep with the monk, hasn’t she,’ she asked her sister.
=
ฝนซาเม็ด เธอนอนอยู่ในห้อง อย่างปลอดภัย นิ้วมือยังคงบวมเป่ง ความปวดทุเลาลง ได้กลิ่นหัวหอมที่พอกอยู่บนนิ้วลอยมาจางๆ The rain relented. She lay in the room in safety. Her finger was still very swollen. The pain had receded. The onion slices placed around her finger gave out a faint smell.
“ทำไมแม่ทำอย่างนี้นะ” เสียงพี่สาวต่อว่าแม่ในความมืด ‘Why do you behave like this?’ Her sister’s voice berated Mother in the dark. In (this overheard) dialogue แม่ is no longer ‘Mother’ but ‘you’…
แม่ไม่ได้ทำ” แม่ว่า ‘I didn’t do anything,’ Mother said. …and ‘I’.
“ไม่มีใครเขาเชื่อแม่หรอก นังนันต์มันยังถามเลยว่าแม่ไปนอนกับพระหรือ” ‘Nobody believes you. The little one even asked if you’d gone to sleep with a monk.’ นังนันต์ (Ms Nan) is obviously the little girl’s name. Hence ‘the little one’ instead.
“แล้วแกก็คิดว่าแม่เป็นอย่างที่พวกเขาพูดกัน” แม่ย้อนเรียบๆ ‘And you think that I am like people say,’ Mother retorted evenly.
“แม่ทำตัวไม่ดี” พี่สาวร้องไห้ และเธอได้ยินเสียงถอนหายใจของแม่ ‘You’re not behaving properly.’ Her sister was crying and she heard Mother sighing.
“แม่ไปคุยกับพระ พระท่านสอนแม่เกี่ยวกับธรรมะ” แม่พูดช้าๆ  ‘I went to talk with the monk, he’s teaching me dharma,’ Mother said slowly.
เงียบกันไปครู่หนึ่ง พี่สาวก็พูดว่า “นังนันต์มันโดนแมงป่องกัดที่นิ้ว นั่งรออยู่ตั้งนาน” They were both silent for a while. Then her sister said, ‘The little one’s been bitten on a finger by a scorpionfly. She waited for you a long time.’
เธอนอนนิ่งแกล้งทำเป็นหลับต่อ แม่จับมือเธอขึ้นไปดู สัมผัสจากมือของแม่อบอุ่นจนเธอรู้สึกว่าหายปวดเป็นปลิดทิ้ง She lay still, pretending to sleep. Mother took her hand and raised it to have a look. The contact of Mother’s hand was so comforting she felt her pain vanish.
=
แม่กลายเป็นที่นินทาของชาวบ้านอย่างสนุกปาก แต่แม่ไม่สนใจ Mother had become the target of lively gossip among the villagers, but Mother didn’t pay attention.
“หน้าด้านล่ะสิ” ป้าแย้มพูด ‘See how brazen she is!’ Aunt Yaem said.
=
“แม่ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาพูด” แม่พูดเท่านี้ ทุกครั้งแม่จะพูดเท่านี้ ไม่มีคำโต้เถียง ไม่มีคำอธิบาย เธอไม่เข้าใจแม่ เธอต้องการให้แม่ออกมาเถียง ออกมาสู้กับปากชาวบ้าน ออกมาบอกว่าแม่ไม่ได้นอนกับพระ หรือว่าแม่นอนกับพระจริงๆ ‘I’m not like they say,’ that’s all Mother would say. She never said a word more. No protest, no explanation. She didn’t understand Mother. She wanted Mother to come out and argue and fight the public rumour, come out and tell them she wasn’t sleeping with the monk or even say she was.
“ใครเขาจะเชื่อแม่” พี่สาวว่า แล้วแม่ก็เงียบไปเหมือนทุกๆ ครั้ง ‘Who’d believe you?’ her sister said and then Mother was silent as always.
