Kid’s stuff – Thasanawadee

It’s never too early to learn how to cheat, buy votes and get away with it. One of the pleasures of this story in Thai is that the dialogue is in the Isan (Northeastern) dialect, which I’d be hard put to translate into any equivalent British patois. MB
ooo

เรื่องเล็กๆ ของเด็ก

KID’S STUFF

ทัศนาวดี

THASANAWADEE

TRANSLATOR’S KITCHEN
“ไม่ต้องเสียใจนะทองดี ครูรู้ว่าจริงๆ แล้วเธอคือผู้ชนะ แต่ … เดี๋ยวนี้ที่ไหนๆ ก็เหมือนกันทั้งนั้น ประชาธิปไตยจริงๆ มันอยู่ไกลเหลือเกิน” ครูสมควรปลอบใจลูกศิษย์ที่เพิ่งพ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้งประธานนักเรียนมาหมาดๆ ‘Don’t be disappointed, Thongdee. I know the real winner is you, but … These days it’s the same every­where. True democracy is so far off.’ Teacher Somkhuan was trying to console his pupil who had just lost the election to school prefect. เสียใจ, usually ‘to be sorry, to regret’, is better translated here as ‘to be disappointed’ (usually ผิดหวัง).
นักเรียนกลุ่มเล็กๆ เดินตามหลังออกมาจากห้องประชุมของโรงเรียน ภายในยังคงอึกทึกครึกโครม และมีเสียงไชโยโห่ร้องแสดงความยินดี เผด็จ ลูกชายกำนันดำรง ถูกเพื่อนร่างใหญ่จับขึ้นขี่คอ เขาชูกำปั้นทั้งสองข้างประกาศชัยชนะ A small group of pupils followed them out of the school’s meeting room. Inside tumult still reigned and there were shrill whoops of delight. Phadet, Kamnan* Damrong’s son, hoisted on the shoulders of a stout friend, shook his raised fists to proclaim victory. * Head of a tambon (ตำบล), i.e. a group of villages.  In English, you ride someone else’s shoulders; in Thai, their necks.
“ครูว่าอีหยัง ทองดี” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นเมื่อกระชั้นฝีเท้าเข้ามาทันหลังจากที่ครูสมควรผละไป ‘What did teacher say, Thongdee?’ a friend asked when he caught up with him after Teacher Somkhuan had left.
“บ่มีหยังดอก” ทองดีตอบเพื่อน แววตาเศร้าๆ ของเขาก้มลงต่ำ เท้าทั้งสองงุดๆ ไปยังห้องเรียน ‘Nothing much,’ Thongdee answered his friend. He cast his sorrowful eyes down. His feet reluctantly made for the classroom.
“มันขี้โกง แจกลูกอมจ้างเด็ก” หนึ่งในเพื่อนของทองดีซึ่งมีไม่กี่คนกระแทกเสียงอย่างไม่พอใจ ‘He cheated! He gave out sweets to the little kids to buy them off,’ another of Thongdee’s friends, of whom there weren’t many, raised his voice, sound- ing cross.
“คอยดูนะ กูจะบอกครูใหญ่ กูเห็นมันแจกขนมด้วยที่ใต้ต้นยูคา” อีกคนพูดสนับสนุน ‘Just you wait: I’ll tell the principal. I saw him handing out cakes as well under the eucalyptus,’ another one said in support.
“ต้องให้เลือกตั้งใหม่ แม่นบ่ทองดี กูว่ามึงต้องได้แหงๆ” เพื่อนอีกคนพูดขึ้น ยกแขนโอบไหล่ ‘The election must be done all over again, right, Thongdee? I think you’ll win hands down,’ yet another friend said, putting his arm around Thong- dee’s shoulders.
“เซาๆ บ่ต้องดอก แล้วก็แล้วกันไป คะแนนออกมาแล้วบ่มีประโยชน์ดอก เดี๋ยวถูกตีก้นลายเปล่าๆ” ทองดีตัดบท ‘Stop. No need. Whatever is done is done. The results are out, there’s no point. We’d only make asses of ourselves.’ Thongdee ended the matter abruptly.
เสียงระฆังดังรัวเป็นสัญญาณเข้าแถวกลับบ้าน นักเรียนกรูกันไปที่ห้องเรียน ฉวยกระเป๋าได้ต่างวิ่งมาเข้าแถวหน้าเสาธง เสียงสวดมนต์ไหว้พระแว่วมาเหมือนเช่นทุกวัน The bell rang to signal it was time to get into line to go back home. The pupils swarmed back into the class- rooms to pick up their schoolbags and ran out to file up in front of the flagpole. The prayers resounded as every day.
บักเด็จสวดมนต์กะบ่ถูก เสียงกะสั่นๆ สู้บักดีบ่ได้” เพื่อนคนหนึ่งออกความเห็นขณะเดินกลับบ้าน ‘’Det’s no good at prayers. He kept stumbling over words. He can’t hold a candle to ’Dee,’ one friend stated as they walked back home. บัก: in the Isan dialect, a prefix for young boys (อี for young girls), better left untranslated.
“เขาเพิ่งเป็นประธานวันแรก อีกหน่อยก็ชินก็เก่งไปเอง” ทองดีเอ่ยตอบเพื่อนด้วยความรำคาญ เขาไม่เสียใจเท่าใดดอกกับการพ่ายแพ้ครั้งนี้ เพราะลางมันบอกมาก่อนแล้ว ‘It’s just his first day as prefect. Before long he’ll be used to it and perform well,’ Thongdee answered in irritation. He wasn’t that distraught about losing this time, because he had had a premonition of it.
= =
ทองดีเป็นเด็กเรียนเก่ง กล้าพูด กล้าแสดงออก ลักษณะการเป็นผู้นำของเขาเริ่มฉายแววมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เขาได้รับแต่งตั้งจากประธานนักเรียนคนก่อนให้เป็นรองประธาน ซึ่งคณะครูทุกคนก็เห็นด้วย และนั่นดูเหมือนจะเป็นสิ่งทำนายไว้ล่วงหน้าว่าเขาจะสืบทอดตำแหน่งของรุ่นพี่ได้ไม่ยาก เพราะเหมือนกับเป็นการฝึกประสบการณ์ไปในตัวนั่นเอง หากว่าเขาไม่ลงสมัคร ครูก็คงบังคับให้เขาสมัครเป็นแน่ ด้วยเขานั้นเป็นตัวเก็งและมีผลงานปรากฏ Thongdee was a star pupil, who dared to speak out, dared to express himself. His aptitude as a leader had begun to show the year before. He had been selected as vice-prefect by the previous prefect, with the approval of all of the teachers, and that seemed to have been an early indication that he would inherit the post easily because being vice-prefect seemed to be a good way of getting experience. If he hadn’t postulated, the teachers would for sure have compelled him to, given that he was bright and performed well.
ปีที่แล้วทองดีชนะเลิศตอบปัญหาในวันประถมศึกษาแห่งชาติที่ทางอำเภอจัดขึ้น อีกทั้งชนะเลิศการอ่านทำนองเสนาะระดับจังหวัดอีกด้วย พอมาถึงวันเด็กแห่งชาติ เขาก็สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนด้วยการชนะเลิศการประกวดเรียงความ ครูและนักเรียนทุกคนชื่นชมเขาเป็นอย่างยิ่ง Last year Thongdee got top prize in the knowledge quiz at national primary education level organised by the district. Besides, he also got top prize for expressive reading at provincial level. When National Children’s Day came, he brought fame to the school by winning top prize in written composition. Both teachers and pupils showered him with praise.
ส่วนเผด็จ เขาเป็นลูกชายคนเดียวของกำนันดำรงซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้งเมื่อสองปีก่อน โดยชนะคู่แข่งอย่างเฉียดฉิว กำนันรักและเอาใจเผด็จเป็นที่สุด ด้วยความเป็นอยู่ระดับเศรษฐีของตำบลพลอยทำให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของกำนันโดดเด่นกว่าเด็กคนอื่นในโรงเรียน As for Phadeit, he was the only son of Kamnan Damrong, who had been elected two years earlier by a narrow margin. The kamnan loved his son and indulged him to the utmost. With his status as the wealthy man of the tambon, his darling son was outstand- ing among the children at school. เป็นที่สุด: or ‘in everything’. In another context หัวแก้วหัวแหวน would be translated as ‘the apple of [his] eye’.
เลิศกีฬากลุ่มเมื่อปีที่แล้ว ทั้งตะกร้อ วอลเลย์บอล และฟุตบอล แถมยังได้รับเลือกเป็นนักกีฬาดีเด่นประเภทฟุตบอลอีกด้วย แทบจะเรียกได้ว่าหากไม่มีเผด็จอยู่ในทีมด้วยแล้ว ถ้วยรางวัลทั้งสามประเภทนี้คงตกไปอยู่กับคนอื่นเป็นแน่ สิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นที่ประทับใจของพวกที่ชอบเล่นกีฬาเป็นอย่างยิ่ง และก็ทำให้คะแนนนิยมในตัวเขามีมากขึ้นอย่างน่ากลัวแทนทองดี Phadeit was more gifted for playing sports than for learning. He brought fame to the school by winning in collective sports the year before – in sepak-takroh, volleyball and football. On top of it, he was elected best football player. It could almost be said that if Phadeit hadn’t been in the team, no doubt the three cups would have fallen into other hands. Such things seemed most impressive to those who loved sports and his popularity had grown to worrying proportions for Thongdee.
อย่างไรก็ตาม ทองดียังคงเป็น “เต็งหนึ่ง” ในสายตาเพื่อนๆ และน้องๆ ด้วยอุปนิสัยที่เรียบร้อย เรียนดี และมีประสบการณ์มาแล้ว โดยเฉพาะพวกผู้หญิงดูจะไม่ค่อยพอใจความเป็นคนใจร้อนและมุทะลุดุดันของเผด็จนัก In any case, Thongdee was still a ‘sure bet’ in the eyes of his friends and juniors given his good manners, good marks and experience. The girls in particular didn’t seem very happy about Phadeit’s hot temper and truculence.
การเลือกตั้งคราวนี้จึงเป็นการชิงตำแหน่งกันระหว่าง เด็กชายทองดีลูกนายทองสาหาปลา กับ เด็กชายเผด็จ ลูกกำนันดำรงแห่งตำบลโคกกลาง The election this time was thus a contest between Schoolboy Thongdee, the son of fisherman Thongsa, and Schoolboy Phadet, the son of Kamnan Damrong, the head of Khoak Klang tambon.
= =
“อ้ายทองดี ข้อยว่าสิเลือกเจ้าอยู่ แต่ข้อยหย้านบาป” หนูน้อยชั้นเด็กเล็กคนหนึ่งพูดขึ้นซื่อๆ ขณะเดินกลับบ้านทางเดียวกัน ‘Thongdee, I wanted to vote for you, but I committed a sin,’ one child in the junior class said ingenuously as they took the same road back home.
ทองดีไม่พูดอะไรต่อคำ พยักหน้าหงึกๆ รับทราบ ลูบหัวเด็กน้อยคนนั้น คำพูดของครูใหญ่ในตอนเช้าดังก้องกังวาน Thongdee didn’t utter a word, but nodded in acknowledgement and stroked the head of the little chum. The principal’s words this morning still resounded in his head.
“วันนี้เป็นวันเลือกตั้งประธานนักเรียนของโรงเรียนเรา ช่วงเช้า ป. 6 ต้องช่วยภารโรงเตรียมสถานที่ จัดให้เหมือนกับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ทุกคนต้องไปเลือกตั้ง ห้ามหนี ห้ามลา เพื่อเป็นตัวอย่างแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูทุกคนจะเข้าไปดูแลให้เกิดความยุติธรรมแก่ผู้สมัครทั้งสอง ส่วนเด็กเล็กและชั้น ป. 1 ยังกาเครื่องหมายไม่เป็น ให้ใช้วิธีวิ่งไปหาผู้สมัครซึ่งจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเลือกตั้ง ‘Today is election day for the leader of the pupils of our school. This morning the sixth-formers must help the caretaker to prepare the place and organise it according to the rules of a democratic election. No shirking. Every­body must vote, to serve as an example to parents. All the teachers will make sure the two candidates are treated equally. As for the younger children and first-formers, since they still don’t know how to mark bulletins, let them use the method of going to stand by the candidate of their choice, once the normal voting is over.’ ป. 6: Note that there is no need to write that this is ‘Prathom 6’ (dutifully followed by the mention ‘(Grade 6)’ to enlighten US readers). Just call it ‘Elementary 6’ or ‘six-form’ or, as here, ‘six-formers’ or else ‘the sixth year of schooling’.
    The sentences in the middle have been slightly reshuffled for fluency (the principal’s speech is in mainstream Thai, not Isan dialect).
ทองดีเหลือบมองดูมือข้างหนึ่งของเด็กน้อยที่กำลูกอมสองเม็ดไว้แน่น… เขาคิดถึงคะแนนที่ทิ้งคู่แข่งค่อนข้างห่างหลังจากที่การนับคะแนน ป. 2 ถึง ป. 6 จบลง เสียงไชโยอย่างมั่นอกมั่นใจจากกองเชียร์ของเขาดังกึกก้อง จนครูต้องปรามให้เงียบๆ เขาชนะแล้ว ตั้ง 26 คะแนน เมื่อคิดดูเด็กเล็กและ ป. 1 ซึ่งรวมกันทั้งหมด 34 คน เขาก็น่าจะชนะอย่างลอยลำ เวลาที่รอคอยใกล้เข้ามา เขาอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ หัวใจเต้นกระทบอกอยู่ตึงๆ Thongdee glanced sideways at the hand of the little child still wrapped around two bits of candy. He thought of the votes tallied among second- to sixth-formers that left his competitor rather far behind. The cheers of his confident supporters resounded so loudly the teachers had to quieten them down. He had already won by 26 votes. Considering that the little kids and first-formers numbered 34, he should sail through to victory. As the moment he was waiting for got closer, he couldn’t help feeling excited. His heart knocked against his ribcage. ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเลือกตั้ง: literally, ‘which will be the last stage of the election process’.
แต่…ทุกอย่างกลับผิดคาด พอครูบอกให้เด็กๆ ที่เหลือวิ่งไปหาผู้สมัครที่ตัวเองจะเลือกเท่านั้น ทุกคนต่างก็เฮโลไปที่เผด็จทั้งหมด มีบางคนที่ลังเลและหลงทางไปบ้าง แต่มันก็เป็นเพียงภาพลวงตาซึ่งเกิดขึ้นชั่วขณะ But everything was thrown topsy-turvy. As soon as the teacher told the remaining children to run to the candidate of their choice, all of them went over to Phadeit. Some did hesitate or lose their way but it was merely an illusion that didn’t last.
อ้ายทองดี ข้อยให้เจ้าหนึ่งก้อน” เด็กน้อยคนนั้นยื่นลูกอมเปียกเหงื่อส่งให้เขา Here, Thongdee, have one.’ The little child proffered a piece of candy sticky with sweat. อ้ายทองดี ข้อยให้เจ้าหนึ่งก้อน: literally ‘Thongdee, I give you one’.
ทองดียิ้มเฝื่อน ส่ายหน้าช้าๆ Thongdee smiled wryly and shook his head slowly.
“อ้ายบ่เอาดอก มันสิบาป อ้ายบ่ได้เลือกเขา” ‘I don’t want it. It’d be a sin. I didn’t choose him.’
= =
“แพ้ลูกกำนันแม่นบ่” พ่อถามขึ้นทันทีที่เห็นหน้า ‘You lost to the kamnan’s son, didn’t you?’ his father asked as soon as he saw his face.
“แพ้เขา 8 คะแนน” ทองดีตอบไม่เต็มเสียงนัก เขารู้ดีว่าพ่อสนใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน และก็คงแอบลุ้นเงียบๆ อยากให้เขาได้เป็นประธานนักเรียน ‘I lost by eight votes,’ Thongdee answered in not too firm a voice. He knew very well that his father too was interested in this matter and must have been quietly rooting for him to become school prefect.
“เขาว่ามันขี้โกงเหมือนพ่อมัน” พ่อดีดบุหรี่ลอยไปตกตรงลานบ้าน ‘They say he cheated like his father did.’ His father flicked his cigarette onto the courtyard.
สองปีที่แล้วทองดีได้ยินข่าวการซื้อเสียงในการเลือกตั้งกำนันเหมือนกัน มีการประท้วงไปถึงอำเภอ ถึงขนาดเดินขบวน แต่ก็ไม่เป็นผล เรื่องค่อยๆ เงียบหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง Two years earlier Thongdee too had heard of vote buying in the kamnan election. There had been protests and even a march to the district town, but it had been in vain. The matter had gradually lost momentum like waves reaching the shore.
“บ่ต้องเสียใจดอกลูก เรามันจน ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว” พ่อปลอบใจเขาเหมือนครูสมควร แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องประชาธิปไตย ‘You mustn’t be disappointed, son. We’re poor. Having done this much is good enough,’ his father consoled him as had Teacher Somkhuan, but didn’t say anything about democracy.
“เดี๋ยวไปกัน ค่ำนี้พ่อจะพาไปแขวนเบ็ดไกลหน่อย โนนหนองแสงโน่น” พ่อคว้ากระเป๋ายาสูบและผ้าขาวม้า เดินนำหน้าลงบันได ‘Let’s go. This evening I’ll take you to set up the baits a bit far – to Nong Saeng over there.’ His father took his tobacco pouch and pha-khama* and walked ahead down the stairs. * A length of chequered, all-purpose cloth (as pictured under the Thai title).
“อย่าอยู่ค่ำนักเด้อ ลมเขื่อนหน้านี้ยิ่งแรง” เสียงตะโกนดังมาจากในครัว แม่ก็พูดไปยังงั้นแหละ เขาได้ยินจนชินแล้ว แม่จะพูดในลักษณะนี้แทบทุกครั้ง ‘Don’t stay out late. The wind from the dam is fierce in this season.’ The shouting came from the kitchen. It was Mother speaking up merely to say something. They were used to it. She talked that way almost every time.
ทองดีเดินตามหลังพ่อ ถนนกลางหมู่บ้านเกลื่อนกลาดไปด้วยกระดาษห่อลูกอมหลากสี แววตาเขาสลดลงเล็กน้อย แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น Thongdee followed his father. The road in the middle of the village was bestrewn with candy wrappers of various colours. His eyes grew a little sad, but not for long.
= =
ลมเขื่อนยามค่ำเริงไล่ระลอกคลื่นตีข้างเรือโคลงเคลงไปมา ทองดีไม่ประหวั่นแต่อย่างใด เขาลงเรือลำนี้กับพ่อตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน ความเคยชินกับน้ำกับคลื่นทำให้เขารื่นเริงมากกว่าหวาดหวั่น โดยเฉพาะเมื่อนั่งอยู่ข้างๆ พ่อ The wind from the dam at the break of dusk whipped up waves which sent the boat rolling. Thongdee wasn’t appre- hens­ive in the least. He had taken this boat out with his father even before he started going to school. Being used to water and waves made him cheerful rather than scared, especially when he sat next to his father.
“ถามจริงๆ ลูกเสียใจบ่” พ่อหันมาฟื้นเรื่องของเขาอีกครั้ง ท่าทางพ่อคงเสียดายไม่น้อย ก่อนวันเลือกตั้งได้ยินพ่อคุยกับเพื่อนบ้านหลายคนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ‘Seriously now, son. Are you disap- pointed?’ his father turned to revive that matter with him. He himself seemed rather sorry. Before the election Thongdee had heard him tell several neighbours about the election.
“บ่ดอกพ่อ ข้อยบ่มีอีหยังแจกพวกเด็กน้อยก็เลยแพ้เขา” ทองดีกล่าวตอบไม่จริงจังอะไรกับเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย ‘Not at all, dad. I had nothing to give the little kids, so I lost,’ Thongdee answered. He wasn’t that serious about the afternoon event.
พ่อหย่อนเบ็ดราวลงน้ำอย่างคล่องแคล่ว เหยื่อปลาบู่ตัวเล็กๆ ดิ้นครู่เดียวก็สงบ พ่อเกี่ยวเบ็ดตรงกลางลำตัวของมัน ขาที่แช่น้ำกระทุ้งเป็นระยะบังคับเรือให้ลอยไป Father threw the line with its hooks into the water expertly. The small gobies had struggled only for a moment as Father planted the hooks in their middles. His legs in the water thrashed at times to make the boat float further along. .Gobies (ปลาบู่)
“เด็กน้อยเหล่านั้นก็เหมือนกับปลาบู่นี่แหละ” พ่อกล่าวขึ้นมาลอยๆ ‘Those little kids are like these gobies,’ Father remarked casually.
ทองดีอยากจะถามแต่ก็เฉยเสีย เฉไปถามเรื่องอื่น Thongdee wanted to ask but de- murred. Asked something else instead.
“พ่อ ประชาธิปไตยอยู่ไกลบ่” ‘Dad, is it true democracy is far away?’
“ถามเฮ็ดหยัง” พ่อหันมามอง ชะงักมือและเท้า ‘Why do you ask?’ Father turned to look, stilling his hands and feet.
“ครูบอกว่าประชาธิปไตยอยู่ไกลเหมือนเกิน แม่นบ่” ‘Teacher said democracy is so far off. Is this true?’
“ครูคนใด๋หือ…” ‘Which teacher?’
“ครูสมควร ครูมาปลอบใจข้อย คงรู้ว่าเขาแจกลูกอมแต่ทำอีหยังบ่ได้ ขนาดครูใหญ่ยังเกรงใจกำนันเลย” ‘Teacher Somkhuan. He came to cheer me up. He must’ve known about the candies but could do nothing about it. Even the principal is deferential to the kamnan.’
“ครูเขาเป็นคนดีนะ เขาคงรู้อยู่ดอก” พ่อปล่อยค้างไว้แค่นี้แล้วเริ่มวางเบ็ดต่อไป ‘That teacher is a good man. He must have known.’ Father left it at that and then resumed baiting the hooks.
ทองดีหันไปมองขอบฟ้าแดงระเรื่อ ดวงตะวันลอยต่ำลงใกล้พื้นน้ำ สีของมันจืดจางลงจนเขากล้าเพ่งนานๆ Thongdee turned to look at the reddening sky. The sun was sinking to water level. Its brightness was fast fading so he dared to stare at it for a long time.
“พ่อ ประชาธิปไตยอยู่ไกลบ่” ทองดีถามขึ้นอีก ‘Dad, is democracy far away?’ he asked again.
“ไกล ไกลมาก…” เสียงพ่อเลื่อนลอย ขณะหย่อนเบ็ดลงไปเรื่อยๆ ‘Far, very far…’ Father’s voice was floating as he kept throwing the hook lines.
“เรือเราไปถึงบ่พ่อ…” เขาถามเสียงแผ่ว ‘Can our boat reach it?’ Thongdee asked in a subdued voice.
“ไปบ่ถึง คลื่นลมมันแรง เรือลำเล็กแค่นี้ ไปบ่ได้” ‘No way. The wind and waves are too strong. A small boat like this couldn’t reach it.’
“แล้วรถยนต์กำนันไปถึงบ่พ่อ” ทองดีกลายเป็นเด็กช่างซักไปเสียแล้ว มิหนำยังเป็นคำถามที่หนักหน่วงในความคิดของผู้เป็นพ่ออีกด้วย ‘Then how about the kamnan’s car, dad? Can it reach it?’ Thongdee was asking so many questions, and loaded ones they were in his father’s mind.
“ไม่แน่…น้ำมันอาจจะหมด รถอาจยางแตก ถนนอาจจะลื่น” พ่อหย่อนเบ็ดช้าลง สีหน้าระโหย คล้ายกับเมื่อยล้าเอามากๆ ‘Not sure … Maybe it’d run out of petrol, a tyre might burst, the road might be slippery.’ Father’s throwing of the hook lines slowed down. He looked weary, as if utterly exhausted.
“แต่ยังดีกว่าเรือ แม่นบ่” ‘But it’s better than a boat, right?’
“ฮือ…” เสียงของพ่อแหบพร่า ‘Hmm…’ Father’s voice was hoarse.
= =
กลางคืนเดือนดับ ทองดีนอนอยู่ข้างๆ พ่อ แม่นอนอยู่ห่างๆ ริมนอกชานบ้าน น้องสองคนนอนนิ่งอยู่ในมุ้ง เสียงเครื่องขยายเสียงดังมาจากหัวบ้าน ไม่บอกทองดีก็รู้ว่ามันมาจากบ้านกำนัน เจ้าภาพกล่าวต้อนรับคณะครูที่มาร่วมแสดงความยินดีกับประธานนักเรียนคนใหม่ น้ำเสียงบ่งบอกถึงความสมหวังปลื้มปีติ In the moonless night, Thongdee lay beside his father. Mother lay at a distance by the rim of the porch. The two younger brothers lay side by side under the mosquito net. A loudspeaker started crackling at the head of the house. No need to tell Thongdee it came from the kamnan’s house. The host was welcoming the party of teachers who had come to show how pleased they were with the new school prefect. The voice betrayed delight at hopes fulfilled.
ทองดีนอนลืมตาโพลงดูดาวกะพริบพรายอยู่กลางท้องฟ้ามืด พ่อตะแคงตัวโอบเขาไว้แนบอก เสียงครูใหญ่กล่าวความในใจก่อนครูทั้งหมด พอจบ เสียงปรบมือดังลั่นระคนกับสรรพเสียงที่แสดงถึงความสุขสนุกเฮฮา หลังจากนั้นครูแต่ละคนก็ผลัดกันกล่าวแสดงความยินดีและชื่นชม Thongdee lay with eyes wide open looking at the stars twinkling in the dark sky. His father leaned over and pressed him against his chest. The principal’s voice imparted his inner feelings before all the other teachers. When it was over, there was a burst of applause mixed with voices expressing happiness and joy. After that, the teachers took turns to express their pleasure and admiration. กล่าวความในใจ: ‘expressed what he felt’ would be an alternative translation.
“ต่อไปขอเชิญคุณครูสมควรกล่าวแสดงความยินดีกับลูกศิษย์ในฐานะเป็นครูประจำชั้น ป. 6 ขอเชิญครับ” เมื่อพิธีกรจำเป็นประกาศจบ เสียงปรบมือดังกึกก้องต้อนรับ ‘And now may I invite Teacher Som- khuan to tell us about his pupil in his quality as teacher of the sixth form. Go ahead, sir.’ When the improvised presenter’s announce­ment was over, a round of applause followed.
“ผมภูมิใจกับลูกศิษย์คนนี้มาก เขาเป็นคนดี มารยาทเรียบร้อย เรียนดี เล่นกีฬาก็เก่ง สมแล้วกับตำแหน่งประธานนักเรียน โตขึ้นขอให้ได้เป็นรัฐมนตรี” ‘I am very proud of this pupil of mine. He is a good boy, well behaved, a good student and very good at sports, thus perfectly qualified to be the school prefect. When he is older, may he become a minister!’
พอเสียงอ้อแอ้ของครูสมควรจบลง ขอบตาของทองดีก็เริ่มผ่าวร้อน เขาอยากถามพ่ออีกครั้งว่าประชาธิปไตยอยู่ไกลไหม แต่ลำคอกลับตีบตัน มีเพียงเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา When Teacher Somkhuan’s babble was over, Thong­dee’s eyes began to feel hot. He wanted to ask his father once again if democracy was far away, but his throat was constricted, and only sobs came out.
พี่ทิด ไอ้ทองดีมันเป็นอีหยัง” แม่ลุกขึ้นนั่ง กระแทกถามอย่างห่วงใย ‘What’s the matter with ’Dee?’ Mother sat up to ask abruptly out of concern. พี่ทิด is a jewel lost in translation: ‘elder-brother-former-monk’.
“บ่เป็นหยังดอก…นอนเถอะ มันเรื่องของเด็กๆ” อ้อมแขนของพ่อโอบรัดทองดีแน่นขึ้นกว่าเดิม ‘Nothing much … Go back to sleep. Just kid’s stuff.’ Father’s arms around Thongdee held him stronger than before.
‘Rueang lek lek khong dek dek’
in Chor Karrakeit 18, 1994

