Google WWW Blog e4thai www.e4thai.com

ให้ของขวัญแก่ตัวเองในปีใหม่ 2561

gift yourself
สวัสดีปีใหม่ 2561 ครับ
       ปี 2560 ที่ผ่านมา เว็บ e4thai.com ได้หาสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมาฝากท่านผู้อ่านมากพอสมควร พอขึ้นปีใหม่นี้ ผมมาประเมินตัวเองว่าได้ทำหน้าที่ดีมากน้อยเพียงใดในฐานะ Webmaster ก็ได้คำตอบว่า ถ้าเป็นครูผมก็คงเป็นครูที่สอนแย่มาก หรือแทบไม่ได้สอนอะไรเลย เพราะผมได้แต่ไปหา eBook, บทความ หรือคำอธิบาย-คำแปลที่เป็นภาษาไทยจากเว็บอื่นที่ผมเห็นว่าเข้าท่า มาฝากท่านผู้อ่าน ส่วนตัวผมเองแทบไม่เคยอธิบายอะไรเป็นภาษาไทยเลย ผมจึงขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านผู้เขียนบทความหรือให้คำอธิบายเป็นภาษาไทย ที่ผมดึงมาแปะไว้ที่เว็บนี้
       สิ่งที่ผมนำมาฝากส่วนใหญ่จะเป็นเว็บ, ลิงก์, eBook, โปรแกรม, ไฟล์เสียง, คลิป, audiobook ที่เป็นภาษาอังกฤษ ผมถามตัวเองว่า สื่อการเรียนที่เป็นภาษาอังกฤษพวกนี้ ถ้าไม่แปลหรืออธิบายเป็นภาษาไทย คนที่พื้นภาษาอังกฤษอ่อน จะอ่านรู้เรื่องหรือฟังรู้เรื่องรึ? ถ้าไม่รู้เรื่อง ของที่ฝากไว้ในเว็บนี้ก็เป็นประโยชน์เฉพาะต่อคนที่พื้นดี อ่านรู้เรื่อง-ฟังรู้เรื่อง ส่วนคนที่อ่านไม่รู้เรื่องผมไม่สนใจเลยรึ? หรือเว็บ e4thai ดูแลเฉพาะคนเก่ง ส่วนคนไม่เก่งก็หาทางทำความเข้าใจกันเอาเอง อย่างนั้นรึ?
       คำตอบของผมก็คือ ไม่ใช่ครับ ผมทำเว็บ e4thai เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้ามาฝึกภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นคนเก่งหรือไม่เก่ง อ่าน-ฟังภาษาอังกฤษ ได้ดี-ได้ปานกลาง-ไม่ได้เลย เว็บ e4thai มีไว้เพื่อให้ทุกคนครับ
       อ้าว! ถ้าอย่างนั้นทำไมผมแทบไม่เคยอธิบายเป็นภาษาไทยไว้ในเว็บนี้เลย ได้แต่ไปหาคำอธิบายหรือคำแปลจากที่อื่นมาแปะไว้ที่นี่?
       ผมทำอย่างนี้ก็เพราะผมมีความเชื่อว่า การเข้าใจผ่านภาษาแม่ของตัวเอง(คือภาษาไทย)แม้ช่วยให้คนเรียนเข้าใจ แต่ก็ไม่ช่วยให้คนเก่ง คนที่จะเรียนภาษาอื่น(ภาษาอังกฤษ)ได้เก่ง จะต้องไม่พึ่งการแปล จะต้องฝึกอ่านและฟังเป็นภาษาอังกฤษ, เข้าใจเป็นภาษาอังกฤษ, งงเป็นภาษาอังกฤษ, รู้เรื่องเป็นภาษาอังกฤษ โดยไม่ต้องมีคำแปลไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง
      และวันนี้ผมขอพูดเกี่ยวกับการฝึกอ่านภาษาอังกฤษ หรือ Reading
      ผมเดาว่า แทบทุกท่านคงเคยได้ยินคุณครูหรือผู้รู้แนะว่า เมื่อจะพูดภาษาอังกฤษ อย่าคิดเป็นภาษาไทย ให้คิดเป็นภาษาอังกฤษไปเลย เพราะถ้ายังคิดเป็นภาษาไทยและแปลกลับไปกลับมาระหว่างไทยกับอังกฤษ มันจะช้า, ไม่ทันกิน, และจะพูดอังกฤษอย่างไม่เป็นธรรมชาติ หรือถ้าต้องแปลเป็นภาษาไทยก็แปลให้น้อยที่สุด เท่าที่จำเป็น
      คำแนะนำอย่างนี้ผู้เรียนจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ฝึกให้ตัวเองถูกย้อมด้วยภาษาอังกฤษเยอะ ๆ คือ ฟังภาษาอังกฤษเยอะ ๆ, อ่านภาษาอังกฤษเยอะ ๆ, ฝึกอ่านออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ, ฝึกพูดภาษาอังกฤษกับคนอื่น, แต่ถ้าไม่มีคนอื่นให้ฝึกพูดด้วยหรือมีน้อยมาก ก็ต้องฝึกพูดกับตัวเองหรือพูดคนเดียว ถ้าฝึกอย่างนี้เยอะ ๆ บ่อย ๆ ภาษาอังกฤษก็จะเข้าไส้ ไหลซึมเข้าสมอง และเมื่อจะพูดภาษาอังกฤษ ก็จะง่ายที่จะไม่ต้องคิดเป็นภาษาไทยขณะที่พูดภาษาอังกฤษ
      นั่นคือเรื่องของการฝึกพูดภาษาอังกฤษ ส่วนการฝึกอ่านภาษาอังกฤษ ก็ทำนองเดียวกัน คือตอนที่เราอ่านภาษาอังกฤษ ถ้าจะให้อ่านได้ดี อ่านได้เร็ว อ่านได้รู้เรื่องเป็นธรรมชาติ เราควรจะรู้เรื่องเป็นภาษาอังกฤษไปเลย โดยไม่ต้องมีคำแปลไทยแทรกอยู่ในสมองขณะที่เข้าใจเนื้อหา หรือถ้ามีก็เฉพาะบางคำที่จำเป็นต้องแปล แต่ส่วนใหญ่ให้ความเข้าใจไหลเป็นภาษาอังกฤษไปเลย หลังจากนี้เมื่อจะนำเนื้อหามาพูดต่อเป็นภาษาไทย มันก็จะทำได้เอง
      แล้วจะฝึกยังไงให้สามารถทำอย่างนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าภาษาอังกฤษอ่อนแอมาเนิ่นนานแล้ว จะฝึกอ่านโดยไม่พึ่งคำแปลไทย มันจะเป็นไปได้ยังไง?
       ท่านผู้อ่านครับ เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ ไม่ว่า reading skill ของท่าน ณ นาทีนี้จะสูงต่ำปานใด ถ้าท่านมีเป้าหมายของชีวิตว่า ต้องสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้รู้เรื่องเหมือนอ่านภาษาไทย มันจะถึงเป้าหมาย 100 % ในอีกกี่เดือน กี่ปีข้างหน้าก็ช่างเถอะ แต่ถ้านี่คือเป้าหมายของท่าน ท่านก็ต้องฝึกไม่หยุด เพราะว่าในที่สุด Practice จะ makes perfect. และขณะที่ยังไม่ถึงที่สุด ถ้ายังไม่หยุดฝึก Practice ก็จะ makes progress.