หลวงพ่อที่ถูกกล่าวหาออกจากวัดไปแล้ว แม่บอกว่าท่านออกธุดงค์ แต่ชาวบ้านกลับพูดว่าถูกเจ้าอาวาสจับสึก เธอไม่รู้จะเชื่อใครดีเพราะเธอไม่เคยเห็นพระรูปนี้อีกเลยจนบัดนี้ อย่างไรก็ตาม แม่ก็ยังไม่พ้นคนนินทาอยู่นั่นเอง เธอเองก็ยังคลางแคลงใจแม่เสมอมา อดีตของแม่เป็นเหมือนเงาดำที่แอบแฝงอยู่ในจิตใจของเธอมาตลอด บางครั้งเธออยากจะหนีไปให้ไกลจากแม่ แต่เธอก็ยังไม่แน่ใจ The Reverend in question had already left the temple. Mother told her he had gone on a pilgrimage, but the villagers claimed he had been disrobed by the abbot. She didn’t know whom to believe, because she had never seen that monk again. In any case, Mother still didn’t escape gossip. She herself remained suspicious of Mother. Mother’s past was like a black shadow hidden away in her heart all the time. Sometimes she wanted to flee far away from Mother, but she still wasn’t certain.
=
“เธอควรจะกลับบ้านแต่เช้านะ” เขาพูดขณะที่ฝนเริ่มซาเม็ด ‘You should go back home early,’ he said when the rain began to abate.
“กินปาท่องโก๋เสร็จจะกลับ” เธอว่า ‘I’ll leave when I’ve finished the pa- thongko,’ she said.
“ง่วงหรือยัง” เขาถามแล้วหาวเสียงดัง ‘Sleepy yet?’ he asked and then yawn- ed loudly.
“ยัง” ‘Not yet.’
“ถ้าอย่างนั้นเรานอนก่อน” เขาพูด แล้วก็นอนพาดตัวขวางเตียงอยู่ในความมืด ‘In that case, I’ll sleep first,’ he said and then lay down and stretched across the bed in the dark. In familiar language, เรา (we) is often used to mean ‘I’.
เมื่อคืนนี้เธอไม่ได้นอนทั้งคืน เขาลุกไปส่งผักตอนตีสี่ เธอก็ยังไม่หลับ กระทั่งเขากลับมาตอนหกโมงเช้าและส่งถุงน้ำเต้าหู้ร้อนๆ กับปาท่องโก๋ให้เธอ Last night she hadn’t slept for the whole night. He had got up to dispatch the vegetables at four. She still wasn’t sleep- ing when he came back at six and handed her hot soymilk and pathongko. Note the change of tense for a past action.
“ขอบใจ” เธอพูด ขอบตาเขียวคล้ำ เขาเดินเข้ามาถอดเสื้อกล้ามพาดไว้ที่ปลายเตียง เธอเทน้ำเต้าหู้ใส่ชามและฉีกปาท่องโก๋ใส่ เขามองเธอแล้วหัวเราะ ‘Thanks,’ she said, with rings under her eyes. He had walked over and taken off his vest and folded it at the foot of the bed. She had poured the soymilk in a plate and torn the pathongko into pieces she dunked in the soymilk. He had looked at her and then laughed.
=
ชาวบ้านเริ่มมีเรื่องใหม่พูดกันสนุกปาก พวกเขาพูดว่า “ลูกสาวคนเล็กของใยแก้วมันดอกทองเหมือนแม่มัน” The villagers began to have a new story on which to exercise their verve. They said, ‘Kaeo’s younger daughter is as much of a hussy as her mother.’ ดอกทอง (‘golden flower’) is one of those abusive, rather old-fashioned words with plenty of translations to choose from: harlot, hussy, strumpet, slut…
พี่สาวเรียกเธอไปถามด้วยใบหน้าถมึงทึง ต่อหน้าแม่ที่ยืนเงียบสงบเหมือนคนไม่มีปากเสียง Her sister called her up and questioned her with a dour face in front of Mother who stood silent as if deprived of a voice.
“หนูไม่มีอะไรจะพูด” เธอยืนกอดอก ลอยหน้า ‘I have nothing to say.’ She stood hug- ging her chest and shaking her head.
“แต่แกต้องพูด” พี่สาวเสียงแข็ง ‘But you must speak.’ Her sister’s voice was harsh.