 Bonus: ‘Nao Narmta’ (Cold
the tears), a song written
by Thasanawadee

(and sung by Nit Laisue)
หนาวน้ำตา-ทัศนาวดี

Thasanawadee is one pen name
of Suthat Wonkrabakthaworn,
a Maha Sarakham teacher
in his late forties
with four collections
of short stories under his belt.
.

Inch Allah – Somjai Somkid

Was this really written twenty years ago? Nothing much has changed since then, except that disheartened and resentful Muslims no longer betray their faith by killing themselves but betray their faith by killing others. MB
ooo

อิลชา อัลเลาะห์

INCH ALLAH

สมใจ สมคิด

SOMJAI SOMKID*

TRANSLATOR’S KITCHEN
= ==
ตั้งแต่ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่นี่เกือบครึ่งปีแล้ว เขาเห็นป๊ะยังไม่ยอมจับจอบจับเสียมเหมือนสมัยที่อยู่บ้านเก่าเลย ไม่เฉพาะแต่คนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้เห็นกันดีว่า ป๊ะของเขาเคยเป็นคนเอาการเอางาน ขยันขันแข็ง เขารับรู้มาตลอดว่า ตั้งแต่เช้าตรู่จนตะวันลับเขา ป๊ะจะขลุกอยู่แต่ในไร่ในสวน และคืนที่ดวงจันทร์ส่องสว่าง ป๊ะยังแบกจอบไปพลิกดินเพื่อปลูกผักอยู่คนเดียวบ่อยๆ Since the family moved here about half a year ago, he still had to see Pa willing to handle a hoe or a spade as he used to when they lived in the old house. It wasn’t only the members of the family who agreed that his Pa wasn’t afraid of hard work. He had always been aware that, from dawn to dusk, Pa would be busy in the fields and the garden and, on nights of bright moonlight, would often grab a hoe and go on his own to turn up the soil to plant vegetables.
“พวกแกอยากทำก็ทำกันไปเถอะ”  ป๊ะพูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงที่บอกถึงความแดกดันอยู่ในที ‘If you want to do it then go ahead.’ Pa spoke that sentence with unmis- takable sarcasm in his voice. อยู่ในที: literally, ‘in place’; here, ‘definite’, ‘obvious’…
มะเคยปรารภกับเขาและน้องๆ ถึงความเปลี่ยนไปของป๊ะ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอยปากถาม ต่างตระหนักดีว่า ถ้าป๊ะจะทำอะไรป๊ะต้องทำด้วยใจรัก ไม่มีใครสามารถบังคับได้ Ma had talked to him and his younger siblings about how Pa had changed, but no one dared to ask questions, each well aware that if Pa did something Pa did it because he wanted to, no one could force him.
“ป๊ะแกเอาแต่คุกเข่า ยกมือขึ้นภาวนาขอพรจากอัลเลาะห์วันทั้งวัน ไม่เป็นอันทำมาหากินอะไรแล้วนะ … ผอมลงไปเยอะ” มะเอ่ยขึ้นขณะที่พวกเขากำลังยกร่องปลูกพริก ‘He spends his days on his knees, hands raised, asking for Allah’s bless- ings. He’s no longer set on earning a living … and he’s grown a lot thinner,’ Ma remarked while the lot of them were digging furrows to plant chilli pepper.
“ป๊ะคงอยากจะพักผ่อน” เขาให้ความเห็น “ป๊ะทำงานหนักมาตลอด” ‘Maybe he wants to rest,’ her son opined. ‘He’s always worked hard.’
เขาสังเกตเห็นว่า มีหลายครั้งที่มะพยายามพูดเลียบเคียงเพื่อจะรู้ความคิดของป๊ะ แต่ป๊ะก็เพียงเปรยๆ ว่า “อัลเลาะห์เท่านั้นที่รู้ He noticed that many times Ma tried to speak indirectly to know what Pa thought, but Pa would merely say, ‘Allah knows.’ อัลเลาะห์เท่านั้นที่รู้: literally, ‘only Allah knows’.
=
ครอบครัวของเขาเคยอยู่กันอย่างอบอุ่นในเรือนไม้เสาเก้าต้นที่แข็งแรง และมีที่ดินปลูกผลไม้ พืชผัก เกือบสามสิบไร่ His family used to be happy together in the wooden house on nine sturdy stilts with almost thirty rai* of land to plant fruit trees and vegetables. =* Equivalent to 4.8 ha.
“ป๊ะกับมะเป็นครัวแรกที่มาจับจอง หักร้างถางพงในละแวกนี้ ต่อมาก็มีครัวอื่นๆ อพยพเข้ามาอยู่กันจนกลายเป็นหมู่บ้าน” ป๊ะเคยบอกเขา ‘We were the first family to come and stake out our claim and clear the jungle in these parts. Later other families took refuge here and eventually this became a village,’ Pa once told him.
และป๊ะยังเล่าต่อไปอีกว่า “ไม้ตะเคียนทองนับสิบต้นที่ริมห้วย ซึ่งเกือบจะไม่มีราคา จนต้นหนึ่งราคาเป็นหมื่น ป๊ะเว้นเอาไว้เพราะรู้ว่าถ้าโค่นป่าหมู่นี้เสีย น้ำในห้วยก็จะแห้ง ครั้งหนึ่งพวกตังเกจากต่างอำเภอเคยขึ้นมาขอจะตัดไปต่อเรือ แต่ป๊ะไม่ยอมให้ จะขอซื้อป๊ะก็ไม่ขาย และเจ้าของโรงเลื่อยในตัวจังหวัดให้คนมาถามซื้อทั้งหมดจะให้ราคาเป็นแสน…” And Pa went on: ‘Those ten Malabar ironwood trees by the stream, which weren’t worth much then, ten thousand baht per tree, I spared them because I knew that if I felled them the stream would dry out. Once, fishing boat people from another district came up to cut them down to build boats, but I wouldn’t have it. They offered to buy them but I wouldn’t sell. And then the owner of the sawmill of the district had someone come and ask to buy the lot for a hundred thousand…’ [Something slightly awkward here: the repetition about the price of the trees. If each is priced at ten thousand baht, it follows that the ten of them fetch one hundred thousand.]
สวนยางพาราสิบกว่าไร่ที่แลเห็นเขียวครึ้มอยู่ด้านทิศตะวันตกของบ้านป๊ะเคยเล่าว่า ต้นยางทุกต้นที่เป็นแถวแนวยาวเหยียด ซึ่งให้ยางแผ่นได้ถึงวันละสิบห้าแผ่น ก็ด้วยน้ำพักน้ำแรงของป๊ะและมะ สวนผลไม้ด้านหน้าบ้านและด้านตะวันออกที่เป็นสวนผสม ทั้งเงาะ ลางสาด ทุเรียน ละมุด ขนุน ฝรั่ง ก็ได้รับจนเหลือกินและนำไปขายที่ตลาดด้วย As for the ten rai of rubber trees whose dark green could be seen to the west of the house, Pa once told him that all the trees that stood in long dense lines and gave up to fifteen rub- ber sheets every day, that was the fruit of his and Ma’s labour. The orchard in front of the house and the one on the east side were mixed orchards with rambutan, langsat, durian, sapodilla, jackfruit and guava, and produced plenty of fruit that was sold at the market as well. Actually, it’s ‘more than ten rai of rubber trees’, but I reduce it to ten rai not to overburden the sentence.