progress-perfect
       ผมดูแล้ว คำแนะนำในการฝึก reading นี่มันง่ายมาก ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย คือฝึกอ่านทุกวัน ไม่เว้น ไม่ว่าจะมีเวลาหรือไม่มีเวลา, มีอารมณ์จะอ่านหรือไม่มีอารมณ์, จะอ่านรู้เรื่องมาก-รู้เรื่องน้อย-หรือไม่รู้เรื่องเลย, มีเรื่องดี ๆ ให้อ่านหรือถ้าไม่มีก็ต้องหาอะไรสักอย่างมาฝึกอ่านผ่านตาให้ได้ คำแนะนำมีง่าย ๆ สั้น ๆ แค่นี้แหละครับ และฝึกอ่านเรื่อยไปไม่หยุดด้วยความอึด reading skill ของเราก็จะ progress ทุกวัน จนในที่สุดก็จะ perfect ใช้งานได้เหมาะมือเหมาะใจ
       แต่ถ้าท่านต้องการคำแนะนำเป็นข้อ ๆ ให้ดูเป็นวิชาการหน่อย ผมก็ขอเสนอข้างล่างนี้ครับ
       [1] เลือกเรื่องที่จะฝึกอ่านที่ท่านชอบใจ พอใจ ยาก-ง่ายพอฟัดพอเหวี่ยงกับท่าน แต่อันนี้ท่านต้องลงทุนหาเองครับ