“ก็ได้…” เธอแบะปาก “หนูไม่ได้เป็นอย่างที่ชาวบ้านพูด … เชื่อไหมล่ะ” ‘All right…’ She opened her mouth. ‘I’m not like they say … Do you believe me?’
“ไม่มีใครที่ไหนเขาเชื่อหรอก ว่าหญิงกับชายอยู่กันสองต่อสองทั้งคืน จะมีอะไรเหลือรอด กลับมา” พี่สาวพูด ‘Nobody will ever believe that a boy and a girl alone all night haven’t been up to no good,’ her sister said.
เธอไม่ได้เถียงสักคำ สิ่งที่พี่สาวพูดก็ถูกแต่ไม่ใช่ถูกทั้งหมด กฎเกณฑ์อย่างเดียวกันจะนำมาใช้ประเมินหัวใจของคนทุกคนไม่ได้ เธออยู่นอกเหนือกฎ- เกณฑ์นั้น แล้วแม่ล่ะ เธอรู้สึกตื่นเต้น She didn’t utter a word in denial. What her sister said was true but it wasn’t entirely true. You couldn’t use the same rule to measure the heart of everyone. She was above that rule. Then what about Mother? She felt curious. เธอรู้สึกตื่นเต้น: literally, ‘she felt excited’. With that word, the author is tipping her hand. Editorial decision to change it to ‘curious’.
เขาไม่เคยล่วงเกินเธอ นอกจากพูดคุย คุยเรื่องไปส่งผัก เขาบอกว่าอยากมานอนที่นี่ก็มาซิ มีที่ให้นอน เป็นปีมาแล้วกระมัง แต่จนป่านนี้ทั้งเธอและเขาก็ยังไม่มีใคร “เสร็จ” ใครอย่างที่ชาวบ้านพูด He had never molested her, only talked, talked about sending the greens to the market. He had told her if you want to come and sleep here, feel free, there’s a bed to sleep on. It must have been a year already but so far nothing had happened between her and him as the villagers said.
“ห้ามแกไปบ้านนั้นอีก จำไว้” พี่สาวสั่งเสียงกร้าว ‘I forbid you to go to that house again, and don’t you forget it,’ her sister ordered with a harsh voice.
เธอหัวเราะ ส่ายหน้า She laughed, shook her head.
“หมายความว่า…” พี่สาวจ้องหน้าเหมือนอยากฉีกเธอเป็นชิ้นๆ ‘Meaning that…’ Her sister glared at her as if she meant to tear her to pieces.
“หนูไม่เคยดอกทอง” เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้พี่สาว บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเธอทำอย่างนั้นเพื่ออะไร เพื่อประชดชีวิตหรือทด- ลองเล่นกับชีวิต เธอรู้ผู้หญิงดีๆ ไม่มีใครเขาทำตัวล่อแหลมกับชีวิตอย่างนี้หรอก พี่สาวจ้องมองหน้าด้วยความโกรธ แม่ยืนนิ่งเงียบ เธออยากให้แม่พูดบ้าง แต่แม่กลับไม่พูดอะไร ‘I’m not a hussy.’ She stood facing her sister at close quarters. She couldn’t say either why she acted like that: to spite life or to try to play with life? She knew that good girls never behaved perilously with life in this way. Her sister stared at her, fuming. Mother was still silent. She want- ed Mother to say something, but Mother wasn’t saying a word.
ด้วยความโกรธ พี่สาวถลันพรวดเข้ามา จิกผมกลางศีรษะและตบฉาดก่อนจะผลักเธอจนหน้าหงาย เธอยกมือขึ้นเสยผม เจ็บจนชา In anger, her sister rushed at her, pulled the hair on the top of her head, slapped her in the face and pushed her until her head flipped back. She raised her hands to rake her hair, dumb with pain.
“พี่เชื่อที่หนูพูดไหม” เธอถาม น้ำตานองหน้า ‘Do you believe what I say,’ she asked, tears flowing down her face.
“ไม่” พี่สาวกัดฟันกรอด ‘No!’ Her sister clenched her teeth.