Note the breaking up of the next sentence by repeating ‘that’ to add emphasis to the statement and avoid the oddity of ‘all the trees … were the fruit’.

แต่ในที่สุด คืนวันแห่งความสุขของครอบครัวก็พลันกระทบกระเทือนยิ่งเสียกว่าถูกพายุ เมื่อไม้ทุกต้น ผักทุกกอ และบ้านที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่แรกลืมตาดูโลก ถูกประกาศยึดเป็นของหลวง But in the end, the days of happiness of the family were unexpectedly af- fected more than by any storm and that was when all the trees, all the veget- ables and the house where he had lived since he was born were confis- cated and turned into state property.
ป๊ะและเพื่อนบ้านหลายคนไม่ยอมย้ายออกเพราะรักและหวงแหนในแผ่นดินที่ตนเองได้ลงแรงปลูกสร้าง จนถูกจับกุมในข้อหาบุกรุกเขตป่าสงวน Neither did Pa nor most other neigh- bours want to move because they loved and treasured the land they had clear- ed and tilled with their own labour until they were arrested under the accusa- tion of trespassing on a forest conser- vation area.
“ลูกผู้ชายเจ็บแล้วต้องจำ” ป๊ะพูดกับเขาด้วยแววตาเศร้าหมอง แฝงไว้ด้วยความโกรธแค้น ขณะขนย้ายข้าวของลงจากบ้านด้วยความจำยอม ‘Real men when hurt must remem- ber,’ Pa said to him with sorrow in his eyes hiding angry resentment as they reluctantly removed their belongings from the house.
เขาไม่เคยเห็นน้ำตาของป๊ะมาก่อนเลย แต่การย้ายถิ่นฐานหนนี้ป๊ะร่ำไห้บ่นคร่ำครวญอยู่ตลอดทั้งคืน เขาเองก็ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า He had never seen Pa’s tears before but, moving house this time, Pa had cried and moaned all night long. He himself had eyes filled with tears.
“อัลเลาะห์เท่านั้นที่รับรู้” ป๊ะได้แต่พูดซ้ำๆ เช่นนี้ “ป๊ะสิ้นแรงแล้วลูกเอ๋ย” ‘Allah knows,’ Pa kept repeating, ‘I’ve got no strength left, my boy.’
= =
เขายกสำรับมาวางให้ป๊ะบนแคร่ใต้ขนำ He took the tray and went to place it for Pa on the low bamboo platform beneath the shelter.
“กินสักนิดนะป๊ะ ตั้งแต่เช้าป๊ะยังไม่ได้กินอะไรเลย” เขาคะยั้นคะยอ ‘Eat a little, will you, Pa. You haven’t eaten anything since dawn,’ he urged.
ป๊ะมองเขาด้วยสายตาหม่นหมองเหมือนคนเพิ่งฟื้นจากไข้หนัก Pa looked at him with pained eyes as if he had just recovered from a severe bout of fever. หม่นหมอง = glum, gloomy, melancholy, dismal – none of which matches the ‘recovery’.
“ป๊ะยังทำใจไม่ได้ใช่ไหม” เขาถาม ‘You still can’t get over it, right,’ he asked.
“แล้วแกล่ะ…” ป๊ะย้อนเขา ‘What about you?’ Pa shot back.
“ผมไม่ลืม ผมอยากจะฆ่ามัน” เขาสบถต่อท้ายออกมาดังๆ ‘I haven’t forgotten. I’d like to kill ’m …’ he said, ending with a loud ex- pletive.
ป๊ะจ้องหน้าเขา Pa stared at him.
“จริงๆ ป๊ะ ผมไม่กลัวมัน” ‘I mean it, Pa. I’m not afraid of ’m.’
“ป๊ะรู้ ไม่ต้องถึงมือแกหรอก ถ้าเป็นสมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ป๊ะตัดสินใจเข้าป่าเป็นคอมมูนิตไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว” ป๊ะพูดอย่างนั้นทั้งที่กำลังจะสิ้นแรงด้วยวัยแค่สี่สิบกว่าเท่านั้น ‘I know. It’s not just you. If it were twenty years ago, I’d have joined the communists in the jungle there and then,’ Pa spoke like that even though his strength was dwindling although he was only in his forties. ไม่ต้องถึงมือแก: literally, ‘it didn’t have to wait for your hand/for you’.
“คอมมูนิต มันดียังไงป๊ะ” ‘The communists? Would that be good?’ มันดียังไง: what was good about them?
“ดีซิ แกไม่รู้หรอก คอมมูนิตที่เคยฆ่าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง พอออกมามอบตัวก็กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย บางพวกหลวงให้ทุนคนละก้อน บางพวกหลวงจัดที่ทำกินให้ครัวหนึ่งตั้งสิบห้าไร่ ‘Oh yes. You have no idea. Those communists who used to kill govern- ment officials, once they came out and surrendered, they were praised for joining in the development of the Thai nation. Some groups, the state gave them each a pile of money; other groups, the state gave them land to work, fifteen rai per family.
“ตอนที่แกยังเล็กๆ แกก็เคยเห็น พวกแต่งชุดเขียวที่ชาวบ้านเรียกว่านาย มันแบกปืนกระบอกยาวๆ ที่แกยังเคยร้องอ้อนป๊ะว่าอยากได้ไว้เล่นสักกระบอกยังไง พวกมันเคยแวะมาขอน้ำดื่ม ขอผัก ขอข้าวสารที่บ้านเรา บางครั้งมันก็เรียกประชุมชาวบ้าน ปลุกระดมให้เข้าร่วมต่อสู้ปลดแอกกับพวกมัน เด็กหนุ่มสาวในหมู่บ้านเข้าร่วมพรรคกับมันหลายคน แต่บางคนก็หายสาบสูญไปเลย ป๊ะเองก็ถูกพวกมันมาชักชวนอยู่ออกบ่อย แต่ป๊ะก็อ้างว่า ป๊ะยังตัดห่วงลูกเมียห่วงครอบครัวไม่ได้ มันว่าป๊ะเป็นพวกมีความคิดนายทุนน้อย ความจริงป๊ะอยากทำมาหากินเงียบๆ ไม่เข้ากับฝ่ายไหน แต่ก็ยังถูกรบกวนทั้งจากพวกป่าและพวกเมือง ‘When you were still a child, you saw them: people dressed in green the villagers called nai*. They carried rifles. You even pestered me for one to play with. They used to stop by our house to ask for water to drink, for vegetables, for rice. Sometimes they called a meeting of village headmen, inciting them to join their liberation struggle. Several young men and women joined their party, but some people disappear- ed altogether. They often came to press me to join them too, but I told them I still couldn’t stop worrying about my wife and children. They said I thought like a small capitalist. Actually I wanted to earn a living quietly, without taking sides, but I still got hassled by both the jungle people and the town people. =* Mr, boss, master, superior
“ป๊ะถูกจับครั้งแรกโดยพวกเมืองตั้งข้อหาส่งเสบียงให้พวกป่า ครั้งหลังป๊ะถูกจับอีกพร้อมกับโต๊ะครูและนักเรียนปอเนาะ ถูกปรับสองครั้ง ครั้งแรกห้าร้อย ครั้งหลังสามพัน ในข้อหาแบ่งแยกดินแดน” ‘I was arrested the first time by town people for sending provisions to the jungle people. Later I was arrested again together with the teacher and pupils of the pondok* school. I was fined both times. The first time five hundred, the second three thousand, under the accusation of separatism.’ ===

* Muslim religious school, a Malay term.

ป๊ะถ่มน้ำลายเหนียวเป็นยางยืดคล้ายน้ำลายช่วงเดือนถือบวชลงบนพื้น แล้วใช้ฝ่าเท้าเกลี่ยดินกลบ Pa spat out on the ground a string of saliva as sticky as saliva on the month of ordination and then used the sole of his foot to cover it with dirt.
เขาหวนนึกถึงโรงเรียนหนังสือไทยที่เขาเรียนได้แค่สองปีก็ถูกเผา ป๊ะจึงย้ายเขามาอยู่ปอเนาะ ช่วงนั้นป๊ะไม่ค่อยได้อยู่บ้าน มะชวนเขาและน้องๆ ดับตะเกียงนอนกันตั้งแต่หัวค่ำ He recalled the Thai school where he had studied for two years before it was burnt down, so Pa moved him to the pondok school. At the time Pa wasn’t often at home. Ma had him and his younger siblings blow the candle and go to sleep right after dusk.
ป๊ะหยุดพูดแล้วถอนหายใจอย่างหนักหน่วง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่บ่อน้ำหลังขนำ Pa stopped speaking and then heaved a sigh before getting up and walking over to the pond at the back of the shelter.
เขาเห็นมะยืนบิดสะเอวแก้ความเมื่อยขบ ชายผ้าโผกศีรษะถูกดึงลงมาซับเหงื่อที่ใบหน้าและต้นคออยู่ไปมา ก่อนที่จะโน้มตัวโก้งโค้งใช้ ‘ปะหญ้า’ ดายหญ้ารอบๆ โคนต้นพริกในไร่ He saw Ma who stood twisting her waist to ease her stiffness. The piece of cloth around her head was pulled down to wipe the sweat off her face and neck back and forth before she bent down again using a ta ya* to cut the grass around the trunks of the pepper trees in the field. ===

* Large knife, Southern dialect.

เขาหันมามองป๊ะซึ่งกำลังตักน้ำทำความสะอาดร่างกาย ป๊ะกำลังอาบน้ำละหมาดอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งละหมาดซูโบะห์พร้อมกับเขาผ่านมาหยกๆ เขาสังเกตเห็นป๊ะทำละหมาดบ่อยครั้งที่สุดในวันศุกร์ ป๊ะเคยบ่นว่าที่นี่ไม่มีมัสยิด แต่ที่บ้านเก่าถึงแม้จะไม่ใหญ่โตก็มีมัสยิดตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ซึ่งป๊ะของเขาก็ได้มีส่วนร่วมลงเงินลงแรงก่อสร้างขึ้นมา พอถูกหลวงยึดที่ดินทั้งหมู่บ้าน มัสยิดก็ถูกปล่อยไว้ให้ร้าง He turned to look at Pa who was cupping water in his hands for his ablu- tions. Pa was having a ritual bath once again, although he had just had his morning bath with him. He noticed that Pa prayed most often on Fridays. Pa had complained that here there was no mosque but in the old place, even though it wasn’t big, there was a mosque in the centre of the village, which he had contributed to build with his money and labour. When the state had taken over the whole village, the mosque had been left deserted.
ป๊ะอาบน้ำละหมาดเสร็จแล้วเดินมาที่เขา Pa, having finished bathing, walked back to him.
“เฮ้อ…เหตุการณ์บ้านเมืองมันเปลี่ยนไปแล้ว” ‘Uh … the political situation has changed.’
“แล้วไงป๊ะ” เขาถามเพราะรู้ว่าป๊ะยังมีเรื่องคุยต่อ ‘In what way,’ he asked because he knew Pa had more to say.
“ก็พวกคอมมูนิตนั้นไง ตอนนี้มันออกมาอยู่บ้านกันหมดแล้ว หลวงให้ทั้งเงิน ให้ทั้งที่ทำกิน อยู่กันสะดวกสบายกว่าพวกเราเสียอีก เรื่องที่เคยรบเคยฆ่ากัน หลวงก็อภัยให้หมด ส่วนพวกเรา…ขณะนี้แม้แต่กูโบจะฝังศพกันก็ยังไม่มี” เสียงของป๊ะขาดหายเป็นห้วงๆ ‘Those communists. Now they’re all back home. The state’s given them money and land. They’re better off than we are, actually. All that fighting and killing, the state has forgiven them. As for people like us … even now we don’t even have a kubo* to bury our dead.’ Pa’s speech was jerky. ===

=

* Malay word for ‘cemetery’.

เขาไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีน้ำตาเอ่อท้นอยู่ที่ดวงตาของป๊ะ พร้อมๆ กับได้พูดออกมาอย่างคนที่ปวดร้าวใจ He didn’t have time to notice the tears welling up in Pa’s eyes as he spoke in the tone of someone who was embittered.
“แกก็ได้ยินกับหูเอง ตอนที่เจ้าหน้าที่มันไล่เรา มันบอกมันจะทำเป็นป่าสงวนป่าสะโหงง ของมัน มันว่ามันจะปลูกป่า แต่ความจริง … แกรู้ไหม เมื่อวานซืนไอ้หมานเพื่อนของแกมันแวะมาที่นี่” ‘You heard it with your own ears: when the officials chased us they said they’d make a conservation what- have-you. They said they’d plant trees, but in truth … You know what? Two days ago, your friend Marn was here.’
“ไอ้หมานมารึป๊ะ” เขาถาม อย่างลิงโลด “แล้วตอนนี้มันอยู่ที่ไหน” ‘Marn came here, did he,’ he asked, overjoyed. ‘Where is he now?’
“มันกลับไปทำงานในเมือง มันผ่านมาทางนี้ มันแวะมาส่งข่าวให้ป๊ะรู้เท่านั้น มันยังย้ำกับป๊ะว่าอย่าบอกให้แกรู้เป็นอันขาด แต่ป๊ะทบทวนดูแล้ว ป๊ะว่าแกเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ สามารถทำงานแทนป๊ะได้แล้ว สมควรรับรู้เสียบ้าง ลูกผู้ชายเจ็บแล้วต้องจำ” ป๊ะย้ำเสียงหนักแน่นที่ประโยคสุดท้าย ‘He’s gone back to work in town. He came by here, stopped by to give news to me only. He even pressed me not to let you know. But thinking it over, I figure you’re mature enough, able to take over my work, so it’s fitting you should know. Real men when hurt must remember.’ Pa stressed every syllable of the latter sentence.
“เรื่องอะไรป๊ะ” ‘Know what?’
ป๊ะนิ่งอึ้ง เขาสังเกตเห็นว่าป๊ะลังเลที่จะบอก Pa was speechless. He could see that Pa was reluctant to tell him.
เขาได้ยินเสียงมะเรียกเขามาจากในไร่ เห็นมะยืนเอามือขึ้นป้องบังแดดร้องเรียกเขาอีกสองสามครั้ง He heard Ma calling him from the field, saw her standing with one hand raised to protect her face from the sun as she called him a few more times.
“ใช่ ผมโตแล้ว ป๊ะไม่ต้องห่วง” เขาบอกหนักแน่น ‘Yes, I’m old enough, don’t worry,’ he told Pa with assurance.
คิ้วของป๊ะขมวดจนเกือบถึงกัน Pa frowned.
“หมานมันไปรับจ้างอยู่โรงเลื่อย มันบอกว่าเมื่ออาทิตย์ก่อน มันไปโค่นต้นตะเคียนทองที่บ้านเก่าของเราด้วยมือของมันเอง” ‘Marn got himself hired at the sawmill. He told me that last week he went to fell the ironwood trees at our old house with his own hands.’
เสียงคำพูดประโยคต่อไปของป๊ะถูกกลืนหายลงลำคอ เขาเองก็อัดอั้นจนพูดอะไรไม่ออก The sound of the next sentence Pa said got lost in his throat. He himself was so frustrated he couldn’t speak.
ป๊ะเดินขึ้นขนำ เงียบไปแล้ว Pa went up into the shelter, no longer speaking.
เขาเก็บสำรับเข้าครัวที่ต่อเป็นเพิงเล็กๆ เอาไว้พอได้หุงข้าวทำแกง เขานั่งลงบนกองฟืนข้างเตาไฟที่ยังมีไออุ่น ควันกลุ่มน้อยๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือเตา He took the tray back to the kitchen, which was a small addition with a slanted roof just large enough to cook food in. He sat down on the pile of firewood next to the oven, which was still warm. Fumes still floated above the oven.
เขานั่งนิ่งอยู่ข้างเตาไฟจนไม่ได้ยินเสียงมะเดินเข้ามา He sat still by the oven and didn’t hear Ma coming.
“นั่งทำอะไรอยู่” มะถาม เขาถึงกับสะดุ้ง ‘What are you doing,’ Ma asked, startling him.
“ไม่” ‘Nothing.’
“ป๊ะกินข้าวแล้วยัง” ‘Has Pa eaten?’
“ยัง” ‘Not yet.’
มะเดินขึ้นบันไดไม้กลม หยุดยืนอยู่ตรงขั้นที่สอง มองเข้าไปในขนำ เขารู้สึกวาบที่ไขสันหลังเมื่อนึกถึงคำพูดของมะที่บอกเขาว่า “ป๊ะแกเปลี่ยนไปมากนะ เมื่อคืนมะเห็นถอดปืนออกมาชโลมน้ำมัน นานแล้วมะไม่เห็นป๊ะของแกเป็นแบบนี้” Ma walked up the stairs of round wood, stopped and stood on the sec- ond step, looked inside the shelter. He felt a shudder run down his spine as he thought of what Ma had told him: ‘Pa has changed a lot, you know. Last night I saw him pull out the pistol and oil it. It’s been a long time since I saw him do this.’
เขาลุกพรวดตรงไปที่บันได ก้าวเหยียบขั้นแรกมองเข้าไปข้างใน เห็นป๊ะกำลังยืนตัวตรง หันหน้าไปทางทิศที่ตั้งของกะบะฮ์แห่งนครมักกะห์ ตาเพ่งมองไปที่ซูหยุด อันบอกถึงการสำรวมจิตมุ่งตรงต่ออัลเลาะห์ He sprang up and went straight to the stairs, stepped on the first step and looked inside. He saw Pa standing erect, his face turned in the direction of the Mecca Kabah, his eyes fixed on his sooyut*, which told of quiet communion with Allah. ===
=

* Prayer mat, Arabic word.

“อิลชา อัลเลาะห์…” ‘Inch Allah…’
เสียงนี้คล้ายจะดังก้องขึ้นในหัวใจของเขา That sound went blasting loudly through his heart.
= ‘Incha Anloh’ in Chor Karrakeit 13, 1992.
Somjai Somkid, 57, teaches Thai at Walailak University in Nakhon Si Thammarat in the South. He is the author of several collections of short stories and poems and of one novel (Barn Lang Yai, The big house, 2011).  

A world behind eyelids – Wiwat Lertwiwatwongsa

This very short story about disjunctive human relations through misapprehension offers a rich if rather murky atmosphere and bears the hallmarks of this untypical author, from ludic handling of characters and cinematic anti-plot treatment down to cinematographic references and pet terms and turns of phrase. MB

ooo

โลกหลังเปลือกตา

A world behind eyelids

dark glasses dark glasses

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

Wiwat Lertwiwatwongsa

TRANSLATOR’S KITCHEN
= ==
พอปิดไฟทั้งหมด ห้องนั้นก็ดูคล้ายกับโลกหลังเปลือกตา แสงจากป้ายไฟลอดผ่านกระจกฝ้าด้วยอาการของการไหลซึมเข้ามาช้าๆ เปลือกตาของนักเดินทางไกลอ่อนล้า คุณฝันว่าคุณจุดบุหรี่สูบตอนที่เธอนอนหลับ จ้องมองร่างอ่อนล้าหลังเปลือกตาของห้องริมระเบียงหมายเลข 210 โรงแรมชันหว่า When all the lights are out, that room is like a world behind eyelids. The light from the billboard neon tubes through the frosted glass oozes in languidly. The eyelids of the traveller from far away are drooping with fatigue. You dream you light up a cigarette while she sleeps, stare at the weary body behind the eyelids of Room 210 with balcony of the SanVa Hostel. Author’s note: The SanVa Hospedaria is a hostel the filmmaker Wong Kar-wai (In the mood for love, The Hand2046 …) usually patronises when in Macau. He is the man with the dark sunglasses.
คุณพบชายสวมแว่นดำนั่งสูบบุหรี่อยู่บนบันไดตอนที่คุณเดินลงไปข้างล่าง คนรักของคุณออกไปข้างนอกโดยทิ้งคุณไว้ตอนที่คุณกำลังหลับ ห้องหมายเลข 210 กรุผนังด้วยไม้ฝาบางๆทาสีเขียวมาแต่เก่าก่อนดูเหมือนป้องกันอะไรไม่ได้จนต้องตอกไม้คนละสีปิดให้สูงขึ้นไปอีก คุณได้ยินภาษาจีนจากห้องข้างๆก่อนที่คุณจะหลับ  ในจุดหนึ่งคุณโล่งใจที่ได้มีเวลาส่วนตัวบ้างจากการเดินทางด้วยกันยาวนานเกินไป แต่ลึกๆคุณก็กลัวชายสวมแว่นดำผมสั้นเกรียนสูบบุหรี่ คุณจึงล่าถอยกลับขึ้นห้อง ล๊อคประตู แล้วออกไปยืนทีระเบียง นักท่องเที่ยวบางคนคิดว่าคุณเป็นโสเภณี You meet a man wearing dark sun- glasses and smoking a cigarette as you walk down the stairs. Your lover has gone out, leaving you behind while you slept. The partition wall of Room 210 is panelled with thin wood painted green for aeons that looked useless for protection and thus had to be topped with wood of a different colour. You heard Chinese being spoken in the next room before you fell asleep. In a way you’re relieved to have some time to yourself after travelling together for too long, but deep down you’re afraid of the man with the sunglasses and close cropped hair smoking a cigarette, so you retreat back to your room, lock the door and then go out and stand on the balcony. Some tourists take you for a prostitute. A main problem with this sort of text is the adjudication of tenses: present or past? Which action precedes which? What is relevant to the current situation, what is memories or mental projections?

Once again, the author is more radical than his translator, who has italicised the parts where ‘you’ is a man to distinguish them from those where ‘you’ is a woman, and thus make the piece easier to read.

พอปิดไฟทั้งหมด ห้องนั้นก็ดูคล้ายโลกหลังเปลือกตา คุณฝันว่าคุณฝัน ในความฝันคุณร่วมรักกับโสเภณีจากถนนข้างล่างซึ่งคุณตะโกนเรียกจากริมระเบียงชั้นสอง โสเภณีสวมกี่เพ้าบนถนนสายความสุข เธอใช้มือจนคุณถะถั่งหลั่งล้น คุณตื่นขึ้นมาพบหลังของคนรัก ห้องสลัวเรื่อเรืองแสงไฟจากข้างนอก คุณพลิกตัวไปกอดเธอ เธอแกล้งทำเป็นหลับ As soon as all the lights are out, that room looks like a world behind eyelids. You dream that you are dreaming. In the dream you make love with a pros- titute from the road below you’ve called up from the second-floor balcony, a Chinese prostitute wearing a sheath dress on the road to happiness. She uses her hands until you come out in spurts. You wake up facing the back of your lover. The room glows dimly from the reflected light from outside. You draw near and hug her. She pretends to be asleep.
คุณคิดว่าคุณจะรักเขา การท่องเที่ยวไปด้วยกันจะยื้อความสัมพันธ์ไว้ แต่มันช่างเศร้าสร้อยเพราะมันยิ่งทำให้เห็นรอยปริแตกที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้อีกต่อไป แผลลึกเรื่อเรืองอยู่ในห้องสลัว คุณคิดถึงสิ่งที่ไม่อาจไขว่คว้า อย่างเช่นการคิดถึงเขาในวันที่เขาไม่อยู่อีกต่อไป หรือคิดถึงความรักที่ไม่อาจหวนคืนในวันที่ทนเขาไม่ได้อย่างวันนี้ You thought you’d love him. Travel- ling together would clench the relation tight, but sadly it made you see all the more the cracks that couldn’t be concealed any longer. A deep wound glows in the dim room. You miss what cannot be grasped, for example missing him when he won’t be there any longer or missing the love that won’t come back on days when you can’t stand him like today.
ชายสวมแว่นดำยังสูบบุหรี่ไม่รู้จบอยู่บนบันไดซึ่งปูทับด้วยผ้าพลาสติกสีเขียว แสงแดดสาดส่องควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่ง คุณอยากถ่ายภาพเขาไว้ แต่ไม่กล้าสื่อสาร  ราวกับเขาเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมนี้และคุณเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นของชำรุดที่ถูกวางทิ้งไว้จนแม้แต่การจ่ายเต็มราคาสามคืนสำหรับห้องพักริมระเบียงไม่พอเพียงจะกลบความไม่เข้ากันนั้น The man with the sunglasses per- petually smoking is on the stairs which are carpeted with green plastic. Sun- light suffuses the lingering smoke. You’d like to take a picture of him but do not dare communicate as if he was a part of this hotel and you something foreign, something defective that’s been discarded, and even having paid the full rate for three nights in the bedroom with balcony isn’t sufficient to cover up that mismatch.
คุณพบแมวที่ระเบียง แมวลอบเข้ามาในห้อง คุณเดินรอบเมืองจนเหนื่อยล้า แดดร้อนระอุบาดผิวจนแสบไหม้  คุณล้มตัวลงนอนนึกโมโหในอก ชายคนรักนั่งลงถอดเสื้อออก ดูเขาจะยังไม่พอใจที่คุณไม่พอใจ แมวตัวนั้นหลบเข้ามาในห้อง แมวสีเทาขนสีเดียวกับควันบุหรี่ มันแทบไม่ส่งเสียง เข้ามาคลอเคลียปลายเท้า คุณเตะมันด้วยความรำคาญ มันส่งเสียงออกมาคำหนึ่งแล้วหลบหายไปทางหน้าประตูที่มันลอดเข้ามา แดดบ่ายสาดส่องอยู่หลังกระจกฝ้าและม่านหนาหนักที่พะเยิบไหวจากแรงพัดลมเพดาน You find a cat on the balcony. The cat sneaks into the room. You walked around town until you were weary. Blazing sunlight frazzled your skin until it hurt. You let yourself down on the bed with thoughts of anger in your chest. The man you love sits down and takes off his shirt. He still seems unhappy that you are not happy. That cat skulks into the room, a grey cat its coat the colour of cigarette smoke. Almost soundless, it comes and rubs its affection at your feet. You kick it out of annoyance. It utters a squeal then makes itself scarce by the door it came through. The after- noon sunshine blazes behind the frosted glass and the heavy thick curtain which sways under the power of the ceiling fan. ==grey cat on balcony
แมวยังคงเข้ามาในห้องที่ไม่มีคนอยู่ ห้องหมายเลข 201 เรื่อเรืองแสงไฟ  มันกระโดดขึ้นบนเตียง นอนลงบนร่องรอยของไออุ่นที่เจือจางไปแล้ว ผู้คนออกไปอยู่กันบนถนน ห้องว่างเปล่าราวกับโลกหลังเปลือกตา ในความฝันของแมวโลกเป็นเหมือนตอนที่มันตื่นอยู่ สลัว อ่อนนุ่มและเกียจคร้าน แมวเผลอหลับไปสักห้าหรือสิบนาที มันลุกขึ้น แล้วกลับออกไปทางที่มันมา กระโดดแผล็วลงไปชั้นล่าง เยื้องย่างขึ้นบันไดด้วยอาการของสตรีสวมกี่เพ้าเยื้องย่างไปซื้อบะหมี่กินเพียงลำพัง เข้าไปคลอเคลียกับเท้าของชายสวมแว่นกันแดด ผมสั้นเกรียน  เขาคาบบุหรีไว้ในปาก อุ้มแมวขึ้นมาเล่นลูบคอมันเบาๆ แมวครางเป็นสุข The cat re-enters an empty room, Room 201, suffused with reflected light. The cat jumps on the bed, lies down on the remnants of a warmth now gone. The people have gone out onto the road. The room is empty like a world behind eyelids. In the cat’s dream, the world is as when it’s awake, dim, soft and indolent. The cat drifts into sleep for five or ten minutes. It gets up and then goes out the way it came in, jumps swiftly down the stairs, treads up the stairs with the air of a woman in a sheath dress walking with grace to go and buy noodles on her own, and enters to show affection at the feet of the man with the sunglasses and close cropped head. He clasps the cigarette between his lips, scoops up the cat and gently strokes its throat. The cat purrs happily.
ความสัมพันธ์ของคุณกับเธอเหมือนความสัมพันธ์ของแมว  แมวที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของมันได้ และการพยายามเป็นเจ้าของรังแต่จะทำให้แมวหนีไปจากคุณ The relation between you and her is like the relation with the cat, a cat which nobody can own and which any attempt to own will only send fleeing away from you.
ห้องเรื่อเรืองเหมือนโลกหลังเปลือกตาเมื่อคุณนอนในแสงไฟ คุณนอนเรียงเคียงข้างคนรักในห้องที่ว่างเปล่า พอคุณหลับ คุณก็จะอยู่คนเดียว โลกเลือนลับดับสูญ แสงโคมไฟสาดส่องแต่ไม่เห็นผู้คน มีแต่ผ้าปูที่นอนว่างเปล่า  ที่บันไดไร้ผู้คน มีแต่ควันบุหรี่อ้อยอิ่ง ได้ยินเสียงแมวร้องจากที่ไกลๆ The gloomy room is like a world behind eyelids when you lie under the light. You lie alongside your lover in an empty room. As soon as you fall asleep, you’ll be alone; the world will dissolve into oblivion. The bulb light is bright but there’s no one to be seen. There’s only the empty bed sheet. There’s no one on the stairs. There’s only lingering cigarette smoke. The mewing of a cat is heard from afar.
= Previously unpublished;
sent by the author on 15.8.2012.
Wiwat Lertwiwatwongsa, a well-known film critic under the pen name Filmsick,
is at the forefront of modern Thai writing
with such works as Alphaville Hotel, A tale without a name and A damaged utopia (all available from thaifiction.com). See also ‘Made of glass’, published here.
=wiwat51

2012 in review

The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2012 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

4,329 films were submitted to the 2012 Cannes Film Festival. This blog had 47,000 views in 2012. If each view were a film, this blog would power 11 Film Festivals

Click here to see the complete report.

