Google WWW Blog e4thai www.e4thai.com

ฝึก Reading กับ "Test Yourself"

reading
สวัสดีครับ
       ท่านผู้อ่านคงทราบแล้วนะครับว่า เว็บ นสพ. Bangkok Post นอกจากมีข่าวภาษาอังกฤษให้เราอ่านฟรี ยังมีหน้า Learning ซึ่งนำข่าวมาเขียนใหม่พร้อมไฟล์ audio ให้เหมาะกับการเป็นแบบฝึกหัด reading, listening และ vocabulary และยังแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ง่าย-ปานกลาง-ก้าวหน้า ให้คนเลือกฝึกได้ตามใจชอบ
       ที่ลิงก์นี้ครับ → https://www.bangkokpost.com/learning/ 
       แต่ที่ผมจะบอกเพิ่มเติมวันนี้ก็คือ มีบางข่าวที่มีแบบฝึกหัดให้ทำพร้อมเฉลยให้ตรวจ ซึ่งนี่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่จะเตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษประเภทต่าง ๆ เช่น สอบ entrance เข้ามหาวิทยาลัย, สอบโทเฟล, สอบโทอิค, หรือทำ test เล่นสนุก ๆ ก็ได้ โดยเนื้อหาข่าวจะเป็นเรื่องทันสมัย น่าสนใจ สำหรับคนรุ่นใหม่ และมีข่าวใหม่มาเพิ่มเรื่อย ๆ ณ วันนี้ (5 ตุลาคม 2560) มีประมาณ 40 ข่าว        ขอเชิญท่านเข้าไปอ่านดูได้เลย มีประโยชน์มาก ๆ และไม่น่าเบื่อด้วยแหละครับ
     → https://goo.gl/Bua38M 
       ผมขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการสอบ reading สักหน่อยนะครับ คือตอนที่ผมรับราชการผมสอบได้ทุนกระทรวงการต่างประเทศไปฝึกอบรม 4 ครั้งที่ประเทศเยอรมนี, นิวซีแลนด์, อินเดีย, และสวีเดน ทุกครั้งที่สอบภาษาอังกฤษก็มักจะมี 3 part คือ grammar & writing ซึ่งคะแนนนิดเดียว, ส่วนอีก 2 part คือ listening กับ reading คะแนนจะเยอะพอ ๆ กัน เท่าที่เคยได้ยินคนอื่น ๆ ที่ไปสอบบ่นเวลาเดินออกมาจากห้องสอบก็คือ grammar พอ "มั่ว" ได้, listening ซึ่งเป็นวิชาแรกที่ทดสอบ "ฟังไม่รู้เรื่อง", ส่วน reading "พอทำได้ แต่ทำไม่ทัน"
       ผมมานึกทบทวนดูก็เห็นว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน คือถ้าอ่านโจทย์และเข้าใจได้ทันที ไม่งงและไม่ต้องตีความนานเกินไป, ก็จะทำได้ถูก - และทำได้ทัน, บางคนรู้ศัพท์แต่ตีความเนื้อเรื่องไม่ออก, เมื่อทำข้อหลังก็พะวงถึงข้อแรก, หรือถ้าย้อนกลับไปอ่านข้อความหรืออ่านคำถามอีกครั้งเพื่อตัดสินใจตอบใหม่ นี่ก็จะเสียเวลามาก ถ้าเป็นอย่างนี้หลายข้อก็มักลงท้ายด้วยการทำไม่ทัน เพราะฉะนั้นข้อที่ทำไม่ทันนี่แหละ อาจจะเป็น 5 ข้อ, 10 ข้อ, 15 ข้อ ก็ต้องใช้วิธีตอบมั่วจนครบก่อนหมดเวลา เผื่อฟลุ๊กโชคดีได้คะแนนเพิ่มอีกนิดหน่อย
       เพื่อนถามว่าทำยังไงจึงจะทำข้อสอบได้ทัน ไม่ต้องมั่วส่งท้ายก่อนออกจากห้องสอบ ผมไม่มีคำตอบอะไรที่พิเศษเลยครับ เพราะว่าสิ่งที่ต้องใช้ในการทำข้อสอบ reading ไม่ว่าจะเป็นการรู้ศัพท์, การเดาศัพท์, การตีความ, การสรุปความ, การอ่านให้รู้เรื่องเร็ว ๆ, การฟันธงแง่มุมที่อ่านแล้วงงว่ามันควรจะขวาหรือซ้ายกันแน่ ฯลฯ ทักษะพวกนี้ไม่มี "ทางลัด" ให้เดินถึง, ไม่มี "เทพทันใจ" ให้ร้องขอ, ไม่มี "ปาฏิหาริย์" ให้อ้อนวอน, ไม่มี "ครูคนเก่ง" คนไหนอัดความเก่งของเขาให้เราได้ ทุกอย่างเราเองต้องทนฝึกต่อเนื่องยาวนาน และทุกทักษะที่ว่ามานี้มันก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยเราไม่รู้ตัว, ที่ไม่รู้ตัวก็เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับเร็วทันใจในชั่ว "ข้ามคืน" , แต่ถ้าเราอดทนฝึกได้นาน "ข้ามปี" เราก็จะเห็นมันเติบโตขึ้นในตัวเราโดยไม่มีข้อสงสัย
       เรื่องนี้ใครคงช่วยใครไม่ได้ นอกจากแต่ละคนต้องช่วยตัวเอง ผมก็คงแนะนำได้เท่านี้แหละครับ แต่ถ้าท่านถามว่า มีอะไรให้ฝึกอ่านบ้าง โอ! อันนี้ตอบได้ง่ายมากครับ เพราะนอกจาก "Test Yourself" ที่ Bangkok Post Learning ซึ่งแนะนำในบทความนี้ ที่เว็บ e4thai.com  ได้แนะนำลิงก์หรือมี eBook ให้ดาวน์โหลดเพียบ เข้าไปเลือกดูได้เลยครับ

พิพัฒน์
https://www.facebook.com/En4Th/ 

Add comment

เชิญแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำที่สุภาพ

Security code
Refresh

Google
Search WWW Search Blog e4thai Search www.e4thai.com