“เฮอะ!” เธอสะบัดหน้าและหันไปทางแม่ที่ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น “แม่ก็เหมือนกันใช่ไหม เรามันก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่” เธอทึ้งผมตัวเอง หน้าตาบูดเบี้ยว ‘Huh!’ She shook her head and turned towards Mother who stood still like a statue. ‘And the same goes for you, Mother, right? We’re not so different.’ She pulled on her own hair, sour-faced.
แม่ยังคงยืนนิ่ง แล้วแม่ก็พูดออกมาว่า “แม่เชื่อว่าแกบริสุทธิ์” แล้วแม่ก็เงียบอีก ดวงตาของแม่บ่งบอกแววเชื่อมั่น Mother stood still and then she spoke and said, ‘I believe you are innocent.’ Then Mother was silent again. Her eyes brimmed with confidence.
แม่เชื่อเธอ อะไรทำให้แม่เชื่อ เธอเองไม่เคยเชื่อแม่เลยสักครั้ง … นานถึงสิบสามปีที่เธอหลับตาลงเห็นแต่หมอกขาว เห็นแม่ เห็นวัด เห็นแมงป่อง เธอเกลียดมัน Mother believed her. What made Mother believe? She herself had never believed Mother, not even once … all of thirteen years that she had closed her eyes and seen nothing but white fog, seen Mother, seen the temple, seen the scorpionfly. She hated it.
ทำไมแม่ถึงเชื่อเธอ Why did Mother believe her?
“แม่โกหก” เธอพูด ‘You’re lying,’ she said.
“แม่ไม่ได้โกหก แม่ไม่เคยโกหก” เธอเห็นน้ำตาของแม่ “แม่เชื่อเพราะแกบอกแม่ว่าแกไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาว่า” แม่มองเธออย่างเชื่อมั่น “แม่เองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน” แม่พูดเบาๆ ทำให้เธอเข้าใจแจ่มแจ้ง ‘I’m not lying. I’ve never lied.’ She saw Mother’s tears. ‘I believe you because you told me you were not like those people said.’ Mother looked at her with confidence. ‘I myself can’t explain why exactly.’ Mother spoke in a low voice. Why did she understand so plainly?
เธอเข้าใจแล้วว่าเรื่องวันนี้หรือเรื่องในอดีต บางครั้งก็ไม่จำเป็นจะต้องมานั่งอธิบายให้ใครฟัง เพราะไม่มีประโยชน์ อดีตที่ผ่านมาของแม่ก็เช่นกัน ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวของแม่เอง และไม่มีใครสามารถจะเข้าใจเรื่องบางเรื่องที่แปลกออกไปจากครรลองได้เท่ากับคนที่เคยตกอยู่ในสภาพเดียวกัน She understood now that, about the story today and the story in the past, sometimes no explanation is necessary, because it would be pointless. What had happened to Mother in the past was the same. Nobody knew better than Mother herself, and nobody was able to under- stand stories that strayed from social convention as well as those that found themselves in the same predicament.
“แม่” เธอเรียก ‘Mother,’ she called.
“อะไรหรือ” ‘What is it?’
“ไปกินข้าวเถอะ หนูจะกินข้าวกับแม่” เธอยิ้ม ‘Let’s eat. I’ll eat with you.’ She smiled.
‘Ngao Dam’ in Chor Karrakeit 13, 1983
= =
Saowaree (Saowaree Yemla-or)
is a nurse in a district hospital
in Ratchaburi province,
where she was born.
Two of her collections of short stories
were short-listed for the SEA Write Award.
Previously published here: ‘Love’s last lesson’.
.saowaree enhanced