The bottom of the ice-cream glass – Samut Nuamsetti

ooo
The art of miniature: when properly calibrated, it takes very little to send out powerful vibes. MB

ก้นแก้วไอติม

The bottom
of the ice cream glass

KC KC

สมุทร น่วมเศรษฐี

SAMUT NUAMSETTI

TRANSLATOR’S KITCHEN
สามทุ่มกว่าแล้ว ในร้านไอติมที่ผมทำงานมีลูกค้านั่งอยู่เพียงสองคน ทั้งที่เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้มีคนอยู่เต็มร้านจนผมไม่สามารถบริการให้ถูกใจใครได้ Past nine o’clock, in the ice cream parlour where I work there are only two customers, even though one hour earlier the place was so full I was un- able to provide good service to anyone.
หญิงสาวคนหนึ่งเดินมาที่หน้าร้าน เปิดประตูกระจกเข้ามา เธอสวมเสื้อสีขาวแขนยาว กระโปรงยาวสีขาว ไว้ผมสลวยดำขลับยาวถึงกลางหลัง ผมรีบเดินเข้าไปหาเธอ A young woman appears in front of the parlour, opens the glass door and enters. She is wearing a white long- sleeved blouse and a long white skirt. Her gleaming black hair flows down to mid-back. I hasten to walk up to her.
“สวัสดีครับ ทานที่นี่หรือจะรับกลับบ้านครับ” ผมถามแล้วยิ้มให้เธอ ‘Good evening. In house or to take away,’ I ask her and then smile.
เธอยิ้มจากปากที่สวยได้รูป “ทานที่นี่ค่ะ” ใบหน้าเธอขาวใส จมูกโด่ง ดวงตากลมโตแฝงแววโศก Her well shaped mouth smiles back. ‘I’ll eat here.’ Her complexion is light, her nose pointed; her big round eyes bear a hint of sadness. จมูกโด่ง: also: ‘aquiline nose’.
ผมปล่อยให้เธอเดินนำผมไป เธอเลือกนั่งโต๊ะตัวที่ติดกับตู้โชว์ไอติม ทางด้านหลังของร้าน ห่างจากโต๊ะของลูกค้าสองคนซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าร้าน I step aside to let her by. She chooses the table next to the ice cream display window at the back, away from the table where the two customers are sitting at the front of the shop.
เธอสั่ง “สตรอเบอรี่ซันเดย์” ‘A strawberry sundae,’ she orders.
ผมจดรายการลงไปในใบสั่ง “รับน้ำอะไรดีครับ” I jot down her order. ‘What would you like to drink?’ ใบสั่ง=purchase order. Need not be translated.
“ขอน้ำเปล่าแล้วกันค่ะ” ‘Just a glass of water.’
หลังจากยกน้ำเปล่าไปบริการให้เธอแล้ว ผมเดินไปหลังเคาน์เตอร์ซึ่งเป็นที่ปรุงไอติม ผมหยิบแก้วทรงสูงในตู้แช่แก้วออกมา มีรอยร้าวรอยเล็กๆ อยู่ที่ก้นแก้วใบนี้ มันคงถูกโยนทิ้งไปแล้วถ้ารอยร้าวเกิดที่ปากแก้วหรือด้านนอกของแก้วที่ลูกค้าสามารถมองเห็นได้ง่าย ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่มีใครกินไอติมถึงก้นแก้ว พวกเขาจึงไม่รู้ว่าแก้วใบนี้มีรอยร้าว เมื่อไม่รู้พวกเขาจึงพอใจแก้วใบนี้ ตราบใดที่ยังมีไอติมปิดบังรอยตำหนิเอาไว้ พวกเขาก็จะยังพอใจแก้วใบนี้ และไม่มีเหตุผลอันใดที่แก้วใบนี้จะถูกโยนทิ้ง After bringing her the glass of water, I retreat behind the counter where ice creams are prepared. I take a tall glass out of the glass container. There’s a small chip at the bottom of this glass, which would have been discarded if the chip was on the rim or on the side, where customers could notice it easily. Most customers don’t eat ice cream down to the very bottom so they don’t know that this glass is chipped. As they don’t know they’re happy with the glass. So long as ice cream hides the chip they’ll be happy with the glass and there’s no reason to discard it. ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่มีใครกิน: ‘most customers’ + ‘no one eats’: the kind of Thai formulation that defies logic and can’t be rendered word for word. It’s either ‘most’ or ‘no one’.

Note the addition of ‘very’ to balance the sentence.

ผมตักสตรอเบอรี่หนึ่งช้อนลงก้นแก้ว จากนั้นใส่ไอติมวนิลาลงไปสองลูก ตักสตรอเบอรี่ราดทับวนิลา บีบครีมสีขาวลงบนสตรอเบอรี่ ประดับด้วยลูกเชอรี่สีแดงรสหวาน จบด้วยการนำขนมปังเวเฟอร์รูปพัดเสียบลงไปบนครีม I put a spoonful of strawberries at the bottom of the glass. After that I pour two scoops of vanilla ice cream I topple with more strawberries, squeeze a blob of whipped cream on top, add a sweet-tasting red cherry and complete it with a fan shaped wafer stuck into the cream.
ผมชำเลืองมองหญิงสาว เธอกำลังมองผ่านกระจกออกไปนอกร้าน อายุเธอคงราวสิบหกสิบเจ็ด ผมไม่เคยเห็นเธอมาก่อน I look at the young woman from the corner of my eyes. She’s looking outside through the shop window. She must be sixteen or seventeen. I’ve never seen her before.
ผมยิ้มให้เธอก่อนจะวางช้อนตักไอติมและ “สตรอเบอรี่ซันเดย์” ลงบนโต๊ะ แล้วถอยห่างออกมา เป็นการไม่สมควรที่จะจ้องมองลูกค้าขณะทาน ไอติม แต่ผมก็อดลอบมองเธอไม่ได้ หน้าตาเธอคล้ายๆ ดาราวัยรุ่นคนหนึ่ง แต่ชื่ออะไรผมนึกไม่ออก I smile at her before putting down the spoon and the ‘strawberry sundae’ on her table then I step away. It doesn’t do to observe a customer while she eats her ice cream, but I can’t help sneaking glances at her. She looks like a teen- age movie star whose name escapes me at the moment.
หญิงสาวใช้มือซ้ายหยิบช้อนขึ้นตักไอติมในแก้ว ขณะที่เธอตักเนื้อไอติม นั้น แก้วไอติมก็เอียงทำท่าจะล้ม เธอรีบใช้มือขวาประคองแก้ว เดี๋ยว!…ผมเพิ่งสังเกตมือขวาของเธอตอนนี้เอง The young woman uses her left hand to pick up the spoon and scoop out some ice cream. As she does so, the glass tilts as if about to topple over. She hurriedly straightens it with her right hand. But hold it! It’s only now I notice her right hand.
เธอไม่มีมือ เธอมีแต่แขนที่ด้วนแค่ข้อมือ เธอใช้แขนด้วนๆ ของเธอข้างนั้นช่วยประคองไม่ให้แก้วไอติมล้ม She doesn’t have a hand. Her arm is amputated at the wrist. She uses the stump to keep the glass upright.
ผมกลัวเธอมองมาทางผม จึงรีบหันหน้าไปทางหน้าร้าน ผมคิดว่าเธอคงอายและไม่อยากให้ใครเห็นแขนที่ด้วนของเธอ ผมพยายามไม่มอง แต่แล้วก็อดชำเลืองดูเธออีกหลายครั้งไม่ได้ I’m afraid of her looking at me so I hasten to look away. I think she must be embarrassed and doesn’t want anyone to see her maimed arm. I try not to look but then can’t help casting glances at her several times.
หญิงสาวสวยท่าทางเรียบร้อย ผมยาวสลวยสวมชุดขาว ใช้มือซ้ายตักไอติมขณะที่แขนขวาด้วนของเธอคอยประคองแก้วไอติมไม่ให้ล้ม เป็นกิริยาที่ทุลักทุเลและเป็นภาพที่ทำให้ผมหดหู่ The pretty, proper-looking, white- clad young woman with flowing hair uses her left hand to scoop ice cream and the stump of her right arm to prevent the glass from toppling over, a painful attitude and a sight I find depressing. Slight reshuffle of descriptive elements in the first part of the sentence for fluidity in English.
เมื่อทานไอติมเสร็จและดื่มน้ำไปครึ่งแก้ว เธอหันมาทางผมและพยักหน้า ผมเดินเข้าไปหาเธอ When she has finished the ice cream and drunk half of the glass of water, she turns towards me and nods. I walk up to her.
“เท่าไหร่ค่ะ” เธอถาม ‘How much,’ she asks.
“ห้าสิบห้าบาทครับ” ผมตอบ พยายามบังคับตาตัวเองไม่ให้มองแขนขวาของเธอซึ่งตอนนี้ถูกปิดด้วยแขนเสื้อยาวสีขาวแล้ว ‘Fifty-five baht,’ I answer. I try to force my eyes not to drift to her right arm which is now covered by the long sleeve of her white blouse.
เมื่อเธอจ่ายเงินแล้ว ผมเดินไปที่หน้าร้านเพื่อเปิดประตูกระจกให้ เธอยิ้มและพูดว่า “ไอติมอร่อยมากค่ะ แต่ขอติอย่างหนึ่งได้ไหมคะ” When she has settled the bill, I walk with her to the front of the shop to open the door for her. She smiles and says, ‘The ice cream was very good, but something isn’t quite right.’ ขอติ: literally, ‘allow me to find fault’.
“อะไรครับ” ผมรีบถาม ในใจคิดว่าเธอคงจับได้ว่าผมแอบมองเธอ ‘What is it,’ I hasten to ask, thinking she must have caught me stealing glances at her.
“ที่แก้วไอติมค่ะ…ที่ก้นแก้วไอติม มีรอยแตก” ‘It’s the glass … There’s a chip at the bottom of the glass.’
แล้วเธอเดินก็เดินออกจากร้านไป Then she briskly walks out of the shop.
‘Kon Kaeo Aitim’
in Chor Karrakeit 28, 1995
Samut Nuamsetti,
born in Bangkok in 1974,
wrote a few short stories
before engaging
in a successful career
in film writing and directing
mainly for television.
.samut

Just that much – Chomphookhanit Patthamadilok

ooo
Is there such a thing as feminine writing? Yes indeed, and here is a sample, pointillist, minimalist, and rather ‘intuitive’ – not to say obscure – in the process. MB

แค่คืบเท่านั้น  

JUST THAT MUCH

handsilhouette handsilhouette

ชมพูคณิตoo
ปัทมดิลก

CHOMPHOOKHANIT   PATTHAMADILOK

= = TRANSLATOR’S KITCHEN
ฉันอยากเห็นเวลาเขาพยศมากๆ… I’d very much like to see him rebel…
= =
พระจันทร์คงซ่อนหน้าร้องไห้หากได้รู้ว่ามีใครบางคน ‘โอบ กอดคนนี้เพื่อที่จะเอื้อมให้ถึงคนนั้น’ กวีคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ‘ทำใจคือไม่ทำร้าย’ และฉันก็เชื่อเช่นนั้น ความคิดนี้แล่นผ่านดวงใจและซ่านขึ้นสู่สมอง…ทำใจคือไม่ทำร้าย The moon would hide its face and cry if it knew that someone is ‘hugging one to reach out to another’. A poet once said that ‘to please is to hurt’ and I believe so. This thought wings through my heart and spreads up to my brain – to please is to hurt. พยศ [previous paragraph] means fractious, rebellious, obstreperous, unruly, refusing to obey, wild…
เหตุใดหนอความรู้สึกนี้จึงเกิด หรือหวั่นว่ามือที่ยื่นออกไปนั้นจะเยียบเย็นด้วยไร้การตอบรับ กลัวใช่ไหมว่าจะต้องเอื้อมไปจับมือเขาขึ้นมาปรบให้เกิดเสียง วันนี้ฉันมิอาจเชื่อในสิ่งที่รู้สึกหรืออย่างไร เริ่มไม่มั่นใจในสัมผัสตั้งแต่เมื่อไหร่ For what reason does such a feeling arise? Or is it fear that the hand that reaches out will be stalled by the absence of a response? You fear, don’t you, having to reach out to clasp his hand to make it clap. Today is it that I can’t believe what I feel or what? Since when have I begun to be unsure of contact?
ฉันอาจระแวงและเกรงว่าเขาจะ ‘โอบกอดคนนี้เพื่อที่จะเอื้อมให้ถึงคนนั้น’ แต่แล้วเมื่อมีบางอย่างแตะใจ ฉันก็ปล่อยให้มันได้รู้สึก ฉันปล่อยให้มันเป็น Maybe I’m suspicious and afraid he’s ‘hugging one to reach out to another’, but then when something touches my heart, I let the feeling be. I let it be.
Let it be Let it be.*
Let it be Let it be.*
Let it be Let it be.*
ฉันไม่อาจรู้ว่าเหตุใดวันนี้จึงปรารถนาให้เป็น Let it be me แต่แล้วก็มิได้ทำอะไรสักอย่าง ผู้หญิงอย่างฉันขัดแย้งและสับสนเสมอ I don’t know why today I wish Let it be me*, but then I haven’t done anything at all. A woman like me is always incon- sistent and confused. * In English in the text.
= =
“เธอเชื่อไหมว่า ผู้ชายเอาความรักแลกเซ็กส์ ขณะที่ผู้หญิงใช้เซ็กส์แลกความรัก” เพื่อนสาวคนหนึ่งถามในค่ำมืดอันเคลิ้มเมา จำได้ว่าวันนั้นใจฉันอึงอลด้วยคำถามภายใต้กิริยาสงบนิ่ง มนุษย์ผู้ชายคิดเช่นนี้กันทั้งโลกเลยหรือ เขาจะเอาสิ่งนั้นมาแลกกับความรักของฉันหรือเปล่า และฉันจะใช้สิ่งที่มีอยู่แลกเอาความรักของเขาหรือไม่ แล้วฉันก็สะบัดความคิดทิ้งไปด้วยความขวยอายซ่านริมแก้ม ก็เขาไม่ได้ทำหรือพูดอะไรสักอย่าง ใจเขาจะแตะใจฉันบ้างหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ ‘Do you believe men barter love for sex while women barter sex for love,’ a girl friend of mine asked on a dark night of drunken drowsiness. I remember that day my mind was clamorous with questions under a demure behaviour. Men the world over think like this, do they? Will he take that thing to barter for my love or not? And will I use what I have to barter for his love or not? And then I shook off those thoughts, as bashfulness spread to my cheeks. He hasn’t done or said anything: how would I know if his heart will hurt mine? ==

=

[Here I find it prudent to translate word for word (like this, that thing, what I have…) but won’t go as far as ‘the edge’ (ริม) of the cheeks.]

หลังแก้วยินโทนิกและควันบุหรี่ ฉันบอกตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความบังเอิญ บังเอิญฉันหันไปเห็นดวงตาเศร้าคู่นั้น บังเอิญได้ยินเสียงหัวเราะที่ดูเหมือนเปล่งขึ้นมากลบเกลื่อนโศก บังเอิญเห็นอาการปกปิดตัวเองดังว่าซ่อนความสับสนและมีปัญหาที่มิปรารถนาให้ใครรู้ สำคัญที่สุดฉันอาจจะคิดไปเองทั้งหมด Behind a glass of gin tonic and cigarette smoke, I told myself that what happened did so by chance. I chanced to turn and see those sad eyes, chanced to hear laughter that seemed to be composed to cover up sadness, chanced to see the self-concealment as if to hide confusion and some problem better left under wraps. Most important, maybe I thought all of this up. ==

=

=

มีปัญหาที่มิปรารถนาให้ใครรู้: literally, ‘there was a problem nobody should know’.