       → คลิกดูที่นี่ 
      [2] ถ้าอ่านผ่านคอมฯ ผมขอเสนอตัวช่วย คือ
       → add-on "English dictionary translate pronunciation"
      ซึ่งเป็นดิกอังกฤษ-อังกฤษ Longman ควบคู่กับดิกอังกฤษ-ไทย Google เรื่องนี้ผมขอชี้แจงว่า ถ้าจะใช้ดิกให้ได้ผล เราจำเป็นต้องพึ่งดิกอังกฤษ-อังกฤษ เพราะว่าดิกอังกฤษ-ไทยต่อให้ดีขนาดไหนประสิทธิภาพมันก็มีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องศัพท์: จะมีน้อย, ความหมายใหม่ ๆ ที่เพิ่งเกิด, ความหมายที่เป็น informal, idiom, phrasal verb, slang, technicl term ฯลฯ ความหมายพวกนี้ใช้ดิกอังกฤษ-ไทย ไม่พอหรอกครับ และอีกอย่างหนึ่ง คำแปลภาษาไทยสั้น ๆ ในดิกอังกฤษ-ไทย นั้น บ่อยครั้งที่มันไม่พอ ถ้าจะให้เข้าใจถูกต้องจริง ๆ เราควรอ่าน definition ที่เป็นภาษาอังกฤษ ที่ดิกอังกฤษ-อังกฤษ
       และดิก add-on ตัวนี้ยังใช้สะดวกตรงที่ว่า แค่คลิกครั้งเดียว definition + คำแปล ก็จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นทันที
       [3] ยังมีความยากลำบากอีกอย่างหนึ่งในการอ่านภาษาอังกฤษ คือเรื่องของแกรมมาร์หรือโครงสร้างของประโยค อย่างเช่น เราไปเจอประโยค I love you. เมื่อแปลหรืออ่านให้เข้าใจมันก็ง่าย เพราะมันไหลไปเลยไม่ต้องสลับที่ เป็น: ฉัน → รัก → คุ แต่ว่าประโยคภาษาอังกฤษมากมายมันซับซ้อนกว่านี้ ทำให้ต้องรู้ไวยากรณ์ของเขาจึงจะอ่านภาษาของเขารู้เรื่อง ผมได้รวบรวมเฉพาะไวยากรณ์ที่ต้องรู้จริง ๆ เพื่อจะได้อ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่อง
       → คลิกดู 1 
       → คลิกดู 2 
      การรู้แกรมมาร์โดยอ่านตำรานี้ก็ดีอยู่หรอก แต่ที่ดีกว่านี้ก็คือ การได้อ่านเนื้อหาภาษาอังกฤษโดยตรง โดยเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ ที่เราพอเข้าใจได้ และขยับยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะได้เรียนรู้ทั้งคำศัพท์และการนำคำศัพท์หลาย ๆ คำมาผูกเป็นประโยค สิ่งที่เราซึมซับจากการอ่านนี้ก็คือแกรมมาร์ที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้เรา "แน่น" มากกว่าอ่านทฤษฎีแกรมมาร์จากตำราเสียอีก

can do
      บทความในวันนี้ ผมไม่ได้พูดอะไรใหม่เลย ทุกอย่างผมเคยพูดแล้วในหลายบทความซึ่งเขียนไว้แล้วในปีที่แล้วหรือปีก่อน ๆ ท่านผู้อ่านเชื่อผมได้เลยครับว่า ในการฝึก reading skill นี้ คำแนะนำที่คุณครูให้นั้น อย่างมากก็แค่ 1% แต่อีก 99 % เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องฝึกเอาเอง และการฝึกนี้หมายถึงการแก้ปัญหาให้ตัวเองด้วย เมื่อเราอ่านภาษาอังกฤษแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ งง ถ้ามีใครมาตอบคำถามหรือแก้ปัญหาให้เราทันที สมองเราจะไม่ได้พัฒนา เปรียบไปแล้วก็เหมือนเด็กที่หัดเดิน ถ้าทุกครั้งที่เด็กล้มและพ่อแม่เข้าไปพยุงหรืออุ้ม เด็กก็คงเดินไม่ได้เพราะไม่เคยเรียนรู้ที่จะเดินไม่ให้ล้ม หรือเรียนรู้ที่จะลุกเมื่อล้ม  
      ผมคิดว่าเป็นการดีถ้าเราตั้งเป้าว่า ปีใหม่ 2561 นี้จะเป็นปีแห่งการฝึก English reading skill ให้แข็งแรง โดยการฝึกอ่านอย่างจริงจัง, ฝึกอ่านทุกวัน อย่างตั้งใจและมีสมาธิ นี่คือของขวัญชิ้นใหญ่ที่เราเท่านั้นสามารถมอบให้แก่ตัวเอง คนอื่น ๆ แม้รักเราเพียงใดก็ไม่สามารถมอบให้ได้
พิพัฒน์
www.facebook.com/en4th 

Add comment

เชิญแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำที่สุภาพ

Security code
Refresh

Google
Search WWW Search Blog e4thai Search www.e4thai.com