The sacred stream – Wat Wanlayangkul

We knew the author as a socially concerned writer with fairly radical views; in this study of contrasts surprisingly focused on the self, he proves to be a cabbala believer as well. MB
ooo

สายน้ำศักดิ์สิทธิ์   

THE SACRED STREAM   

M heart in mind

วัฒน์ วรรลยางกูร   

WAT WANLAYANGKUL*  

* Pronounced wan.la.yang.koon
TRANSLATOR’S KITCHEN
สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่านกรวดแดง ขาว น้ำตาล ดำ The sacred stream flowed over gravel, red, white, brown and black.
น้ำใสเหมือนกระจกใส เคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต The water clear as a mirror moved as though it were alive.
สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ลบเหลี่ยมมุมกรวดหินจนมนละมุน แต่จะลบรอยแผลในใจนี้ได้หรือ The sacred stream rubbed the peb- bles smooth but could it smooth out the wounds in his heart?
เขานั่งกับพื้นกรวดทราย ให้สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่านหน้าอกอันเป็นที่ตั้งของหัวใจ มองเห็นหน้าอกและซี่โครงซ้ายเปิดกว้างออกให้สายน้ำไหลเข้าไป … ลบรอยแผลที่หัวใจ He sat on the sand and gravel bed, letting the sacred stream flow to his chest where his heart dwelt, watched his chest and left-side ribs open wide for the stream to flow past and erase the wounds in his heart.
= =
น้ำเย็นๆ อากาศปลอดโปร่งช่วยลดคลายความเมามึน ความทุกข์ช่างมีอยู่ทุกซอกมุม เมื่อคืนที่ร้านประจำ แอร์โฮสเตสสาววัยสามสิบที่คุ้นหน้าแต่ไม่คุ้นเคย เซมาขอนั่งร่วมโต๊ จิบไวน์แล้วนั่งร้องไห้ เพราะเพิ่งพบว่าคนรักของเธอมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้วถึงสองคน (สมัยที่เขามีเจ้าของอยู่เพียงคนเดียวเธอยังทนได้) เธอพร่ำวนเวียนว่า อยากตาย … อยากตาย พอเวลา 24.00 น. ข่าวภาคดึกรายงานว่า เครื่องบินไปฟิลิปปินส์เผชิญพายุฝนประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกในทะเล เข้าใจว่าคนคงตายหมดทั้งลำ แอร์โฮสเตสสาวถึงกับหายเมา อุทานว่า โชคดีที่เธอได้ขอแลกเที่ยวบินกับเพื่อน มิฉะนั้นเธอจะต้องไปกับเที่ยวบินมรณะนี้ด้วย The cold water and clear air helped dispel his drunkenness. There truly was sorrow in every corner. Last night, at the usual bar, a thirty-year-old air hostess who looked familiar but whom he hadn’t met before staggered over and asked to share his table, sipped wine and then sat crying because she had just found out that the man she loved had had as many as two wives (as long as he had only one, she’d been okay with that). She kept repeating that she wanted to die, she wanted to die… At midnight, the news on TV was that an aeroplane headed for the Philippines had been in a typhoon and had crashed into the sea. Everyone on board was believed to have died. The young air hostess sobered up, shouting how lucky she was to have swapped flights with a friend, otherwise she’d have been on board that ill-fated plane. =

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

=

เที่ยวบินมรณะนี้: literally, ‘this fatal flight’.