ในวินาทีนั้นฉันอธิษฐานให้ตัวเองกลายเป็นคนกระด้าง – ด้านชา และเลือดเย็น แม้ว่าปกติก็เป็นนักทำร้ายตัวเองชั้นเยี่ยมอยู่แล้ว During that split second, I pictured myself rebellious for once – callous and cold-blooded, even though usually I’m tops at hurting myself. For some reason, when things happen fast, in English that second is always split.
เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ ฉันคงนิ่งไปนาน – นานจนเพื่อนเริ่มรู้สึก สองในสามคนขอให้ฉันร้องเพลงให้ฟัง ฉันบอกเพื่อนว่าเวลานี้ร้องได้อยู่เพลงเดียวเท่านั้น และห้ามถามว่าทำไมด้วย เพราะฉันไม่มีวันตอบได้ คนหนึ่งจัดแจงตั้งเทปอัด ขณะที่อีกคนเตรียมวางนิ้วบนออร์แกนไฟฟ้า How much time went by I don’t know. I must have been quiet long enough for my friends to sense it. Two of the three asked me to sing a song. At the moment, I told them, I can only sing one song and don’t ask me why either, because there’s no way I’ll ever answer. One fussed with the tape-recorder while the other got ready to finger the electric organ.
ฉันเริ่มเล่นกับความรู้สึกตัวเอง ดวงตาของเขาลอยอยู่ตรงหน้า โอ … ใจของฉันกำลังลิ่วไป ในบัดดลฉันก็กระชากมันกลับมา แล้วเฆี่ยนตีมันทันทีด้วยคำว่า ‘อย่า’ ขณะชีวิตอยู่ตรงกลางระหว่างความเคลิ้มเมากับสติสัมปชัญญะนั้น ดวงใจฉันก็ไหวอยู่ระหว่างความปริ่มสุขและความเหงาเศร้า I began to play with my own feelings. His eyes floated before me … Oh, my mind was slipping away. I immediately snatched it back then punished it at once with the word ‘Don’t’. While life careered between drunken haze and awareness, my heart wavered between glee and gloom. ==

=

เคลิ้มเมา: drunken haze; before: drunken drowsiness.

อินโทรของเพลงเรียกฉันออกมาจากภวังค์ (ในสายตาของเพื่อน ฉันเหม่อลอยเช่นนี้เสมอ) ฉันปลดปล่อยตัวเอง รินมันออกมาทั้งใจ The song intro called me back from the clouds (in the eyes of my friends, I’m always spaced out like this). I liberated myself, poured out my whole heart. ภวังค์ = trance, reverie, daydream; เหม่อลอย = to gaze into space, to be abstracted, absent-minded, inattentive.
แค่คืบเท่านั้น ฉันให้งงงัน …ไม่กล้าเอ่ย … พบกันทุกวันกับทรามเชย แต่ยังมิเคยจะเอ่ยบอกรัก Just that much. I am stunned, dare not speak … Meeting every day a beautiful woman, yet never a word of love.
แค่คืบเท่านี้ น้ำใจไมตรีมีให้ตระหนัก ไฉนจึงเหมือนคนที่ไม่รู้จักหวั่นใจนักรักแท้หรือลวงมาล่วงอำพราง Just this much, with friendly goodwill to bestow. Why then behave like a stranger? Afraid of a true lover or of being tricked?
หลงรักเขาจนเศร้าดวงใจ ขออย่าเมินให้จิตใจต้องหมองหมาง So madly in love with him my heart sorrows. Don’t spurn me or my heart will grow suspicious.
รักด้วยใจสว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างจะกระจ่างสายตา … แค่คืบจริงๆ Love with a loyal heart, love with a bright heart, and everything will look right … just that, really.
แค่คืบจริงๆ … เหมือนผีมาสิงอยู่ในอุรา จนใจที่ปากฉันไม่กล้า เอื้อนเอ่ยวาจาว่ารักเธอ Just that, really … There’s like a ghost dwelling in my breast, so that my mouth doesn’t dare utter the words I love you. [Some song! Actually part of the 2006 TV soap Ngern Ngern Ngern (Money, money, money).]
เพลงจบเพื่อนก็ผิดสัญญา ฉันตกเป็นจำเลยของเพื่อนทันที เธอทั้งสามช่วยกันซักถามและไต่สวน When the song ended, my friends didn’t keep their word. I became their defendant at once. The three of them urged one another on questioning and investigating. =‘defendant’ in the legal sense of the accused, of course.
“เขาคือใครนะ เธอผิดปกติมานานแล้ว ฉันว่าต้องมีอะไรแน่ๆ” ‘Who is he? You’ve been acting strange lately. I’m sure something’s up.’
“แล้วคนรักของเธอล่ะ” ‘What about your lover then?’
“อารมณ์ศิลปิน ดูตาสิ เจ้าชู้จะตาย ฉันหลงรักเธอแล้วนะ” เพื่อนสาวมาดแมนกระซิบเบาๆ ‘Moody like an artist. Look at your eyes. Such a charmer. I love you, you know,’ the manlier of my female friends whispered. This is an instance where the absence of pronouns can be puzzling. Fortunately, there is เธอ to save the day.
ประโยคสุดท้ายทำให้ต้องเปล่าเสียงหัวเราะก่อนที่จะบอกพวกเธอว่า ชายหนุ่มที่ฉันรู้สึกคือหุ่นที่อยู่หน้าร้านขายไก่ป๊อบอาย This last remark made me laugh before I told them the young man I cared for was the puppet in front of the shop selling Popeye chickens.
โธ่เอ๊ย … กับตัวเองยังปฏิเสธ แล้วจะบอกใครอื่นได้อย่างไร ช่างไม่รู้กันเลยว่าฉันเก่งนักเรื่องทำร้ายตัวเอง My goodness … even to myself I deny it – how could I tell others? They really don’t know how good I am at hurting myself.
= =
ความสุขของพ่อ หนูไม่ต้องยุ่งได้ไหม ทำงานของหนูไป” พ่อตอบ เมื่อฉันถามถึงปัญหาของครอบครัวที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน That’s the way I am. Stay out of it, okay? Get on with your work,’ dad answers when I ask about the family problem that has happened innumer- able times. ความสุขของพ่อ: literally, ‘This is my [Father’s] happiness’, i.e. ‘It’s my life’/‘It’s my business’. None of these fits.
“ถ้าพ่อไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น เราก็จะไม่ได้พบกันอีก” ฉันร้องไห้ ‘If you don’t give up that woman, we won’t meet again.’ I cry.
“กลับไปคิดดูอีกคืนแล้วค่อยมาพูดกันใหม่ ‘Go and sleep on it and then we can talk.’ Actually: ‘and then you’ll come to your senses’.
“ไม่ค่ะ หนูคิดเสร็จแล้ว พ่อก็ทราบ หากไม่ถึงที่สุดคนอย่างหนูจะไม่พูด” ฉันสะอื้นถี่ๆ ก่อนที่จะวางหูโทรศัพท์ ‘No. My mind is made up. As you know, if it doesn’t reach the point of no return, someone like me never speaks up.’ I keep sobbing before I put down the handset.
ฉันคิดถึงแม่ แต่ก็ห่างเหินและไกลเกินกว่าริมฝีปากของฉันจะเปล่าโศก เวลานี้อยากขอยืมแม่ใครสักคนเพื่อรักและนอนหนุนตัก I miss mum, but estranged and too far for my lips to put sorrow into words. Right now I’d like to borrow someone’s mother to love and lay my head down on her lap.
ครั้งนั้นพ่อทำหน้าที่ทุกอย่างแทนแม่ บางคราก็เป็นเพื่อน ดูแลฉันและน้องอีกคนหลังจากแยกทางกับแม่ด้วยเหตุผลสั้นๆว่า ‘ทัศนคติไม่ตรงกัน’ ฉันโตพอที่จะรู้ว่าไม่ใช่ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว ฉันมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกว่าโลกนี้ฉันเหลือพ่อเพียงคนเดียว That time, dad did everything a mother does, sometimes was a friend, took care of me and my younger sibling after separating with mum under the abrupt heading of ‘incompatibility of character’. I was old enough to know it wasn’t so, but it had already happened. I existed with the feeling that in this world the only person I had was dad.
และแล้ว – ผู้หญิงแปลกหน้าก็เดินเข้ามาในบ้านคนแล้วคนเล่า หัวใจฉันแตกละเอียด แต่ในที่สุดฉันก็เข้าใจและยอมรับผู้หญิงคนหนึ่งด้วยเต็มใจ ฉันรักเธอและน้องอีกสองคน ซ้ำยังหวังว่าครอบครัวจะต้องอบอุ่นและเป็นสุข And then … strange women walked into the house one after the other. My heart broke into pieces, but finally I understood and accepted one particular woman unreservedly. I loved her and my other two little siblings. I even hoped our family would be warm and happy. หัวใจเข้าใจเต็มใจ
ฉันก็ยังคงเป็นฉัน ขนข้าวของและหนังสือออกมาอยู่ข้างนอกคนเดียว ด้วยเหตุผลว่าปรารถนาความสงบเพื่อทำงานเขียน Me being me, I moved out with my things and my books as I wished for peace to work on my writings.
และแล้วโลกก็สั่นคลอนความเชื่อมั่นของฉันอีกครั้ง เมื่อผู้หญิงของพ่อโทร.มาบอกว่าพ่อมีผู้หญิงอีกคน หัวใจฉันปริแยกด้วยสงสารน้อง ทำไมต้องเกิดเรื่องราวเช่นนี้อีก ไม่มีใครให้คำตอบฉันได้ And then the world shook up my convictions once again when my dad’s mate called to tell me he had a new woman. My heart broke apart out of pity for my siblings. Why must a story like this happen time and time again? Nobody could answer me.
ฉันร้องไห้… I cried…
= =
คืนหนึ่ง – เพื่อนอาสาขับรถไปส่งฉันที่แมนชั่นฯ ละแวกสุขาภิบาล 1 ที่ไกลลิบ ฉันหยิบตลับเทปของ The Cranberries ใส่ลงในเครื่องเล่นเสียงเพลง Ode to My Family ครางเบาๆ มีเสียงลมหายใจของผู้หญิงสี่คนแผ่วมาเป็นระยะ เพลงจบฉันกดเทปคืน แล้วการสนทนาก็เริ่มต้น เจ้าของรถเอ่ยเรื่องที่ค้างคาจากคืนอันเคลิ้มเมา เธอเอ่ยชื่อชายหนุ่มคนหนึ่งขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับขอคำตอบเพียงใช่หรือไม่ ฉันนึกถึงดวงตาคู่นั้น ฉันไม่กล้าถอนใจทั้งที่อยากทำนักหนา One evening, my friends volunteer to drive me to the mansion in the faraway area of Sukhaphiban 1. I pick up the Cranberries tape and slide it into the player. ‘Ode to my family’ plays softly along with the intermittent soft breathing of four women. When the song is over I put the tape back and then conversation begins. The car owner broaches the topic held over from the night of drunken haze. She mentions softly the name of a young man and asks for an answer by only yes or no. I think of those eyes. I don’t dare sigh, although I’m dying to. Note the change of tense from past to present, one of the techniques in translation to enliven a text – when warranted.
“ทำไมถึงต้องเป็นเขา” ฉันตอบเลี่ยงๆ ‘Why does it have to be him?’ I answer evasively.
“ฉันเคยเห็นเขาคุยกับเธอ” ‘I’ve seen him talking with you.’
“ครั้งเดียวนี่” ฉันซ่อนหน้าด้วยการหันออกนอกหน้าต่างทั้งที่ในรถก็สลัวราง ‘Only once!’ I hide my face by looking away through the window, even though it’s rather dim inside the car.
“เปล่า เห็นเขามองเธออีกหลายครั้ง” เธอหันหน้ามาหาพร้อมสะกิดแขนเบาๆ ‘No, I’ve seen him look at you many times.’ She turns towards me and nudges my arm lightly.
“ถ้าใช่” ฉันกลั้นใจถามกลับ ‘What if it’s him,’ I force myself to ask back.
“เออ…” เธอเริ่มลังเลที่จะพูดต่อ ‘Well…’ She hesitates to speak further.
“ว่าไงล่ะ” ฉันเร้า ‘Speak up,’ I insist.
“ไอ้ … มันบอกว่าเขามีครอบครัวแล้วลูกสองคน เมียเขาชื่อ …” ‘… told me he’s married with two children. His wife’s name is …’
เพื่อนเอ่ยชื่อเด็กรุ่นน้องในที่ทำงานผู้ให้ข้อมูลและชื่อผู้หญิงที่เป็นภรรยาของเขาคนนั้น ฉันฟังอย่างปราศจากความรู้สึกใดๆ มันก็น่าจะเป็นไปได้มิใช่หรือ สองคนที่นั่งข้างหลังชะโงกหน้าเข้ามาตรงกลาง คนหนึ่งให้ข้อมูลใหม่ว่า My friend gives out the name of the junior at the office who told her about him and his wife’s name. I listen without feeling anything. It could well be, couldn’t it? The two that sit at the back stretch their necks to come in between the two of us. One of the two provides new information:
คนชื่อ … เขาเลิกกันไปแล้วนี่ แต่ฉันก็รู้มาจาก … ว่าเขากำลังจะแต่งงาน พวกเธอไม่เคยสังเกตเหรอว่าตอนดึกเขาใช้โทรศัพท์นานๆ ตาหวานหยดเชียว” His name is … They’ve already broken up. But I know from … he’s about to get married. Haven’t you noticed that in the late hours he spends much time on the phone … and with lovesick eyes too?’ คนชื่อ: another instance where ‘the person named’ has to be given a sex.
“อ้าว เหรอ” คนขับเปล่งเสียงคล้ายนึกไม่ถึง ‘Oh! Is that so?’ the driver exclaims as if she never would have thought this was possible.
“แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ” ฉันสำนองตอบ ‘Then what if it’s not him?’ I persist.
“จริงๆ แล้ว จะใช่หรือไม่มันก็เป็นเรื่องของเธอสองคน พวกเราเพียงอยากให้เธอรู้เหมือนกับที่เรารู้” คนที่นั่งฟังมาตลอดเริ่มพูดบ้าง ‘Actually, whether it’s him or not, that’s up to the two of you. We just want you to know what we know,’ the one who has sat listening all along now contributes.
เมื่อรถมาถึงแมนชั่น – เธอทั้งสามขึ้นไปด้วย ฉันเปิดประตูระเบียง กลิ่นดอกราตรีโชยแผ่ว ฉันไม่ละโอกาสที่จะสูดลึกเข้าไปในอก ก่อนที่จะเดินไปหยิบยินโทนิก มะนาว เกลือ และน้ำแข็งในตู้เย็นออกมาให้หญิงสาวทั้งสามผสมกันเอง เสียงจุ๊กจิ๊กสลับเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ ฉันหันไปหยิบบุหรี่ซองเขียว ไม้ขีดไฟและเปลือกหอยที่กลายเป็นที่เขี่ยบุหรี่ When the car reaches the mansion, the three of them come up as well. I open the door to the balcony. There’s a suffuse scent of flowers of the night. I don’t miss the opportunity to inhale it deeply into my chest before walking over to gather gin, tonic, lemon, salt, and ice cubes from the fridge, for the three women to mix as they wish. Fretful voices mixed with laughter resound at intervals. I turn to pick up the green packet of cigarettes, matches, and the shell that serves as ashtray. ==

=

=

=

=

บุหรี่ซองเขียว: menthol cigarettes?