เธอไม่รู้หรอกว่า เขาเองก็อยู่ในภาวะอยากตาย … อยากตาย เมื่อสิ่งที่เรียกว่า “ครอบครัว” อันมีภรรยากับลูกสองคนวัยกำลังน่ารัก เหลืออยู่กับเขาเพียงในภาพถ่าย เมื่อภรรยาทนความเสเพลของเขาไม่ได้ และพบชายคนใหม่ที่มีความรับผิดชอบดีกว่า She didn’t know that he was in a state of wanting to die, wanting to die because what was called ‘family’ with a wife and two cute little children had chosen to stay with him only in photo- graphs when his wife, unable to bear his dissipation any longer, had met a new man with a better sense of responsi- bility.
= =
แดดหุบลง The sunshine abated.
แสงจากฟ้าทำให้ใบไม้ดูเขียวอ่อนละมุนตา The light from the sky made the leaves look a softer green.
จักจั่นส่งเสียงร้องแห่งชีวิต … ชีวิตที่ต้องสืบเผ่าพันธุ์ รากประดู่น้ำดูอวบขาวงอกงามในน้ำใสทำหน้าที่ดูดธาตุอาหารไปหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นลำต้นกิ่งก้านใบ Cicadas sang their lust for life, a life that called for procreation. The roots of the Burmese rosewood looked chubby, white and flourishing in the clear water, their duty being to suck up nutrients to sustain the life of trunk, branches and leaves. Note: for trees and other plants, always choose the common name over the scientific name. Here ‘Bur- mese rosewood’ rather than Pterocarpus Macrocarpus.
โพรงถ้ำหินต้นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ดูขรึมขลังเยียบเย็น The stone cave at the source of the sacred stream looked awe-inspiring and ice-cold.
เขาจดจำมาแต่เด็กว่า กาลครั้งหนึ่ง นายพรานตามล่าเก้งบาดเจ็บเลือดโทรมมาถึงถ้ำหินต้นน้ำนี้ He remembered from childhood that once, long ago, a hunter had followed the bloody trail of a wounded barking deer to this cave the sacred stream sprung from. เก้ง: barking deer or common muntjac.
เมื่อเก้งเข้าไปร่างกายยังเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลจากคมธนู เมื่อพรานซุ่มดู ก็พบว่าเก้งค่อยๆ เดินท่องน้ำออกมาจากโพรงหินด้วยเรือนกาย สะอาดปราศจากรอยแผล When the barking deer had entered the cave its body was covered with blood and arrow wounds. Yet when the hunter lying in wait saw it slowly emerge from the stream in the cave the body of the barking deer was clean and devoid of any wounds.
แมงกะเบื้อบินเป็นฝูงดูร่าเริง มีทั้งฝูงสีขาว สีเหลือง และสีดำ Joyful-looking butterflies romped about in swarms, white swarms, yellow swarms, blue swarms.
ลมพัดโชย นกป่าร้องจากที่ไกล นกกางเขนดงร้องเสียงสูงๆ ต่ำๆ เกือบจะเหมือนเพลงที่คนบรรเลง The wind blew mildly, jungle birds sang from afar, a wild shama sang high and low almost as if composing a song. Listen to it.
จิงโจ้น้ำกางสี่ตีนลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำแหวกว่ายไปมา A four-legged water strider rode the surface of the water back and forth.
ใบชะพลูบนฝั่งชายน้ำส่งกลิ่นเมี่ยงคำ The pepper vine leaves by the rim of the stream smelled like miang*. * Meat titbits wrapped in leaves, a northern treat.
แมลงปอเข็มรอปีกนิ่งอยู่เหนือน้ำ ไม่รู้ว่ารออะไร มันอาจไม่ได้รออะไร A damselfly was waiting, wings still, above the water. Waiting for he didn’t know what. Maybe it wasn’t waiting at all. .blue damselfly
ปลาซิวว่ายไปมาอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจแมลงปอ Minnows swam swiftly back and forth, paying no heed to the damselfly.
แมลงปอสีแดงตัวใหญ่เกาะบนเรียวหญ้าเขียว A big red dragonfly clutched a green blade of grass. .red dragonfly
เสียงน้ำไหลผ่านแก่งสม่ำเสมอ … สม่ำเสมอจนเขาเลิกคิดเรื่องแอร์โฮสเตส แต่ทว่าไม่สามารถเลิกคิดเรื่องครอบครัว … ครอบครัวที่แตกเหมือนแก้วไวน์ตรงหน้าแอร์โฮสเตสเมื่อคืน เขากลับมาคิดเรื่องแอร์โฮสเตสอีก หลังจากเลิกบ่นอยากตาย เธอยังอยากมีชีวิตอยู่ เขาเดาใจว่าเธอยังอยากมีชีวิตอยู่กับใครสักคน สันดานเดิมทำให้เขาปากไวขอไปส่งเธอ เธอก็ไม่ปฏิเสธ แท้จริงเขายังไม่มีกะจิตกะใจจะชดเชยอารมณ์ผิดหวัง เขาเลิกสงสัย เจ็บจนเลิกสงสัยในรสกามารมณ์แปลกหน้า ทั้งหมดเป็นเรื่องคาดหมายได้ แต่เพราะความเคยตัวแท้ๆ The sound of the water over the rapids was constant, so constant he stopped thinking about the air hostess but was unable to stop thinking about his family, a family which had broken like the glass of wine in front of the air hostess last night. This made him think again of her. After giving up ranting that she wanted to die, she still wanted to live. He guessed she still wanted to live with someone, and true to his nature offered to take her home. She didn’t refuse. Actually he still didn’t feel like making up for his distress. He had stopped wondering, he hurt so much he had stopped wondering about the taste of sex with a stranger. Everything was as could be expected, but truly out of habit. =

=

=

=

=

=

=

ผิดหวัง: disappointed, frustrated. ‘making up for his disappointment’ seemed too weak; hence, ‘distress’.

นั่นแหละจะเปิดโอกาสให้ความสับสนเข้ามาแทนที่ ใบหน้าผู้ชายของแอร์โฮสเตส หน้าลูกเมีย การกอดจูบและร่วมรักเป็นไปตามความเชื่ออย่างจืดชืด มันมิใช่ธรรมชาติอารมณ์แท้ และนำมาซึ่งความเสียใจ … ที่ปากไวเคยตัว ทั้งยังนำมาซึ่งคำถามโง่ๆ ว่าเธอจะโศกเศร้าอะไรนักหนา ทำไมจึงรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นคำถามที่ทำให้หญิงสาววัยสามสิบโกรธแค้น ฉุนเฉียวและขับไล่ ใจจริงเขาอยากขอโทษที่ทำให้เธอผิดหวัง แต่ก็ปากหนักชักช้า รู้สึกดีใจที่พ้นจากห้องโอ่โถงนั้นมาได้ … เมื่อคืนนี้ It did open the door wide to confusion instead – the face of the air hostess’s lover, the faces of his wife and children. Hugging, kissing and making love took place as foreseen and was bland. It wasn’t a true urge of nature and it brought forth regret … for speaking without thinking as usual. Besides it brought forth stupid questions as to why she was so depressed, why she couldn’t come to terms with what had happened. Those questions made the woman in her thirties resentful, on edge and dismissive. In truth he wanted to ask her to forgive him for disappointing her, but he found it hard to speak. He felt glad to be out of that swanky room … last night. =

=

=

=

ปากไว: to be quick-tongued, have a facile tongue/the gift of the gab; to speak without thinking.