“เธอสูบบุหรี่ตั้งแต่เมื่อไหร่” เพื่อนถาม ‘Since when have you been smoking,’ one of them asks.
“สามเดือนที่ผ่านมา” ฉันตอบ ‘For the past three months,’ I answer.
“สูบทำไม” ‘Why do you smoke?’
ฉันเหงา” ก้อนแข็งๆ ค่อยๆ ทยอยขึ้นมาที่อก ‘I feel blue.’ A hard lump slowly moves up in my chest. ฉันเหงา: ‘I’m lonely.’
“ติดหรือยัง” ‘Are you hooked yet?’
“ในชีวิตฉันยังไม่เคยติดอะไร” ฉันเล่นลิ้น ‘I’ve never been hooked on anything in my life,’ I quip.
ยินโทนิกแก้วที่สามของฉันขอดแห้ง ไม่ต่างกับหัวอกหัวใจฉันยามนี้ เออหนอ – ไอ้ความรู้สึกแบบนี้บางทีก็ทำให้ฉันเป็นสุขได้เหมือนกัน เอ … หรือว่าแท้ที่จริงแล้วความเศร้าคือความสุขของฉัน My third gin-tonic runs dry, no different from my heart at the moment. Alas, this sort of feeling sometimes makes me feel happy all the same. Or does it? Is it that actually sadness is my happiness?
“ตกลงเธอจะบอกได้หรือยัง” เจ้าของรถถามพร้อมหยิบน้ำแข็งก้อนจิ๋วใส่ปาก ‘Well, are you going to tell us or not,’ the car owner asks as she picks up a tiny ice cube and pops it into her mouth.
“เธอกลัวอะไร” อีกคนสำนอง ‘What are you afraid of?’ another one chimes in.
“เธอไม่ไว้ใจพวกเราแล้วเหรอ” เสียงตัดพ้อแบบเด็กๆ เริ่มกระจองอแง ‘Don’t you trust us any longer?’ The childishly petulant voices begin to get cranky.
ฉันหันไปที่เครื่องเสียง เสียงเพลงประเภทเบาสบายกระซิบแผ่วฉันคลอตามท่อนที่บอกว่า ดวงใจฉันพลีชีวิตฉันพ่าย รักหรือจะสื่อความหมายหัวใจฉัน… I go back to the record player. The easy-listening song plays softly and whispers. I go along with the part that says ‘My heart condemns my life to defeat. Will love express the meaning of my heart?
=
ริมแม่น้ำ – พระจันทร์โรยตัวลงขณะที่ซ่อนหน้าร้องไห้ ลมฝนกรูเกรียว ฉันแว่วเป็นเสียงร้องไห้ของแม่ เสียงพร่าสั่นของแม่เลี้ยงแทรกเข้ามาในสมอง ในความมืดว้างฉันอื้ออึงไปด้วยคำถาม และในที่สุดฉันก็ให้คำตอบเชิงบังคับกับตัวเอง At the riverside the moon withers as it hides its face to cry. The rain wind rushes in. I hear mum crying. My step- mother’s tremulous hoarse voice enters my brain. The empty darkness resounds with questions and finally, forcing myself, I provide an answer.
“ฉันอยู่กับความรักตามลำพังได้…” ‘I can live without being loved in return.’
ฉันร้องไห้ … เออหนอ – นี่หรือเปล่า พยศของเขาที่ฉันอยากเห็นเป็นนักหนา… I cry … Alas … Is that the rebellion I so very much want to see from him?
= =
พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร
ช่อการะเกด 48, 2552
‘Kem rak see bot’
in Chor Karrakeit 48, 2009
= =

The inheritors – Nat Sartsongwit

ooo
Here is a short piece of science fiction that is long on implications for human freedom given the growing stranglehold of technology on the fate of one and all: tomorrow’s reality? MB

ผู้สืบทอด

THE INHERITORS

electric_chair electric_chair

ณัฐ ศาสตร์ส่องวิทย์

NAT SATSONGWIT

TRANSLATOR’S KITCHEN
เพล้ง! Crash!
เสียงแก้วตกกระทบพื้นดังก้องไปทั่วห้อง น้ำส้มคั้นสีเหลืองแสดประดับด้วยเศษแก้วกระจายไปตามพื้น The sound of a glass smashing on the floor filled the room. Freshly pressed orange juice studded with splinters of glass spurted all over the floor. [Unfortunate but unavoidable repetition of the word ‘floor’/พื้น.]
“เป็นอะไรไปหรือคุณณัฐ” ผู้ชายท่าทางสุภาพสมกับชุดแต่งกายสีสะอาดตาที่สวมอยู่หันมาถามเพื่อนร่วมงาน ที่กำลังสาละวนใช้กระดาษชำระซับน้ำที่เลอะอยู่บนพื้นอย่างเห็นอกเห็นใจ ‘What’s the matter, Mr Rath*?’ a man whose solicitous politeness matched the immaculate suit he wore turned to ask his colleague who was busy using tissues to mop up the liquid on the floor. * The proper transliteration, ‘Rat’, is unfortunate in this context. So, Rath it is here.
“เอ้อ…ไม่รู้สิวิรัช ทำไมผมถึงปัดมันตกจากโต๊ะได้ก็ไม่รู้ ไม่น่าเลย…” คนชื่อรัฐตอบเสียงกระเส่า ‘Uh … I don’t know, Wirat. I don’t know how I knocked it off the table. I didn’t mean to…’ the man called Rath answered in a voice that quivered. ไม่น่าเลย literally means ‘I shouldn’t have’ or ‘It shouldn’t have happened’.
“รู้สึกว่าพักนี้คุณมีท่าทางใจลอยมากนะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าหรือเป็นเพราะว่า…” ‘I feel you’re rather absent-minded these days. Are you unhappy about something or is it that…’
“ไม่หรอก…ขอบคุณนะที่เป็นห่วง” ‘Not at all … Thank you for your con- cern.’
เสียงออดสั้นๆ ติดต่อกันสามครั้งดังขึ้น รัฐรวบรวมเอกสาร 2-3 ชิ้นบนโต๊ะใส่ลงในกระเป๋าเอกสารประจำตัว ก่อนลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน เขาเอี้ยวตัวไปทางด้านหลัง ใช้ปากกาสีแดงขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินที่แขวนอยู่บนฝาผนังด้วยมือที่ สั่นเทา หมึกสีแดงขีดทับตัวเลขวันที่สีน้ำเงินที่อยู่ถัดจากตัวเลขที่มีร่องรอยถูก กากบาทมาก่อนแล้ว เขาเหลือบมองดูรอยหมึกล่าสุดพร้อมกับถอนใจยาว Three beeps were heard in quick suc- cession. Rath gathered the few docu- ments on his desk and put them in his briefcase. Before getting up from the desk, he leaned backwards, used a red pen to mark with a cross and a hand that shook the calendar hanging on the wall. The red ink covered the number of the day printed in blue next to the numbers that had already been crossed out. He glanced at the latest number and heaved a sigh.
“สถานีจอดยานขนส่งมวลชนจุดต่อไปคือสถานีเตาปูน ผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะลงที่สถานีนี้ กรุณาเตรียมตัวได้แล้ว ยานของเราจะใช้เวลาจอด 10 วินาที” เสียงประกาศด้วยสำเนียงแปร่งๆ จากลำโพงสีแดงดังขึ้นบนเพดานยาน รัฐถอนใจยาวอีกครั้งก่อนที่จะคว้ากระเป๋าลุกขึ้นจากที่นั่ง เขายกนาฬิกาข้อมือดูในขณะที่เคลื่อนตัวไปยังประตูทางออก ‘The next stop of the mass transit craft is Tao Poon Station*. Passengers wishing to disembark at that station please get ready. Stop-off time: ten minutes.’ The announce- ment in a jarring twang came out of the red loudspeakers on the ceiling of the craft. Rath heaved a sigh once again before grabbing his briefcase and standing up from his seat. He raised his wrist to look at his watch as he moved towards the exit door. o* In central Bangkok.
“ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว กรุณารับบัตรประจำตัวและกุญแจรถจักรยานของคุณคืนได้ที่ช่องรับของ” เสียงตอบเบาๆ ดังออกมาจากลำโพงสีแดงขนาดเล็กเหนือช่องที่มีป้าย “ช่องรับของ” รัฐสืบเท้าไปข้างหน้าสองก้าวเพื่อรับบัตรประจำตัวและกุญแจรถที่เลื่อนไหลออก มายังช่องรับของ จากนั้นจึงหิ้วกระเป๋าก้าวเท้าผ่านประตูไปยังด้านใน แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปยังจักรยานสีเขียวคันเล็กๆ ที่จอดแฝงอยู่ในแถวจักรยานอีกนับพันคันที่อัดแน่นอยู่บริเวณลานจอดรถ เขาวางกระเป๋าเอกสารที่หิ้วติดมือมาลงในตะกร้าหน้ารถ จากนั้นจึงปั่นจักรยานคู่ชีพออกไปยังถนนสายเล็กๆ เลียบคลองซึ่งคลาคล่ำไปด้วยแถวจักรยานแน่นถนน ‘After checking your belongings, please retrieve your ID card and bicycle key from the deposit slot.’ The confidential voice came out of the small red loudspeaker above the slot marked ‘Deposit slot’. Rath took two steps forward to pick up his ID card and bicycle key as they emerged from the slot. After that, he grabbed his briefcase and walked through the door, turned left and went straight to one of the thousand small green bicycles lined around the parking lot. He placed the briefcase on the front carrier. After that he rode his trusty bicycle out into a small road along a canal. The road was teeming with bicycles. ไปยังด้านใน: going inside. Inside what?ที่หิ้วติดมือ: that he carried in his hand. Need not be translated.On the other hand, the last sentence must be cut to avoid confusion, as ซึ่ง refers to the road, not the canal.
“เข้ามาได้ ใช้ประตูหมายเลข 2 ด้านขวามือ” เสียงจากกล่องโลหะสีตะกั่วบนด้านข้างของประตูห้องพักดังขึ้นเมื่อรัฐสอดบัตร ประจำตัวเข้าไปในช่องเล็กๆ เหนือตู้รับจดหมายประจำห้องพัก เขาดึงบัตรกลับแล้วจูงจักรยานข้ามธรณีประตูที่เปิดอ้าออก ประตูบานนั้นปิดไล่หลังในทันทีที่จักรยานคู่ชีพเคลื่อนพ้นแนวประตูเข้าไป ‘Permission to enter. Use door number two to your right,’ the voice from a lead- coloured metallic box placed on one side of the door to the flat resounded when Rath slipped his ID card into the small slot above the letterbox of the flat. He retrieved the card and then walked in, pushing his bicycle through the door as it opened. The door shut after him as soon as his faithful stead had cleared it.
“กลับมาแล้วหรือพี่ ทำไมถึงได้ทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ไม่เอาน่า พี่น่าจะเข้าใจนะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราก็เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ เหมือนกัน” ‘So you’re back, dear. Why the long face? Come on, you should understand. What’s about to happen to us happens to everyone else as well.’
รัฐปิดปากเงียบ เขาปลดมือนุ่มละไมของภรรยาที่โอบรอบคอลงอย่างช้าๆ ฝ่ายสามีถอนหายใจอีกครั้งแล้วเดินขึ้นไปยังด้านในของห้องพัก แก้วกาญจน์มองตามหลังคู่ชีวิตพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลลงมาอาบแก้ม Rath kept his mouth shut. He slowly dis- engaged the soft hands of his wife from around his neck. He sighed once more then walked to the upper level of the flat. Kaewkan looked at her life partner’s back as tears began to slide down her cheeks. เดินขึ้นไปยังด้านในของห้องพัก: literally, ‘walked up to the inner part of the flat’, so I make this a two-level flat instead.
“คุณแม่ครับ…วันนี้คุณพ่อเป็นอะไรไปหรือครับ ตั้งแต่วันที่ผมเอาบัตรที่ศูนย์บริการประชากรแห่งชาติส่งกลับมาให้คุณพ่อดู แล้ว ผมรู้สึกว่าคุณพ่อเปลี่ยนไปมาก ทุกเย็นเคยเล่นวิดีโอเกมกับผมก็ไม่เล่นเลย ที่เคยออกวิ่งด้วยกันก่อนเวลาอาหารเย็นก็หยุดไปเหมือนกัน มีอะไรหรือเปล่าครับคุณแม่” เสียงลูกชายคนเดียวที่โตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วดังแว่วขึ้นมาจากชั้นล่าง “เอ๊ะ…คุณแม่ คุณแม่ คุณแม่ร้องไห้เรื่องอะไรหรือครับ” นั่นคือเสียงรบกวนครั้งสุดท้ายที่เขาได้ยินวันนั้น ‘Mother, is something the matter with Father today? From the day I took the card of the National Mass Service Centre back to show him, I feel he’s changed a lot. Every evening he used to play video- games with me but he doesn’t any longer. Running together before dinner he’s given up too. Is something wrong, Mother?’ The voice of her single son who was now a young man came from the floor below. ‘Eh? Mother … Mother … Why are you crying, Mother?’ That was the last dis- turbing voice he heard that day.
“พี่ดึกแล้วนะ…ทำไมยังไม่หลับอีกล่ะ” เสียงภรรยากระซิบถามในความมืดหลังจากเฝ้านับเสียงถอนใจของฝ่ายสามีจนทนไม่ ไหว “รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้จะได้หน้าตาสดใส อย่าลืมว่าเราต้องเป็นเพื่อนเจ้าโทนไปที่ศูนย์ฯ เพื่อรับตัวคู่ของลูกที่ทางศูนย์ฯ เขาจับคู่มาให้ ทำใจให้ได้เถอะพี่ ขอให้ใช้วันที่เหลือของเราอย่างมีความสุขที่สุดจะดีกว่า… นะพี่ ให้เหมือนเมื่อครั้งที่เราเจอกันครั้งแรกที่ศูนย์ฯ ก่อนที่คุณพ่อและคุณแม่ของพี่จะรับตัวน้องมาที่นี่ ก่อนที่ท่านทั้งสองจะ…” ‘It’s late, dear. Why aren’t you sleeping yet?’ his wife whispered in the dark after listening to her husband’s breathing until she couldn’t stand it. ‘Go to sleep so that tomorrow you look bright and fresh. Don’t forget we must accompany Thoan to the Centre to receive the partner the Centre has arranged for him. You must stay calm, dear. Let’s be utterly happy on our last day. It’s the best we can do, don’t you think, dear? Like the first time we met at the Centre before your father and mother took me to live here and then the two of them…’
“หยุดพูดเรื่องนี้เสียทีได้มั้น” เสียงของเขาแผดลั่นห้องนอน ก่อนที่จะยกมือขึ้นก่ายหน้าผากอีกครั้ง แล้วปล่อยให้หลับไปอย่างลำบากยากเย็นอย่างนั้นตลอดคืน ‘Stop talking about this, will you?’ His voice boomed in the bedroom before he brought his hand to his brow once again and then let himself into a troublesome sleep for the rest of the night.
“อ๋อ…พ่อหนุ่มคนนี้เองที่จะมาเป็นคู่กับลูกสาวเรา” เสียงฝ่ายบิดาของหญิงสาวหน้าตาดีที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องเอ่ยทักขึ้นเมื่อรัฐ และภรรยาพาลูกชายเข้าไปยังห้องนัดหมายที่ศูนย์บริการประชากรแห่งชาติจัดไว้ ให้  “เอ้าสร้อยสวาท…ลุกขึ้นมาทำความรู้จักกับคู่ของลูกเสียสิ” ชายคนนั้นยังคงพูดต่อ แก้วกาญจน์ประคองโทนเข้าไปหาฝ่ายหญิงอย่างรื่นเริง ในขณะที่รัฐยืนนิ่งอยู่กับที่ ‘Oh, so here comes the father of the young man who’s going to be our daugh- ter’s partner,’ the voice of the father of the good-looking young woman who sat in one corner of the room greeted when Rath and his wife took their son into the meeting room the National Mass Service Centre had arranged. ‘Well now, Soisawat … come and be introduced to your partner, sweetheart,’ the man went on saying. A radiant Kaewkan gently guided Thoan towards the woman’s side while Rath stayed where he was.
“ขอให้อยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขนะ เอาละ สร้อย อย่าลืมกระเป๋าเสื้อผ้าของลูกล่ะ… เอ้อ…คุณ” บิดาของหญิงสาวหันหน้ามาทางแก้วกาญจน์ “ผมขอมอบลูกสาวของผมให้กับลูกชายของคุณ ตอนนี้ผมกับภรรยาต้องขอตัวก่อนนะครับ ผมมีโปรแกรมตลอด 7 วันสุดท้ายที่เกาะกงกอล์ฟรีสอร์ทโน่นแน่ะ คุณคงมีโปรแกรมที่ดีกว่า เพราะสามีของคุณทำงานอยู่ในตำแหน่งที่สูงมากนี่ ขอให้เที่ยวกันให้สนุกนะครับ แล้วเราคงจะเจอกันอีกที่นี่ เมื่อถึงเวลานั้น” ‘May you live together happily! All right, Soi, don’t forget your clothes bag … uh … missis…’ The young woman’s father turned towards Kaewkan. ‘I now give my daughter to your son. My wife and I must be leaving I’m afraid. I have a programme for the last seven days at the Koh Kong Golf Resort over there. Your programme must be better because your husband works in a very high position. Enjoy yourselves fully and let’s meet again here when the time has come.’
“ขอบคุณนะครับที่คุณพิจารณามอบตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ประจำบริษัท ให้กับผม” เสียงลูกน้องคนสนิทเอ่ยตอบในขณะที่รัฐมอบแฟ้มเอกสารกับกุญแจห้อง นิรภัยประจำบริษัทให้ “ขอให้คุณและภรรยาใช้เวลาที่เหลืออย่างมีความสุขนะครับ อย่าลืมห่อของส่วนตัวของคุณที่พวกเราช่วยกันจัดรวมไว้ อยู่บนโต๊ะโน่นนะครับ และนี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เนื่องในโอกาสพิเศษนี้จากพวกเรา” เขายื่นห่อของขวัญในกล่องดีบุกแวววาวขนาดกะทัดรัดให้ ในขณะที่เอื้อมอีกมือหนึ่งไปรับกุญแจมาจากรัฐ ‘Thank you, sir, for deciding to give me the position of manager of the company’s computer department,’ the voice of a trusted subaltern answered as Rath passed on a document folder and the keys to the company’s safe deposit vault. ‘May your wife and you spend the time that remains in happiness, sir. Don’t forget the parcel of your things we’ve packed for you. It’s on that table over there, sir. And this is a small present on this special occasion from us.’ He handed over the gift in a shiny compact tin box while his other hand was stretched out to receive the keys from Rath. The usual dilemma: one key or several? I was much tempted to turn that into magnetic cards but, heck, this was written twenty years ago…
“ทำไมนะ ทำไมคุณถึงไม่ยอมพาฉันไปเที่ยวที่ไหนเลย คุณไม่เคยมีโอกาสได้หยุดงานหลายวันแบบนี้เลยตลอดช่วงระยะเวลาการทำงานของคุณ แต่คุณกลับไม่ยอมให้ความสุขแก่ฉันเลยๆ เสียงแก้วกาญจน์สะอื้นไห้ขณะต่อว่าสามี “คุณจะทำตัวให้เซ็งอยู่ตลอดเวลาจนถึงวันตายของเราเลยหรือไง” ‘Why? Why won’t you take me anywhere for a holiday at all? You’ve never had the opportunity to stop work for several days like this all the time you’ve been working, but you won’t ever give me happiness.’ Kaewkan’s voice quavered as she com- plained to her husband. ‘Are you deter- mined to be a killjoy until the day we die?’ [Strange time to complain, and strange complaint: only minutes left, not ‘several days’.]
“คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมขอส่งคุณพ่อกับคุณแม่แค่ตรงนี้นะครับ สร้อยสวาทอยู่กับคุณพ่อและคุณแม่ของเธอทางโน้น ผมคงต้องออกไปหาเธอแล้ว ผมขอสัญญาว่าจะพยายามทำงานให้ก้าวหน้าไม่น้อยกว่าที่คุณพ่อเคยสร้างชื่อ เสียงให้กับตระกูลของเราและสำหรับคุณแม่นะครับ ผมจะรักและดูแลสร้อยสวาทอย่างดีที่สุด” โทนยกมือขึ้นกราบบนไหล่บุพการีทั้งสองก่อนจะเดินจากไปหาคู่ของตน ปล่อยให้รัฐได้อยู่ตามลำพังกับภรรยา ‘Father, Mother, I’ll leave you now. Soisawat is with her parents over there. I must go and join her. I promise I’ll try to work no less creatively than Father did, who has made the reputation of our family, and for you, Mother, I’ll love and take care of Soisawat to the utmost.’ Thoan raised his hand and bowed, pressing his forehead on the shoulder of each of his parents, before walking out to go and see his partner, leaving Rath alone with his wife. ยกมือขึ้นกราบบนไหล่: pressing his fore- head on the shoulder. กราบ is usually translated as ‘to prostrate (oneself) before (someone)’, some- thing you do on the floor or by bowing deeply. Here, the gesture of respect is more intimate. Hence, the mention of the forehead, which is not, and is not needed, in the Thai text.
เข้าไปก่อนเถอะพี่ ไม่ต้องรอคู่นั้นหรอก พวกเขาอาจมีเวลามากกว่าเรานิดหน่อย ไปกันเถอะ” แก้วกาญจน์โอบเอวสามี เดินเข้าไปยังห้องโถงขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านในของตัวตึก ซึ่งมีป้ายตัวโตติดอยู่ด้านหน้าห้องว่า “ห้องหมดอายุ” ‘Let’s proceed, dear. We don’t have to wait for that couple. They’ll have a little more time than we do. Let’s go.’ Kaewkan put her arm around her husband’s waist and walked to the large hall inside the building which had a panel in front of it with large letters saying ‘EXPIRATION ROOM’. เข้าไปก่อนเถอะ:  ‘Let’s get inside [without waiting]’.
“ห้องหมดอายุ” เป็นห้องโถงกว้างที่มีห้องเล็กๆ เรียงรายอยู่ริมฝาผนังนับร้อยห้อง ห้องกว้างนั้นมีผู้คนเดินเข้ามาเกือบตลอดเวลา The expiration room was a wide room with one hundred cubicles lined up against the walls. The hall had people coming and going almost all the time.
“รัฐคะ ฉันขอลาคุณแค่นี้นะ ขอบคุณมากสำหรับความสุขและความอบอุ่นที่คุณมอบให้อย่างจริงใจตลอดเวลาที่เรา อยู่ด้วยกัน ฉันจะใช้ห้องเบอร์ 4 ส่วนคุณใช้ห้องเบอร์ 5 ที่อยู่ติดกันนะ” แก้วกาญจน์กล่าวคำอำลาสามีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วจูบลาก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องเล็กๆ เบื้องหน้า เธอคว้าสายระโยงระยางที่แขวนอยู่ตรงผนังห้องขึ้นมา ที่ปลายด้านหนึ่งมีที่ครอบศีรษะต่อเชื่อมอยู่ เธอครอบมันลงอย่างบรรจงในขณะที่หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้โลหะสีดำมะเมื่อ มกลางห้อง แก้วกาญจน์ระบายยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย ในขณะที่เอื้อมมือขวาไปกดปุ่มสีแดงตรงด้านข้างพนักเก้าอี้… ‘Rath, I’ll leave you now. Thank you very much for the happiness and warmth you’ve given me so earnestly all the time we’ve been together. I’ll use Box Number 4. As for you, it’s Box Number 5, the next one.’ Kaewkan took leave of her husband with a beaming face and then kissed him goodbye before stepping into the cubicle in front of her. She grabbed one of the wires that hung on a wall of the cubicle and pulled it up. One end of it was connected to a helmet. She put it on meticulously as she sat down on the black metallic chair in the centre of the cubicle. Kaewkan smiled one last time as she stretched her right hand to push the red button on the side of the back of the chair. I’ve changed ‘room’ (ห้อง) to ‘cubicle’ and ‘box’ as rooms within a room sounds weird.
ในห้องหมายเลข 5 ยังคงว่างเปล่า รัฐไม่ได้ก้าวเข้าไปในห้องนั้นตาม แก้วกาญจน์หวังไว้ เขายังคงยืนนิ่งอยู่ในห้องโถงสายตาจ้องแน่วแน่ไปที่ห้องหมายเลข 4 เขายังพอมองเห็นการเคลื่อนไหวของภรรยาสุดที่รักได้ลางๆ จากการมองผ่านประตูกระจก ฝ้าเข้าไป สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นดูเหมือนจะเป็นรอยยิ้มกว้างของเธอ ก่อนที่ประกายเจิดจ้าสีแดงสดของลำแสงที่ฉายออกมาจากที่ครอบศีรษะจะกลบร่าง ของเธอไว้หมด เมื่อลำแสงนั้นจางลงร่างของแก้วกาญจน์ก็ไม่ปรากฏอยู่บนเก้าอี้ในห้องหมายเลข 4 อีกแล้ว Box Number 5 was still empty. Rath didn’t step inside that cubicle as Kaewkan had hoped. He still stood motionless in the hall, staring straight at Box Number 4. He could still see the movements of his beloved wife in a blurred way through the translucent glass door. The last thing he saw seemed to be her grin before the vivid red light radiating out of the helmet totally enveloped her. When that light faded the body of Kaewkan was no longer to be seen on the chair in Box Number 4. ===จากการมองผ่าน: ‘by looking through’; since ‘he could … see’, ‘by looking’ is redundant.
“ไม่!” เขาตะโกนก้อง “ผมจะไม่ยอมให้ไอ้เครื่องจักรพวกนี้มาบงการชีวิตของผมอีกต่อไป ชีวิตนี้ผมลิขิตเอง ไม่ใช่ที่นี่” ‘No!’ he hollered. ‘I won’t have those machines dictate my life any longer. This life is mine to end. And it won’t be here.’
รัฐถลันออกมาจากห้องหมดอายุ เขาปะทะกับบิดาและมารดาของสร้อยสวาทที่กำลังเดินตระกองกอดกันเข้าสู่ห้องหมด อายุอย่างมีความสุข ทั้งคู่หันหน้ากลับมามองพร้อมกับตะโกนไล่หลัง “คุณ! อย่าทำอย่างนั้น!” Rath dashed out of the expiration room. He collided with Soisawat’s father and mother who were blithely walking, their arms clasped around each other for support, into the expiration room. They both turned to look and shouted in his back, ‘Sir! Don’t do that!’
รัฐไม่ฟังเสียงใครอีกแล้ว เขาเผ่นพรวดเดียวออกมาถึงเชิงบันได ในขณะที่หนุ่มสาวทีเดินเคียงกันอยู่ข้างหน้าหันกลับมามองพร้อมกับเสียงร้อง ตื่นตระหนก “คุณพ่อ! อย่า…!” Rath no longer listened to anyone. In an instant he was at the bottom of the stairs as the young couple walking side by side in front of him turned to look and a voice shouted in alarm, ‘Father! Don’t!’
เขายิ้มอย่างเป็นสุข เป็นยิ้มแรกในช่วงเวลาสัปดาห์สุดท้ายที่เขาใช้ชีวิตร่วมกับภรรยา ยิ้มที่แฝงด้วยความสบายใจที่สุดเท่าที่เขาเคยมีมานับแต่มีเธอมาเคียงข้าง เขาเป็นอิสระแล้ว เขาคือมนุษย์คนเดียวที่ปฏิเสธห้องหมดอายุ เป็นคนเดียวที่คอมพิวเตอร์ประจำศูนย์บริการประชากรแห่งชาติไม่สามารถบงการ ได้เหมือนคนอื่นๆ เขารู้สึกได้ถึงสัมผัสวาบหวิวของสายลมแห่งอิสรภาพที่อาบอยู่รอบกาย แต่แล้วสายลมนั้นกลับร้อนแรงขึ้นอย่างกะทันหัน ความรู้สึกดื่มด่ำถึงเสรีภาพที่ได้รับขาดหายไปในทันใด เขารู้สึกว่าสมองถูกบีบอย่างแรงจากพลังที่มองไม่เห็น จาก… He smiled happily. It was the first smile in the last week of his life with his wife, a smile betraying the utmost satisfaction he had ever enjoyed since she came to live by his side. He was free now. He was the only human being to reject the expiration room. He was the only one the computers of the National Mass Service Centre were unable to dictate to. He could feel the exhilarating contact of the wind of freedom all over his body, but then that wind suddenly became very hot. The thrilling feeling of liberty he’d experienced disappeared instantly. He felt his brain being pressured mightily by an invisible force, by… ======

เหมือนคนอื่นๆ: like (all of) the others; redundant, thus no need to translate.

ร่างที่โลดลิ่วมาตามขั้นบันไดพร้อมกับรอยยิ้มแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน โทนได้มีโอกาสเห็นหน้าพ่อนานกว่าที่คาดคิด แต่นาทีสุดท้ายที่เขาได้มีโอกาสเห็นคือ ร่างที่หมุนคว้างกลางอากาศ The body jumping down the steps to- gether with the smile changed suddenly. Thoan had the opportunity to see his father’s face longer than he had expected, but in that last minute what he saw was a body in free fall. An oddly worded sentence (‘the last minute he had the opportunity to see was a body whirling in the air’) that needed reworking.
“ว่าไงหมอนวล” ชายผมสีดอกเลาในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตาเดินเข้ามาทักชายหนุ่มที่กำลัง เพ่งมองภาพที่ปรากฏในจอภาพเบื้องหน้าอย่างสนอกสนใจ “มีอะไรเกิดขึ้นหรือ” ‘What is it, Dr Nuan?’ a man with grey- ing hair in a stark white gown came and greeted the young man who sat staring at the pictures that appeared on the screen in front of him with deep interest. ‘Has something happened?’
“มีคนวิ่งเตลิดออกมาจากห้องหมดอายุครับอาจารย์” หมอหนุ่มตอบโดยไม่เสียสมาธิต่อการจ้องดูภาพของชายที่กำลังหมุนคว้างอยู่กลาง แนวขั้นบันได ‘Someone’s run out of the expiration room, Professor,’ the young man answer- ed without losing concentration as he stared at the picture of a man stumbling down the flight of steps.
“อืม…เป็นรายที่แปลกนะที่เราเคยเจอ มีแต่วงจรควบคุมสมองทำงานก่อนที่เราจะส่งสัญญาณไปกระตุ้นวงจรการทำงานส่วน สุดท้าย ทำให้คนพวกนั้นหมดอายุก่อนมาที่นี่ แต่รายนี้มาถึงแล้วกลับเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน อาจเป็นความบกพร่องในวงจรนั่นก็ได้ แต่เขาก็มารับการตรวจสอบทุกๆ ปีตามกำหนดไม่ใช่หรือ ยังดีที่มันทำงานในนาทีสุดท้ายให้เราพอได้เห็นผลกัน คุณช่วยส่งคำเตือนไปยังฝ่ายผลิตด้วยนะ ให้เพิ่มการทดสอบกับสมองลิงที่ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติให้มากขึ้น ให้ทางโน้นเพิ่มความถี่ในการสุ่มตัวอย่างให้มากขึ้นด้วยนะ คำเตือนสุดท้าย ส่งไปให้หมอที่อยู่ในหน่วยฝังวงจรกะโหลกเด็กด้วย เกือบไปแล้วซี ไม่งั้นสถาบันของเราคงโดนพวกหนังสือพิมพ์หัวเขียวหัวแดงตีแหลกแน่” ชายผู้นั้นร่ายยาว “ช่วยดูคนทางนี้ด้วยนะ ผมคงลาพักร้อนสักอาทิตย์หนึ่งว่าจะพาครอบครัวไปพักผ่อนที่พระบางรีสอร์ทเสีย หน่อย” ‘Mm … it’s the weirdest case we’ve ever had. There’s only the brain-controlling circuit at work before we send the signal activating the final work stage circuit. This makes those people obsolete before they come here. But this man comes and then rebels. Maybe there’s a glitch in that circuit. But he’s come and been checked every year as scheduled, hasn’t he? It’s good it should happen at the last minute so we can see the result. Please send a notification to the production side to make more tests on monkey brains at the National Animal Experimental Centre and have them increase the frequency of random samplings as well. And a final notification to the surgical unit implanting circuits in children’s crania too. He almost made it. If he had, the popular press would’ve given us hell.’ That man was long-winded. ‘Look after the people here too, will you. I’m taking a week’s leave. I think I’ll take my family for a holiday at the Phra Bang Resort.’
ศาสตราจารย์นายแพทย์นิกร สุนทรฐิติกาล ก้าวเดินลงบันไดด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง เสื้อกาวน์ถูกถอดม้วนพับไว้ในอุ้งมือซ้าย เขาชายตามองพนักงานประจำศูนย์สองคนที่กำลังช่วยกันยกร่างไร้วิญญาณบนบันได สวนขึ้นไปข้างบน ในขณะที่มือขวาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกุญแจยานประจำตำแหน่งขึ้นมา เสียงเอะอะของกลุ่มเด็กต่างวัย 5-6 คนที่ยืนรออยู่ใต้ต้นจามจุรี ทำให้เขาหันหน้าไปเบื้องหน้าเหมือนเดิม พร้อมกับระบายยิ้มกว้างอย่างไร้กังวล Professor Nikorn Sunthornthitikarn walked down the stairs energetically, his gown held up in his left fist. He glanced at two employees of the Centre who were helping each other lift the soulless body on the steps and carry it upstairs, while his right hand rummaged in his trouser pocket for the company craft keys. The noise of five or six children of various ages who stood waiting under the rain tree made him turn sideways and break into a wide carefree smile. In English you don’t ‘Professor Dr’ people. It’s one or the other.
“เร็วหน่อยพ่อ พวกเรารอนานแล้วนะ!” ‘Hurry up, dad! What took you so long?’
First published in Praew Magazine, 1991.
= =
Nat Satsongwit is the pen name
used by Dr Wichai Chertcheewasart,
who teaches biology at Chulalongkorn University, for his work as a writer
and translator of science fiction (notably Arthur C. Clarke’s A Space Odyssey).
=nat-wichai
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 475 other followers