ไม่อยากกลับไปนอนตาค้างที่ห้องโอ่โถงอ้างว้างของพ่อม่าย จึงกลับมายังดินแดนแห่งสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ He didn’t want to go back to lie with eyes wide open in that widower’s swanky room, so he went back to the land of the sacred stream.
ต้นก้างปลาก้านค่อนข้างดำเอนเหนือผิวน้ำ ผักเป็ดใบเขียวลาย บอนชูหน้าใบไปทางเดียวกันเพื่อรับแสงแดด บอนไม่ได้บอก เขาไม่ได้ถาม แต่เห็นมาตั้งแต่เด็ก A blackish branch of Indian goose- berry leaned over the water. Green, patterned joyweed leaves and caladium leaves faced the same direction to suck up the sun. The caladium didn’t tell him. He didn’t ask but he had seen this since he was a child. Indian gooseberryIndian gooseberry
เสียงน้ำไหลเรื่อย … สม่ำเสมอ The water flowed constantly with the same soothing sound.
ปูมาดักรอเหยื่อตรงทางน้ำไหล A crab had come to wait for prey where the water flew.
ปูไม่ได้บอก เขาไม่ได้ถาม มันหลบเข้าไปในซอกหิน ปูไม่เคยเจ็บปวดเรื่องลูกเมีย ปูไม่ได้บอก เขาไม่ได้ถาม และไม่ได้นึกอยากเป็นปู The crab didn’t tell him. He didn’t ask. It scampered into a crevice. A crab never hurts over wife and children. The crab didn’t tell him, he didn’t ask and he didn’t think he’d like to be a crab.
จักจั่นเงียบเสียงเกาะหลังกันเป็นคู่อยู่บนเปลือกไม้ จักจั่นตัวเมียไม่เคยเจ็บปวดเรื่องจักจั่นตัวผู้ จักจั่นตัวผู้ไม่เคยเจ็บปวดเรื่องจักจั่นตัวเมีย จักจั่นคือจักจั่น จักจั่นไม่ใช่คน คนไม่ใช่จักจั่น คนไม่ใช่หมา หมาจึงไม่ใช่คน เขาจำได้ว่า ก่อนจากไปเมียด่าว่าเขาเป็นหมา เธอจะด่าเขาหนักกว่านี้ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแต่อย่าทิ้งเขาไว้เดียวดายในห้องโอโถง The cicadas were silent as they mounted each other on tree bark. Female cicadas don’t hurt over male cicadas. Male cicadas don’t hurt over female cicadas. Cicadas are cicadas, cicadas are not humans, humans are not dogs and therefore dogs are not humans. He remembered that before she left, his wife cursed him, calling him a dog. Her cursing him even worse than that would be fine: the only thing he asked was for her not to leave him alone in that swanky room.
เอนกายให้สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่านหน้าอก ผ่านใบหน้า Twisting his body sideways for the sacred stream to flow past his chest, past his face.
ถ้าไม่ขืนตัวไว้ ปล่อยให้ร่างนอนราบกับพื้น น้ำจะไหลท่วมปากจมูก และถ้าไม่อึดลมหายใจไว้ น้ำจะไหลเข้าปากจมูกจนหายใจไม่ออก If he didn’t resist and let his body lie flat on the riverbed, the water flow would fill his mouth and nose and if he didn’t hold his breath, the flowing water would fill his mouth and nose until he couldn’t breathe.
แล้วก็จะตาย Then he would die.
ตายแล้วไม่ต้องคิด ไม่คิดไม่จำก็ไม่เจ็บปวด Once dead, no need to think. Without thought, no memories, thus no pain.
เขาปล่อยให้สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่านหน้าอก หน้าอกอันเป็นที่ตั้งของหัวใจ หัวใจที่เต็มไปด้วยบาดแผล He let the sacred stream flow past his chest, his chest where his heart dwelt, a heart full of wounds.
สายน้ำศักดิ์สิทธิ์รักษาแผลใจข้าด้วยเถิด ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ Please sacred stream, heal my wounds. Thammang sorranang khat- chamee. Buddhist incantation: ‘May the Dharma be my refuge and memorial.’
ใจไม่ได้อยู่ที่หน้าอก The heart is not in the chest.
เขาพบว่าใจไม่ได้อยู่ที่หน้าอก ขนาดเปิดเนื้อหน้าอก และกระดูกซี่โครงซ้ายให้น้ำไหลเข้าไปแล้ว ก็ยังไม่หายเจ็บปวดทรมาน He found that the heart is not in the chest. For all his opening wide the flesh of his chest and left-side ribs to the flow of water, he remained in pain and tormented.
ไม่เหมือนเก้งในนิทานกาลครั้งหนึ่ง ณ สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ It wasn’t the same as the barking deer in the long ago tale of the sacred stream.
และหัวใจอยู่ที่ไหน เขาถาม And where is the heart, he asked.
หัวใจของฉันอยู่ตรงไหน เขาตะโกนก้องสะท้อนไปทั้งสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ Where is my heart? His shout reverberated down the sacred stream.
อยากให้ปูตอบ อยากให้จักจั่นบอก อยากให้แมลงปอเผย อยากให้แมงกะเบื้อเล่า He wanted the crab to answer, the cicadas to tell, the dragonfly to say, the damselfly to explain.
นอกจากไม่มีคำตอบ ยังจดจำคำพูดของอดีตภรรยา … เธอมันคนไม่มีหัวใจ Besides there being no answer, he still remembered what his former wife had said … You’re totally heartless!
= =
เขาก้าวขึ้นจากสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ ย่ำผ่านพื้นทรายใต้ร่มไม้ เดินห่างออกมาจากต้นน้ำนิทาน เสียงสายน้ำดังแว่ว สายลมกระซิบ He stepped away from the sacred stream, trod past the sand under tree shade, walked away from the source of the tale. The babble of the stream grew fainter. The wind whispered.
…หัวใจอยู่ที่ใจ The heart is in the mind.
=

‘Sai narm saksit’ in Raek Reut La Len 4 x 4 = 17 (Four times four writers and a bonus), 2001

Wat Wanlayangkul, 58, is the ebullient author of a dozen novels (Of love and hope, Grey skies over Plai Na…) and about twice as many collections of short stories, feature stories and poems. He also writes songs  – ‘songs for life’, of course. .wat wanlayangkul
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 475 other followers